นิยายสายดาร์ก อินได้แต่อย่าเครียดกันนะเออ (เก๊าเป็นห่วง//จิ้มๆ) #ดีแลนสายโหด #คริสสายเกรียน #DylanChris

ชื่อตอน : Christian : 4 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.9k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2560 20:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
Christian : 4 [100%]
แบบอักษร

**แก้ไข9/05/60


4

วันนี้ผมใช้พลังงานไปเยอะเหลือเกิน การที่ผมวิ่งออกจากบ้านโดยไม่มีรองเท้าทำให้ตอนนี้เท้าผมบวมแดงและมีรอยถลอกเต็มไปหมด แถมกลับมายังต้องมารบราฆ่าฟันกับดีแลนอีก ผมเหนื่อย ง่วง แล้วก็ต้องการพักผ่อน แต่...ผมไม่ไว้ใจคนที่อยู่บนเตียงตอนนี้ ผมต้องนั่งถ่างตาทั้งคืนเพราะกลัวว่าเขาจะลุกขึ้นมาทำอะไรผมอีก กลายเป็นว่าทั้งคืนผมไม่ได้หลับเลยแม้แต่นาทีเดียว

ร่างที่อยู่บนเตียงพลิกกายอีกครั้ง ผมสะดุ้งมองไปทางเขาอย่างระแวง เป็นแบบนี้อยู่ทั้งคืนทุกครั้งที่เขาขยับ จนตอนนี้ก็เช้าแล้วเขายังไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาเลย

                ก๊อกๆๆ

                “นายครับ” เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงของนายเอ ผมขยับออกจากประตูที่เปิดเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต นายเอมองมาที่ผมครั้งหนึ่งก่อนจะเรียกดีแลนที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง

                “นายครับ เช้าแล้วครับ”

                “อืม” ดีแลนงัวเงียลุกขึ้นมามองมาที่ผมเป็นอันดับแรก รอยยิ้มพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า สำหรับผมมันเป็นรอยยิ้มของปีศาจ

                “เดี๋ยวฉันตามออกไป” เขาหันไปบอกนายเอ ฝ่ายหลังพยักหน้ารับแล้วถอยกลับออกจากห้อง ดีแลนลุกขึ้นยืนบิดกายไปมาแก้เมื่อย แล้วเขาก็ทำให้ผมต้องถอยหนีไม่คิดชีวิตอีกครั้งเมื่ออยู่ๆก็เดินเข้ามาใกล้แบบไม่บอกไม่กล่าว

                “จะรีบไปไหนเล่า” ข้อมือผมถูกจับไว้แล้วกระชากเข้าไปใกล้ เท้าผมยังเจ็บอยู่จากเมื่อวานพอถูกกระชากก็ตั้งตัวไม่ทันจนล้มไปกระแทกอกเขา

                “ปะ ปล่อย!” ผมดันตัวออกห่างจากดีแลน อีกฝ่ายนอกจากจะไม่ปล่อยยังใช้มืออีกข้างรวบเอวผมแล้วดึงไปติดกับตัวเองอีก

                “ดีแลน!” ผมร้องลั่นเมื่ออยู่ๆเขาก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

                “ลงไปทำอาหารเช้าให้ฉันซะ อย่าลืมว่านายเป็นพ่อบ้าน ไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว” เขาผลักผมออกจากตัว เดินหัวเราะพอใจเข้าไปในห้องน้ำ ปีศาจ เขามันปีศาจชัดๆ

                “อ้อ แล้วอย่าใส่อะไรแปลกๆลงไปล่ะ ถ้าฉันจับได้นายไม่รอดแน่” ดีแลนถอยกลับออกมาอย่างนึกขึ้นได้ ผมใช้โอกาสนั้นเถียงกลับทันที

                “ทำไมผมต้องทำตามคำสั่งคุณ ผมไม่ใช่พ่อบ้านของคุณแล้ว ผมลาออก”

                “หืม? งั้นก็เลือกเอา...” ดีแลนกลับออกมาจากห้องน้ำ เดินตรงเข้ามาหาผมช้าๆอย่างเหนือกว่า ผมถอยไปจนติดกับกำแพง ไร้ทางหนี

                ปากหาเรื่องจริงๆเลยผมนี่ ไม่น่าไปต่อปากต่อคำ

                “จะเดินไปเดินมาในฐานะพ่อบ้าน หรือจะถูกขังอยู่ในนี้ในฐานะนักโทษ” ดีแลนเท้าแขนกักตัวผมไว้ แสยะยิ้มมองผมด้วยแววตาเป็นประกาย

                ผมย่อมเลือกทางที่ได้อยู่ห่างจากเขาแน่อยู่แล้ว ขืนยังอยู่ในนี้ต่อไปผมคงต้องเป็นโรคประสาทตายแน่ ทันทีที่      ดีแลนปล่อย ผมก็รีบวิ่งออกจากห้องแบบไม่คิด รอก่อนเถอะ...ผมหาทางได้เมื่อไหร่ผมจะหนี และครั้งหน้าผมต้องรอด!


“ฉันออกไปข้างนอกไม่นาน อยู่ที่นี่ทำตัวเป็นเด็กดี ถ้านายคิดหนีหรือทำร้ายลูกน้องฉันอีก ฉันจะให้พวกเขารุมกระทืบนายซะ” ดีแลนย้ำชัดอีกครั้งในขณะกินข้าว ผมกะว่าทำอาหารให้เขาเสร็จจะหนีไปอยู่ที่อื่นเพราะไม่อยากเห็นหน้าเขาอีก แต่เขาไม่ยอมให้ผมไป บังคับให้ผมยืนอยู่กับที่รอจนเขาออกจากบ้านถึงจะมีสิทธิ์ไปที่อื่น

                “ฟังที่ฉันพูดไหม”

                “อืม” ผมตอบรับสั้นๆแล้วหันไปมองทางอื่น ผมล่ะอยากเอาถาดที่ถืออยู่ในมือฟาดหัวเขานัก ถ้าไม่ติดว่าพวกสี่สหายยืนจ้องอยู่ผมอาจทำไปแล้ว

                “พูดกับเจ้านายแบบนี้เหรอ”

                “คุณไม่ใช่เจ้านายผม”

                “หรืออยากให้เป็นอย่างอื่น”

                “อย่ามากวนประสาทผมดีแลน รีบกินแล้วคุณจะไปไหนก็รีบไป ผมไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้นานหรอกนะ”

                “หึๆ นายเป็นคนแรกที่กล้าไล่ฉันแบบนี้” ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะโกรธ แต่ที่ไหนได้ ดีแลนกลับขำที่ถูกผมพยศใส่ “แต่เก่งจริงอย่าสั่นตอนฉันเข้าใกล้สิ”

                ผมไม่ได้สั่น!

                สองขาผมก้าวถอยหลังเองโดยอัตโนมัติเมื่อดีแลนลุกขึ้นยืน นายเอยื่นเสื้อนอกให้ดีแลนสวมทับ ก่อนจะเดินกลับออกไปเพื่อเตรียมรถให้เจ้านายตัวเอง

                “เฝ้าให้ดี ถ้ามีอะไรตุกติกก็ยิงซะแล้วจับโยนเข้าห้องใต้ดิน” เขากำชับอีกสามคนที่เหลือที่วันนี้มีหน้าที่เฝ้าผม ดีแลนหันกลับมาเหยียดยิ้มมองผมอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากบ้านไป

เมื่อดีแลนไป ผมก็กลับมาที่ห้องตัวเองที่ตอนนี้สภาพแบบว่า...ดูไม่ได้เลย เป็นผมเองที่ทำเพราะโมโหที่ทำอะไร    ดีแลนไม่ได้เมื่อคืนเลยกวาดข้าวของในห้องซะกระจาย

“นายท่านให้นายไปนอนที่ห้องเขาก่อน วันนี้จะมีคนมาทำความสะอาดให้”

“มีคนมาทำความสะอาด!” ผมทวนคำอย่างแปลกใจ นายบีมองหน้าผมอย่างหนักใจก่อนจะพูดสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ออกมา

“อย่าคิดจะให้ใครช่วย คนที่มาล้วนแล้วแต่เป็นคนของนายท่านทั้งนั้น” เหมือนเขาอ่านใจผมได้ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

“มาตอนไหน”

“คริสเตียน อย่าวุ่นวายได้ไหม”

“ฉันแค่อยากรู้ ฉันไม่อยากไปนอนห้องเจ้านายของนาย” “งั้นนายก็ไปนอนห้องแขกก่อน ทำเสร็จจะมีคนไปเรียก” สิ้นเสียงนายบีก็เดินหลบออกไปราวกับเหนื่อยใจที่ผมไม่ยอมแพ้สักที ถึงผมจะเข็ดยังไงผมก็ยังอยากลองทำอะไรบ้างเพื่อให้ตัวเองรอด ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะดิ้นให้ถึงที่สุด ทางเดียวที่จะหยุดผมได้คือเขาต้องฆ่าผมซะ


ผมเข้ามานอนห้องแขกตามคำแนะนำของนายบี หลับยาวเป็นตายจนถึงเย็น ไม่มีใครเข้ามากวนผมหรืออาจจะมีแต่ผมไม่รู้สึกตัวก็เป็นได้

ทันทีที่รู้สึกตัวผมก็รีบลุกพรวดออกจากห้องไปเพราะกลัวพลาดโอกาส ประตูห้องนอนผมถูกเปิดผ่างออก คนในนั้นสองคนหันมาเลิกคิ้วมองผมอย่างแปลกใจ ผมยิ้มกว้างอย่างปิดไม่มิด นี่แหละโอกาส

“พวกคุณ ช่วยผมด้วย พาผมออกไปจากที่นี่ที” ผมวิ่งเข้าไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด เขาใส่หน้ากากกันฝุ่นอยู่ทำให้เห็นหน้าไม่ชัดเจนเท่าไหร่ รู้แต่เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง คนที่ผมพูดด้วยเป็นผู้ชาย

ทั้งสองคนหันไปมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ

“ผมถูกดีแลนจับไว้ พวกคุณต้องช่วยผมนะ พาผมออกไปจากที่นี่ที” เมื่อได้ยินชื่อดีแลน สองคนนั้นก็หน้าตาเลิกลัก รีบหันหน้าหนีผมแล้วก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดต่อเหมือนผมไม่มีตัวตน

“ได้โปรดเถอะ ถ้าผมรอดไปได้ผมจะไม่ลืมบุญคุณเลย ให้ผมทำอะไรให้ก็ได้ แต่พาผมออกไปจากบ้านหลังนี้หน่อยนะ”

“คริสเตียน!” เสียงเรียกชื่อผมดังลั่นอย่างโมโห ผมหันกลับไปอย่างท้าทาย นายบียืนจ้องผมอยู่หน้าประตู “ฉันบอกนายแล้วว่าอย่า คนพวกนี้ไม่มีทางช่วยนาย พวกเขาเป็นคนของนายท่าน”

                ผมกำมือแน่น ตวัดสายตากลับไปมองสองคนที่ทำความสะอาดต่ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวด้วยความโมโห

                “พวกนายเป็นคนแบบไหนกันแน่” ว่าจบผมก็วิ่งหนีออกมาจากห้องนั้นทันที ไม่มีใครช่วยก็ไม่มี ผมหาทางเองก็ได้ พวกนั้นไม่ได้มาตัวเปล่าแน่ ต้องมีรถถึงจะผ่านเข้ามาถึงในนี้ได้ ผมจะไปแอบอยู่ในรถพวกเขา ให้พวกเขาขับออกไปแล้วค่อยหาทางหนีไปที่อื่น

                รถมินิแวนแปลกตาจอดอยู่หน้าบ้าน ผมไม่เคยเห็นมันที่นี่มาก่อน ข้างในมีอุปกรณ์ทำความสะอาดมากมายเต็มไปหมด ซ้ายขวารอบตัวผมไม่มีใคร ผมย่องไปเลียบๆเคียงๆตัวรถ ลองเปิดประตูรถดูปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อก

                เสร็จผมล่ะ

                ผมขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในนั้น ดึงผ้าใบที่ใช้คลุมสิ่งของขึ้นมาทับตัว พยายามแทรกกายเข้าไปในกองสิ่งของ ใช้พวกมันบังตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เท่าที่ผมเห็นเมื่อกี้ สองคนนั้นทำความสะอาดใกล้จะเสร็จแล้ว อีกไม่นานคงกลับลงมา

                ผมนอนรออยู่ในรถประมาณสิบห้านาทีเห็นจะได้ เริ่มมีเสียงพูดคุยกันดังขึ้นจากหน้าบ้าน ประตูรถเลื่อนเปิดออก อุปกรณ์ทำความสะอาดถูกโยนเข้ามาในรถขณะที่พวกเขาคุยกัน

                ถังน้ำกระแทกถูกหัวผมจนเกือบหลุดปากร้อง ดีที่ตะครุบปากตัวเองไว้ทัน

                “ขอบใจมากนะ นี่ค่าจ้างพวกนาย นายท่านฝากไว้ให้”

                “เฮ้ย ไม่เป็นไร นายท่านเป็นผู้มีพระคุณของพวกฉัน ช่วยเล็กๆน้อยๆแค่นี้พวกฉันเต็มใจ”

                “เอาไปเถอะน่า นายท่านฝากไว้ให้”

                “งั้นฝากขอบคุณนายท่านด้วยนะ”

                “ได้”

                “นี่...ห้องที่พวกเราทำเมื่อกี้น่ะ ฝีมือผู้ชายคนนั้นทำเละใช่ไหม” เสียงผู้หญิงถามขึ้นบ้าง ผมเริ่มร้อนใจอยากให้พวกเขารีบออกรถสักทีก่อนที่ใครจะสังเกตได้ว่าผมไม่ได้อยู่ในห้อง

                “อืม” นายบีตอบสั้นๆ ไม่อยากอธิบายยืดยาว

                “อ้อ...งั้นพวกฉันไม่ถามและ ไปล่ะ”

                “เดินทางดีๆ ไว้คราวหน้าจะใช้บริการอีก”

                “บายเพื่อน” เสียงผู้ชายดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนประตูรถจะบิดลง เสียงสตาร์ทรถดังขึ้นเหมือนเสียงสวรรค์สำหรับผม ตัวรถเคลื่อนออกจากบ้านไป ผมดีใจเหมือนลิงโลดแต่ต้องพยายามเก็บอาการไว้ไม่กระดุกกระดิก

                ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างผม ผมหนีจากบ้านนรกนั่นได้แล้ว

ผมรอดแล้ว


ตัวรถเคลื่อนไปไกลพอสมควรกว่าจะหยุดลง สองหนุ่มสาวนั่นลงรถไป เมื่อเสียงฝีเท้าดังห่างออกผมค่อยโผล่หัวขึ้นมา

                ที่นี่ที่ไหน

                เป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาเมื่อเห็นตัวเมืองเล็กๆไม่คุ้นตาปรากฏขึ้นตรงหน้า รถคันนี้จอดอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ผมค่อยๆลุกออกจากกองอุปกรณ์ทำความสะอาด เปิดรถอย่างแผ่วเบาและลงมายืนที่พื้น

                ถนนแถวนี้ไม่ค่อยมีรถผ่าน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยสักคัน ผมเดินโต๋เต๋ไปตามข้างทาง พยายามมองหาตู้โทรศัพท์สาธารณะแถวนี้ นาฬิกาในร้านอาหารข้างทางบ่งบอกว่าตอนนี้สี่ทุ่มแล้ว ผมออกจากบ้านหลังนั้นประมาณหกโมงเย็น มาถึงเมืองประมาณสองทุ่มกว่า ตอนนี้พวกที่บ้านดีแลนน่าจะรู้แล้วล่ะว่าผมไม่อยู่

                “ขอโทษครับ” ผมเดินเข้าไปทักใครสักคนที่กำลังยืนสูบบุหรี่พิงตู้โทรศัพท์อยู่ เขาเหลือบตามามองผมแวบหนึ่งก่อนจะดับบุหรี่ทิ้งแล้วใช้เท้าขยี้

                “ครับ?”

                “ผมต้องใช้...” ผมชี้ไปที่ด้านหลังเขาแทนคำพูด เขาเข้าใจในทันที ผละออกจากประตูตู้หลีกทางให้ผม “เอ่อ แล้วก็...พอจะมีเหรียญให้ผมยืมหน่อยได้ไหมครับ ผมจะคืนให้แน่นอน ไม่ต้องห่วง”

                “ฮะๆ คุณนี่ตลกดีนะ จะใช้โทรศัพท์แต่ไม่มีเหรียญเนี่ยนะ” เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือมาให้ผมแทน “เอานี่ไปใช้ สมัยนี้ใครเขาพกเหรียญกัน”

                “ขอบคุณครับ!” ผมรีบตระคลุบโทรศัพท์มือถือไว้ราวกับเจอของมีค่า ชายแปลกหน้าคนนั้นยิ้มมองผม ท่าทางประหลาดใจกับอาการดีใจเว่อวังของผม ผมก้มหน้าลงกดเบอร์โทรของคุณเซบาสเตียนที่ท่องจำจนขึ้นใจ รอเสียงสัญญาณดังอย่างใจจดจ่อ โดยไม่ทันสังเกตว่าชายแปลกหน้าคนนั้นกำลังจ้องรอยบนคอผมอยู่

                “ขอโทษนะครับ ขอถามอีกอย่าง ที่นี่ที่ไหนเหรอ” ผมถามขึ้นขณะรอคุณเซบาสเตียนรับ ชายคนนั้นเลิกจ้องคอผมแล้วหันมาตอบ

                “อ้อ ที่นี่เขาเรียกว่า...”

                “ไม่นะ!” ก่อนจะได้ฟังคำตอบ ผมก็โยนโทรศัพท์คืนเขาแล้วพุ่งเข้าไปหลบในเงามือของซอกตึก รถสีดำกับทะเบียนคุ้นตาแล่นฉิวผ่านหน้าผมไป หัวใจผมเต้นโครมครามเสียงดัง

เขามาแล้ว...ดีแลน มาถึงที่นี่แล้ว

                “คุณ สายตัดไปแล้ว” ชายปริศนาถือโทรศัพท์มาโชว์ให้ผมดู ผมคว้ามือเขาไว้ จ้องดวงตาเขาอย่างเว้าวอน

                “คุณพาผมออกจากที่นี่ที ขอร้องล่ะ ผมกำลังหนีคนคนหนึ่งอยู่” รอคุณเซบาสเตียนไม่ทันแน่ ดีแลนอยู่ใกล้ๆนี่ถ้าไม่รีบเขาจะเจอผมในไม่ช้า

                “หนีเหรอ”

                “ครับ ได้โปรด ช่วยผมด้วย”

                “มันก็ได้อยู่หรอก ผมมาธุระที่นี่แป๊บเดียว อีกเดี๋ยวก็จะกลับแล้ว งั้นคุณก็ไปกับผมเลยละกัน”

                “ขอบคุณ! ขอบคุณครับ” ผมไม่รู้จะขอบคุณเขายังไงกับความช่วยเหลือนี้ ชายปริศนาพาผมมาที่รถของเขา เปิดประตูข้างคนขับให้ผมเข้าไปนั่งแล้วตัวเองเดินอ้อมกลับไปที่เบาะคนขับ

                “เดี๋ยวผมต้องไปคุยธุระก่อน คุณรอผมสักพักได้ไหม เสร็จแล้วเราค่อยออกจากเมือง รับรองไม่นาน”

                “ครับ ขอบคุณครับ”

                “ผมชื่อโคล คุณล่ะ”

                “คริสเตียนครับ เรียกคริสเฉยๆก็ได้ ผมชอบให้เรียกแบบนั้นมากกว่า”

                “โอเคคริส ไม่ต้องพูดสุภาพกับผมหรอก ฟังแล้วมันดูอึดอัด”

                “อื้ม” ผมพยักหน้าตอบ ดีจังที่ได้เจอคนดีๆแบบนี้ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ผมเจอแต่พวกป่าเถื่อนไร้หัวใจอย่างพวกของ    ดีแลน ไม่นานผมจะได้ไปจากนี้แล้ว กลับไปโรงเรียนพ่อบ้านของผม ที่ที่ผมควรอยู่

                รถของโคลขับมาจอดที่ท่าเรือ ระหว่างทางเขาบ่นเรื่องถนนวันนี้ดูวุ่นวาย รถแล่นผ่านไปมาด้วยความเร็วตลอด ผมถามเขาว่าทุกวันไม่ใช่แบบนี้เหรอ เขาตอบว่าถนนค่อนข้างเงียบไม่เหมือนวันนี้

                ใจหนึ่งผมคิดไปถึงดีแลน จะเป็นเขาหรือเปล่าที่ทำให้เมืองดูวุ่นวาย รถที่วิ่งผ่านไปผ่านมาใช่คนของเขาออกมาตามหาผมหรือเปล่า

                โคลจอดรถตรงลานว่างของท่าเรือ ดูเหมือนคนที่เขามาคุยธุระด้วยจะยังมาไม่ถึง

                “ลงมาก่อนไหม ข้างนอกอากาศดีนะ” โคลพูดแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี ผมพยักหน้าแล้วเดินลงไป ไม่อยากให้เขาเห็นว่าผมเรื่องมาก โคลหยิบขนมปังที่ท้ายรถโยนข้ามมาให้ผม ส่วนตัวเองจุดบุหรี่สูบอยู่ใกล้ๆ

                ผมแกะขนมปังกินอย่างหิวโหย อาหารมื้อล่าสุดของผมคือข้าวเช้าก่อนที่ผมจะเผลอหลับไปทั้งวัน ดังนั้นแค่ขนมปังชิ้นเดียวตอนนี้กลายเป็นอาหารเลิศรสของผมไปแล้ว

                แสงไฟจำนวนมากสาดเข้ามาแยงตาจนมองอะไรไม่เห็น โคลลุกขึ้นยืน ดับบุหรี่แล้วเดินไปข้างหน้าเหมือนรอคนคนนี้อยู่แล้ว

                ฝ่ายนั้นมากันหลายคนผิดกับโคลที่มาคนเดียว ผมชักรู้สึกแปลกๆกับบรรยากาศกดดันรอบตัว เหมือนพวกเขาไม่ได้แค่มาคุยธุระกัน แต่จะมาฆ่ากันมากกว่า

                แสงไฟจากรถดับลงทีละคันทีละคัน นาทีนั้นเอง รอบๆตัวผมกลายเป็นภาพสโลว์ ผมหันกลับไปมองคนมาใหม่ ขนมในมือค่อยๆร่วงลงสู่พื้น เด้งขึ้นช้าๆก่อนจะกลับไปแน่นิ่งบนพื้น

                “นายมาช้านะ‘ดีแลน’” โคลจ้องหน้าผู้มาใหม่อย่างไม่เกรงกลัว มือทั้งสองของเขาล้วงกระเป๋ากางเกงท่าทางสบายๆผิดกับหน้าตาดีแลนที่เครียดเกร็ง สายตาเขาไม่ได้มองโคล แต่กำลังจับจ้องมายังที่ที่ผมยืนอยู่จนแผ่นหลังผมชาวาบ

                “ดีแลน” ผมเปรยชื่อเขาเบาๆ แต่ด้วยความเงียบชนิดเข็มตกยังได้ยินทำให้โคลได้ยินเสียงของผมด้วย

                “รู้จักกันเหรอ”

                “โคล...เขา...เขาอันตราย อย่าเข้าไปใกล้เขานะ”

                “นี่อย่าบอกนะว่าคนที่คุณหนีคือดีแลนน่ะ” โคลหันมามองผมด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ท่าทางเขาไม่ได้ดูเหมือนกลัว แต่เหมือนกำลังอึ้งอยู่มากกว่า

                “มาทางนี้สิคริส อยู่ใกล้ๆผมไว้” โคลอ้อมตัวรถมาดึงผมไปไว้ข้างๆ ดีแลนจ้องเขม็งมาที่ภาพตรงหน้า แววตาโกรธขึงสุดๆ ทำเอาผมอยู่ไม่นิ่ง

                ผมไม่รอดแน่เลย ทำยังไงดี

                “โคล ผะ ผมต้องไปแล้ว” ผมถอยออกห่างจากโคล จากดีแลน และทุกคนที่อยู่ที่นี่ ทันทีที่ก้าวถอยหลัง เสียงชักปืนทั่วสารทิศก็ดังขึ้น แสงเรเซอร์สีแดงส่องไปที่หน้าอกโคลสามจุด หน้าอกผมอีกหนึ่งจุด

                “โว้ว เล่นแบบนี้เลยเหรอ”

                “ถ้านายก้าวอีกก้าวเดียว ฉันสั่งยิง” ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างหลังดีแลนเล็งปืนมาทางนี้ ดีแลนในตอนนี้ดูมีอำนาจและน่ากลัวสุดๆ เขาสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทางเรียบเย็น ในขณะที่ดวงตาเหมือนจะมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ในนั้น

                ผมไม่กล้าขยับ ตัวเองตายไม่เป็นไรแต่คนที่ช่วยผมไว้อย่างโคลจะต้องมารับเคราะห์ด้วยผมไม่ต้องการ

                “ที่คนของนายขับรถไปมาในเมืองเนี่ย อย่าบอกนะว่าเพื่อตามหาคริสแค่คนเดียว”

                “ไม่ใช่เรื่องของนาย”

                โคลยักไหล่แบบขอไปที

                “หมอนี่ไปทำอะไรให้นายล่ะถึงต้องล่าเขาขนาดนี้”

                “เขาเป็นนักโทษของฉัน มีความแค้นที่ฉันต้องสะสาง เลิกยุ่งกับเรื่องนี้แล้วส่งตัวเขามาให้ฉันซะ” ผมหันกลับไปมองโคลด้วยสายตาวิงวอน ไม่เอานะ ผมไม่อยากกลับไปหาเขา ถ้าผมไปครั้งนี้ดีแลนไม่ปล่อยผมไว้แน่

                ผมส่ายหน้าดิก นัยน์ตาร้อนผ่าวเหมือนจะร้องไห้ ขาสั่นๆก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เสียงปืนลั่นเปรี้ยงเจาะพื้นปูนตรงหน้าโคลห่างไปแค่เซ็นเดียว โคลกระโดดโหยงหันไปต่อว่าดีแลนอย่างหัวเสีย

                “เล่นบ้าอะไรเนี่ย! เกิดโดนขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง”

                “ส่งตัวเขามา”

                “ไม่นะโคล อย่าทำนะ ผมไม่อยากกลับไปกับเขา ได้โปรด...ช่วยผมด้วย”

                “ถ้านายยังพูดอีกคำเดียวกลับไปฉันจะเย็บปากนายซะคริสเตียน” ดีแลนขู่ โคลยืนมือมาจับแขนอันสั่นเทาของผมไว้ แววตาทั้งคู่ของเขาดูหนักใจก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นรู้สึกผิด

                “ขอโทษนะ”

                “ไม่!”

                โคลเหวี่ยงร่างผมไปข้างหน้า ทันทีที่ผมล้มลงคนของดีแลนก็ตะคลุบไว้แล้วจับล็อกลากไปให้ดีแลน

                “ปล่อยผม! ผมไม่กลับไปกับคุณ” ผมดิ้นพล่าน ดีแลนตวัดสายตามาจ้องผมด้วยความโมโห ฟาดปืนใส่ใบหน้าผมจนหน้าหัน กลิ่นคาวเลือดคลุ้งปาก กรามปวดไปหมด

                ดีแลนปลดไทของตัวเองออกแล้วโยนให้ลูกน้องที่จับผมอยู่

                “มัดไว้แล้วเอาไปไว้ในรถ” ข้อมือผมถูกรวบมัดไว้ข้างหน้า ลูกน้องสองคนของเขาดันตัวผมไปที่รถของดีแลนที่มีนายเอนั่งอยู่เป็นคนขับและมีนายบีนั่งอยู่ข้างๆ พวกนั้นยัดผมเข้ามานั่งที่เบาะหลังแล้วปิดประตู ผมพยายามจะเปิดรถหนีแต่ตัวล็อกเลื่อนปิดในทันที และไม่ว่าจะพยายามเปิดเท่าไหร่มันก็เปิดไม่ออก

                “เปิดประตู!” ผมทุบรถแล้วโวยวายเสียงดัง นายเอนายบีไม่ได้สนใจผม ทำเพียงแค่มองไปยังเจ้านายของตัวเองที่กำลังคุยธุระกับโคลต่อด้วยท่าทางเคร่งเครียด โคลดูสบายๆ ทั้งที่ตอนนี้ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ถ้าดีแลนจะฆ่าโคลตอนนี้ เขาก็ทำได้ง่ายๆ

                การสนทนาผ่านไปเกือบสิบนาที ผมไม่ได้ลดละความพยายามในการทุบประตูออกไป เสียงของผมดังออกไปถึงข้างนอก ดีแลนหันกลับมามองอย่างรำคาญก่อนจะโบกมือให้ลูกน้องกลับไปประจำรถของตัวเอง ส่วนเขาเดินกลับมาที่รถที่ผมอยู่

โคลยังยืนอยู่ที่เดิม คุยธุระเสร็จแล้วแต่เขายังอยากรู้ว่าดีแลนจะเอายังไงกับผมต่อ

                ประตูถูกปลดล็อกให้เจ้านายได้เข้ามา ผมใช้โอกาสนั้นเปิดประตูอีกข้างออกไปแล้วก้าวขาลง เส้นผมของผมถูกกระชากกลับอย่างแรงจนหน้าหงาย ลูกน้องของดีแลนปิดประตูทั้งสองด้านให้แล้วล็อกทันที ผมถ่อยร่นไปจนติดประตูรถ หวาดกลัวสายตาที่กำลังจ้องมองมา

                “โทรตามหมอไปรอที่บ้าน”

                “นายท่านบาดเจ็บเหรอครับ” นายเอพูดขึ้นอย่างเป็นห่วง เอี้ยวคอกลับมามองเจ้านายตัวเองอย่างเป็นห่วง

                “เปล่า คนเจ็บคือหมอนี่ต่างหาก” ทุกคนเลิกคิ้วแปลกใจไม่เว้นแม้แต่ผมเอง ดีแลนยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปากผมไว้แน่น แล้วสั่งด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

                “กัดฟันไว้แน่นๆล่ะ”

                เปรี้ยง!

                “อื้อออ!!!” ผมร้องลั่น หอบหายใจหนักหน่วงด้วยความเจ็บปวด ดีแลน...เขา เขายิงผม ที่ต้นขาข้างซ้าย จรดปืนติดกับเนื้อแล้วลั่นไกอย่างเหี้ยมโหด  เลือดแดงสดไหลทะลักออกจากขาผมราวกับเขื่อนแตก ผมน้ำตาไหลอย่างอดไม่ได้ หลับตาแน่น กัดฟันกลั้นเสียงร้องให้ได้มากที่สุด มันเจ็บมาก เจ็บจนจะทนไม่ไหว

                ดีแลนปล่อยมือออกจากปากผม หันไปสั่งนายเอที่เป็นคนขับ

                “ออกรถ” มือที่ถูกพันธนาการของผมสั่นระริก พยายามกดห้ามเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด เพียงแค่สัมผัสมันก็เจ็บไปทั่วทั้งกาย ขาผมขยับไม่ได้เลย มันชาดิกไม่ว่าผมจะสั่งให้มันขยับยังไงมันก็ไม่ไป

ความคิดเห็น