ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

--- จันทราประจันฟ้า [จบบท]

ชื่อตอน : --- จันทราประจันฟ้า [จบบท]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 10:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
--- จันทราประจันฟ้า [จบบท]
แบบอักษร

ท่ามกลางดงไผ่อันเงียบสงบ ภายในเรือนใหญ่หรูหราสง่างามไม่เข้ากับสถานที่ห่างไกลผู้คน เวลานี้ปรากฏเสียงกรีดพิณไพเราะดังแว่วมา บรรดาข้ารับใช้และเวรยามในบริเวณที่รับรู้ถึงสำเนียงนั้นได้ต่างหยุดชะงักเงี่ยหูฟังอย่างแปลกใจเนื่องด้วยสถานที่แห่งนี้ปราศจากเสียงดนตรีขับขานมานานมากแล้ว 

เซี่ยเจิ้นเทียนบรรจงเทสุราชั้นดีลงในจอกพลางยกขึ้นจิบ แม้สุรานี้จะเป็นสุราเลิศรสปานใดแต่ยามนี้เขากลับไม่สามารถรับรู้ถึงรสชาติของมันได้ครบถ้วนเนื่องจากความสนใจของเขาถูกทุ่มเทให้กับสิ่งอื่นจนหมดสิ้น 

นิ้วมือเรียวที่เกี่ยวสัมผัสสายพิณร่ายระบำก่อให้เกิดเสียงอันไพเราะจับจิต ดวงตางดงามส่องประกายราวแสงจันทรามองไล่ไปตามสายพิณ บางคราเหลือบแลไปยังสระบัวบานสะพรั่งด้วยบุปผาหลากสี ริมฝีปากอิ่มเอิบเผยรอยยิ้มเล็กๆ เมื่อมองเห็นบรรดาผีเสื้อบินวนชื่นชมบัวบานเหล่านั้น  

คนคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นคนของพรรคมารจริงหรือ 

“ท่านอ๋องน้อย” บุรุษหนุ่มวางมือลงบนพิณชั้นดีเบาๆ เมื่อบทเพลงสิ้นสุดลง 

“หนิงอ๋องน้อย” หลินเยว่กวงเอ่ยสำทับ 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายกระพริบตาคล้ายคนเพิ่งตื่นจากภวังค์ จึงค่อยเผยรอยยิ้มเล็กๆ “ต้องขออภัยอ๋องน้อย เพลงที่ข้าบรรเลงคงไม่ไพเราะเท่านักดนตรีหลวงในวังบรรเลง น่าเสียดายที่ข้าเดินหมากแพ้ท่าน ไม่เช่นนั้นคงได้มีโอกาสฟังท่านบรรเลงเพลงขลุ่ย” 

“ใครว่าเล่า เจ้าบรรเลงได้ไพเราะมาก ข้าฟังเพลินจนลืมตัวไปต้องขอโทษด้วย” 

“ข้าไม่บังอาจ”  

“บอกแล้วอย่างไรว่าไม่ต้องพูดจามีพิธีรีตอง” เซี่ยเจิ้นเทียนส่งยิ้มกว้างขวางพลางถอนหายใจเบาๆ “เสวี่ยหลงนี่ช่างโชคดีจริงที่มีคนรู้ใจเช่นเจ้า รู้หรือไม่ว่าข้าไม่เคยได้ฟังเพลงพิณที่ไพเราะเช่นนี้มานานมากแล้ว ไหนจะความสามารถในการเดินหมากของเจ้า ไม่เคยมีใครเดินหมากกับข้าได้สนุกมีฝีมือสูสีกับข้าเท่ากับเจ้านอกจากเสวี่ยหลง” 

“ไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง ท่านชื่นชมข้ามากเกินไปแล้ว เชื่อว่าด้วยฐานะของหนิงอ๋องน้อยจะหาคนรู้ใจที่ดีกว่าข้าร้อยเท่าพันเท่าก็ยังได้หากต้องการ” 

“นั่นสินะ” หนิงอ๋องน้อยพยักหน้าเออออ ดวงตาเป็นประกายแฝงแววเจ้าเล่ห์จดจ้องไปยังเจ้าของเสียงพิณไพเราะอย่างมีความหมาย “แต่ว่า หากคนที่ข้าต้องการเป็นเจ้า...”                           

“ท่านอย่าได้ล้อข้าเล่นเลย” หลินเยว่กวงแย้มยิ้มรับอย่างสงบ ปราศจากท่าทีตกประหม่า  

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” เจ้าของเรือนเผยยิ้ม ความพึงใจบางอย่างก่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว “คงต้องโทษที่ข้าไม่ถนัดพูดอะไรอ้อมค้อม ข้ารู้ว่าเจ้ากับเสวี่ยหลงน่ะไม่ได้เป็นอะไรกัน เจ้านั่นเพียงไม่อยากให้ข้ายุ่งเกี่ยวกับเจ้า” 

ไม่ว่าเปล่า มือข้างหนึ่งยื่นวางซ้อนบนหลังมือ 

“แต่ยิ่งได้อยู่ใกล้ ข้าก็ยิ่งพบว่าตนเองคงไม่สามารถตัดใจจากเจ้าได้ง่ายๆ เสียแล้ว” 

หลินเยว่กวงหลุบตามอง ค่อยๆ ดึงมือของตนออก  

ทั้งที่คาดไว้แล้วว่าจะต้องพบเข้ากับสถานการณ์ทำนองนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าหนิงอ๋องน้อยจะกล้าจู่โจมตรงไปตรงมาเสียจนเข้าใกล้คำว่าไร้ยางอาย 

“ข้ารู้ว่ามันยากที่จะเชื่อและจะไม่บังคับให้เจ้าเชื่อในยามนี้…” ดวงตาหลุบต่ำพร้อมกับกิริยาทอดถอนใจ “ข้าน่ะ พบพานผู้คนมามากมาย จะเป็นสตรีที่งดงามปานนางฟ้าหรือบุรุษรูปงามดุจชาวสวรรค์ อาจงามกว่าเจ้าก็ล้วนเคยผ่านเข้ามาในชีวิตข้าแล้วทั้งสิ้น” 

ดวงตาคู่นั้นตวัดขึ้นจ้องสบ “แต่มีเพียงเจ้าที่ข้าปรารถนาให้มาอยู่ข้างกาย ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่นี่คือความจริง”  

“ข้าไม่ทราบว่าท่านพึงใจสิ่งใดในตัวข้า” หลินเยว่กวงลอบนึกขันอยู่ในใจ ทว่าริมฝีปากกลับเผยรอยยิ้มอ่อนบาง “ด้วยเวลาเพียงชั่วข้ามคืนทำให้สิ่งที่ท่านเห็นเป็นเพียงภาพลวงตาที่งดงาม ทว่าตัวตนแท้จริงของข้าอาจเป็นปิศาจร้ายน่าเกลียดน่ากลัวไม่ควรคู่กับผู้สูงศักดิ์เช่นท่าน หากเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ ท่านอาจอยากหนีให้ห่าง”  

จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สนทนา ปากขยับเอื้อนเอ่ยเชื่องช้า “ท่านก็รู้ดีไม่ใช่หรือว่าข้ามาจากที่ใด” 

“ข้ารู้สิ” เซี่ยเจิ้นเทียนเป็นฝ่ายหลบตา เขาส่งเสียงหัวเราะคล้ายขบขันเสียเต็มประดา  

“แล้วอย่างไรเล่า แม้เบื้องหน้าหมู่ตึกจันทราจะเป็นพรรคมารอันดับหนึ่งที่ฆ่าคนไปทั่ว แต่ข้ารู้ว่าเบื้องหลังพวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด สิ่งที่หมู่ตึกจันทรากำลังทำ บางทีอาจจะดีกว่าพวกที่ฉาบหน้าว่าเป็นผู้ดี เป็นจอมยุทธคุณธรรมบางคนเสียด้วยซ้ำ” 

“แต่ฆ่าคนก็คือฆ่าคนไม่ใช่หรือ...” น้ำเสียงฟังคล้ายเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย “หรือท่านไม่ถือสาเรื่องนี้” 

“หากคิดจะรัก ข้าย่อมไม่ถือสาเรื่องอื่นใด” เซี่ยเจิ้นเทียนตอบคำถามในทันทีไม่เสียเวลาหยุดคิด  

“ดูเหมือนท่านจะรู้จักเรื่องความรักดี” รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏบนริมฝีปากได้รูปเกิดเป็นประกายระยับในดวงตาประดุจจันทราสาดแสง  

ลมหายใจของหนิงอ๋องคล้ายสะดุด เผลอตัวหลบสายตาออกห่างจากใบหน้าคู่สนทนา 

นี่มัน...อะไรกัน 

“ข้าขอถามท่าน ท่านเคยมีความรักมาก่อนหรือไม่” 

“ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก” เซี่ยเจิ้นเทียนสูดหายใจตั้งสติพลางยิ้มรับ “แต่ถ้าหากเป็นความรู้สึกที่อยากจะให้ใครมาอยู่ข้างๆ ตลอดไปล่ะก็...ก็พอมีอยู่บ้าง”  

เป็นคราแรกที่รู้สึกว่าช่างยากจะควบคุมคำพูดและบทสนทนาให้เป็นไปในทิศทางที่ตนวางเอาไว้  

“แล้วเจ้าเล่า” ทั้งที่คิดต้อนลูกกวางน้อยแสนงามนี่ให้อยู่มือโดยเร็วแต่ดูเหมือนจะประเมินอีกฝ่ายต่ำไปจริงๆ 

“คิดว่าไม่...” หลินเยว่กวงหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ กล่าวต่อไปด้วยท่าทีผ่อนคลาย “แต่ท่านรู้หรือไม่ สำหรับข้าแล้วไม่ว่าจะเป็นความรักแบบใด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจว่านั่นคือความรักแท้จริง”  

“คืออะไร” ผิดกับท่าทีเครียดเขม็งของคู่สนทนา 

“คือการที่คนคนหนึ่งอยากให้อีกคนหนึ่งมีความสุข ยิ่งเมื่อเห็นเขามีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย หาใช่ความคิดยึดติดมุ่งอยากครอบครอง นั่นสำหรับข้าไม่ได้เรียกว่าความรัก” 

ริมฝีปากหนิงอ๋องน้อยกระตุกคล้ายจะยิ้มแต่ยิ้มไม่ออก “เจ้า...พูดเช่นนี้ไม่กลัวข้าโกรธ” 

“ข้าเห็นว่าท่านอ๋องน้อยเป็นคนตรงไปตรงมา จึงกล้าพูดกับท่านตรงๆ” 

“เจ้าคงไม่รู้ตัวว่าทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้ข้ายึดติดอยากครอบครองตัวเจ้ามากขึ้น”  

มือข้างหนึ่งบีบเกร็งถ้วยชาจนเริ่มเกิดรอยร้าวทว่าเจ้าตัวคล้ายไม่รับรู้สิ่งใด 

“ท่านควรเลิกคิดจะเป็นการดีกับตัวท่านมากกว่า” หลินเยว่กวงยังคงเอ่ยด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมราวกับไม่รับรู้ถึงอารมณ์ที่เริ่มก่อในตัวผู้ฟัง “อีกทั้งขอบังอาจชี้แนะท่านสักข้อหนึ่งได้หรือไม่” 

“อยากพูดอะไรก็ว่ามาได้ไม่ต้องเกรงใจ”  

แม้รับรู้ได้ว่าเรื่องราวอาจไม่ดำเนินไปง่ายดายดังคาดแต่เซี่ยเจิ้นเทียนกลับไม่คิดยอมแพ้  

คุณชายเจ้าสำราญ หนิงอ๋องน้อยที่ผู้คนต้องยอมสยบ ต้องการสิ่งใดก็ย่อมได้ นับประสาอะไรกับคนผู้นี้เล่า  

“ส่วนเรื่องของเจ้า รับรองว่าข้าไม่มีทางเลิกคิด”  

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินเยว่กวงอีกครา “บุรุษไม่อาจหลั่งน้ำตา แต่สำหรับข้าการหลั่งน้ำตาไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ” 

ดวงตาที่เคยงดงามพลันคล้ายดั่งปิศาจร้ายขึ้นชั่วครู่ยาม เซี่ยเจิ้นเทียนนั่งนิ่งขึงไม่ต่างจากถูกสกัดจุด 

เพียงแค่คำพูด... 

“เมื่อใดที่คนเราสูญเสียน้ำตา สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาก็คือความเข้มแข็ง...แต่ท่านรู้หรือไม่ การเก็บมันไว้ นานวันก็จะยิ่งทำลายตนเอง ทำให้จิตใจยิ่งอ่อนแอหวั่นไหวและไม่มั่นคง ท่านเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่” 

“เจ้าต้องการจะพูดอะไร!” 

ทั้งๆ เป็นคำพูดที่ไม่น่าจะมีความหมายแต่กลับทำให้เซี่ยเจิ้นเทียนเผลอตัวตวาดเสียงแข็งอย่างควบคุมไม่อยู่  

แต่นั่นไม่ได้ทำให้หลินเยว่กวงหยุดยั้งตนเองแต่อย่างใด  

“ในเมื่อท่านรู้ว่าหมู่ตึกจันทราเป็นสถานที่แบบใด ท่านก็คงจะรู้ว่าคนที่อยู่ที่นั่นเป็นคนเช่นไร...” ริมฝีปากได้รูปยังคงขยับเอ่ยคำสนทนาต่อเนื่องราวกับมองไม่เห็นสีหน้าปราศจากรอยยิ้มและแววร่าเริงของผู้ฟัง  

“ข้าเติบโตที่นั่น แววตาของพวกเขาเมื่อแรกก้าวเดินเข้าสู่หมู่ตึกจันทราล้วนเหมือนดั่งแววตาของท่านไม่มีผิด  

มันเจือปนไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความเจ็บปวด…แม้ใบหน้าจะฉาบด้วยรอยยิ้มแต่ก็ไม่อาจปกปิดสิ่งเหล่านั้นที่ปรากฏออกมาทางดวงตาได้ ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดท่านจึงมีแววตาเช่นนั้น แต่ในฐานะสหายข้าอยากจะบอกสิ่งหนึ่งกับท่าน…” 

เนื้อตัวสั่นเทา ท่าทีแข็งกร้าว ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตา ทว่าหลินเยว่กวงกลับไม่คิดหยุด 

“ข้าขอให้ท่านลองตามหาใครคนหนึ่ง คนที่ท่านสามารถร้องไห้ สามารถเปิดเผยตัวตน คนที่สามารถยืนเคียงข้างท่านได้อย่างแท้จริง เป็นคนที่ท่านจะฝากหัวใจเอาไว้ได้ และเป็นคนที่ท่านพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเขาโดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน  

เมื่อใดที่ท่านตามหาคนคนนั้นพบ ท่านคงสามารถเรียกรอยยิ้มที่มาจากใจ ข้าอยากเห็นแววตาและรอยยิ้มที่มีความสุขเช่นนั้นจากท่านและเสวี่ยหลงก็คงเช่นกัน” เขาหยุดพินิจผู้ฟัง  

เซี่ยเจิ้นเทียนนั่งนิ่ง สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆ  

“ขออภัยที่พูดจาล่วงเกินโดยไม่สมควร” ว่าพลางดันตัวลุกขึ้น “แต่สิ่งที่ข้าพูดล้วนมาจากใจ ท่านเป็นสหายของเสวี่ยหลงก็นับเป็นสหายข้า ท่านอาจจะไม่เชื่อถือและแม้เป็นการพูดจาวางโตเกินไปหน่อย แต่ข้าก็อยากเห็นท่านพบกับความสุขอย่างแท้จริงมากกว่าเก็บความทุกข์เอาไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้...”  

เขาเฝ้ารอ ทว่ามีเพียงความนิ่งเงียบ ดวงตาเจ้าบ้านหาได้จับจ้องมายังตน “ข้าคงจะไม่รบกวนท่านอีก คงต้องขอตัว” 

หลินเยว่กวงหมุนตัวก้าวเดินผ่าน  

บุรุษหนุ่มเริงร่าที่เคยพูดจาจ้อไม่หยุดยังนั่งนิ่งอยู่ไม่ขยับเขยื้อน  

...คนเช่นนี้หากไม่ใช้ยาแรงคงยากจะเยียวยา 

เขาถอนหายใจก่อนจะปรายตาไปทางมุมเรือนอีกด้านหลังก้าวเดินห่างออกมาไกลพอควร 

“เสี่ยวเยี่ยน มายืนทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนั้น ออกมาซะ” 

“คุณชาย...” เสี่ยวเยี่ยนค่อยๆ ก้าวมายืนตรงหน้าท่านประมุขผู้ปั้นหน้าถมึงทึงพลางส่งยิ้มแหย “คือข้ามาเพราะเป็นห่วง กลัวว่าท่านอ๋องน้อยจะทำอะไรล่วงเกินท่าน ที่สำคัญข้าไม่ได้ยินท่านบรรเลงพิณเช่นนี้มานานแล้ว ก็แค่ตามเสียงมาเท่านั้นเอง”  

นางอ้อมแอ้มตอบ แต่นั่นดูเหมือนจะไม่ทำให้ผู้ฟังพอใจ 

“เจ้าเป็นห่วงข้าจะมาช่วยดูแล มาฟังเพลง หรืออยากมาดูอะไรกันแน่ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแอบฟังพวกข้าคุยกัน” 

“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ...” เมื่อไม่มีทางปิดบังจึงได้แต่ยอมรับผิด เสี่ยวเยี่ยนเสหลบสายตาคาดโทษเหลือบมองไปทางศาลาริมน้ำ 

หนิงอ๋องน้อยผู้เคยปรารถนาในตัวของท่านประมุขยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม นางหันมาจ้องหน้าผู้เป็นสาเหตุทำให้เจ้าบ้านเกิดอาการเช่นนั้น  

“ว่าแต่ ทำไมท่านจึงได้พูดเช่นนั้นกับท่านอ๋องน้อยเล่าเจ้าคะ ถ้าเขาโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้วไล่เราออกไปจากที่นี่จะทำอย่างไร” 

“ก็ไปสิ” หลินเยว่กวงยิ้มตอบสบายอารมณ์ ไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใดๆ ในการเป็นต้นเหตุให้เจ้าของบ้านที่ตนอาศัยต้องมีโทสะ 

“คุณชาย” เสี่ยวเยี่ยนส่งเสียงกระเง้ากระงอดเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบตามความจริง  

หลินเยว่กวงกลอกตาเล็กน้อย ลากเสี่ยวเยี่ยนออกเดินตามช้าๆ  

“ข้าทำอะไรย่อมมีเหตุผล เจ้าคงรู้ว่าแม้เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนัก ทว่ายามนี้ยุทธภพมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย หนิงอ๋องแห่งหนาน 

หยางไปมาหาสู่คบหากับชาวยุทธมากหน้าหลายตา ไม่นับข่าวลือแปลกๆ ที่เกี่ยวกับเขานั่นอีก บางทีคดีตระกูลหยางคงมีความนัยซับซ้อนมากกว่าบุญคุณความแค้นในยุทธภพหรือความขัดแย้งในราชสำนัก”  

“ที่สำคัญหมู่ตึกจันทราของเรายังถูกดึงเข้ามาในวังวนนี้คล้ายมีการวางแผนล่วงหน้า มันน่าสงสัยจริงๆ” 

“ท่านคิดว่า เรื่องที่เกิดขึ้นครานี้เกี่ยวข้องกับหนิงอ๋องและหนิงอ๋องน้อยหรือเจ้าคะ” 

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา เจ้าอย่าได้พูดมากไปเสี่ยวเยี่ยน” หลินเยว่กวงปรายตามองสาวน้อยค่อยกดเสียงให้เบาลง “ข้าก็ไม่รู้ถึงเพียงนั้น แต่สิ่งที่พอรู้มาบ้างก็คือความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้ไม่ได้ราบรื่นนัก ข้ามองเห็นรอยยิ้มของเซี่ยเจิ้นเทียนทีไรทำให้นึกถึงวันแรกที่พวกเจ้ามายังหมู่ตึกจันทราทุกครั้งไป  

คนเราหากเก็บความรู้สึกเช่นนั้นเอาไว้นานเข้า จะทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้างก็คงไม่สามารถบอกได้ ข้าก็แค่ทนดูอยู่เฉยๆ ไม่ได้เท่านั้น ส่วนเขาจะฟังที่ข้าพูดหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวเขา” 

“อย่าบอกนะเจ้าคะว่าท่านยอมมาที่นี่ง่ายๆ ก็เพราะเรื่องนี้” เสี่ยวเยี่ยนตาเป็นประกายขึ้นในทันที  

“ในเมื่อเซี่ยเจิ้นเทียนเป็นสหายกับเสวี่ยหลง เขาก็คือสหายของข้า จะปล่อยไว้เช่นนี้ก็คงไม่ได้จริงหรือไม่” 

นางจ้องพินิจท่าทีคล้ายตกประหม่าเล็กๆ ของท่านประมุขเมื่อเอ่ยนามสหายของเจ้าเรือนไผ่งามแห่งนี้แล้วลอบอมยิ้มในใจ 

“ท่านช่างดีกับคุณชายจูจริงนะเจ้าคะ ข้าปลาบปลื้มใจแทน” แม้รู้ดีว่าเป็นการพูดจาหาเรื่องใส่ตัวแต่ก็อดเอ่ยเย้าตามนิสัยไม่ได้  

“อย่าคิดเพ้อเจ้อ ข้าก็ทำเช่นนี้กับทุกคน” หลินเยว่กวงว่าเสียงแข็ง “ไป...กลับห้องได้แล้ว” 

เขาดึงตัวเสี่ยวเยี่ยนที่กำลังทำท่าชอบอกชอบใจจนน่าหมั่นไส้ตามไปด้วย  

ทว่าในใจก็ยังคงคิดภาวนา...อย่าให้เรื่องเป็นเช่นที่ตนคิด  

หาไม่ทั้งยุทธภพและราชสำนักคงได้เกิดเรื่องนองเลือดครั้งใหญ่ ซึ่งผลที่ตามมาคงร้ายแรงเกินกว่าเขาหรือใครจะคาดคิดได้ 

ความคิดเห็น