นิยายสายดาร์ก อินได้แต่อย่าเครียดกันนะเออ (เก๊าเป็นห่วง//จิ้มๆ) #ดีแลนสายโหด #คริสสายเกรียน #DylanChris

ชื่อตอน : Christian : 2 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2560 19:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Christian : 2 [100%]
แบบอักษร

**แก้ไข9/05/60


2

                เสียงนาฬิกาดังติ๊กๆในห้องนอนของผมดังไม่หยุด ผมพลิกตัวกลับไปกลับมาอย่างกระวนกระวาย อยู่ๆก็นอนไม่หลับเพราะหายใจไม่ออก ผมพยายามนึกว่าเมื่อตอนเย็นกินอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่อาหารที่ผมทำก็เป็นฝีมือของผมเอง ผมไม่น่าจะทำอะไรที่ตัวเองแพ้มากินนะ อ้อ...ผมลืมบอก ผมแพ้ถั่วทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นถั่วลิสง ถั่วเขียว เหลือง แดง ดำ อะไรก็ตามแต่ ผมกินไม่ได้เลย ดังนั้นแล้วอาหารที่ผมทำทุกอย่างจะไม่มีถั่วปะปนอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

                ตอนเด็กๆผมเคยแอบไปกินซุปถั่วที่เพื่อนทำ ปรากฏว่าอาการกำเริบและนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้ว่าตัวเองแพ้ ครั้งนั้นคนดูแลบ้านเด็กกำพร้าต้องหามผมส่งโรงพยาบาลกันวุ่นวายไปหมด  

                ไม่ได้การ ถ้าผมไม่รีบลงไปหายาแก้แพ้กินอาการจะหนักขึ้นจนถึงขั้นหอบแน่ ผมไม่ได้พกยาไว้ส่วนตัวนานแล้วเพราะหลังเข้าโรงเรียนพ่อบ้านผมก็ทำอาหารกินเองตลอด และก็มั่นใจว่าไม่ได้ใส่ถั่วลงไปในอาหารมื้อไหนเลยแม้แต่นิดเดียว

                “แค่กๆ” ผมสะบัดผ้าห่มลุกขึ้นยืน หายใจลำบากนิดหน่อยแต่ไม่ถึงขั้นหอบหนัก นายท่านสั่งให้อยู่แต่ในห้องเพราะจะมีแขกมา แต่ถ้าผมไม่ไปรบกวนก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แขกของนายท่านน่าจะอยู่ที่ห้องรับแขกด้านหน้า เดี๋ยวผมอ้อมไปด้านหลังก็ได้ มีตู้ยาอยู่ใกล้ๆกับห้องครัวพอดี

                ผมเปิดประตูอย่างแผ่วเบา ไฟในบ้านยังเปิดสว่าง ผมเห็นเงาคนอยู่ที่ห้องรับแขกอยู่หลายคนเหมือนกัน มีเสียงพูดคุยเบาๆผมฟังไม่ถนัด เมื่อลงบันไดมาเสร็จผมก็อ้อมๆไปด้านหลัง พยายามไม่ให้ใครเห็นตัว เมื่อมาถึงทางไปครัวที่ค่อนข้างสงบผมก็เลิกเดินตัวลีบหันมาเดินปกติ ตู้ยาปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมรีบค้นๆหายาแก้แพ้แล้วหยิบมาโยนใส่ปากโดยไม่อาศัยน้ำ ในตอนนั้นเองที่เสียงสนทนาค่อยๆดังขึ้นเข้าหูผม

“แก! คิดจะทำอะไร” ผมหยุดเงี่ยหูฟังดีๆ มันเหมือนเป็นการทะเลาะกัน ที่ดูโมโหอยู่ฝ่ายเดียวคือแขกของนายท่าน ส่วนเสียงนายท่านเรียบและเบาจนผมจับใจความไม่ได้ ขาผมค่อยๆก้าวเข้าไปหาเสียงทีละนิด การช่วยนายจ้างให้พ้นอันตรายถึงจะเป็นหน้าที่บอดี้การ์ด แต่ก็ใช่ว่าพ่อบ้านจะทำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งเหตุการณ์แบบนี้ผมที่หลบอยู่น่าจะพอมีประโยชน์อะไรบ้างในกรณีที่นายท่านเสียเปรียบ เช่นถ้าเห็นท่าไม่ดีผมจะได้แจ้งตำรวจทัน

“ฉันจะฆ่าแกไอ้สารเลว!”

“ฆ่าฉันในบ้านของฉัน คิดดีแล้วงั้นเหรอ”

 “แกหักหลังฉัน! ไอ้ชั่ว! พรรคพวกฉันไม่เอาแกไว้แน่” การทะเลาะวิวาทดูจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ผมหยุดเดินลงทันทีเพราะเห็นว่าเริ่มมีบางอย่างแปลกๆ ฝ่ายที่เสียเปรียบไม่ใช่ฝ่ายนายท่านแต่เป็นพวกมัน และเหมือนนายท่านจะไม่ยอมปล่อยพวกนั้นไปง่ายๆด้วย

“เก็บพวกมันซะ”

“ไม่!”

เสียงเรียบนิ่งของนายท่านสั่งขึ้นเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่นานเสียงปืนเก็บเสียงก็ดังขึ้นถี่ๆ ไม่บอกก็รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นคนยิง “ลากศพพวกมันไปทิ้งแล้วเก็บกวาดบ้านให้เรียบร้อย สินค้าที่พวกมันเอามา เก็บเข้าคลังเราแล้วติดต่อหาผู้ซื้อ”

“ครับนาย” เสียงของพวกสี่สหายดังขึ้น ตอนนี้ผมอยู่ใกล้พอที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ผมมองผ่านกระจกที่สะท้อนจากตู้โชว์ ร่างคนจำนวนหนึ่งถูกลากออกจากบ้าน ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวออกไป นายเอชันเข่าลงกับพื้นให้นายท่านยกเท้าขึ้นเหยียบเข่า จากนั้นใช้ผ้าเช็ดรองเท้าเปื้อนเลือดให้นายท่าน ทุกอย่างเหมือนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครตกใจกับการฆาตกรรมหมู่เมื่อกี้เลยสักนิด

ผมยกมือขึ้นปิดปากไม่ให้ส่งเสียง หัวใจเต้นกระตุกแรงมากเพราะความกลัว และนั่นยิ่งทำให้อาการหอบของผมหนักข้อขึ้นเรื่อยๆจนเจ็บหน้าอก มืออีกข้างผมกุมหน้าอกตัวเองไว้ ขาที่ยืนอยู่อ่อนแรงจนเดินกลับไปไม่ได้ทรุดตัวนั่งกับพื้น พยายามควบคุมอัตตาการหายใจไปพร้อมๆกับถัดตัวออกห่างจากที่นั่นให้มากที่สุด

ไม่ดีแล้วตอนนี้ นายจ้างของผมเป็นฆาตกร ผมต้องบอกคุณเซบาสเตียนยกเลิกสัญญาแล้วกลับไปอยู่ที่โรงเรียนพ่อบ้าน

“เห็นหมดแล้วสินะ”

!!!

น้ำเสียงเรียบนิ่งเย็นวาบไปถึงสันหลังดังขึ้นด้านหลัง ผมที่กำลังคลานหนีออกจากสถานการณ์ตรงนั้นหันกลับไปมองต้นเสียง ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าเก่าเมื่อเห็นคนพูดคือคนที่สั่งยิงเมื่อกี้

“คุณ...ยะ อย่าเข้ามานะ” แม้จะหายใจไม่ออกแต่ผมก็ยังพยายามขยับหนีฝีเท้าใหญ่ที่เยื้องย่างเข้าหาตัวอย่างช้าๆ

“ในเมื่อเห็นแบบนี้แล้ว ฉันคงปล่อยนายไปไม่ได้” เขาจะฆ่าผมเหรอ แววตาของเขานิ่งเฉยเย็นชามาก ถ้าเขาฆ่า ผมก็ไม่แปลกใจเลย มีดลักษณะโค้งงอถูกดึงออกมาจากด้านหลังของเขา เขาหมุนควงมันก่อนจะจับนิ่งในท่าเตรียมพร้อมแล้วพุ่งวูบเดียวเข้าประชิดตัวผม

ร่างกายผมแข็งทื่อ ถูกมีดคารัมบิตจ่ออยู่ที่คอ สัมผัสเย็นวาบของมันแทรกซึมไปทั่วอณูผิว ผมหลับตานิ่ง ตัวสั้นสะเทิ้ม แต่ไม่คิดจะร้องขอชีวิตหรือดิ้นรนหนีหาย

“ใจกล้าดี” เขาเอ่ยชม ผมไม่ดีใจสักนิด การถูกปีศาจใช้มีดจ่อคอมันไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ในอดีตผมผ่านอะไรมามากเกินกว่าจะร้องขอชีวิตให้เสียศักดิ์ศรี กับมัจจุราชแบบนี้ ร้องให้ตายก็ไม่รอด

“น่าสนใจ” เขาว่า “แค่คดีแรกที่นายจำฉันไม่ได้ฉันก็อยากจะเอามีดกระซวกนายเพื่อเตือนความจำอยู่แล้ว ครั้งนี้นายยังขัดคำสั่งฉันแล้วลงมาข้างล่างอีก ฉันควรทำยังไงกับนายดี”

“...ฆ่าสิ” ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าผมใจร้อนและปากไวมาก อีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรรู้ คือผมไม่กลัวตาย ชีวิตผมตั้งแต่เด็กแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาตลอดจนมาเจอคุณเซบาสเตียน ความเป็นความตายเป็นเรื่องชินชาสำหรับผมเกินกว่าจะมานั่งร้องไห้แล้ว

“หืม?”

“ฆ่าผม” เสียงของผมเริ่มติดๆขัดๆเนื่องจากหายใจไม่ออก มือที่ค้ำยันพื้นก็เริ่มอ่อนแรง “รีบๆฆ่าเข้า เพราะถ้าคุณไม่ฆ่า รอดไปได้ผมจะแจ้งตำรวจจับคุณแน่”

“หึ! เก่งจริงนะ ชักอยากรู้แล้วสิว่าจะเก่งได้อีกนานแค่ไหน” ร่างผมถูกแบกขึ้นบ่าไป ผมพยายามดิ้นแต่ยิ่งออกแรงก็ยิ่งเจ็บหน้าอก ลมหายใจแต่ละครั้งของผมมีแต่เสียงเหมือนอยู่ในท่อ ร่างผมถูกแบกมาในห้องๆหนึ่งซึ่งผมมองไม่ชัดเพราะมันมืดมาก ผมรู้เพียงตอนนี้อยู่ที่ชั้นใต้ดิน

เขาพาผมมาที่ไหน กลิ่นอับชื้นกับความมืดเป็นตัวกระตุ้นจินตนาการด้านร้ายของเราอย่างดี ยามที่เราอยู่ในความมืด สมองเรามักคิดถึงสิ่งที่เรากลัวเป็นอันดับแรก สำหรับผม...มันคือความทรมาน ผมไม่กลัวตาย แต่กลัวความทรมาน กลัวความเจ็บปวด ผมทนรับมันไม่ได้แน่ถ้าเขาคิดจะทำแบบนั้นกับผม

ตุบ!

ดีแลนโยนล่างผมลงบนพื้นแข็ง หัวผมกระแทกกับพื้นจนมึนตึบ ไม่รู้เขาเดินไปไหนต่อ รู้แต่ตอนนี้ร่างกายผมเริ่มไม่ไหวแล้ว ผมหอบหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเสียงหายใจดังก้องไปทั่วห้อง ไม่นานมือหนาก็พุ่งผ่านความมืดเอาบางอย่างขึ้นครอบหน้าผม กลิ่นแปลกของมันทำให้ระบบหายใจผมดีขึ้นนิดหน่อย ดวงตาผมกำลังจะปิดลง มือที่จับข้อมือเขาอ่อนแรงจนตกลงพื้น ไม่นานทั้งร่างกายผมก็หนักอึ้ง และแล้ว...ผมก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย


ผมตื่นขึ้นในเช้าวันถัดมาบนเตียงนอนนุ่มๆกับผ้าห่มนวมผืนใหญ่ด้วยอาการมึนหัวสุดๆ แสงแดดที่สาดเข้ามาจากนอกหน้าต่างทำเอาผมแสบตาจนต้องหยีหน้า

แต่เดี๋ยวนะ...ที่นอน หน้าต่าง ที่นี่มันห้องนอนของผมในบ้านของดีแลนนี่!

ผมยังไม่ตายเหรอ ทำไมเขาไม่ฆ่าผม

ผมลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงุนงง เมื่อคืนผมหอบ ดีแลนพาผมไปที่ชั้นใต้ดินแล้วเอาอะไรสักอย่างที่คล้ายที่ครอบจมูกเวลาให้ออกซิเจนมาปิดหน้าผม ผมจำได้ว่าความทรมานมันลดลงจากนั้นก็หมดสติไปก่อน เหมือนเขาช่วยผมแต่คำพูดเขาก่อนหน้านั้นมัน...

*‘*หึ! เก่งจริงนะ ชักอยากรู้แล้วสิว่าจะเก่งได้อีกนานแค่ไหน’

ไม่ได้การ ต้องรีบโทรหาคุณเซบาสเตียน ผมควานหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองตามโต๊ะตู้เตียง ในกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงก็ไม่มี โทรศัพท์บ้านที่เคยวางอยู่บนหัวเตียงก็หายไปแล้วด้วย

คิดจะตัดการสื่อสารผมงั้นเหรอ ทำได้ก็ลองดู

ผมเดินไปที่ประตู พยายามจับลูกบิดให้เบาที่สุดเพื่อจะไม่ให้คนอื่นได้ยินผมเปิดออก แต่พอหลังจากลองบิดดูแล้ว...

แกร็กๆ

ล็อก!

ปังๆๆ

“เปิดประตูนะ! ใครอยู่ข้างนอก เปิดเดี๋ยวนี้ ดีแลน คุณไม่มีสิทธิ์ขังผมไว้ในนี้นะ ปล่อยผมออกไป” ผมทุบประตูร้องโวยวายเสียงดัง มันเรื่องอะไรที่เขาต้องมาขังผมไว้เฉยๆแบบนี้ จะฆ่าก็ฆ่าเลยสิ ผมไปเห็นความลับของเขาเข้าแล้ว ไม่จำเป็นที่เขาต้องเก็บผมไว้อีกต่อไป

“เปิดประตู!” ผมทุบไปร้องไปอยู่อย่างนั้นจนเหนื่อย ไม่มีทีท่าว่าจะมีใครมาเปิดให้เลย หรือจะไม่มีคนอยู่ วันนี้วันปกติ ดีแลนต้องออกไปทำงานข้างนอกนี่นา พวกสี่สหายก็ต้องตามดีแลนไปด้วย งั้นตอนนี้ทางก็สะดวก

ผมเปลี่ยนไปทางหน้าต่าง บ้านหลังนี้เป็นบ้านสองชั้นสูงพอสมควร แต่โดดลงไปข้างล่างคงไม่ถึงกับตายหรอก ด้านล่างเป็นสนามหญ้าด้วย ถ้าใช้ผ้าปูเตียงมามัดรวมกับผ้าห่มก็น่าจะยาวพอที่จะไต่ลงไป

ผมไม่รอช้ารีบทำตามแผนทันที ผ้าปูเตียงถูกเลิกออกมามัดรวมกับผ้าห่ม ใช้ปลายผูกไว้กับขาเตียงแล้วหย่อนปลายอีกด้านไปทางหน้าต่าง มันสั้นไปหน่อยแต่ดีกว่าโดดลงไปเฉยๆ

ปัง!

ในขณะที่ผมกำลังจะปีนขึ้นไปยืนบนระเบียง ประตูหน้าห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง นายดีหนึ่งในสี่สหายหันมองหาผมรอบๆห้องอยู่ครู่ก่อนสายตาจะมาหยุดอยู่ที่ร่างผมตรงระเบียง

“กลับเข้ามาซะ ไม่งั้นถ้านายท่านรู้นายตายแน่”

“กลับให้โง่สิ” ผมทิ้งตัวลงจากชั้นสองทันที ใช้ผ้าที่จับอยู่ยึดไว้แล้วใช้เท้าถีบค่อยๆโดดลงจากกำแพง นายดีพุ่งมามองผมจากตรงระเบียง พยายามจะดึงผ้ากลับขึ้นไปแต่ผมปล่อยมือก่อนนายดีจึงหงายหลังกลับเข้าไปในห้องในขณะที่ร่างผมเองก็ร่วงตุบลงมาที่พื้นหญ้า

แปะ แปะ แปะ

“กะแล้วว่าคนอย่างนายจะไม่อยู่นิ่ง” เสียงปรบมือดังขึ้นไม่ไกล ผมหันไปมองต้นเสียงที่กำลังเดินมาทางนี้...นายซี ผมลุกขึ้นออกวิ่งไม่คิดชีวิตทันที พวกนี้ไม่ได้ตามดีแลนไปทำงานหรือไงทำไมยังอยู่ที่นี่

“คริสเตียน! กลับมาซะดีๆก่อนนายจะเจ็บตัว” เสียงตะโกนเตือนของนายเอดังขึ้นจากหน้าบ้านเมื่อผมวิ่งผ่านไป แต่ผมไม่สน วิ่งไปทางรั้วโดยไม่หันกลับไปมอง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ผมไม่เคยออกจากบ้าน ไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้อยู่ที่ไหน ไม่รู้ด้วย ซ้ำว่าตัวเองอยู่ส่วนไหนของโลกเพราะตอนที่มาพวกนั้นทำให้ผมหลับไปครู่หนึ่งแล้วค่อยปลุกให้ตื่นเมื่อมาถึงที่หมาย

ประตูรั้วอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น ผมคว้าหมับเข้าที่ราวประตู กระแสไฟฟ้าแล่นเปรี๊ยะช็อตมือผมจนชาวาบไปทั้งตัวถอนมือออกแทบไม่ทัน

ผมขาอ่อนล้มเผละลงกับพื้น หันไปมองประตูตาโต บ้านบ้าอะไรวะมีรั้วเป็นไฟฟ้า รอบๆนี้ก็เป็นกำแพงสูง ปีนไม่ได้ด้วยแถมด้านบนมีลวดเหล็กที่ท่าทางจะมีกระแสไฟฟ้าอยู่เหมือนกัน

“หางานให้ตัวเองแล้วนายน่ะ” เสียงของนายบีดังขึ้นข้างหลัง แขนผมถูกกระชากให้ลุกขึ้นแล้วพาลากกลับไปยังตัวบ้าน

“ปล่อยฉัน! ถ้าเจ้านายของพวกนายไม่ฆ่าฉันก็อย่าเอาฉันมาขังไว้แบบนี้” ผมพยายามกระชากแขนตัวเองกลับมา แต่อย่างที่บอก พวกนี้ตัวใหญ่กว่าผมมาก แม้ผมจะหุ่นสูงแบบมาตรฐานของผู้ชายทั่วไปแต่พอมาอยู่ที่นี่กลับกลายเป็นคนตัวเล็กไปเลย คนที่นี่คัดส่วนสูงเข้าทำงานหรือเปล่านะ  

ตุบ!

“อึก!” ผมถูกผลักให้ล้มลงตรงหน้าโซฟา ที่ตอนนี้คนที่ผมคิดว่าออกไปทำงานกำลังนั่งไขว่ห้างมองผมด้วยสายตานิ่งเฉยอยู่

“คุณไม่มีสิทธิ์ขังผมไว้แบบนี้”

“ในสัญญาระบุว่านายต้องอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปี”

“ผมยกเลิกสัญญา ผมลาออกจากการเป็นพ่อบ้านให้คุณ”

“แต่นั่นไม่ได้แปลว่าฉันจะปล่อยนายไปง่ายๆ นายเห็นแล้วว่าเมื่อคืนฉันทำอะไร”

“งั้นก็ฆ่าผมเลยสิ! อย่าเอาผมมาขังไว้เล่นๆแบบนี้” ดีแลนขมวดคิ้วเมื่อถูกผมตะคอกใส่ ผมไม่ชอบถูกขัง แม้อยู่โรงเรียนพ่อบ้านผมจะแทบไม่ได้ออกไปไหนเลยแต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมไปไหนไม่ได้ ผมแค่สบายใจที่จะอยู่ที่นั่นตลอดเวลา ผิดกับที่นี่ ผมไม่อยากอยู่ แต่กลับออกไปไม่ได้

หมับ!

“นายเป็นใครมาตะโกนใส่ฉัน” มือหนาของดีแลนคว้าหมับเข้าที่แก้มผม บีบแรงจนผมนิ่งหน้า บอกแล้ว ร่างกายผมไม่ทนทานกับความเจ็บปวด ผมไม่ได้มีความอดทนมากนัก

“ปล่อย” ผมจิกมือเขาที่บีบแก้มผมอยู่อย่างแรง แรงจนเล็บสั้นๆของผมจิกเข้าไปในเนื้อเขาจนได้เลือด

“หึ!” ดีแลนผลักผมหงายหลัง ท่าทางไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับแผลที่ถูกผมจิกเลย “ล่ามโซ่ไว้ในห้อง ครั้งนี้อย่าให้หนีไปอีก ฉันขี้เกียจเล่นไล่จับ”

“ดีแลน!” ผมตวาดชื่อเขาลั่น เมื่อกี้เขาพูดว่าล่ามใช่ไหม ผมไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเขานะ “คุณต้องการอะไรจากผมก็บอกมาสิ จะเก็บผมไว้ทำไม”

“เอาตัวไป ฉันรำคาญ” เขาโบกมือให้พวกสี่สหายแล้วสองในสี่เดินมาล็อกแขนผมทั้งสองข้างแล้วพากลับขึ้นไปบนห้องอีกครั้งหนึ่ง

“นายครับ เก็บไว้แบบนี้จะดีเหรอ”

“บุญคุณต้องทดแทน ส่วนแค้นก็ต้องชำระ แถมเรื่องที่หมอนั่นดันมาเห็นสิ่งที่เราทำเมื่อคืนอีก ฉันยังคิดไม่ออกว่าจะเอายังไงกับเขา”

“ปิดตายหน้าต่างในห้องนั้นไว้ด้วย อย่าให้ออกไปได้อีก”

“ครับนาย” ลูกน้องสองคนของดีแลนรับปากแล้วตามขึ้นไปทำตามคำสั่ง เหลือทิ้งไว้แต่นายจ้างของทุกคนในบ้านที่กำลังนั่งระลึกถึงเรื่องในอดีต การที่คริสเตียนจำเขาไม่ได้ไม่รู้จะถือเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี สำหรับเขาพ่อบ้านใหม่คนนั้นมีทั้งบุญคุณและหนี้แค้นกับเขาอยู่ ลำพังสองเรื่องในอดีตเขาก็คิดไม่ออกพออยู่แล้วว่าจะคิดบัญชีอันไหนก่อนดี แล้วเมื่อคืน คริสเตียนยังมาเห็นเขาสั่งฆ่าคนในบ้านของตัวเองอีก แถมดูท่าทางอีกฝ่ายไม่น่าจะยอมเงียบปากง่ายๆ ขืนหลุดออกไปต้องเอาความเดือดร้อนมาให้เขาแน่ๆ

“ฉันคงปล่อยนายไปไม่ได้ แต่ถ้านายยอมอยู่นิ่งๆเป็นเด็กดีฉันก็จะปรานีนาย ถือว่าเราหายกันเรื่องบุญคุณในครั้งนั้นละกันนะคริสเตียน”


“โถ่เว้ย!” ผมทุบที่นอนด้วยความคับแค้นใจ พวกนั้นล่ามผมไว้จริงๆ ใช้โซ่ขนาดใหญ่ล็อกขาผมไว้กับขาเตียง ไปได้ไกลสุดแค่ห้องน้ำเท่านั้น ส่วนหน้าต่างนายเอกับบีเอาไม้มาตอกทับไว้เรียบร้อย มองได้แต่เปิดไม่ได้จะไปมีประโยชน์อะไร

ผมเกลียดการถูกขัง เกลียดการถูกทรมาน ทำไมดีแลนต้องทำแบบนี้กับผมด้วย ผมไปทำอะไรให้เขาหรือไง!...แต่จะว่าไป เหมือนเมื่อคืนเขาจะพูดถึงเรื่องผมจำเขาไม่ได้ แล้วก็จะกระซวกผมเพื่อเตือนความจำอะไรสักอย่างนี่แหละ หรือจริงๆเราเคยรู้จักกันมาก่อน ผมถึงได้คุ้นหน้าเขา แต่นึกยังไงผมก็นึกไม่ออก ไม่รู้เคยเจอเขาที่ไหน แล้วเกิดอะไรขึ้น ที่แน่ๆ ทั้งชีวิตผมเพิ่งรู้จักคนชื่อดีแลนอยู่คนเดียวนี่แหละ แล้วผมจะไปเจอเขาตอนไหน

“ฮึ่ม!” ผมดึงทึ้งโซ่ที่ขาอย่างหงุดหงิด เวลาอยู่นอกเวลางานพ่อบ้านผมมักจะเป็นแบบนี้เสมอใจร้อน หงุดหงิดง่าย ทำไมนะ ทำไมผมไม่ใจเย็นได้เท่าครึ่งหนึ่งของคุณเซบาสเตียนบ้าง

คุณเซบาสเตียน...ตอนนี้คุณจะรู้ไหมว่าเกิดเรื่องขึ้นกับผมแล้ว


ปัง!

ผมสะดุ้งโหยงทันทีเมื่อประตูถูกเปิดออกอย่างแรง

“ข้าวนาย” นายซีถือถุงข้างมาวางให้ผมพร้อมกับน้ำดื่มหนึ่งขวด

“ทำไมไม่ให้ฉันลงไปทำกินเอง”

“นายท่านกลัวนายจะใส่ยาพิษฆ่าตัวตายลงไป”

“จะฆ่าตัวตายน่ะง่ายนิดเดียวถ้าฉันอยากจะทำ เอาโซ่นี่รัดคอตัวเองฉันก็ตายแล้ว”

“อย่าดื้อแล้วอยู่นิ่งๆเป็นเด็กดี เดี๋ยวนายท่านก็ปรานีนายเองแหละ นายท่านเห็นอย่างนั้นแต่ก็รักลูกน้องและคนในความดูแลมากนะ”

“บังเอิญฉันไม่ใช่คนในความดูแลของเจ้านายนายซะด้วยสิ แค่บอกมาว่าเขาต้องการอะไร แค่นั้นมันยากนักหรือไง”

“เชื่อฉัน อยู่แบบนี้ดีที่สุดแล้ว ถ้านายยังหาเรื่องอีก นายเองนั่นแหละที่จะซวย” นายซีเอ่ยเตือนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินห่างออกไป

“ฉันไม่กลัว ขอบอกไว้เลยว่าฉันไม่อยู่เฉยแน่”

ปัง

ประตูถูกปิดลง ผมกลับมาอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เฮอะ! อยู่แบบนี้ดีที่สุดงั้นเหรอ ไม่มาลองอยู่เองบ้างล่ะ นี่ก็สามวันมาแล้วที่ผมอยู่ในสภาพแบบนี้ ห้องเงียบๆเดินไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ ผมใกล้จะเป็นบ้าตายแล้ว ทุกวันถูกปลดโซ่ออกแค่ครั้งเดียวคือตอนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

ถ้าจะหาทางหนี ก็คงต้องเป็นเวลานั้นนั่นแหละ

ผมนั่งเซ็งๆรอเวลาอาบน้ำเพื่อเข้านอน นายซียืนคุมผมอยู่หน้าห้องน้ำ รอจนผมอาบน้ำเสร็จนุ่งผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ เขาก็ถอยออกไปรอให้ผมค้นเสื้อผ้ามาใส่จะได้ล็อกขาผมไว้อีกครั้ง

ผมเปิดตู้เสื้อผ้า ทำทีเป็นค้นหาของนานๆ รอจนนายซีทนไม่ไหวเดินเข้ามาใกล้ๆ

“ลีลาอะไรอยู่”

ผลัก!

ผมใช้โอกาสนั้นฟาดแท่งดูดท่อตันที่เอามาซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้าตั้งแต่เมื่อกลางวันใส่นายซี พอนายซีเสียหลักล้มไปผมก็คว้าโซ่มาล็อกขาเขาไว้อย่างรวดเร็ว แย่งกุญแจมาแล้วรีบวิ่งออกจากห้องทั้งที่นุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียว ผมสังเกตมาทั้งวันแล้ว วันนี้ทั้งวันนายซีเป็นคนเอาข้าวมาให้ผมทุกมื้อ ซึ่งปกติจะเวียนๆกันมาแล้วแต่อารมณ์แต่ละคน นั่นแปลว่าวันนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากนายซี ผมวิ่งออกจากบ้านไปอย่างระมัดระวัง ไม่ลืมความประมาทครั้งก่อนที่พรวดพราดออกไปแบบไม่ดูคน ถึงบ้านจะเงียบ ผมก็ยังวางใจไม่ได้

ผมวิ่งออกมาถึงหน้ารั้ว ประตูที่ใช้มือจับไม่ได้เพราะมีกระแสไฟฟ้าแล่นอยู่ตลอดเวลา สวิชต์ปิดน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในบ้านผมไม่มีเวลาหา ส่วนการเข้าออกพวกเขาจะใช้รีโมทเปิดประตู ที่ผมต้องทำ คือหาที่ซ่อนรอพวกนั้นกลับมา พอประตูเปิดค่อยออกไป

ตอนนี้นายซีถูกล็อกขังอยู่ในห้อง ผมไม่จำเป็นต้องกลัวว่าเขาจะวิ่งตามผมมา เขาอาจจะมีโทรศัพท์โทรตามพรรคพวกที่เหลือกลับมาช่วยจับผม และนั่นเป็นการดีถ้าพวกเขาจะรีบมา

ผมนั่งหลบอยู่ตรงพุ่มไม้ใกล้กับประตูที่สุด ไม่นานเสียงเคลื่อนของประตูก็เปิดออก รถสีดำคันหนึ่งแล่นเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ผมรอจังหวะให้ประตูใกล้จะปิดเข้าหากันแทรกตัวออกไปด้วยนอก

ด้านนอกนี้เป็นถนนเรียบเปลี่ยว ไม่มีแม้แต่แสงไฟข้างถนน ผมออกวิ่งไปตามทางทันที เมื่อกี้รถหันหัวมาจากด้านซ้าย งั้นผมจะไปด้านขวา

ผมออกวิ่งเต็มสปีด ไม่มีรองเท้าหรือเสื้อผ้าอยู่เลย อากาศหนาวของตอนกลางคืนกำลังเล่นงานผมจนขนลุกชัน รอบข้างมีแต่ป่าไม้ ต้นไม้ใหญ่สูงชะลูดเต็มไปหมด ขอให้มีรถผ่านมาทางนี้บ้างเถอะ ขอใครก็ได้มาช่วยผมที

ผมออกวิ่งจนวิ่งไม่ออกเปลี่ยนเป็นเดินเร็วๆแทน มือทั้งสองข้างกอดอกลูบแขนตัวเองแก้หนาวไปก่อน ฉับพลัน หางตาผมก็เห็นแสงแวบๆอยู่ไกลๆที่ด้านหลัง

แย่แล้ว...ต้องมาจากบ้านของดีแลนแน่

ผมพุ่งเข้าไปหลบอยู่ชายป่า รถคันนั้นแล่นไม่เร็วนัก กระจกทั้งสองด้านถูกเลื่อนลง นายเอกับนายบีช่วยกันมองทั้งสองข้างทางอย่างละเอียด ดีที่ผมเข้ามาลึกพอสมควร พวกนั้นเลยขับผ่านผมไป

พวกสี่สหายคงจะแยกกันหาผม นายซีกับนายดีน่าจะไปอีกด้านแล้วให้สองคนนี้มาทางนี้ แสงไฟสีแดงท้ายรถห่างไกลออกไปจนเหลือจุดเล็กๆ แต่แสงไฟสีส้มขนาดใหญ่กำลังแล่นเข้ามาทางนี้ เป็นรถอีกคันที่ไม่ใช่ของพวกนั้น

สวรรค์! ผมพุ่งตัวออกไปขวางทางรถไว้ รถดำหรูหราเบรกกะทันหันจนเกือบจะชนผม ผมรีบวิ่งไปเคาะกระจกคนขับอย่างร้อนรน สายตาหันกลับไปมองยังทิศที่นายเอกับบีไปอย่างหวาดระแวง

“ช่วยผมด้วย ขอผมติดรถไปด้วยนะครับ” คนขับไม่ได้ตอบอะไร ไม่ได้เลื่อนกระจกลงมาด้วยซ้ำ กลับเป็นประตูเบาะหลังที่ถูกเปิดออก ผมยิ้มกว้าง สวรรค์เข้าข้างผมแล้ว ผมจะรอดไปจากที่นี่แล้วโทรให้คุณเซบาสเตียนมาช่วย

แต่ทว่า...ความฝันของผมกลับดับลงเมื่อคนที่นั่งอยู่เบาะหลังคือคนที่ผมต้องการจะหนี!

“ดีแลน!” สองขาของผมก้าวถอยหลังอัตโนมัติ ดีแลนเปิดประตูรถอีกข้างลงมาแล้วมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

ไม่เอา...ผมไม่ยอมกลับไปให้เขาขังไว้เล่นๆอีกหรอกนะ

ผมออกวิ่ง วิ่งสุดชีวิตเท่าที่แรงตอนนี้จะมี กำลังที่หายไปในตอนแรกเพิ่มกลับมาเพราะความตื่นตกใจ เสียงปิดประตูรถดังขึ้นด้านหลัง ตามด้วยเสียงเร่งเครื่องอย่างเร็ว

ผมวิ่งแอบเข้าข้างทาง กะจะเข้าไปในป่าให้เขาตามเข้ามาไม่ได้ แต่ทว่า รถคันนั้นกลับขับปาดหน้าผมไปอย่างรวดเร็ว พุ่งชนต้นไม้ด้านหน้าผมอย่างไม่กลัวตาย คนขับเปิดออกมาจากในรถ เป็นดีแลน เขาไล่คนขับลงแล้วไล่บี้ผมด้วยตัวเอง

ผมไม่อยู่ให้เขาอ้อมมาหาง่ายๆรีบกลับตัวแล้ววิ่งไปทางอื่น ไม่ทันไปได้กี่ก้าวรถของนายเอกับบีที่เพิ่งผ่านไปก็ขับปาดหน้าผมอีกครั้ง ทั้งสองคนลงจากรถเดินตรงเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

บ้าที่สุด ผมไม่กลับไปแน่ ไม่มีวัน!!

ความคิดเห็น