ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

บทที่ 13 ฝ่าด่านมังกร

ชื่อตอน : บทที่ 13 ฝ่าด่านมังกร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 11:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 ฝ่าด่านมังกร
แบบอักษร

“ซานเยว่ เดี๋ยว รอข้าก่อน!” 

ขณะคิดทบทวนเรื่องราวหลินเยว่กวงพลันชะงักฝีเท้า เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงเรียกขาน 

“เจ้าเป็นอะไร จะมาวิ่งตามข้าทำไมกัน มีธุระอะไรสำคัญนักหรือ” 

“สำคัญสิ” จูเสวี่ยหลงฝืนตอบ ใบหน้าจริงจังน้ำเสียงเจือปนด้วยอาการเหนื่อยหอบ “เจ้ายังไม่ตอบคำถามของข้า”  

คิ้วของหลินเยว่กวงขมวดเข้าหากัน  

“ตอบเรื่องอะไร” 

เขาผ่อนลมหายใจคล้ายเหนื่อยหน่ายเต็มที หมุนตัวเดินต่อ สายตาสอดส่ายมองไปนอกระเบียงทอดยาวประดับประดาตกแต่งไว้อย่างสวยงามราวกับรู้สึกชื่นชมสิ่งเหล่านั้นนักหนา 

“ก็เรื่องที่หุบเขาม่านหมอก เรื่องพิษสลายชีพจร” จูเสวี่ยหลงตามติดไม่ยอมแพ้ 

“อ้อ แล้วเจ้าจะอยากรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไมกัน ถ้ารู้แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ” 

“ข้าไม่รู้ แต่ข้าอยากให้เจ้าตอบ ข้าอยากรู้จากปากเจ้าว่าวันนั้นเจ้าร่วมมือกับอาจารย์ของเจ้าหรือไม่” 

หลินเยว่กวงหยุดเดิน หันเผชิญหน้าเจ้าของคำถามด้วยแววตาสงบนิ่ง  

“หากข้าบอกว่าข้าร่วมมือกับอาจารย์เล่า” น้ำเสียงเรียบเฉยจนจับความรู้สึกไม่ได้ 

“ข้าไม่เชื่อ!” จูเสวี่ยหลงมองสบเข้าไปในดวงตาคล้ายเย็นชานั้นชั่วครู่พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะหลอกข้า”  

“ถ้าอย่างนั้นจะมาถามข้าทำไม เจ้าจะเชื่ออย่างไรก็แล้วแต่ตัวเจ้าเองไม่ดีกว่าหรือ” หลินเยว่กวงว่าพลางหมุนตัวเดินห่างออกไป  

จูเสวี่ยหลงยืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจลึกสายตาพลันแข็งกร้าวขึ้นก่อนสาวเท้าตาม มือใหญ่คว้าฉวยข้อมือของอีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ   

“เจ้าจะทำอะไร”  

จูเสวี่ยหลงไม่ตอบคำถามกลับเหลือบมองไปอีกทาง เมื่อเห็นเซี่ยเจิ้นเทียนกับเสี่ยวเยี่ยนเดินตามมาห่างๆ จึงตัดสินใจออกแรงกระชากอีกฝ่ายให้เดินตามติด ออกคำสั่งเสียงแข็งทั้งเด็ดขาด “เรามีเรื่องต้องคุยกัน!” 

เพราะมัวตกตะลึงกับน้ำเสียงและสายตาแข็งกร้าวรวมทั้งท่าที 

แปรเปลี่ยนไปจากที่เคยทำให้หลินเยว่กวงทำอะไรไม่ถูก เขาก้าวตามแรงฉุดรั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะขัดขืน  

“ท่านอ๋องน้อย ท่านจะไม่ตามไปหรือเจ้าคะ”  

เสี่ยวเยี่ยนกับเซี่ยเจิ้นเทียนรีบเร่งวิ่งตาม พลันหยุดชะงักทันทีเมื่อมองสบสายตาเอาเรื่องของจูเสวี่ยหลง “คุณชายจูดูท่าทางแปลก...” 

“ไม่เป็นไร” เซี่ยเจิ้นเทียนว่ายิ้มๆ “ข้าเชื่อว่าเสวี่ยหลงไม่มีทางกล้าทำอะไรซานเยว่แน่...ที่สำคัญตอนนี้ข้ามีเรื่องรีบด่วนต้องไปทำ ถ้าพวกเขากลับมาก็ฝากบอกด้วยว่าวันนี้ข้าขอตัว”  

ว่าพลางหมุนตัวเดินแยกไปอีกทางท่าทางรีบร้อนไม่แพ้กัน 

เสี่ยวเยี่ยนมองตามซ้ายทีขวาทีอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี สุดท้ายพอนึกถึงสายตาขวางๆ และท่าทางน่ากลัวของคุณชายจูนั่นแล้วนางก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวจะเป็นการดีที่สุด 

ท่านประมุข...ขออภัยที่ครานี้ข้าคงทำอะไรไม่ได้  

ทว่าเสี่ยวเยี่ยนผู้นี้ก็เชื่อมั่นว่าคนเก่งเช่นท่านคงเอาตัวรอดได้แน่นอน เพราะฉะนั้นขอกลับไปนอนเล่นที่ห้อง อีกทั้งสวดภาวนาให้ท่านโชคดีกลับมาอย่างปลอดภัยทั้งกายและใจก็แล้วกันนะเจ้าคะ 

 

เสียงฝีเท้าม้าดังใกล้เข้ามาทุกขณะส่งผลให้สายตาหลายคู่ต่างมองไปตามทิศทางของต้นกำเนิดเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย  

เด็กหนุ่มบนหลังอาชาสีดำพ่วงพีควบบังคับสัตว์พาหนะเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า บรรดาทหารรักษาการหน้าจวนแม่ทัพใหญ่ต่างก้าวเข้าไปทรุดเข่าและก้มหัวด้วยท่าทีนอบน้อม 

“ถวายบังคมอ๋องเก้า พวกเราไม่ทราบว่าจะเสด็จจึงไม่ทันได้ต้อนรับต้องขออภัย” 

“พวกเจ้าลุกขึ้น ไม่ต้องมีพิธีรีตอง” เด็กหนุ่มท่าทีภูมิฐานบนหลังอาชาทอดตามองหัวหน้าทหารรักษาการจวนแม่ทัพแล้วเอ่ยเรียบๆ อย่างไม่ใส่ใจ 

นายทหารทำตามคำสั่งพลางเดินเข้าไปยึดบังเหียนม้าพันธุ์ดีเอาไว้เมื่อเด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์ขยับตัวก้าวลงมายืนบนพื้นด้วยท่วงท่าสง่างามทุกอิริยาบถ  

“ท่านแม่ทัพอยู่หรือไม่” 

“ท่านเพิ่งออกไปเมื่อสักครู่นี่เองพ่ะย่ะค่ะ” 

ทหารรักษาการก้มศีรษะรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริงพลางเหลือบมองสีหน้าเรียบนิ่งของอนุชาองค์เล็กในองค์ฮ่องเต้แล้วลอบเหงื่อตก รู้ดีว่าที่อีกฝ่ายดั้นด้นออกนอกวังมาถึงจวนแม่ทัพนั้นไม่ได้เป็นเพราะต้องการพบกับเจ้าของจวนแต่อย่างใด  

เป็นอันทราบกันดีว่าท่านอ๋องเก้าจูยวี่หลงผู้นี้นั้นมีอุปนิสัยติดพี่มากเพียงใด เมื่อครั้งยังเยาว์ก็ติดตามท่านอ๋องแปดศิษย์เอกของท่านแม่ทัพเข้าออกที่นี่เป็นประจำ  

แต่นั่นคงจะไม่ใช่ปัญหาหากว่าท่านอ๋องเก้าผู้นี้จะไม่เป็นเด็กที่เอาแต่ใจตนเองและเย่อหยิ่งอย่างเหลือร้าย ครั้นจะโทษใครก็คงไม่ได้ การเกิดมาเป็นน้องคนเล็กซ้ำต้องสูญเสียมารดาตั้งแต่กำเนิดทำให้ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมตามใจเสียจนเคยชิน  

ในยามปกตินั้นก็ดูจะไม่มีอะไร แต่ถ้าหากทำให้ไม่พอใจล่ะก็…ทหารกล้าอย่างเขาแม้จะไม่กลัวตายแต่ก็ไม่อยากจะเสี่ยงเอาคอขึ้นเขียงโดยไร้เหตุผลเพราะเด็กเอาแต่ใจคนหนึ่งเช่นกัน  

“ได้ยินว่าท่านอ๋องแปดอยู่ที่นี่” 

“ท่านอ๋องแปดยังคงประทับอยู่ที่นี่ จะให้กระหม่อมนำไปหรือไม่” 

“ไม่จำเป็น พวกเจ้าดูแลม้า ทำหน้าที่ของตนเองต่อไปเถอะ ประเดี๋ยวเราจะไปพบเสด็จพี่เอง” พูดจบพลันก้าวเท้าเข้าไปภายในจวนแม่ทัพใหญ่ ไม่รอฟังเสียงถอนหายใจของบรรดานายทหารที่ต่างพร้อมใจกันลอบปาดเหงื่อ 

เนื่องจากเคยติดตามพี่ชายเข้าออกที่นี่บ่อยครั้งนับตั้งแต่ยังเยาว์ เส้นทางในจวนแม่ทัพอันกว้างขวางจูยวี่หลงล้วนคุ้นเคย แม้แต่เรือนชั้นในหรือห้องพักที่ท่านแม่ทัพเคยจัดให้ผู้เป็นพี่ชายได้พักเมื่อครั้งมาฝึกวิชา 

จูยวี่หลงก้าวผ่านบรรดาข้ารับใช้ที่ต่างหยุดทำความเคารพเขาอย่างรู้จักฐานะและคุ้นเคยพลางสอบถามถึงที่พำนักของพี่ชายในขณะนี้ เมื่อได้ความแล้วจึงไม่รอช้าที่จะมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งนั้นทันที 

นับตั้งแต่กลับจากหังโจว พี่ชายก็พำนักในตำหนักเหมันต์อันเป็นตำหนักส่วนตัวเพียงวันเดียว ได้พบหน้ากันก็เพียงชั่วเสี้ยวยาม หลายวันผ่านไปยังไม่เห็นแม้เงา นอกจากความเป็นห่วงแล้วยังพ่วงความสงสัยเข้าไปอีกว่าเหตุใด อะไร หรือว่าผู้ใดที่ดึงตัวอ๋องแปดไว้นอกวังได้นานถึงเพียงนี้  

ผนวกกับได้พบเซี่ยเจิ้นเทียนสหายรักของพี่ชายพร้อมคำพูดแปลกๆ เอ่ยถึงบุคคลซึ่งพี่ชายพามาจากหังโจวด้วย ความอยากรู้ก็ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวีจนไม่อาจทนนิ่งเฉย 

เมื่อรู้จักทุกซอกทุกมุมของจวนแม่ทัพแห่งนี้ดีจึงหาใช่เรื่องยาก จูยวี่หลงใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงจุดหมายที่ต้องการ  

เขาหยุดยืนหน้าห้อง กำลังจะอ้าปากเรียกขาน ยกมือขึ้นเคาะบอกกล่าวตามมารยาทพลันกลับต้องหยุดชะงัก 

เสียงสนทนาดังแว่วออกมาจากภายใน แม้ไม่ได้ตั้งใจกลับอดเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ 

“เสวี่ยหลง มัวทำอะไรอยู่ เร็วเข้าสิ ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว…” 

นี่มันเสียงบุรุษ พี่แปดกำลังมีแขก เช่นนั้นควรจะถอยไปก่อน… 

“แต่ ซานเยว่ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำเช่นนี้” 

ซานเยว่? ใครกัน หรือว่าเป็นสหายที่พี่เจิ้นเทียนบอกว่าเสด็จพี่พามาจากหังโจวคนนั้น  

ความคิดพลันหยุดชะงักทันทีเมื่อได้ยินเสียงสนทนาประโยคต่อมา  

“อย่ายึกยักน่า ข้าไม่มีเวลาทั้งวันนะ บอกให้ถอดก็ถอดสิ” 

ถะ...ถอด!?  

ขณะที่กำลังงุนงงกับสิ่งที่ได้ยิน เสียงเสียดสีของเนื้อผ้าคล้ายคนกำลังขยับตัวแนบชิดก็ดังผ่านประตูที่กั้นเพียงสายตาแต่ไม่อาจกั้นเสียงสนทนาแปลกๆ อีกทั้งเสียงหอบหายใจของคนสองคนจากภายในได้  

นั่นส่งผลให้เด็กหนุ่มรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ 

“ซานเยว่ได้แล้วล่ะ ตรงนี้ใช่หรือไม่” 

“อืม...อ๊ะ เจ้าอย่าขยับเช่นนั้นสิ ข้าเจ็บ”  

“ขอโทษ ข้ารีบร้อนไปหน่อย เจ้าไม่เป็นไรนะ”  

“ไม่ๆ เจ้าทำต่อเถอะ...ไม่ดีกว่า ให้ข้าทำเอง เตียงแคบเพียงนี้ อย่างเจ้าคงขยับไม่ถนัด” 

เสียงบุรุษไม่คุ้นหูพร้อมกับอาการหอบกระเส่าคล้ายกำลังออกแรงอย่างหนัก พัวพันอีกสรรพเสียงซึ่งจำได้ดีว่าคือเสียงของพี่ชาย เมื่อนำมารวมกับบทสนทนาแปลกๆ ดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเต็มสองหู ร่างกายจูยวี่หลงพลันหยุดชะงักยืนแข็งทื่อ ความคิดจะก้าวเท้าออกไปแม้ยังอยู่แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง 

ปีนี้อ๋องเก้าอายุเพิ่งย่าง 17 แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เดียงสาจนไม่เข้าใจเรื่องราวในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนสองคนอยู่ร่วมกันบนเตียงพร้อมกับบทสนทนาประหลาดๆ นั่น  

แม้คนสองคนที่ว่าจะเป็นบุรุษก็คงไม่สามารถทำให้คิดเข้าข้างตนเองได้ว่าทั้งคู่กำลังร่ำสุราสังสรรค์สนทนาเรื่องการเมืองหรือดินฟ้าอากาศกันอยู่บนเตียงเป็นแน่  

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าด้วยมารยาทควรถอยออกไปจากที่แห่งนี้โดยไวหรือไม่ก็ควรส่งเสียงให้ได้รู้ตัว แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายและเป็นเชื้อพระวงศ์อาจกำลังทำเรื่องไม่เหมาะสม มือซึ่งชะงักค้างพลันยื่นผลักเข้าไปโดยแรง ยังผลให้ประตูที่ไม่ได้ลั่นดานเปิดกว้างออก  

ทว่าที่กว้างยิ่งกว่าก็คงจะเป็นดวงตาของจูยวี่หลง  

เตียงแคบๆ ชิดริมผนัง มีร่างสองร่างกำลังกอดก่าย(?) พัวพันแนบชิด(!?) และหนึ่งในนั้นย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจูเสวี่ยหลงอ๋องแปดเชษฐาที่เขาวิ่งวุ่นตามหาอยู่ในขณะนี้นั่นเอง! 

 

หนึ่งชั่วยามก่อนหน้า...   

“เสวี่ยหลง เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่” 

หลินเยว่กวงเอ่ยถามทันทีเมื่อถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ 

เขาถูกเจ้ามังกรบื้อจับยัดเข้ามาในห้อง ไม่เท่านั้นยังหันไปปิดประตูอีกทั้งยืนตระหง่านขวางไว้…  

อืม เช่นนี้ไม่ควรเรียกว่าเป็นอิสระสินะ  

แล้วถึงจะดูเล็กไปหน่อย สกปรกไปนิด แต่นี่มันก็...ห้องนอน!  

มีที่มากมายให้ใช้สนทนาแต่จูเสวี่ยหลงกลับเลือกห้องนอน?   

“เจ้าก็น่าจะรู้อยู่แล้ว อย่ามาแกล้งถามข้าหน่อยเลย”  

หลินเยว่กวงมองเห็นใบหน้าจริงจัง ได้ยินน้ำเสียงเครียดเขม็งของอีกฝ่ายแล้วตัดสินใจถอยห่างออกมา  

เขาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทีสงบนิ่งทั้งที่ใจหวั่นๆ กับท่าทางแปลกๆ นั่นอยู่บ้าง แต่การจะดึงดันคิดฝ่าด่านเจ้ามังกรที่กำลังเตรียมพร้อมจะพ่นไฟออกไปตอนนี้คงไม่ใช่ความคิดที่ดี 

“ข้าว่าเจ้านั่งลงก่อน ดื่มน้ำนี่ให้ใจเย็นๆ” หลินเยว่กวงเหลือบมอง มือเอื้อมหยิบจอกที่วางอยู่บนโต๊ะหงายขึ้นสองใบ บรรจงเทน้ำบรรจุในกาใหม่เอี่ยมคล้ายได้รับการดูแลอย่างดีลงไป “หลังจากเจ้าเย็นใจลงกว่านี้ข้าจะตอบเจ้าทุกคำถาม”  

“ซานเยว่!” จอกกำลังยกขึ้นแตะริมฝีปาก คู่สนทนากลับพุ่งตัวเข้ามาคว้าจับข้อมือข้างนั้นยึดไว้แน่น  

“เจ้าจะปั่นหัวข้าอีกนานแค่ไหนถึงจะพอใจ!”  

หลินเยว่กวงเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ที่เอ่ยวาจาราวต้องการจะกวนตะกอนขุ่นมัวซึ่งเพิ่งจะสยบลงได้ให้พุ่งขึ้นมา  

“ข้าหรือปั่นหัวเจ้า พูดจาไร้สาระอะไร!” แววตาจ้องสบแข็งกร้าวไม่แพ้กัน 

“รู้หรือไม่ว่าท่าทีนิ่งเฉยเย็นชาของเจ้ามันทำให้ข้าแทบคลั่ง!”  

“พูดอะไรของเจ้า ข้าก็เป็นของข้าเช่นนี้ เหตุใดต้องเก็บไปใส่ใจ”  

“ข้าเองก็ไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย” จูเสวี่ยหลงพรั่งพรูคำพูดประหนึ่งตนเองเป็นกระแสน้ำหลากจากยอดเขาสูงไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดยั้ง  

“อาจเป็นเพราะข้าเป็นคนซื่อบื้อไม่เอาไหนอย่างเจ้าว่า แต่ที่ข้าแน่ใจก็คือยิ่งนานวัน ทั้งความคิด สายตาและความรู้สึกของข้าไม่อาจละวางไปจากเจ้าได้ ยิ่งข้ามองเจ้า ยิ่งข้าอยู่ใกล้เจ้า ก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกผิดกับฉางเอ๋อร์มากขึ้นเท่านั้น!”  

ทั้งที่คาดไว้แล้วว่าวันหนึ่งคงได้ยินคำพูดเช่นนี้จากจูเสวี่ยหลงแต่เมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ หลินเยว่กวงกลับไม่อาจควบคุมอารมณ์และร่างกายตนเองได้อย่างที่คิด  

“ข้ารู้…” เขารู้สึกคล้ายมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอจนไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดได้อีก...เนื้อตัวชาดิก แม้ดวงตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนความรู้สึกควบคุมน้ำเสียงและท่าทีเมื่อต่อบทสนทนา  

“ข้ารู้ว่าเจ้ารักฉางเอ๋อร์ รักพี่สาวข้ามาก แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะมาพูดหรือทำเช่นนี้กับข้า หากเจ้าไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ ข้าก็จนใจ...”  

หลินเยว่กวงสะบัดข้อมือออกจากการยึดเหนี่ยว จอกใบเล็กในมือหลุดกลิ้งลงบนพื้นขณะผุดลุกขึ้น 

ยังไม่ทันได้ขยับตัวไปไหนจูเสวี่ยหลงกลับก้าวตามมาถึงตัว สองแขนแข็งแรงดึงรั้งเข้าหากอดรัดยึดเหนี่ยวตัวเขาไว้ แผ่นหลังปะทะเข้ากับอกกว้างแนบแน่น 

“ซานเยว่ ทำไมเล่า ทั้งที่ดวงตาของเจ้าสามารถมองผู้คนได้ทะลุปรุโปร่งเข้าไปถึงจิตใจแต่เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมมองมาที่ข้า ทำไมจึงพยายามมองผ่านข้าไป ทำไมจึงต้องหนี เจ้ากำลังกลัวอะไรอยู่กันแน่ รู้หรือไม่ว่าข้าอยากให้เจ้ามองเพียงข้า ข้าคนเดียวเท่านั้น!”  

หลินเยว่กวงพยายามสูดหายใจลึกเพื่อควบคุมสติ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตนเองจะต้องมาพบเข้ากับเหตุการณ์เช่นนี้ได้ โดยเฉพาะกับคนอย่างจูเสวี่ยหลง  

“เสวี่ยหลง เจ้าปล่อยข้าเถอะ” เนื้อตัวชาดิกแปรเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลน หัวใจพลันเต้นผิดจังหวะสูญเสียการควบคุม “วันนี้ข้าเหนื่อยอยากพักผ่อนเต็มที เจ้าก็รู้ว่าเพียงชั่วเวลาไม่นานข้าต้องรับรู้และแบกรับเรื่องราวมากมายเพียงใด…”  

...ลืมแม้กระทั่งวิธีที่จะทำให้หลุดพ้นจากอ้อมกอดและลมหายใจเป่ารดริมหูของคนที่เฝ้าเพียรบอกตนเองว่าเป็นเพียงสหายเก่าผู้นี้ 

เพราะเหตุใดกัน 

“ขอโทษนะซานเยว่ ข้าเองก็อยากให้เจ้าพักผ่อน แต่ว่า...ก่อนหน้านั้น ข้าขอให้เจ้าฟังข้าให้จบเสียก่อน” น้ำเสียงแปรเปลี่ยน... 

อ่อนโยนเว้าวอนหวานหู  

“ข้าไม่อยากปล่อยเวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์โดยไม่ทำอะไรเช่นเมื่อกาลก่อนอีก ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ข้าไม่อยากเสียใจภายหลัง ข้าไม่อยากสูญเสียเจ้าไปโดยที่ยังไม่ทันได้บอกว่าข้ารักเจ้ามากเพียงใด”  

“เสวี่ยหลง!”  

จูเสวี่ยหลงไม่สนใจเสียงร้องท้วงคล้ายตกใจคล้ายห้ามปราม เขาเอ่ยต่อไปราวกับเกรงว่าหากหยุดพูด ความกล้าที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดนี้จะเหือดหายไป และเขาก็จะปล่อยให้มันผ่านไป ปล่อยให้ความรู้สึกของตนเองกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าและไม่มีตัวตนเช่นที่ผ่านมา 

“เจ้าทำให้ข้ารู้สึกผิดต่อฉางเอ๋อร์ นั่นเพราะว่าข้าเห็นนางเป็นตัวแทนของเจ้ามาตลอด...เจ็ดปีที่ไม่มีเจ้า เจ็ดปีที่ต้องทนอยู่กับความรู้สึกผิด ความรู้สึกที่ว่าตนเองนั้นช่างอ่อนแอไม่สามารถปกป้องคนที่รักได้มันช่างทรมานเหลือเกิน ฉางเอ๋อร์คือคนที่ทำให้ข้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ผลักดันให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องใครสักคน”  

ความนิ่งเงียบของผู้ฟังไม่อาจหยุดคำพูดที่พรั่งพรู 

“เมื่อก่อนข้าไม่เข้าใจตนเอง ข้าคิดว่าข้ารักนาง รักนางมาก เมื่อนางตายไปมันยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดและความอ่อนแอในใจข้า ข้าจึงตั้งใจว่าจะแลกชีวิตกับคนของหมู่ตึกจันทราโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก  

ทว่า...ข้าก็ได้พบเจ้า มันช่างราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากฝันร้ายที่ยาวนาน ตื่นขึ้นมาพบแสงสว่างพร้อมกับโลกที่สวยงามน่าอยู่เหลือเกิน ยิ่งเมื่อข้าได้มองเจ้า มีเจ้าอยู่ข้างกาย ความรู้สึกเช่นนั้นก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ  

ข้าจึงอยากบอกเจ้า อยากบอกเจ้าให้รู้เอาไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ข้าอยากบอกเจ้าว่า ข้ารักเจ้าซานเยว่ ข้ารักเจ้า เสี้ยวจันทร์น้อยของข้า”  

หลินเยว่กวงไม่สามารถบรรยายได้ว่าชั่วเสี้ยวยามที่ได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนกระซิบคำนั้นที่ริมหูเขารู้สึกอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าเวลานี้หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก ดวงตาคล้ายมีน้ำอุ่นๆ เอ่อคลอ ริมฝีปากขยับครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยคำใดตอบกลับไป  

จนเมื่อผ่านไปชั่วครู่ใหญ่จึงรวบรวมสติกลับมาได้ เขากระพริบไล่หยดน้ำในตาแล้วสูดหายใจลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียงให้นิ่งสงบดังเดิม  

“จูเสวี่ยหลง รู้หรือไม่ว่าหากเจ้าไปพูดเช่นนี้กับอิสตรี คงมีหญิงงามมากมายพร้อมพลีกายถวายชีวิตให้นับไม่ถ้วน”  

“แต่คำพูดนี้ข้ามีไว้ให้เจ้าเท่านั้น แม้แต่ฉางเอ๋อร์ข้าก็ยังไม่เคยเอ่ยวาจาเช่นนี้”  

“ข้ารู้ว่าคนซื่อบื้ออย่างเจ้าการจะเอ่ยวาจาเช่นนี้กับใครคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เจ้าอย่าลืมว่าข้านั้นเป็นบุรุษมิใช่สตรีที่จะหลงคารมเจ้าได้” 

“ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าหลงคารมอะไรข้า ข้าเพียงแต่อยากบอกเจ้าเท่านั้น อยากบอกว่าข้าได้มอบหัวใจให้เจ้าไปแล้ว อาจจะตั้งแต่ครานั้น ที่หุบเขาม่านหมอก ยามที่เจ้ายิ้มให้ข้าแล้วเรียกข้าว่าเจ้ามังกรซื่อบื้อนั่น” 

บรรยากาศเงียบงันลงในทันใดเมื่อจูเสวี่ยหลงพูดจบ เขายังคงไม่คลายวงแขนจากเจ้าของร่างซึ่งยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่ในอ้อมกอด  

มีเพียงกลิ่นหอม ความอบอุ่นถ่ายทอดมาและพวงแก้มแดงก่ำลามถึงใบหูที่ทำให้รู้ว่าเสี้ยวจันทร์น้อยยังคงรับรู้และได้ยินในสิ่งที่เขาต้องการจะบอก 

“เรื่องนั้น...”  

“หืม?”  

“เรื่องที่หุบเขาม่านหมอก ข้ารู้ทุกอย่างก็เมื่ออาจารย์ถอนพิษให้แล้ว ก่อนหน้านั้นข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่านั่นเป็นแผนการของท่านลุงติงกับอาจารย์ข้า”  

จูเสวี่ยหลงแย้มรอยยิ้มน้อยๆ 

“ข้าเชื่อเจ้า แค่มองตาเจ้าก็รู้ว่าเจ้าไม่ได้หลอกข้า” ดวงตาคมกริบจับจ้องผิวเนื้อขึ้นสีสุกปลั่ง “แต่เจ้ารู้อะไรหรือไม่ การที่เจ้ายอมบอกกับข้าเช่นนี้ มันเหมือนกับว่าเจ้ากำลังตอบรับรักข้า”  

“จูเสวี่ยหลง ข้าบอกว่ารักเจ้าเมื่อใดกัน อย่าคิดเองเออเองมากนัก” หลินเยว่กวงเริ่มขยับปลีกตัวจากวงแขน “แล้วที่สำคัญ เมื่อใดจะปล่อยเสียที ข้าอึดอัด”  

“ข้าไม่ได้คิดเองเออเอง ก็เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกว่ารักข้า และที่ข้าไม่ปล่อยเจ้าก็เพราะว่าไม่อยากปล่อย ข้าอยากกอดเจ้าเอาไว้เช่นนี้ตลอดไปอย่างไรเล่า”  

เสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ดังอยู่ริมหู หลินเยว่กวงพลันรู้สึกถึงสติสัมปชัญญะที่คืนกลับมา เขาขยับตัวพลางกระทุ้งศอกกลับหลังเข้าเป้าอย่างจัง จูเสวี่ยหลงสะดุ้งโหยงละมือลงไปกุมท้องตัวงอ  

“ที่ไม่ปล่อยก็เพราะไม่อยากปล่อย นี่มันเหตุผลซื่อบื้อประเภทไหนของเจ้า แล้วฟังให้ดี ข้าไม่เคยบอกว่าข้ารักเจ้า!”  

จูเสวี่ยหลงพยุงตัวยืนตรงขยับยิ้มเล็กน้อย ดวงตาที่เคยใสซื่อมีแววเจ้าเล่ห์เล็กๆ จ้องมองใบหน้าหงุดหงิดของผู้เป็นดวงใจ 

“ขอบใจที่เจ้าก็รักข้า”  

“หูของเจ้าเป็นอะไรไป ข้าบอกเมื่อใดว่าข้ารักเจ้า”  

“ก็บอกเมื่อครู่อย่างไร ตั้งหลายครั้งด้วย”  

“จูเสวี่ยหลง ฟังให้ดี ข้าไม่เคยบอกว่า ข้า...รัก...จะ...” หลินเยว่กวงชะงักคำพูด จ้องมองพินิจแววตาระยับพร้อมกับรอยยิ้มกว้างของมังกรซื่อบื้อ 

นี่เขาควรเข้าใจว่าเจ้านี่มันซื่อบื้อจนกู่ไม่กลับหรือว่าเจ้าเล่ห์เหลือร้ายกันแน่ 

แล้วนี่ตกลงข้าเป็นคนเช่นนี้เองหรือ!  

พูดก็พูดเถอะ เรื่องที่อยู่ๆ ก็รู้สึกวูบวาบหวั่นไหวที่มีบุรุษด้วยกันมาพูดจาบอกรักยังพอทำเนา แต่ที่ทำให้ไม่อยากยอมรับที่สุดคือเขาดันรู้สึกดีใจที่คนคนนั้นคือเจ้าคนซื่อบื้อนิสัยประหลาดนี่น่ะสิ    

หลินเยว่กวงประมุขหมู่ตึกจันทรา แสงจันทร์ตัดวิญญาณที่ผู้คนในยุทธภพเพียงได้ยินชื่อก็เกรงกลัวจนหัวหด นอกจากจะไม่มีปัญญาหานางในดวงใจแล้วยังมีชายในดวงใจเป็นคนนิสัยไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นนี้อย่างนั้นอีกหรือ!  

หมดกัน! หมดกันแล้วชีวิตข้า!  

“ซานเยว่! นี่เจ้าร้องไห้หรือ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ” จูเสวี่ยหลงมองเห็นน้ำตาหนึ่งหยดไหลออกจากดวงตาซึ่งกำลังจ้องมองมา แววสลดหดหู่ท่ามกลางบรรยากาศมืดมนลอยวนอยู่รอบตัวทำให้เร่งกุลีกุจอขอโทษขอโพยเสียงอ่อน  

“เจ้าไม่ต้องบอกรักข้าก็ได้ ขอเพียงเจ้ารับรู้เอาไว้ข้าก็พอใจ อย่าร้องไห้เลยนะ ข้าจะไม่แกล้งเจ้าอีก ข้าสัญญา”  

ว่าพลางยกนิ้วมือขึ้นปาดหยดน้ำติดผิวแก้มอีกฝ่ายออกด้วยท่าทีราวกับกำลังปลอบโยนเด็กน้อยเสียขวัญ หารู้ไม่ว่านั่นยิ่งทำให้หลินเยว่- 

กวงคิดอยากหลั่งน้ำตาให้ท่วมห้อง  

“ข้าไม่ใช่สตรีแล้วก็ไม่ใช่เด็ก ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” หลินเยว่กวงว่าพลางคว้ามือที่บังอาจละลาบละล้วงบีบไว้แน่น  

จูเสวี่ยหลงขมวดคิ้วยื่นหน้าส่งริมฝีปากอุ่นสัมผัสแก้มเนียนน่ามองนั้นเบาๆ พริบตาเดียวพลันกระโดดถอยหลังออกห่างทันหลบหมัดที่ลอยมาได้ฉิวเฉียด 

“เจ้าไม่ชอบให้ข้าใช้มือซับน้ำตาให้ ข้าก็ใช้วิธีนี้เหตุใดต้องมีโทสะด้วยเล่า”  

ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เรื่องวิธีการ แต่ใครใช้ให้เจ้ามาทำอย่างนี้กับข้า!  

จูเสวี่ยหลง เจ้าบื้อเอ๊ย!  

“ข้าจะกลับไปนอน”  

ใช่แล้ว นี่คงเป็นความฝัน ไม่มีทางที่เจ้ามังกรบื้อจูเสวี่ยหลงจะกล้าพูดกล้าทำอะไรเช่นนี้โดยที่ยังมีสติอยู่ ข้าต้องกำลังฝันไปแน่!   

เพียงคิดจะก้าวไปทางประตูพลันชนเข้ากับเจ้าคนช่างตื๊อที่ก้าวเข้าขวางจนเกือบซวนเซ จูเสวี่ยหลงมือไวคว้าตัวเอาไว้ได้ทันเช่นเคย  

สัมผัสอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวเนื้อทำให้หลินเยว่กวงรับรู้ได้และไม่สามารถปฏิเสธว่านี่คือความจริงแน่แท้อย่างไม่ต้องสงสัย  

“พักนี้เจ้าดูซุ่มซ่ามบ่อยจริง หรือว่าร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ข้าว่าเจ้าพักผ่อนที่นี่ก่อนเถอะอย่าเพิ่งกลับไปเลย” 

“จะให้ข้านอนที่นี่?” กับเจ้าด้วยเนี่ยนะ!  

ถามพลางกวาดสายตาไปรอบๆ  

ถึงนี่จะเรียกว่าเป็นห้องนอนแต่ดูเหมือนจะเป็นห้องที่ไม่มีใครใช้แล้ว แม้โดยรวมจะดูสะอาดสะอ้านดีแต่เตียงแคบๆ ไม่มีเครื่องนอนเช่นนั้น ทั้งในเวลาแบบนี้กับเจ้าคนซื่อบื้อที่เพิ่งทำรุ่มร่ามกับตัวเขาไปใครจะไปหลับลงได้  

“ที่นี่เป็นห้องพักที่สมัยก่อนข้าใช้เป็นที่พักหลังจากฝึกวิชากับท่านอาจารย์ ด้านหลังเป็นลานฝึก ตอนนี้คงไม่มีใครใช้แล้ว ค่อนข้างเงียบสงบ ส่วนห้องของพวกเราอยู่อีกฟากของจวน เวลากลางวันเช่นนี้ผู้คนคงพลุกพล่าน แล้วกว่าจะเดินไปถึงข้าว่าเจ้าคงเหนื่อย นอนพักเสียที่นี่ก่อนสักครู่ก็ได้ ข้าจะดูแลเจ้าเอง”   

“เจ้าเห็นข้าอ่อนแอถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” 

“อันที่จริงแล้ว ก็ไม่...” จูเสวี่ยหลงพูดหน้าตาเฉย จ้องอีกฝ่ายตรงๆ “ข้าเพียงอยากอยู่กับเจ้าตามลำพัง ไม่ต้องสนใจใคร ลืมทุกอย่างชั่วคราว ทั้งเรื่องคดีตระกูลหยาง หมู่ตึกจันทรา อยากให้เราย้อนกลับไปเป็นเหมือนเมื่อเจ็ดปีก่อน ข้าคือมังกรซื่อบื้อ ส่วนเจ้าก็คือเสี้ยวจันทร์น้อยของข้า”  

“เจ้าก็รู้ว่านั่นไม่มีทางเป็นไปได้” หลินเยว่กวงเบี่ยงตัวหลบแต่จูเสวี่ยหลงกลับดึงตัวให้หันมาสบตา 

“ข้ารู้ แต่ว่า…ขอเพียงที่นี่ ตอนนี้ ให้เจ้าอยู่กับข้าจะได้หรือไม่เสี้ยวจันทร์น้อย” น้ำเสียงอ่อนโยนและดวงตาเว้าวอนแม้อยากจะปฏิเสธแต่ก็ไม่อาจตัดใจทำได้ในทันที  

หลินเยว่กวงยืนนิ่งไปชั่วครู่ เขามองใบหน้าและสายตานั้นแล้วถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิม 

“มานั่งข้างๆ ข้าสิ” 

จูเสวี่ยหลงมองคนที่ว่าง่ายผิดปกติด้วยความรู้สึกหลากหลาย  

แม้ดีใจที่เสี้ยวจันทร์น้อยไม่มีคำพูดหรือท่าทีปฏิเสธ ทว่าการกระทำเสมือนยอมรับความรู้สึกของตนง่ายดายเช่นนี้ กลับทำให้เขาแสดงสีหน้าแปลกใจออกไป 

“เหตุใดต้องทำหน้าอย่างนั้น เจ้าอยากให้ข้าอยู่ข้าก็ตามใจเจ้าแล้ว แต่ว่าแค่นี้เท่านั้น ถ้าเจ้าคิดจะทำอะไรโง่ๆ ล่ะก็ ข้าจะไม่เกรงใจรู้ไว้”  

“ข้าไม่มีทางทำอะไรที่เป็นการฝืนใจเจ้าแน่...ถึงอยากทำแค่ไหนก็เถอะ” ประโยคหลังน้ำเสียงใกล้จะกลืนหายลงไปในลำคอ  

หลินเยว่กวงจ้องเขม็ง “เจ้าว่าอย่างไรนะ!” 

จูเสวี่ยหลงเสหลบตา 

“เปล่า ไม่มีอะไร” ว่าพลางก้าวไปทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างแล้วรีบเบี่ยงประเด็น “เจ้านั่งอยู่เช่นนี้ไม่กลัวเมื่อยหรือ”   

“เรื่องนั้นเจ้าถามตัวเจ้าเองเถอะ พูดว่าอยากอยู่กับข้าไม่ใช่หรือแล้วอย่ามาบ่นทีหลังก็แล้วกัน หันหลังมาสิ…”   

“หือ?”   

“ข้าบอกให้หันหลัง” เมื่อได้ยินคำเร่งจูเสวี่ยหลงจึงยอมตามอย่างว่าง่าย พลันรู้สึกได้ถึงสัมผัสอบอุ่นที่แนบชิดลงบนแผ่นหลังแผ่วเบา  

“วันนี้ข้าเหนื่อยมาก” หลินเยว่กวงเอนศีรษะใช้หลังอีกฝ่ายต่างฟูกหมอนแล้วหลับตาลง น้ำเสียงฟังดูเหนื่อยล้าอย่างที่พูดจริงๆ “ขออยู่อย่างนี้สักพักเช่นนี้เจ้าคงจะพอใจแล้ว”  

จูเสวี่ยหลงเหลือบมองพลางยิ้มน้อยๆ “ขอเพียงได้อยู่กับเจ้าจะแบบไหนข้าก็พอใจทั้งนั้น เจ้าพักเถอะ ข้าจะอยู่ข้างๆ เจ้าเอง” 

บรรยากาศเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงความรู้สึกสดใสอบอุ่นหัวใจที่ยังลอยวน จูเสวี่ยหลงแย้มยิ้มเปี่ยมสุขพยายามนั่งให้นิ่งด้วยคาดว่าอีกฝ่ายคงจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว  

ต่อเมื่อได้ยินเสียงเรียกเบาๆ  

“เสวี่ยหลง...”   

“หือ” เจ้าของนามขยับตัวเล็กน้อย “มีอะไรหรือ”  

“ทำไมเจ้าจึงรักข้า”   

“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำไม คงเพราะซื่อบื้อจนเกินไปจึงหาคำพูดมาอธิบายไม่ได้ แต่ข้ามั่นใจในความรู้สึกของตนเอง” จูเสวี่ยหลงตอบคำถามนั้นได้โดยไม่ต้องคิด 

“ขอบใจนะเจ้ามังกรบื้อ” รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากประมุขพรรคมาร “บางที...อาจจะเป็นเพราะนิสัยซื่อๆ บื้อๆ ของเจ้านี่เองกระมังจึงทำให้ข้าชอบเจ้า” 

เสียงเบาไม่ต่างจากสายลมผ่านแต่แสนจะชัดเจนถนัดหู จูเสวี่ย-หลงชะงักไปเป็นครู่อย่างคาดไม่ถึง  

เขาอยากจะหันไปเห็นหน้าและจ้องมองเข้าไปในดวงตาเจ้าของคำเจรจาชวนให้หัวใจพองโตเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ผ่อนคลายสม่ำเสมอ จึงทำให้รู้ว่าเจ้าของร่างแนบชิดคงก้าวสู่ห้วงนิทราไปแล้วอย่างแท้จริง 

…คงจะเหนื่อยมาก  

หลายวันมานี้มีเรื่องมากมาย ทั้งยังถูกพิษไม่หายดีกลับต้องรับรู้เรื่องราวหนักหนาสาหัสเรื่องชาติกำเนิด ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใดร่างกายและจิตใจก็คงยากจะรับไหว 

จูเสวี่ยหลงนั่งนิ่งพยายามไม่ขยับเขยื้อนรบกวนการพักผ่อน  

ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงค่อยขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถหวังให้เสี้ยวจันทร์น้อยอยู่ในท่วงท่าที่สบายขึ้น แต่นั่นกลับทำให้เจ้าของร่างที่ใช้ตนต่างฟูกลื่นไถลจากแผ่นหลัง ดีที่สัมผัสไวหันไปประคองไว้ได้ทัน  

ทว่าคนในอ้อมแขนกลับไม่มีทีท่าว่าจะตื่นจากนิทราแต่อย่างใด 

จูเสวี่ยหลงผ่อนลมหายใจ ขยับตัวให้เพื่อให้ร่างกายของคนที่ยังคงหลับสนิทแนบชิดกับอกของตนเองแทนหมอน แต่เมื่อเห็นว่าการอยู่เช่นนี้คนหลับคงจะไม่สบายตัวเป็นแน่จึงได้ถือวิสาสะช้อนตัวอีกฝ่ายขึ้นอุ้มเดินตรงไปยังเตียงว่างเปล่า วางลงอย่างเบามือและจัดให้นอนในท่าที่คิดว่าน่าจะสบายที่สุด ก่อนจะเดินไปยังตู้ใบเล็กริมผนังเพื่อมองหาสิ่งที่พอจะใช้ต่างหมอนหรือผ้าห่มชั่วคราวได้ 

ภายในตู้ว่างเปล่าไร้สิ่งที่ต้องการ จูเสวี่ยหลงหลุดโคลงศีรษะอย่างผิดหวัง  

เมื่อแรกมาที่นี่นั้นเขาไม่ได้คิดเผื่อเรื่องอะไรเช่นนี้เพียงต้องการสถานที่เงียบสงบในการสนทนาเท่านั้น ไม่นึกว่าจะเป็นการทำให้เสี้ยวจันทร์น้อยต้องลำบาก 

จูเสวี่ยหลงเดินกลับมาที่เตียงพลางพินิจใบหน้าคนกำลังหลับสนิทเห็นแววซีดเซียวแล้วยิ่งหนักใจ 

ร่างกายของเสี้ยวจันทร์น้อยคงยังไม่ฟื้นตัว ที่ผ่านมาคงเป็นการฝืนร่างกาย จะปล่อยให้นอนในสภาพเช่นนี้คงไม่ดีแน่ ทำอย่างไรดี 

ยืนนิ่งคิดหันรีหันขวางทำอะไรไม่ถูก ต่อเมื่อมองเห็นใบหน้าเกือบจะไร้สีเลือดจึงตัดสินใจก้าวขึ้นเตียงเอนตัวลงนอนเคียงข้าง ใช้มือประคองศีรษะอีกฝ่ายวางไว้บนท่อนแขนของตน ส่วนแขนข้างที่ว่างก็โอบกระชับร่างนั้นเข้าสู่อ้อมอก 

ก็รู้ว่าทำเช่นนี้เจ้าคงจะไม่พอใจ แต่ว่ามันช่วยไม่ได้ ยามเจ้าอ่อนแอข้าก็อยากเป็นที่พึ่งพิง อยากปกป้องแบ่งเบาภาระของเจ้าบ้าง  

ขอเพียงเจ้ามีความสุขแม้ในยามนิทรา ต่อให้ตื่นขึ้นมาเจ้าจะฆ่าข้า ข้าก็ยอม... 

จูเสวี่ยหลงมองเจ้าของแพขนตายาวปิดสนิท  

ใบหน้าค่อนข้างซีดเซียวกลับไม่อาจลดทอนความงามยากจะหาใครเทียบนั้นลงได้ แม้มั่นใจว่าเขามอบหัวใจให้คนผู้นี้ไม่ใช่เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกแต่เมื่อได้มองใกล้ๆ ผนวกกับร่างกายที่มีกลิ่นหอมยวนใจ เขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันทำให้หัวใจหวั่นไหวจนเกือบจะควบคุมตนเองไว้ไม่ได้  

ทว่าหากปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเช่นนั้นเข้าครอบงำจนทำให้ต้องสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจไป จูเสวี่ยหลงคงไม่อาจทนได้เช่นกัน  

มังกรซื่อบื้อแย้มรอยยิ้มน้อยๆ ค่อยๆ แนบริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนนั้นอย่างแผ่วเบาพลางหลับตาลง ปล่อยตนเองให้เข้าสู่ห้วงแห่งความฝันไปพร้อมกับเจ้าของร่างอบอุ่นแนบชิดข้างกาย  

เพียงเท่านี้ก็เป็นความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับเขาแล้ว 

 

ความคิดเห็น