ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 การสาบสูญของลูกกุญแจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 การสาบสูญของลูกกุญแจ

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 491

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2560 21:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 การสาบสูญของลูกกุญแจ
แบบอักษร

ตอนที่ 10 การสาบสูญของลูกกุญแจ

กริ๊งงงงง!!

เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นกลางดึก ปลุกเอกพลให้ตกใจตื่นขึ้นมารับสายปริศนาไร้มารยาท ซึ่งไม่ยอมแจ้งเลขหมายของตัวเองให้ผู้รับได้รู้

“เอกพลพูดครับ” ผู้กองหนุ่มแห่งกองปราบปรามแจ้งชื่อให้ปลายสายรับทราบ เพราะหากการรบกวนในยามวิกาลเช่นนี้ เกิดจากความผิดพลาดในการกดหมายเลขโทรศัพท์ ทั้งสองฝ่ายจะได้ไม่ต้องเสียเวลาซักถามกันให้วุ่นวาย

“ผู้กองงงง... ผู้กองต้องจาบยายหมอโรคจิตน่านห้ายด้ายน้า ถ้าม่ายช่ายเพราะมาน เมียโผมก็โคงม่ายต้อง... ตายยยย ผู้กองต้องจาบมานมาโลงโทษห้ายด้ายน้า ผู้กองงง...”

เสียงอ้อแอ้ยานคางของเอกวัฒน์ดังตอบกลับมายืดยาว ก่อนที่สายจะถูกตัดทิ้ง มิหนำซ้ำเมื่อลองโทรศัพท์กลับไปก็พบว่าอีกฝ่ายปิดโทรศัพท์มือถือไปแล้ว สร้างความงุนงงระคนเอือมระอาให้กับเอกพลเป็นอย่างมาก เพราะไม่แน่ใจว่าเอกวัฒน์กำลังเล่นสงครามจิตวิทยาอะไรกับตนหรือไม่

“เดี๋ยวพรุ่งนี้จะสอบให้หนักเลย อยู่ดีไม่ว่าดีดันโทรมาปลุกกลางดึกซะได้” เอกพลบ่นงึมงำ พร้อมกับคาดโทษเจ้าของวีรกรรม แล้วจึงล้มตังลงนอนอย่างเดิม เพื่อพักผ่อนเอาแรงสำหรับเช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

กิจวัตรประจำวันอันรีบเร่งเวียนกลับมาสู่ประดามนุษย์เงินเดือน และเงินรายวันทั้งหลายอีกครั้ง ทันทีที่พระอาทิตย์ทอประกายเจิดจรัสขึ้นบนท้องฟ้าสีคราม บ่งบอกว่าช่วงเวลาเช้าได้มาเยือนตามหมายกำหนดการเช่นเดียวกับเมื่อวานและวันก่อนๆ

แน่นอน! วัฏจักรเหล่านี้ยังครอบคลุมไปถึงเหล่ามนุษย์ผู้มีอาชีพทวงหนี้บุพการีด้วย

“พ่อครับ! ผมขอยืมเงินค่าเบี้ยเลี้ยงก่อนสักร้อยบาทได้ไหมครับ หมู่นี้พ่อไม่ค่อยจ้างให้ผมสืบคดีเลย ลูกจะกินแกลบอยู่แล้วเนี่ย เดี๋ยวสืบคดีคราวหน้า พอพ่อจ่ายเงินผม ผมจะรีบคืนให้พ่อเลยนะ” ธนูบอกท่านนายพลผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าหน้าตาเฉย ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนั่งละเลียดข้าวต้มไก่มื้อเช้าด้วยกัน ทั้งที่นั่นดูจะเป็นการกู้ยืมเงินที่ผิดปกติวิสัยอย่างไรชอบกล

“ถึงฉันไม่จ้างให้แกสืบ แกก็ไปหาสืบเองอยู่แล้วนี่ เป็นยังไงล่ะ เมื่อคืนได้อะไรกลับมาบ้าง?” พล.ต.ต.เกรียงไกรไมได้ให้คำตอบ แต่กลับเป็นฝ่ายย้อนถามถึงความคืบหน้าของคดีสะเทือนขวัญ ที่คนเป็นลูกพยายามพาตัวเองเข้าไปวุ่นวายอยู่ในขณะนี้

“ก็ได้หลักฐานที่ว่าลูกเขยของผู้ตายเป็น 1 ในผู้ต้องหาของคดีนั่นแหละครับ” ธนูตอบ พลางตบกระเป๋ากางเกงยีนส์ตรวจหาโทรศัพท์มือถือ เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการหลงลืม

“ไหนล่ะหลักฐานที่ว่า เอามาให้ฉันดูซิ” คนเป็นพ่อออกคำสั่งเฉียบขาด ในฐานะผู้ถือไพ่เหนือกว่า

“มันต้องดูเทียบกับภาพจากกลองวงจรปิดที่อยู่กับพี่เอกน่ะครับ ดูแค่คลิปใดคลิปหนึ่งมันก็เป็นแค่คลิปธรรมดาๆ เอามาใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ครับ” คนเป็นลูกแกล้งยักท่า วางฟอร์ม ไม่ยอมเปิดคลิปวีดีโอที่บันทึกอยู่ในเมมโมรี่การ์ดของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นเพียงคลิปแอบถ่ายสุดแสนจะธรรมดาจริงดังว่า

“ถ้าอย่างนั้นแกก็ต้องไปเปิดให้ฉันดูที่กองปราบฯ เบี้ยเลี้ยงที่ขอไว้ฉันจะพิจารณาจากผลงาน ถ้าไม่เปิดก็ไม่ต้องเอา!”

ประกาศิตของบิดาทำเอาลูกชายหัวหมอจอมกะล่อนอย่างธนูถึงกับนั่งอ้าปากค้าง ซาบซึ้งกับสำนวนเหนือฟ้ายังมีฟ้าแบบไม่รู้ลืม และด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงจำต้องเดินทางไปยังกองปราบปราม ด้วยรถยนต์ของพล.ต.ต.เกรียงไกร เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งข้อแล้วข้อเล่าชนิดที่เขาไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะกระเป๋าสตางค์แฟบๆ ในกระเป๋ากางเกงแท้ๆ

1 ชั่วโมงผ่านไป ภาพปรากฏการณ์อันถือเป็นที่สุดแห่งความพิศวงและอัศจรรย์ ก็บังเกิดขึ้นแก่สายตาของเหล่าตำรวจในสังกัดกองปราบปราม เมื่อเบื้องหลังผู้บังคับบัญชาของพวกเขากลับปรากฏบุคคลผู้เปรียบเสมือนเส้นขนานติดตามอยู่ทุกย่างก้าว ราวกับบอดี้การ์ดส่วนตัว แต่หากลองพินิจดูให้ดีแล้วล่ะก็ จะพบว่าคนคนนั้นไม่ได้มาเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว มิหนำซ้ำยังกระทำการอันเป็นสิ่งตรงข้ามอีกด้วย

“ธนู... ถ้าเงินฉันหายแม้แต่สลึงเดียว ฉันจะจับแกขังคุกลืมไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย” พล.ต.ต.เกรียงไกรดักคอลูกชายตัวแสบ ซึ่งกำลังใช้ความพยายามล้วงกระเป๋าสตางค์ของคนเป็นพ่ออยู่ในเวลานี้

“พ่อนับแม้แต่เศษสลึงเชียวหรือครับเนี่ย” ธนูยิ้มทะเล้นกลบเกลื่อนวีรกรรม และยอมเดินตามบิดาไปยังห้องทำงานของเอกพลแต่โดยดี ท่ามกลางรอยยิ้มของบรรดาตำรวจกองปราบฯ บริเวณนั้น

“อ้าว! คุณลุง น้องธนู วันนี้มาพร้อมกันเลยหรือครับ” ผู้กองหนุ่มเจ้าของห้องลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้มาเยือนทั้งสองที่พึ่งเปิดประตูเข้ามา สีหน้าท่าทางประหลาดใจไม่แพ้นายตำรวจคนอื่นๆ

“ลุงแค่อยากจะดูผลงานของสายสืบเก่าแก่ขี้โม้ประจำกองปราบฯ น่ะ... เอ้า! ไหนล่ะคลิปที่ว่า เอามาเปิดเทียบกันเร็วๆ เข้า ชักช้าหักเบี้ยเลี้ยงนาทีละ 10 บาท” ท่านนายพลตอบคำถามผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วหันกลับมาไล่ต้อนลูกชายตอมกะล่อนในกำมือ

“โห! พ่อพูดแบบนี้เข้าข่ายข่มขู่เจ้าพนักงานนะครับ นี่ไง ผมใส่แจ็คเก็ตกองปราบฯ อยู่นะเนี่ย” ธนูยืดอกอวดแจ็คเก็ตสัญลักษณ์กองปราบปราม พร้อมกับกระโดดหนีกำปั้นที่กำลังจะตะบันลงกลางหัว

“มัวแต่เล่น แล้วเมื่อไหร่จะได้เนื้องาน!” เจ้าของกำปั้นจั่วลมขึ้นเสียงดุ สีหน้าเคร่งเครียด จนตัวต้นเหตุต้องรีบเข้าสู่โหมดเป็นการเป็นงาน กุลีกุจอเปิดคลิปวีดีโอในโทรศัพท์มือถือออกมาเปรียบเทียบกับภาพวีดีโอจากกล้องวงจรปิดที่เอกพลกำลังนั่งดูอยู่

“ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าลักษณะท่าทาง และโดยเฉพาะการถนัดซ้ายของคนขี่มอเตอร์ไซค์กับลูกเขยคุณสุจริต ถอดแบบกันออกมาไม่มีผิดเพี้ยนเลยครับ ถ้าเราใช้หลักฐานตรงนี้ ก็จะไล่ต้อนหมอนั่นให้จนมุม ยอมรับสารภาพได้แน่ๆ” ธนูอธิบายรายละเอียด ‘ความเหมือน’ ของบุคคลต้องสงสัยทั้งคู่ แล้วจึงเปิดคลิปวีดีโอถัดไป

“ส่วนคลิปนี้... ผมได้ทดลองจำลองรูปพรรณสัณฐานของนายเอกวัฒน์ เมื่อเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าแบบเดียวกับวินมอเตอร์ไซค์ แล้วใช้บางอย่างใส่ไว้ในเสื้อเพื่อให้ดูอ้วนลงพุง ก็พบว่ารูปพรรณสัณฐานหลังจากนั้นเหมือนกันอย่างกับเป็นคนคนเดียว”

ข้อสันนิษฐานประกอบหลักฐานของธนูฟังดูมีหลักการ น่าเชื่อถือ ถึงอย่างนั้น...

“ยังไม่พอ! แค่นี้อาจจะบีบคนปากแข็ง หรือคนที่มีเหตุจำเป็นมากๆ ในการที่จะต้องปิดบังความลับไว้ไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นแกจะทำยังไง?” พล.ต.ต.เกรียงไกรทักท้วงทันควัน อย่างคนที่มีประสบการณ์และอาบน้ำร้อนมาก่อน

“ก็ใช้เครื่องจับเท็จกับหมอนั่นไปเลยสิครับ” ธนูตอบคำถามได้ในทันทีเช่นกัน

“เจ้าลูกบ้า! มันต้องหาหลักฐานมามัดตัวให้ดิ้นไม่หลุดต่างหาก ไม่ใช่หวังแต่จะพึ่งของแบบนั้น”

เสียงของท่านนายพลดังไปถึงด้านนอกห้อง และคงจะดังต่อไปอีก หากไม่มีเสียงโทรศัพท์ของเอกพลดังขัดจังหวะเสียก่อน

“ขออภัยนะครับ” ผู้กองหนุ่มโค้งขอโทษสองพ่อลูก แล้วรีบเดินไปคุยโทรศัพท์ตรงหน้าต่างห้อง เพื่อไม่ให้รบกวนการสนทนาของคนทั้งคู่ แต่แล้ว...

“ผู้กองครับ... ไอ้เอก... ไอ้เอกลูกเขยผม มันตายแล้วครับ”

เสียงสั่นๆ ของคุณสุจริตดังขึ้นทันทีที่เอกพลรับสาย และมันก็ทำให้ชายหนุ่มยืนถือโทรศัพท์ค้างอยู่หลายวินาทีกับสิ่งที่ได้รับรู้

“ปะ... เป็นไปได้ยังไงครับ เมื่อคืนนายเอกวัฒน์ยังโทรมาหาผมตอนเที่ยงคืนอยู่เลย!?”

คราวนี้คำพูดและอาการตกใจของเอกพล เรียกให้ พล.ต.ต.เกรียงไกรและธนูหันขวับมาจ้องมองเขาด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด เพราะพอจะคาดเดาได้ว่ามีเหตุการณ์รอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าของชื่อในประโยคคำพูดนั้น

“จริงๆ ครับผู้กอง ตำรวจพึ่งโทรมาบอกผมเมื่อกี๊เอง” คุณสุจริตยืนยัน น้ำเสียงบ่งบอกถึงความร้อนใจที่สุมอยู่ในอกแฟบๆ ไร้มัดกล้าม ซึ่งถูกเหตุการณ์ร้ายทิ่มแทงอวัยวะภายในซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เขาแจ้งไว้ว่ายังไงบ้างครับ แล้วตอนนี้ศพอยู่ที่ไหนครับ?” เอกพลเอ่ยถาม น้ำเสียงแสดงความร้อนใจพอๆ กัน

“เขาบอกว่าไอ้เอกมันขี่มอเตอร์ไซค์ตกลงไปในคลองครับ ศพยังอยู่ตรงที่เกิดเหตุ ให้ผมรีบไป”

คำตอบของคุณสุจริต ทำให้คิ้วของผู้กองหนุ่มแห่งกองปราบปรามผูกเป็นปมทบไปทบมา จนดูราวกับจะเป็นเงื่อนตายที่ไม่สามารถแก้ออกได้ง่ายๆ

“ตรงไหนครับ ผมจะรีบตามไป!”

ชื่อสถานที่ที่ได้รับการตอบกลับมาถูกบันทึกลงในรอยหยักของสมองแบบถาวร และทันทีที่ชายหนุ่มหันกลับมาหาเจ้าของสายตา 2 คู่ที่ยังคงจ้องมองเขาอยู่จากทางด้านหลัง

“ผู้ชายคนนั้นเป็นอะไร?” พล.ต.ต.เกรียงไกรถามขึ้นสั้นๆ หากแต่ได้ใจความครบถ้วนเป็นที่รู้กัน

“มอเตอร์ไซค์ตกคลองทวีวัฒนาครับ”

คำตอบของเอกพลทำให้ท่านนายพล รวมไปถึงสายสืบอัจฉริยะอย่างธนูถึงกับชะงักไป ในเมื่อคลองที่ว่ามีประวัติเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ตกลงไปหลายครั้งแล้ว

“ธนู! แกไปกับพี่เอกเขา แล้วช่วยกันตรวจสอบดูให้ดีว่าเป็นอุบัติเหตุหรือฆาตกรรมปิดปาก”

คำสั่งของพล.ต.ต.เกรียงไกรได้รับการตอบรับแข็งขันจากสองหนุ่มทั้งคู่รีบออกเดินทางจากกองปราบปรามด้วยรถยนต์คันเก่งของเอกพล มุ่งหน้าสู่อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพมหานครในเขตตลิ่งชัน ท่ามกลางสภาพการจราจรอันแออัดและโหวกเหวกไปด้วยเสียงแตร เสียงเครื่องยนต์ รวมไปถึงเสียงตะโกนของผู้คน ตรงข้ามกับภายในรถของเอกพลซึ่งมีเพียงความเงียบที่เข้าครอบคลุมตลอดการเดินทาง

“ศพถูกส่งไปสถาบันนิติเวชแล้วครับ”

จากระยะทางที่ค่อนข้างไกล ทำให้ธนูและเอกพลไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ไม่ทันเวลาขนย้ายศพเพื่อส่งตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนคุ้นหน้า 2 คน ซึ่งกำลังยืนคุยกับคุณสุจริต ที่พอจะให้รายละเอียดของคดีกับพวกเขาได้

“อ้าว! ผู้กองภูผา คุณหมอนิรดา มาด้วยหรือครับเนี่ย?” ธนูยิ้มกว้างให้คนทั้งคู่ด้วยความยินดี ขณะที่เอกพลได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ กลบเกลื่อนความสงสัยที่ว่า เพื่อนสนิทผู้ถูกสั่งพักราชการและนางในฝันของตน มาอยู่ด้วยกันที่นี่ได้อย่างไร

“คือ... พอดีคุณหมอเธอเคยให้เบอร์โทรศัพท์ผมไว้น่ะครับ ผมก็เลยโทรไปบอกข่าวด้วย” คุณสุจริตเป็นฝ่ายตอบคำถามแทนด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก

“ตอนนั้นดิฉันยังไม่ได้ออกจากบ้านน่ะค่ะ เห็นว่าไม่ไกลกันเท่าไหร่ เลยโทรไปขอร้องผู้กองภูผาให้ช่วยพามาดูศพแล้วก็สถานที่เกิดเหตุ” นิรดาเสริมคำพูดของคุณสุจริตให้กระจ่างขึ้น

“เพราะว่ารถคุณหมอยังซ่อมไม่เสร็จน่ะ” ภูผาเพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายปิดท้าย ราวกับจงใจคลี่คลายความสงสัยของเอกพล โดยที่ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรแม้แต่นิดเดียว

“แบบนี้ก็แสดงว่าคุณหมอตรวจสอบสภาพศพเบื้องต้นแล้วสินะครับ?” ธนูถามขึ้นอีกอย่างกระตือรือร้นและสงสัยใคร่รู้ บัดนี้วิญญาณนักสืบในร่างของชายหนุ่มจอมกะล่อนกำลังสำแดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แล้ว

“ค่ะ ไม่พบบาดแผลใดๆ ที่ทำให้เชื่อว่าเกิดจากการถูกทำร้ายหรือฆาตกรรม แต่ก็คงต้องรอผลนิติเวชที่แน่นอนเสียก่อน จึงจะสรุปข้อมูลทั้งหมดได้น่ะค่ะ” นิรดาตอบในส่วนที่ตนสังเกตเห็น

“ผู้กองภูผาเองก็คงสอบถามข้อมูลจากคนแถวนี้มาบ้างแล้วใช่ไหมครับ?” ธนูหันไปถามนายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่บ้าง

“ครับ พยานให้การตรงกันว่าได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะได้ยินเสียงเหมือนของหนักตกลงไปในคลอง เลยโทรแจ้งทางกู้ภัยให้มาช่วยตรวจดู ส่วนเวลาน่าจะเป็นช่วงประมาณตี 4 น่ะครับ” ภูผาบอกรายละเอียดคร่าวๆ ตามที่ตนได้สอบถามกับผู้คนในละแวก ซึ่งนับว่าน้อยมากหากจะใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินว่า นี่คืออุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม ด้วยเพราะชายหนุ่มไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เท่าที่ควร

“คุณเป็นตำรวจที่ถูกสั่งพักราชการอยู่ไม่ใช่หรือไง ต้องขอโทษด้วย ผมคงให้ข้อมูลกับคุณไม่ได้”

นั่นคือสิ่งที่ร้อยเวรผู้มาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุบอกกับภูผา ซึ่งชายหนุ่มคาดเดาว่าอีกฝ่ายคงคุ้นหน้าและชื่อเสียงเรียงนามของเขาจากรายงานข่าวทางโทรทัศน์ ที่แต่ละสถานีต่างแข่งขันกันทำสกู๊ปเด็ดขุดคุ้ยอัตชีวประวัติ รวมไปถึงผลงานของเขากับลูกทีมออกมาตีแผ่กันอย่างเมามัน

“ผู้กองภูผาเป็นเพื่อนสนิทของผู้กองเอกพล ที่รับผิดชอบคดีซึ่งน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ถ้ามีปัญหาดิฉันจะรับผิดชอบเองค่ะ ดิฉันก็เป็นแพทย์นิติเวชที่รับผิดชอบคดีนี้อยู่ ต้องการจะทราบข้อมูลเหมือนกัน”

และแม้นิรดาจะเข้ามาช่วยพูดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำท้องที่ให้ แต่อีกฝ่ายก็ยังยืนกรานกระต่ายขาเดียว ที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น

“แล้วนี่... ทางตำรวจท้องที่เขารู้ได้ยังไงครับว่าศพนี่เป็นใคร แสดงว่ากระเป๋าสตางค์ยังติดตัวศพอยู่อย่างนั้นหรือครับ?” ธนูโพล่งคำถามทำลายความเงียบ

“เปล่าครับ กระเป๋าสตางค์อยู่กับรถมอเตอร์ไซค์น่ะครับ ไม่ได้อยู่กับตัวไอ้เอกหรอก” คุณสุจริตเป็นฝ่ายตอบคำถามขึ้นมาอีกครั้ง

“ปกติคุณเอกวัฒน์เขามีพฤติกรรมใส่กระเป๋าสตางค์ไว้กับรถมอเตอร์ไซค์หรือครับ เขาไม่ได้พกติดตัวไว้หรอกหรือครับ?” สายสืบมือดีประจำกองปราบปรามนิ่วหน้าให้กับคำตอบที่ได้รับ ในเมื่อคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เขามั่นใจว่าเป็นคนเดียวกับนายเอกวัฒน์ลูกเขยของคุณสุจริตนั้น พกกระเป๋าสตางค์ไว้ในกระเป๋ากางเกง หาได้ใส่ไว้กับรถมอเตอร์ไซค์เช่นนี้!?

“เท่าที่ผมเคยเห็นก็ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง กระเป๋าหลังน่ะครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าเคยใส่ไว้ใต้เบาะมอเตอร์ไซค์บ้างหรือเปล่า” คุณสุจริตตอบด้วยท่าทีที่งุนงงกับคำถามของธนู

“นี่เรากำลังคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการฆาตกรรม และคนร้ายจงใจเอากระเป๋าสตางค์ของผู้ตายใส่ไว้กับมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้ตำรวจตรวจสอบได้เร็วขึ้นว่าผู้ตายเป็นใครใช่ไหม?” เอกพลสรุปสิ่งที่อยู่ในความคิดของธนูออกมาเป็นคำพูดให้ทุกคนเข้าใจ

“ครับ เพราะไม่จำเป็นนี่ครับว่าพยานได้ยินเสียงรถพุ่งลงน้ำตอนตี 4 แล้วผู้ตายจะต้องตายตอนนั้น คนร้ายอาจจะฆ่าผู้ตายแล้วใช้วิธีการบางอย่าง ทำให้ผู้ตายกับมอเตอร์ไซค์ตกลงไปในคลองพอดีกับช่วงเวลาที่น่าจะมีคนได้ยินก็ได้” สายสืบมือดีประจำกองปราบปรามอธิบายข้อสันนิษฐานในสมองเพิ่มเติม

“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าผู้ตายจะต้องเสียชีวิต ในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตี 4 หรือก็คือช่วงเวลาหลังจากที่โทรคุยกับพี่น่ะสิ” เอกพลลองสันนิษฐานช่วงเวลาในการเสียชีวิตจากข้อมูลที่มีอยู่บ้าง

“ไม่หรอก! ที่นายคุยด้วยอาจจะเป็นแค่เสียงที่บันทึกไว้ก็ได้” ภูผาแย้งขึ้นอย่างมีเหตุผล ชวนให้คิดตาม และช่วยให้คดีซับซ้อนซ่อนเงื่อนขึ้นอีกหลายเท่า

“ใช่ครับ! ช่วงเวลาที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ตามหลักฐานในวีดีโอ คือ ตอน 2 ทุ่ม น่าจะใช้ยืนยันได้ชัดเจนที่สุด” ธนูสนับสนุนคำพูดของภูผา และคล้ายจะสนับสนุนอาการปวดเศียรเวียนเกล้าของเอกพลให้เพิ่มขึ้นด้วย

“เอ่อ... วีดีโออะไรหรือครับ?”

ยิ่งไปกว่านั้นยังไปกระตุ้นต่อมสงสัยของคุณสุจริตเข้าอีกคน

“อ๋อ! พอดีผมอยากจะตรวจสอบอะไรนิดหน่อย เลยไปถ่ายวีดีโอแถวบ้าคุณสุจริต เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่มีน่ะครับ” ธนูตอบเลี่ยงๆ แบบปกปิดรายละเอียด แต่ทิ้งประเด็นไว้เพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เรื่องนี้ใช่ว่าเอกพลและภูผาจะไม่รู้

“แล้วผู้ตายโทรมาพูดอะไรกับนายบ้างล่ะ?” ภูผาหันไปถามเอกพลถึงเรื่องไม่กี่ชั่วโมงก่อน ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญของคดี

“ก็เรื่องเดิมๆ บอกว่าให้ฉันจับหมอฟันคนนั้นให้ได้ เพราะเป็นต้นเหตุให้ภรรยาของเขาต้องตาย” เอกพลตอบคำถามเพื่อน พลางนิ่วหน้าครุ่นคิดถึงความหมายที่อาจจะแฝงอยู่ในคำพูดเหล่านั้น “ตอนโทรมาก็ดูท่าจะเมาได้ที่เลยล่ะ พูดจบก็ตัดสายทิ้งไปเลย พอโทรกลับไปก็ดันปิดมือถือ”

คำบอกเล่าของเอกพลมีเกณฑ์จะทำให้รูปการของคดีพลิกกลับอีกครั้ง

“ผู้ตายอาจจะเมาแล้วขับ เลยพลัดตกคลองล่ะมั้งคะ” แพทย์หญิงนิรดาประจำแผนกนิติเวชออกความเห็น ซึ่งตรงกับความคิดของใครหลายๆ คน ณ ที่นั้น ยกเว้น...

“ถ้าเมาหนักตั้งแต่เที่ยงคืนก็น่าจะไปเหมาอะไรเข้าสักอย่างตั้งนานแล้วนะครับ ไม่น่ารอดมาถึงตี 4 เลย แถมยังขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาไกลบ้านเสียคนละโยชน์ขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าแถมบ้านไม่มีร้านเหล้าถูกใจ” ธนูโพล่งขึ้น ก่อนจะหันไปถามคุณสุจริตอีกครั้ง “ปกติผู้ตายชอบไปดื่มเหล้าที่ไหนพอจะทราบไหมครับ?”

“มันก็ไปทุกที่ที่เพื่อนชวนหรือมีคนเลี้ยงเหล้านั่นแหละครับ ผมไม่เคยตามไปดูมันหรอก หึ! คนอย่างนี้ตายไปก็คงไม่เป็นไรหรอกครับ วันๆ เอาแต่กินเหล้า แล้วก็ปรักปรำคนอื่น ตัวมันเองดีนักล่ะ” คุณสุจริตพูดถึงอดีตลูกเขยผู้ไร้ลมหายใจราวกับมีเรื่องแค้นเคืองกันมานาน ถึงอย่างนั้นลึกๆ ข้างในแววตาหม่นหมองคู่นั้น ก็ยังมีความโศกเศร้าเจืออยู่อย่างเห็นได้ชัด

“เอ่อ... แล้วคุณสุจริตพอจะทราบไหมครับว่า เมื่อคืนลูกเขยของคุณสุจริตออกไปจากบ้านตอนกี่โมง?” ธนูยังไม่เลิกตั้งคำถามและจับสังเกตอาการต่างๆ ของเจ้าทุกข์ ผู้ยังไม่หลุดพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัย

“น่าจะประมาณ 4 – 5 ทุ่มครับ เพราะผมพึ่งกลับจากงานศพแม่ยายมัน กำลังเข้านอน ส่วนไอ้เอกมันลางานไม่ได้ ไม่รู้มันกลับมาตอนไหน แต่ก็น่าจะออกไปราวๆ นั้นครับ” คุณสุจริตตอบคำถามด้วยสีหน้าท่าทางไร้พิรุธใดๆ

“อย่างนั้นหรือครับ” สายสืบมือดีแห่งกองปราบปรามนิ่วหน้าครุ่นคิด ประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ ทำเอาคุณสุจริตอดนึกสงสัยไม่ได้ว่า ว่าที่น้องเขยของผู้กองเอกพลคงจะมีตำแหน่งอยู่ในวงการตำรวจไทยเป็นแน่

“เอ่อ... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ จะได้ไปเตรียมการชันสูตรศพ ถ้าผลการชันสูตรออกเมื่อไหร่ จะรีบแจ้งให้ทุกท่านทราบค่ะ” นิรดาถือโอกาสขอตัวกลับ และเดินแยกตัวออกไปกับภูผา เช่นเดียวกับคุณสุจริตที่ต้องกลับไปทำงานตามปกติ ถึงแม้หัวใจจะบอบช้ำจากความทุกข์ที่ถาโถมเข้าใส่ซ้ำแล้วเล่าก็ตามที

“ตำรวจท้องที่นี้ทำงานแข็งขันกันดีนะครับ ไม่สนใจเราเลย” ธนูมองร้อยเวรประจำสถานีตำรวจท้องที่ ซึ่งยังคงยืนสอบปากคำชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ระหว่างที่เอกพลขับรถออกไปจากบริเวณนั้น

“เขาคงถือว่าเป็นคดีที่เขาต้องรับผิดชอบนั่นแหละ จริงอยู่ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับคดีของเรา แต่ถึงยังไงมันก็เป็นคนละคดีกัน ไม่เหมือนคดีของคุณสมหญิง” เอกพลตอบคำพูดของธนูด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมผิดปกติ จนชายหนุ่มรุ่นน้องคันปากอยากสะกิดให้ตบะแตกเสียเดี๋ยวนี้

“จะว่าไปคุณหมอนิรดาเธอก็น่าจะเข้าข่ายผู้ต้องสงสัยอยู่นะครับ” ธนูโพล่งอะไรแปลกๆ ออกมาอีก

“เฮ้ๆ น้องนู คุณหมอนิรดาหรือคุณหมอรจเลข พูดให้มันถูกๆ นะ” เอกพลทักท้วง ท่าทางราวกับเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเจ้าของชื่อคนสวย

“ก็คุณหมอนิรดานั่นแหละครับ ผมเห็นเธอมาอยู่ในที่เกิดเหตุ 2 ครั้งแล้วนี่ครับ” จอมกะล่อนยืนยันคำพูดเดิม พร้อมกับทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ประกอบ

“คราวที่แล้วมันเป็นเรื่องบังเอิญ ส่วนคราวนี้คุณสุจริตเขาโทรไปบอก เราก็ได้ยินแล้วนี่” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่แก้ต่างให้บุคคลที่ 3 ผู้ถูกกล่าวถึง โดยไม่รู้ว่ารุ่นน้องจอมกะล่อนกำลังลอบยิ้มที่เอกพลตกหลุมพรางตื้นๆ เข้าเต็มเปา

“นั่นมันอาจจะเป็นแผนการของเธอก็ได้นี่ครับ ความจริงแล้วคุณหมออาจจะมาเก็บอะไรบางอย่างกลับไปก็ได้” ธนูยังคงปั้นหน้าเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดเข้าข่ายหมิ่นประมาท คล้ายดูซีรี่ส์สืบสวนมากจนเพ้อเจ้อ

“นี่ตกลงสงสัยเขาไปทั่วเลยใช่ไหม ไม่สงสัยพี่ซะด้วยเลยล่ะ” เอกพลส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมประหลาดของธนู ซึ่งดูเหมือนพึ่งจะกำเริบเพราะคดีฆาตกรรมต่อเนื่องครั้งนี้

“ไม่หรอกครับ ผมสงสัยผู้กองภูผามากกว่า ว่ากำลังจะทำคะแนนทิ้งห่างพี่เอกไปไกลแล้ว” สายสืบรุ่นน้องตัวแสบหักมุมปิดท้าย เผยให้เห็นเจตนาที่แท้จริง จนเอกพลได้แต่นั่งอึ้งไปนานด้วยความรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำ

ภายในเขาวงกตอันคดเคี้ยวซึ่งรายล้อมด้วยความมืด กับผู้เล่น 2 กลุ่มที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เส้นทางข้างหน้าจะจบลงที่ทางออกหรือทางตัน!?

“ผู้ตายมีอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำค่ะ นอกจากนี้เรายังตรวจพบแอลกอฮอล์รวมทั้งสารแอมเฟตามีนในร่างกายของผู้ตาย ซึ่งน่าจะเกิดจากการเสพยาเสพย์ติดร่วมกับเครื่องดื่มประเภทมึนเมาด้วยค่ะ”

และนั่นคือผลการชันสูตรศพของเอกวัฒน์ ซึ่งนิรดาได้แจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรับทราบ!!

จบตอน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว