ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

บทที่ 12 จันทร์กระจ่างฟ้า

ชื่อตอน : บทที่ 12 จันทร์กระจ่างฟ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 10:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 จันทร์กระจ่างฟ้า
แบบอักษร

ติงเฉิงจู่ทรุดนั่งลงพลางกวาดตามองไปรอบๆ โต๊ะซึ่งมีคนสี่คนยืนตีสีหน้าต่างๆ กัน 

หลินเยว่กวงหรือที่รู้จักกันในนามเสี่ยวซานเยว่ หลังจากเข้ามาทักทายสอบถามข่าวคราวพอหอมปากหอมคอแล้วก็กลับไปยืนตีหน้านิ่งขรึมไม่แสดงอารมณ์ใดๆ  

ข้างกายเขาคือเด็กสาวนามว่านชิงเยี่ยน ถัดไปเป็นศิษย์ทั้งสอง 

จูเสวี่ยหลงและเซี่ยเจิ้นเทียน  

สายตาจูเสวี่ยหลงเหลือบแลไปยังสหายจากแดนไกล แววตาแฝงความกังวล ทว่าใบหน้าเซี่ยเจิ้นเทียนกลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม แววตาเปล่งประกายแห่งความสุขเช่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สร้างความแปลกใจให้อาจารย์เช่นแม่ทัพติงยิ่งนัก 

แต่สิ่งที่ทุกคนมีดุจเดียวกันเห็นจะเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายนั่นเอง  

“เอาล่ะ ครานี้ก็ถึงเวลาเสียที” ติงเฉิงจู่ถอนหายใจเล็กน้อยพลางพยักหน้าให้เด็กรับใช้ถอยออกไป “พวกเจ้าเองก็นั่งลงก่อนเถอะ ทำตัวตามสบาย”  

เมื่อประตูปิดสนิทและมั่นใจว่าไม่มีคนนอกมารับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเปิดเผยจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย  

“ก่อนอื่น สำหรับท่านอ๋องน้อย” รอให้ทุกคนจัดการกับตนเองเรียบร้อยค่อยหันไปทางเซี่ยเจิ้นเทียน “เรื่องที่พูดถึงนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะมันเกี่ยวข้องกับบิดาของท่านโดยตรง ข้าจะไม่ให้ท่านร่วมรับฟังก็ได้ ทว่าเพราะท่านเป็นศิษย์ข้า ถ้าเป็นไปได้ ข้าก็หวังให้ท่านตักเตือนบิดาบ้าง” 

ใบหน้าผู้ฟังเปลี่ยนสีไปชั่วขณะ  

“เรื่องตักเตือนนั้นคงเกินความสามารถ” น้ำเสียงคล้ายเย้ยหยันในที “ท่านอาจารย์ก็น่าจะรู้ว่าข้ากับเขาไม่เคยพูดจาดีๆ กันได้เกินสิบคำเพราะฉะนั้นนอกจากจะตักเตือนอะไรไม่ได้แล้ว เรื่องที่ข้าจะนำสิ่งที่ได้ยินไปบอกกับเขานั้นคงไม่ต้องพูดถึง และถ้าเกรงว่าเรื่องของบิดาจะกระทบกระเทือนจิตใจข้านั้นยิ่งไม่ต้องคิด เพราะข้าว่าคงไม่มีสิ่งใดแย่ไปกว่าที่ผ่านมาอีกแล้ว” 

ติงเฉิงจู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขารู้ดีว่าสองพ่อลูกหนิงอ๋องไม่ค่อยจะลงรอยกันนักด้วยเหตุบางประการจึงไม่คิดอยากจะบังคับต่อความมาก เพียงแต่ต้องการให้ลูกศิษย์ได้รับรู้เรื่องราวเอาไว้ หากวันหนึ่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ตนในฐานะอาจารย์จะได้ไม่รู้สึกผิดกับศิษย์ผู้นี้มากนัก  

“ซานเยว่ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวเจ้าโดยตรง ลุงอยากให้เจ้ารับฟังอย่างหนักแน่นและเข้มแข็งที่สุด เรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ จงมองแต่อนาคตของตัวเจ้าและหมู่ตึกจันทราเท่านั้น” 

หลินเยว่กวงขมวดคิ้ว ท่าทางเคร่งเครียดของผู้อาวุโสทำให้เขารู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว  

...แม้ไม่อยากใส่ใจกับอดีต แต่พอจะรู้เข้าจริงๆ กลับอดกังวลไม่ได้ 

“เสวี่ยหลง ส่วนตัวเจ้า เช่นที่อาจารย์เคยพูดเอาไว้” 

“ข้าทราบแล้วท่านอาจารย์” จูเสวี่ยหลงก้มหน้ารับคำ นิ่งเงียบรอฟังในสิ่งที่เขาก็ติดใจสงสัยใคร่รู้มานาน  

“เอาล่ะ ข้าจะรวบรัดสั้นๆ พวกเจ้ามีสิ่งใดสงสัยก็ถามได้…” ติงเฉิงจู่กวาดตามองคนทั้งสี่ช้าๆ ทางด้านเสี่ยวเยี่ยนนั้น เมื่อหลินเยว่กวงยืนยันว่านางไว้ใจได้ก็ไม่มีเหตุขัดข้องที่จะให้ร่วมรับฟัง  

“เรื่องนี้เริ่มขึ้นในรัชสมัยฮ่องเต้เซี่ยนจงเสด็จปู่ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระองค์มีพระโอรสสองพระองค์ องค์ชายใหญ่จูเจี้ยนเหวินและองค์ชายรองจูเจี้ยนเซิน...” 

“เดี๋ยวก่อนนะขอรับท่านอาจารย์ เหตุใดศิษย์ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฮ่องเต้เซี่ยนจงทรงมีโอรสสองพระองค์”  

จูเสวี่ยหลงอดร้องท้วงไม่ได้ สิ่งที่เขารับรู้มาตลอดชีวิตหาได้ตรงกับสิ่งที่ได้ยินในยามนี้ 

ไม่ว่าจะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์หรือหนังสือเล่มไหนไม่เคยมีการเขียนถึงชื่อจูเจี้ยนเหวินมาก่อน มีเพียงจูเจี้ยนเซินซึ่งเป็นบิดาของเขาและเป็นฮ่องเต้ต่อจากเสด็จปู่เท่านั้น  

“แน่นอนว่าย่อมไม่มีเขียนถึง” ติงเฉิงจู่เอ่ยช้าๆ “เพราะองค์ชายเจี้ยนเหวินต้องโทษกบฎคิดล้มล้างราชบัลลังก์ทำให้ถูกประหารทั้งครอบครัว และที่ยิ่งกว่านั้นยังถูกพระบิดาขับออกจากราชวงศ์ แม้แต่ชื่อแซ่ก็ห้ามไม่ให้มีการบันทึกไว้หรือกล่าวถึง เนื่องจากมีหลักฐานว่าไปสมคบคิดกับพวกชนเผ่านอกด่าน…”  

แม่ทัพใหญ่หยุดกวาดตามองทุกคนอีกครั้ง “ฟังดูแล้วอาจไม่เกี่ยวข้องกับคดีตระกูลหยาง หมู่ตึกจันทราหรือซานเยว่ถูกปองร้ายใช่หรือไม่ ข้าเองก็...ทั้งที่คิดว่าทุกอย่างควรจะจบไปตั้งแต่ตอนนั้น ไม่นึกเลยว่าเรื่องราวในอดีตไกลโพ้นยังคงโยงใยเกี่ยวพันมาจนถึงยามนี้เข้าจนได้” 

“ท่านอาจารย์พูดเหมือนกับว่าตัวท่านเองก็มีส่วนเกี่ยวพัน...” 

“จะว่าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่” ติงเฉิงจู่ทอดถอนใจ “ยามนั้นข้าเป็นเพียงชาวยุทธที่ออกท่องยุทธภพและบังเอิญได้คบหาเป็นสหายกับองค์ชายเหวินกระทั่งภายหลังได้เข้ารับราชการ...รวมไปถึงเสนาฯหยาง เวลานั้นเขาเป็นเพียงบัณฑิตสอบตกแต่ต่อมากลับได้รับราชการเป็นที่ปรึกษาข้างกายองค์ชายขณะแผ่นดินกำลังมีศึกกับพวกชนเผ่านอกด่าน”  

ดวงตากร้าวแกร่งทอดไกลออกไป 

“พวกเราต่างได้รับความเมตตาอย่างล้นเหลือจากองค์ชายและเชื่อมั่นว่าพระองค์ถูกให้ร้าย แต่ช่างน่าเศร้าใจนักที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าช่วยให้ทายาทของพระองค์มีชีวิตรอดปลอดภัย...” 

“ทายาทอย่างนั้นหรือ...” เซี่ยเจิ้นเทียนเลื่อนสายตาไปยังบุรุษอีกผู้หนึ่ง หลินเยว่กวงนั่งนิ่งฟังบทสนทนาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับทุกสายตาที่หันมาจับจ้อง  

ผู้อาวุโสถอนหายใจหนัก ปิดเปลือกตาลงชั่วครู่ 

ความเงียบครอบงำ...  

บรรยากาศแทนที่จะผ่อนคลายกลับตึงเครียดขึ้นเมื่อดวงตาคู่นั้นค่อยๆ เปิดขึ้น  

ดวงตาแสนลึกล้ำเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งอดีตที่เก็บเอาไว้มาเนิ่นนานเพ่งพินิจไปยังบุรุษหนุ่มผู้กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอยู่ในขณะนี้  

“พวกเจ้าคงสงสัยว่าเหตุใดซานเยว่กับฉางเอ๋อร์จึงได้มีใบหน้าคล้ายคลึงกัน” 

จูเสวี่ยหลงเผลอตัวกลืนน้ำลาย รับรู้ถึงลำคอที่แห้งผาก ความกลัวบางอย่างก่อเกิดขึ้นภายใน 

“นั่นหาใช่เรื่องบังเอิญ เหตุผลเพราะ...” 

ใครเล่าจะคาดคิด 

“ทั้งสองคือโอรสและธิดาฝาแฝดขององค์ชายเจี้ยนเหวินที่ข้าและเสนาฯ หยางช่วยไว้เมื่อ 25 ปีก่อน” 

จูเสวี่ยหลงพยายามวิ่งหนีจากความจริงหนึ่งเพื่อมาพบกับอีกความจริงที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า 

 

“ข้ากับฉางเอ๋อร์ เราเป็นพี่น้องอย่างนั้นหรือ” 

หลินเยว่กวงไม่รู้ว่าควรบรรยายความรู้สึกของตนเองในเวลานี้ออกมาเป็นคำพูดอย่างไรดี  

ดีใจ...ที่ได้รู้ชาติกำเนิดความเป็นมาของตนเอง หรือเสียใจ...ที่ถึงแม้จะได้รับรู้แต่คนที่มีสายเลือดเดียวกันเหล่านั้นก็ไม่เหลือลมหายใจหรือชีวิตให้ได้พบพานกันอีกแล้ว  

ยิ่งกว่านั้น มันทำให้เขาได้รับรู้ในอีกสิ่งหนึ่ง... 

เป็นเพราะเหตุนี้ เพราะสายสัมพันธ์พี่น้องระหว่างตนกับฉางเอ๋อร์ นอกจากจะทำให้มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันแล้ว ระหว่างพวกเขาทั้งสองคงจะมีหลายสิ่งทำให้จูเสวี่ยหลงรู้สึกสับสน นี่คงอธิบายได้แล้วว่าเหตุใดเจ้ามังกรซื่อบื้อถึงได้แสดงท่าทีแปลกๆ บ่อยครั้ง  

คงเป็นเพราะเหตุนี้เอง... 

“ซานเยว่ เจ้าไม่เป็นอะไรนะ” 

หลินเยว่กวงเงยหน้าขึ้น แววห่วงใยถูกส่งมาให้แจ่มชัดทางสายตาคล้ายดั่งค้อนพันชั่งทุบลงกลางใจให้รู้สึกปวดแน่นในอกจนอยากจะร้องไห้ 

สายตาที่มอง ความรู้สึกห่วงใยที่มอบให้ มันคงไม่ใช่ของตนตั้งแต่แรก  

ทั้งๆ ที่น่าจะรู้ดี แต่ทำไม เหตุใดจึงหยุดคิดเรื่องพวกนี้ไม่ได้เสียที…  

“ข้าไม่เป็นไร” 

หลินเยว่กวง เจ้ามันบ้าไปแล้ว เวลาเช่นนี้ควรคิดเรื่องพี่สาว เรื่องพ่อแม่ไม่ใช่หรืออย่างไร... 

ไม่ ต่อให้เคยเป็นใคร มาจากที่ไหน หรือใครจะรู้สึกอย่างไรล้วนไม่สำคัญ สิ่งสำคัญในเวลานี้ จงตระหนักเอาไว้ให้มากว่าตนคือหลินเยว่กวงประมุขหมู่ตึกจันทรา  

...ชีวิตของหลินเยว่กวง หัวใจของหลินเยว่กวงล้วนเป็นของพี่น้องหมู่ตึกจันทราเท่านั้น ไม่มีใครหรืออะไรจะสำคัญไปกว่านี้อีก! 

“ไม่เป็นไรได้อย่างไร สีหน้าเจ้าดูไม่ดี ไหนจะตาแดงๆ นั่นอีก เพิ่งลุกจากเตียงได้ไม่นานก็ฝืนตัวเองเพียงนี้คงไม่ใช่ว่าไข้กลับอีกกระมัง” เซี่ยเจิ้นเทียนแสดงความเป็นห่วง 

“อืม เจ้าเองเพิ่งหายป่วย การจะมารับฟังเรื่องเช่นนี้อาจจะหนักหนาเกินไป อย่างไรกลับไปพักผ่อนรอให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้แล้วเราค่อยมาหารือกันอีกครั้งจะดีกว่า” ติงเฉิงจู่พินิจท่าทางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวรวมทั้งสีหน้าแปลกๆ ของหลินเยว่กวงแล้วหันไปทางลูกศิษย์ของตนเอง 

จูเสวี่ยหลงทำท่าคล้ายอยากจะพุ่งเข้าไปดูอาการของคนป่วยใจแทบขาด ทว่ากลับถูกสายตาเอาเรื่องของเจ้าตัวกดดันไว้ไม่ให้เข้าใกล้  

“เสวี่ยหลง เจ้าพาซานเยว่ไปพักก่อนเถอะ” แม่ทัพใหญ่ถอนหายใจเฮือกใหญ่รับรู้ถึงเค้าลางความวุ่นวายอยู่ไม่ไกล “เรายังพอมีเวลาคุยกันเรื่องนี้อีก สุขภาพซานเยว่สำคัญกว่า” 

“ขอบคุณท่านลุง แต่ข้าเพียงตกใจกับสิ่งที่ได้รับรู้เท่านั้นหาได้ป่วยไข้ไม่” หลินเยว่กวงปฏิเสธ  

ทว่าจูเสวี่ยหลงกลับไม่รอฟังเขา ตรงปรี่เข้าประชิดตัวถือวิสาสะยื่นมืออังหน้าผาก  

“แต่ตัวเจ้าดูรุมๆ นะ” 

หลินเยว่กวงตกใจเผลอตัวผงะหนี เสียหลักหงายหลังเกือบพลัดตกเก้าอี้ ดีที่ตัวต้นเหตุคว้าเอาไว้ได้ทันไม่อย่างนั้นคงมีเหตุการณ์ให้ขายหน้าคนไปทั่ว  

ประมุขหมู่ตึกจันทราหงายหลังตกเก้าอี้ แม้จะไม่ทำให้ถึงตายแต่ถ้าใครรู้เข้าคงอับอายขายหน้าเสียเชิงไม่น้อย  

“เสวี่ยหลง ข้าว่าซานเยว่ไม่เป็นไรแล้วเจ้าก็ควรปล่อยตัวเขาเสียยืนเหม่ออะไรอยู่ได้ ถ้าตะคริวกินจนขยับไม่ได้ล่ะก็ข้าจะช่วยเอง”  

เซี่ยเจิ้นเทียนขมวดคิ้วมองสหายนิ่งค้างประคองตัวประมุขพรรคมารไว้ไม่ยอมปล่อย  

“ข้าไม่เป็นไร ขอบใจที่ทุกคนเป็นห่วง” หลินเยว่กวงเรียกคืนสติของตนเองเร่งแกะมือสหายออก “อย่างไรวันนี้ก็ต้องรู้ความจริงทั้งหมดให้ได้ ข้าไม่อยากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปอย่างไร้ประโยชน์อีก...”  

“อ่อ เช่นนั้นก็…” ติงเฉิงจู่มองภาพความวุ่นวายเล็กๆ เมื่อครู่แล้วกระพริบตาปริบๆ คล้ายงุนงงไปชั่วขณะ “ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้นก็ตามแต่ใจเจ้าเถอะ”  

เขามองดูลูกศิษย์ทั้งสองทิ้งตัวนั่งลง ทว่าครานี้กลายเป็นหลินเยว่กวงถูกประกบซ้ายขวาด้วยสองบุรุษผู้ที่ตนเองพยายามหนีให้ห่างไปโดยปริยาย ส่วนเสี่ยวเยี่ยนกลับลอบขยับหนีไปนั่งอีกมุม  

ประมุขพรรคมารตวัดสายตามองไปยังเด็กสาวที่รีบหุบยิ้มและทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อย่างคาดโทษ   

“อะแฮ่ม!” รอยยิ้มของเสี่ยวเยี่ยนมลายไป นางขยับนั่งตัวตรงหลังตรง หลินเยว่กวงจึงละสายตาได้ “ข้าต้องขออภัย แต่นี่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจึงทำให้สับสนจนแสดงอาการประหลาดออกไป” 

เขาหันกลับมาทางแม่ทัพใหญ่ผู้มีพระคุณด้วยใบหน้าสงบนิ่งเช่นเดิม แม้ใจจะไม่ได้สงบนิ่งเช่นที่แสดงออกก็ตาม 

“อย่าว่าแต่เจ้าจะคิดไม่ถึงพวกข้าเองยังประหลาดใจ ทั้งที่ใบหน้าเจ้าก็เห็นชัดๆ ว่าคล้ายฉางเอ๋อร์มากแต่กลับไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้” เซี่ยเจิ้นเทียนเอ่ยยิ้มๆ พลางจ้องสบตาหลินเยว่กวงตรงๆ 

“แต่ข้าก็ดีใจที่เรามีสายโลหิตใกล้ชิดเพียงนี้ ไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดจึงรู้สึกถูกชะตากับเจ้าตั้งแต่แรกพบ” 

จูเสวี่ยหลงตวัดสายตาแข็งๆ มองหน้าสหายทันที ขณะที่หลินเยว่-กวงยกรอยยิ้มน้อยๆ ติดจะเกร็งๆ  

“พวกท่านล้วนสืบสายโลหิตมาจากองค์ปฐมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าดีใจที่เห็นพวกท่านปรองดองรักใคร่กัน”  

ติงเฉิงจู่ไม่ทันได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาแปลกๆ เหล่านี้เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยินดี 

เสี่ยวเยี่ยนหลุดหัวเราะคิกเมื่อได้ยินคำว่า ‘ปรองดองรักใคร่’ เต็มสองหู ก่อนจะรีบเก็บอาการโดยไวเมื่อมองเห็นสายตาสี่คู่พร้อมใจพุ่งเป้ามายังตน  

เมื่อเห็นท่าทีสงบเสงี่ยมของเด็กสาว ทุกคนจึงหันกลับมาสนใจเรื่องที่กำลังหารือกันได้อีกครั้ง  

“แต่ก็เช่นที่ได้บอกไป เรื่องอาจจะไม่สวยงามอย่างที่คิด” ติงเฉิงจู่ไล่สายตามองผู้ฟังทั้งสี่ก่อนเอ่ยต่อ 

“ท่านคงจะหมายถึง หากฐานะของซานเยว่ถูกเปิดเผยออกไป…” จูเสวี่ยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจพลางเหลือบมองบุรุษผู้นั่งตีหน้านิ่งคล้ายไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ข้างตัว 

หากเสี้ยวจันทร์น้อยรู้ว่าเขาเป็นใคร ยามนั้นจะยังสงบนิ่งได้เช่นนี้อีกหรือไม่นะ 

“ถูกต้อง” ติงเฉิงจู่พยักหน้า “แม้เป็นเชื้อพระวงศ์แต่คงไม่อาจเปิดเผยฐานะ เหตุผลแรกนั้น นอกจากโทษกบฎที่ติดตัวมายังคงอยู่จนบัดนี้ ผู้คนที่มีส่วนช่วยเหลือซานเยว่กับฉางเอ๋อร์ให้รอดชีวิตในครั้งนั้นอาจตกอยู่ในอันตรายได้ สำหรับข้านั้นไม่เคยเกรงกลัว เกรงแต่ว่าซานเยว่จะไม่ปลอดภัย เราสูญเสียเสนาฯ หยางกับฉางเอ๋อร์ไปแล้ว ข้าไม่ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้นกับซานเยว่อีก”  

“ทว่าหากเราสามารถล้างมลทินให้กับองค์ชายเจี้ยนเหวินได้ เราก็จะสามารถคืนฐานะให้กับซานเยว่ได้” 

จูเสวี่ยหลงลอบมองเจ้าของใบหน้านิ่งเรียบอีกครา เขาคิดหัวแทบแตกว่าจะทำอย่างไรให้ซานเยว่ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหลวงโดยไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคมารอย่างหมู่ตึกจันทราอีก ไม่นึกว่าเรื่องที่ได้รับรู้ในวันนี้จะทำให้มองเห็นทางออกได้  

เมื่อหลินซานเยว่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ก็ควรอยู่อย่างเชื้อพระวงศ์ แม้ยังคงมีความผิดของผู้เป็นบิดาติดตัวแต่นั่นหาใช่ปัญหาใหญ่หากสามารถลบล้างแก้ไขให้ความจริงกระจ่างขึ้นมาได้ 

“ใช่แล้ว” ติงเฉิงจู่ตอบ ดวงตาพลันสลดและวูบไหวขณะมองไปยังใบหน้าผู้รับฟัง “และก็เพราะด้วยเหตุนี้นั่นเองที่ทำให้ตระกูลหยางถูกกวาดล้าง อาจจะรวมไปถึงเหตุการณ์หมู่ตึกจันทราถูกให้ร้าย หรือแม้แต่ตัวซานเยว่เองก็ถูกหมายชีวิต” 

“ท่านอาจารย์ หมายความว่าที่เสนาฯ หยางและฉางเอ๋อร์ถูกฆ่าตายนั้นเพราะพยายามที่จะล้างมลทินให้กับองค์ชายเจี้ยนเหวิน และที่สำคัญมีคนล่วงรู้ความลับทายาททั้งสองขององค์ชายแล้วอย่างนั้นหรือ” 

สิ่งที่ได้รับรู้แม้คาดการณ์ไว้บ้างแล้วแต่ก็ทำให้จูเสวี่ยหลงตระหนกไม่น้อย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ร่วมรับฟังอีกสอง 

“ข้าคิดเช่นนั้น” ติงเฉิงจู่ตอบทันที เรื่องพวกนี้เขาเฝ้าขบคิดมานานแต่ก็ไม่สามารถหาสิ่งใดมาหักล้างความคิดข้อนี้ได้  

“ถ้าจะให้คาดเดาผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ทั้งหมดคงจะเป็นบิดาข้า หนิงอ๋องใช่หรือไม่” 

เซี่ยเจิ้นเทียนจ้องมองใบหน้าเคร่งเครียดของผู้เป็นอาจารย์ แม่ทัพใหญ่เพ่งพินิจใบหน้าไร้รอยยิ้มของศิษย์พลางถอนหายใจ 

“อาจารย์ไม่รู้แน่ชัด แต่ยอมรับว่านั่นคือสิ่งที่กำลังสงสัย” 

“อย่างไรกัน? เหตุใดบิดาของท่านอ๋องน้อยจึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้” หลินเยว่กวงเห็นท่าทางเคร่งขรึมของเซี่ยเจิ้นเทียนแล้วอดเอ่ยถามไม่ได้ 

เท่าที่รู้มา 25 ปีก่อนเซี่ยเจิ้นฟงยังเป็นเพียงแม่ทัพประจำอยู่ชายแดนไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตจนสามารถทำเรื่องใหญ่เช่นการให้ร้ายเชื้อพระวงศ์ได้  

โดยเฉพาะเมื่อทำแล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร 

“เพราะองค์ชายเหวิน ข้า และหนิงอ๋องซึ่งในเวลานั้นเป็นเพียงแม่ทัพชายแดน เราเป็นสหายร่วมศึกรวมทั้งเป็นสหายร่วมน้ำสาบานกัน...”  

ติงเฉิงจู่เอ่ยเรื่อยๆ สายตาเบนไปนอกหน้าต่างเปิดกว้างมองเห็นทิวเขาภายนอก ความทรงจำกำลังโลดเล่นกลับไปยังที่แห่งนั้น  

...ที่ที่พวกเขาเคยเป็นสหาย เป็นมิตรที่ดีและมีความทรงจำที่ควรค่าแก่การจดจำ แต่กลับมีบางคนลืมเลือนและสร้างบาดแผลแห่งความร้าวฉานในคำว่ามิตรภาพขึ้นอย่างสาหัสนัก  

“ข้าไม่รู้ว่าความจริงเรื่องมันเริ่มจากตรงไหนกันแน่ ยามนั้นเราทำศึกจนได้ชัย ทว่าไม่รู้เพราะโชคชะตาเล่นตลกหรืออย่างไร ทั้งองค์ชายเหวินและหนิงอ๋องต่างมีใจให้กับเชลยศึกคนสำคัญ” 

ดวงตาคู่นั้นล่องลอยไปไกล “องค์หญิงแห่งเผ่ามองโกล...แต่นั่นหาใช่เรื่องแปลกในเมื่อนางมีรูปโฉมงดงามและมีความเก่งกล้าผิดแผกสตรีทั่วไป มีหรือบุรุษที่ทรนงและหาญกล้าดังเช่นองค์ชายเหวินและหนิงอ๋องจะไม่อยากสยบนางเสือผู้นั้นให้อยู่ในอุ้งมือ” 

เสียงทอดถอนใจดังจากผู้อาวุโส  

“ทว่า...ผู้ที่ทำสำเร็จและได้ครอบครองทั้งร่างกายรวมทั้งจิตใจของนางกลับเป็นองค์ชายเหวิน” 

“ท่านลุง ท่านคงไม่บอกนะว่ามารดาของข้าคือองค์หญิงมองโกลผู้นั้น”  

การที่หลินเยว่กวงได้รับรู้ว่ามีบิดาเป็นถึงองค์ชายก็นับเป็นเรื่องที่น่าตระหนกมากพออยู่แล้ว ถ้าหากว่ามารดาของเขายังเป็นองค์หญิงต่างเผ่า ซ้ำยังเป็นชนเผ่าที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลของบิดา เห็นว่าครานี้หลินเยว่กวงคงต้องขอลาพักกลับหมู่ตึกจันทรา คิดค้นยาสูตรพิเศษมาแก้อาการปวดหัวของตนเองก่อนที่จะได้ทำอะไรอย่างอื่นเป็นแน่   

“สำหรับผู้ที่มีตำแหน่งเป็นถึงองค์ชายรัชทายาท ด้วยฐานะเชลยศึกของนาง ผู้คนย่อมเห็นว่าไม่คู่ควรและไม่อาจยอมรับได้ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมนางจึงถูกส่งกลับเผ่าส่วนองค์ชายก็ได้อภิเษกกับพระคู่หมั้น มารดาของเจ้าคือองค์หญิงเย่อิงแห่งตระกูลต้วนต้าหลี่ ธิดาเพียงองค์เดียวของฮ่องเต้ต้าหลี่ นางงดงามทั้งจิตใจและร่างกาย เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจึงทำให้องค์ชายหลงลืมความเศร้าและมอบหัวใจรักให้ได้ไม่ยาก” 

เจ้าของเรื่องเล่าหยุดผ่อนลมหายใจหนัก “แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ความหมางใจระหว่างหนิงอ๋องและองค์ชายที่เริ่มขึ้นก่อนหน้านั้นก็ไม่อาจจะแก้ไขได้...” 

“สองปีนับจากเสร็จศึกทางเหนือ ข้าถูกส่งไปประจำการที่แดนใต้ กว่าจะรู้ว่าองค์ชายต้องโทษกบฎก็เมื่อสายไปแล้ว สิ่งที่ทำได้คือลอบช่วยเหลือซานเยว่กับฉางเอ๋อร์ออกมา 

...กระนั้น ต่อให้รู้ก็ไม่มั่นใจว่าจะช่วยอะไรได้ หลักฐานทุกอย่างมัดตัวแน่นหนาคล้ายกับมีคนเตรียมการไว้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังมีพยานยืนยันหนักแน่นว่าเห็นองค์ชายเหวินลอบพบปะคนของเผ่ามองโกลกับตา” 

“คนผู้นั้นเป็นผู้ใดกัน”  

หากว่าเรื่องนี้เป็นการให้ร้าย คนผู้นี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้รู้ว่าต้นเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้นั้นแท้จริงแล้วเป็นหนิงอ๋องจริงหรือไม่  

แม้หลินเยว่กวงคิดว่าตนเองหาได้ใส่ใจกับอดีต แต่ถึงอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความแค้นเคืองต่อผู้คนที่ทำให้ครอบครัวของตนประสบชะตากรรมอันเลวร้าย 

“องค์ชายเจี้ยนเซินอนุชาขององค์ชายเหวิน ฮ่องเต้องค์ก่อนอย่างไรเล่า” 

คำตอบของติงเฉิงจู่ทำให้ผู้ฟังถึงกับอึ้งงันกันไปชั่วขณะ... 

“ท่านอาจารย์! นี่มัน...จริงหรือ!” จูเสวี่ยหลงที่ได้สติก่อนใครโพล่งถามออกไปอย่างลืมตัว  

หากเป็นเช่นที่อาจารย์มั่นใจว่าองค์ชายเหวินบิดาของซานเยว่ถูกให้ร้าย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่าเสด็จพ่อของเขาเองก็อาจเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการให้ร้ายบิดาของเสี้ยวจันทร์น้อย  

นั่นก็หมายความว่า...ความสัมพันธ์ระหว่างจูเสวี่ยหลงกับผู้ที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมนี้ จากเดิมที่ว่าห่างเหินอาจจะกลับกลายเป็นศัตรูไปโดยปริยาย 

ความคิดเห็น