ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

--- เงาพระจันทร์ [จบบท]

ชื่อตอน : --- เงาพระจันทร์ [จบบท]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 10:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
--- เงาพระจันทร์ [จบบท]
แบบอักษร

“เช่นนี้จะไม่เป็นไรจริงๆ หรือเจ้าคะคุณชาย” 

เสี่ยวเยี่ยนเอ่ยถามเมื่อรู้สึกได้ถึงบรรยากาศอึมครึมราวกำลังจะเกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำในกระท่อมไม้ไผ่อันเป็นที่พำนักของท่านประมุข  

เวลานี้มันถูกใช้เป็นสถานที่เจรจาระหว่างหลินเยว่กวงหรือจะพูดให้ถูกคืออู๋ว่านเหลียงและจูเสวี่ยหลง แต่ผ่านมาพักใหญ่ทั้งสองคนเพียงนั่งจ้องตาราวกับอยากจะโดดเข้าฟันคออีกฝ่ายให้ขาดกระเด็นมากกว่ามาสนทนาโดยสันติ 

หลินเยว่กวงเหลือบมองเสี่ยวเยี่ยนผู้ยืนเกาะประตูยื่นหน้าเข้าไปมองดูเหตุการณ์ อาจเพราะปราณอำมหิตที่แผ่ออกมาจากบุคคลด้านในทำให้ไม่กล้าขยับเข้าไป  

ชายหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้คนสองคนที่กำลังฟาดฟันกันด้วยสายตา  

นี่ถ้าสายตาฆ่าคนได้ คิดว่าสองคนนี้คงได้ไปท่องปรโลกกันเสียหลายรอบแล้ว 

“อะแฮ่ม!”  

หลินเยว่กวงหยุดยืนเยื้องด้านหลังอู๋ว่านเหลียงพลางส่งเสียงกระแอมออกมาเบาๆ ทำให้สายตาสองคู่จับจ้องมายังเขา บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เสี่ยวเยี่ยนมองดูแล้วต้องถอนใจออกมาเฮือกใหญ่เพื่อผ่อนคลายความเกร็งเครียดในร่างกาย  

เรื่องที่จูเสวี่ยหลงมีท่าทีไม่เป็นมิตรโดยสิ้นเชิงนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับพี่ว่านเหลียง บุคคลผู้ซึ่งนางมักคุ้นเคยกับความเป็นคนใจเย็น เย็นเสียจนคิดว่าน่าจะไปบวชถือศีลใช้ชีวิตอยู่ในวัดมากกว่าจะมาอยู่ในสถานที่เช่นหมู่ตึกจันทรา  

นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นเขามีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับผู้อื่นได้เพียงนี้ สาเหตุก็ไม่ใช่อื่นไกล นั่นเพราะเรื่องราวในอดีตของท่านประมุขนั่นเอง 

เพื่อให้แผนการหลอกคนสำเร็จไปอย่างราบรื่น ท่านประมุขจึงจำต้องเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตระหว่างตนและจูเสวี่ยหลงให้นางและอู๋ว่านเหลียงรับรู้  

เสี่ยวเยี่ยนไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลยว่าเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้ท่านประมุขของนางเกือบสิ้นชีพนั้นมีอู๋ว่านเหลียงร่วมอยู่ด้วย 

แม้ไม่ได้มองเห็นท่านประมุขสิ้นชีพด้วยตาตนเอง แต่ร่างไร้ลมหายใจของหลินเยว่กวงซึ่งถูกนำพากลับมายังหมู่ตึกจันทราในวันนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของอู๋ว่านเหลียงจนถึงบัดนี้  

แน่นอน เมื่อได้รับรู้ว่าผู้ใดเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขาย่อมไม่มีทางเห็นความดีงามของอีกฝ่ายอยู่ในสายตา 

“เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันได้แล้ว” 

หลังจากมองเห็นสายตาขุ่นขวางลอบส่งมา ในที่สุดอู๋ว่านเหลียงก็รวบรวมคำพูดออกมาได้ ถึงจะไม่ชอบใจคนผู้นี้แต่หากเป็นคำสั่งของผู้ที่เป็นทั้งประมุขและศิษย์ผู้พี่ เขาย่อมต้องปฏิบัติตาม 

“อย่างที่เจ้ารู้จากซานเยว่ หมู่ตึกจันทราของเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของคนในจวนมหาเสนาฯ” 

“จะให้ข้าเชื่อเจ้าได้อย่างไร หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้มาที่หมู่ตึกจันทรา สัญลักษณ์เสี้ยวจันทร์ มีคนตายมากมายแต่กลับแทบไร้รอยเลือด บ่งบอกได้ว่าคมกระบี่ที่ปลิดชีวิตคนเหล่านั้นจะต้องคมกริบ ผู้ใช้จะต้องเชี่ยวชาญวิชากระบี่ และฆ่าคนได้อย่างรวดเร็วว่องไวเพียงตวัดกระบี่แค่ครั้งเดียว ผู้ที่ทำได้เช่นนี้ในโลกคงมีไม่กี่คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เจ้า!” 

จูเสวี่ยหลงเอ่ยตอบด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ทว่าแววตาที่มองกลับไม่มีท่าทียอมแพ้ 

“แล้วอย่างไร หลักฐานเพียงเท่านี้ก็สรุปแล้วหรือว่าข้าเป็นคนทำ คนของทางการจะเป็นพวกสุกเอาเผากินไปหน่อยกระมัง ไม่สืบให้ดีก่อนก็ด่วนสรุปเอาง่ายๆ” 

แม้ถูกว่าอย่างนั้น แต่จูเสวี่ยหลงกลับยังคงแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย กล่าวต่อไปเรื่อยๆ ราวกับเรื่องที่พูดไม่ได้สลักสำคัญอะไร 

“ก็ได้ ข้าจะเห็นแก่ซานเยว่ ยอมเชื่อเจ้าและสืบเรื่องนี้เองอีกครั้ง แต่มีข้อแม้ว่าซานเยว่จะต้องไปกับข้าด้วย” 

คำพูดเรียบๆ นั้นกลับทำให้ทุกคนที่ได้ยินเบิกตากว้างไม่เชื่อหูแม้แต่เจ้าของนามผู้ถูกมัดมือชก  

“ไร้เหตุผลสิ้นดี!” 

ทว่าไม่มีผู้ใดทันได้เอ่ยปาก ผู้ทำหน้าที่ประมุขกลับลุกขึ้นตบโต๊ะและตวาดออกมาเสียงดัง 

“ข้าไม่มีทางยอมให้ซานเยว่ไปกับคนอย่างเจ้า!” 

หลินเยว่กวงเร่งยกมือคว้าไหล่อู๋ว่านเหลียงยับยั้งอารมณ์คุกรุ่น  

จูเสวี่ยหลงมองเห็นพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พยายามนั่งนิ่งราวกับไม่ใส่ทางท่าทางชวนตีของอีกฝ่าย 

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า” หลินเยว่กวงมองตัวต้นเหตุอย่างเอาเรื่อง “ทำเช่นนี้เจ้าถามหรือยังว่าข้าอยากไปกับเจ้าหรือไม่ ที่สำคัญทางด้านหมู่ตึกจันทราก็ได้ส่งคนออกไปสืบเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ถึงข้าไปเองก็คงไม่ได้อะไรมากกว่าพวกเขาอยู่ดี”  

เขาบีบมือเบาๆ เป็นการเตือนสติอู๋ว่านเหลียง สายตาจ้องมองอดีตสหายที่นั่งหน้าเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว เห็นแล้วให้รู้สึกว่ามันเป็นท่าทางที่กวนอารมณ์อย่างบอกไม่ถูกทีเดียว  

“ข้าเพียงพอใจอยากให้เจ้าไปกับข้าก็เท่านั้น” 

ได้ยินเช่นนั้นหลินเยว่กวงพลันรู้สึกว่าเส้นประสาทของตนเองขึงตึงเปรี๊ยะขึ้นมาทันที 

นอกจากจะกวนอารมณ์ ยังกวนโทสะอีกด้วย ที่ผ่านมาจูเสวี่ยหลงไปกินยาผิดอะไรที่ไหนมาหรืออย่างไรถึงได้นิสัยเปลี่ยนไปมากมายเพียงนี้  

จูเสวี่ยหลงที่เขารู้จักเป็นบัณฑิตน้อยที่ไม่รู้แม้แต่วิธีจะทำให้คนอื่นโกรธจริงๆ เสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะพูดจายั่วโมโหเช่นนี้เลย 

“ฝันเฟื่องไปแล้ว!” ประมุขไม่ทันได้คิดตอบโต้ ผู้คุมกฎพรรคพลันสลัดหลุดจากมือของเขาก้าวออกไปและกล่าวเสียงเด็ดขาด 

“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็สามารถพูดได้ว่า ข้าผู้เป็นประมุขไม่พอใจที่จะให้ศิษย์ของหมู่ตึกจันทราหลินซานเยว่ไปกับเจ้าเช่นกัน!” 

ทั้งๆ ในอดีตเป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องกับหลินเยว่กวงศิษย์ผู้พี่ของเขาแท้ๆ แต่กลับกล้าอาจหาญขออะไรบ้าบิ่นเช่นนี้ช่างเป็นคนที่ไม่มีสำนึกเอาเสียเลย!  

...อู๋ว่านเหลียงผู้นี้ไม่มีทางลืมวันที่อาจารย์พาร่างไร้ชีวิตของศิษย์ผู้พี่กลับมายังหมู่ตึกจันทรานี้ได้ วันนั้นถือเป็นครั้งแรกที่เขากลับต้องหลั่งน้ำตาเพราะการสูญเสียอีกครั้งทั้งๆ ที่สาบานไว้แล้วว่าชั่วชีวิตจะไม่มีวันหลั่งน้ำตาอีก 

หลังจากที่อู๋ว่านเหลียงต้องสูญเสียครอบครัว สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างอันเนื่องจากการชิงดีชิงเด่นของเหล่าคนที่เรียกตนเองว่าจอมยุทธฝ่ายธรรมะ ถ้าไม่ได้อาจารย์ยื่นมือเข้าช่วยเขาเองก็ไม่รู้ว่าตนเองในยามนี้จะเป็นอย่างไร และยิ่งไม่รู้ว่าจะยังอยู่เป็นผู้เป็นคนเช่นนี้ได้อีกหรือไม่ถ้าหากไม่มีศิษย์ผู้พี่หลินเยว่กวงคอยดูแลและยื่นมือมาฉุดเขาออกจากวังวนแห่งความทุกข์ได้ในที่สุด  

แต่แล้ววันหนึ่งอู๋ว่านเหลียงกลับพบว่าคนคนนั้นกลับต้องตายเพราะเหตุอันไม่บังควร หากไม่เพราะยามนั้นอาจารย์ยังคงมีความเมตตาคืนชีวิตให้ วันนี้ก็คงไม่มีหลินเยว่กวงมายืนอยู่ที่นี่ในฐานะเสาหลักของหมู่ตึกจันทรา  

ด้วยเหตุนั้นอู๋ว่านเหลียงจึงตั้งปณิธานกับตน เขาไม่มีทางยอมฝากชีวิตคนสำคัญไว้กับคนอย่างจูเสวี่ยหลงอย่างเด็ดขาด! 

“เจ้าคิดดีแล้วหรือที่พูดออกมา เพราะแม้เจ้าไม่ยอม ข้าก็จะทำทุกทางเพื่อพาเขาไปให้ได้อยู่ดีนอกจากเจ้าจะฆ่าข้าเสีย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเจ้าได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับทางการ” จูเสวี่ยหลงเอ่ยราวกับรู้อยู่แล้วว่าตนเองมีหมากตัวสำคัญอยู่ในมือ “บอกไว้ก่อนว่าทางเมืองหลวงรู้ว่าข้ามาที่นี่ หากข้าไม่กลับไป ราชสำนักก็พร้อมที่จะยกกำลังมาปราบปรามหมู่ตึกจันทราให้สิ้นซาก ต่อให้พวกเจ้าเก่งกาจเพียงไหนก็คงไม่สามารถรอดพ้นมือทหารทั้งกองทัพได้หรอกจริงหรือไม่”  

ที่หลินเยว่กวงคิดไม่ถึงก็คือ ตัวหมากสำคัญที่ว่านั่นกลับถูกนำมาใช้เพื่อบีบบังคับให้เขาไปจากที่นี่ให้ได้  

ที่แท้ สาเหตุที่เจ้ามังกรบื้ออยากคุยกับประมุขของหมู่ตึกจันทรา เป้าหมายแท้จริงกลับเป็นเรื่องนี้ แม้เข้าใจว่าเป็นการทำเพื่อตนเองแต่กลับไม่รู้สึกดีใจ เพราะมันหมายถึงการนำพาความยุ่งยากมาสู่ตัวเขามากกว่าจะเป็นเรื่องดี 

“แล้วเจ้าเล่า คิดดีแล้วหรือที่จะพาซานเยว่ไป” อู๋ว่านเหลียงโต้ไม่ยอมแพ้ “คนอย่างเจ้ามีปัญญาปกป้องเขาได้หรือ ข้าจะบอกเช่นกันว่าซานเยว่นั้นมีความสำคัญต่อพวกเราหมู่ตึกจันทรามาก สำหรับคนที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เขาต้องสิ้นชีพไปแล้วนั้น ข้าไม่มีทางไว้ใจ!” 

จะถกเถียงอะไรกันก็ช่วยถามข้าสักคำก่อนจะดีกว่าหรือไม่ ตกลงพวกเจ้าเห็นความสำคัญของข้าจริงหรือแค่แกล้งพูด 

อยู่ๆ หลินเยว่กวงพลันรู้สึกมึนหัวขึ้นมาเสียเฉยๆ เมื่อเห็นสงครามน้ำลายทำท่าจะเลยเถิด  

ไม่ทันได้เอ่ยปากห้ามปราม จูเสวี่ยหลงที่เคยสงบนิ่งไม่สะทกสะท้านกับวาจาใดๆ กลับพุ่งเข้าใส่อู๋ว่านเหลียง ในขณะที่อีกฝ่ายเหมือนจะรอเวลานี้อยู่นานแล้ว!  

ผู้คุมกฎหมู่ตึกจันทราเพียงก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวพลางยกมือขึ้นตั้งรับกระบวนท่ารุนแรงและไม่มียั้งมือนั้นได้ในทันทีเช่นกัน! 

หลินเยว่กวงตัดสินใจปลีกตัวถอยห่างออกมา ไม่คิดห้ามปรามสองคนที่สู้กันหน้าดำหน้าแดง พังโต๊ะ เก้าอี้ และของในกระท่อมของเขาเป็นว่าเล่น 

ใครกันสัญญาว่าจะไม่วู่วามใจร้อน ไม่ใช้กำลัง แล้วที่บอกว่ากำลังยังไม่ฟื้นสู้กับใครเขาไม่ได้ เช่นนั้นที่เห็นนี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน! 

“คุณชาย ท่านจะไม่ทำอะไรหน่อยหรือเจ้าคะ” 

เสี่ยวเยี่ยนเอ่ยท้วงเบาๆ กับคนที่ขยับมายืนอยู่ข้างตัว ยังคงเกาะขอบประตูมองเหตุการณ์ราวกับดูละครฉากใหญ่อย่างตื่นตาตื่นใจ  

ใจจริงนางไม่ได้อยากให้ท่านประมุขห้ามเพียงพูดพอเป็นพิธีไปเท่านั้น ที่เสี่ยงชีวิตยืนดูอยู่นี่ก็เพราะอยากเห็นฉากนี้นี่เอง  

“ไม่…” หลินเยว่กวงส่ายหน้า “ถ้าอยากสู้กันนักก็ปล่อยให้สู้กันจนพอใจ เผื่อจะได้เลือดมาล้างตาหยุดหน้ามืดแล้วมีสติขึ้นมาบ้าง” 

เพราะคาดว่าอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น สิ่งใดที่เป็นอาวุธล้วนถูกนำออกจากตัวของพวกเขาหรือกระท่อมหลังนี้ไปจนหมดสิ้น ดังนั้นหลินเยว่กวงจึงไม่ห่วงว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะทำให้ใครตายได้ นอกจากบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาลำบากรักษาเท่านั้นเอง 

“ดูไปดูมาแล้วเหมือนศึกชิงสาวงามเลยนะเจ้าคะ ว่าแต่ใครกันนะที่จะชนะศึกนี้แล้วได้ตัวท่านไป” 

หลินเยว่กวงละสายตาจากการต่อสู้พัวพันไม่สนใจข้าวของหรือผู้ใดมายังเด็กสาวข้างกาย พลางส่งสายตาขุ่นขวางเข้าใส่ทันที 

“พูดอะไรของเจ้าน่ะเสี่ยวเยี่ยน” 

แน่นอนว่าเด็กสาวไม่มีทางรู้สึกรู้สากับสายตาเช่นนั้นอยู่แล้วเพราะนางเห็นมันมาจนชาชิน และถึงจะทำท่าขึงขังอย่างไร หลินเยว่กวงก็ไม่เคยเอาเรื่องกับนางจริงจังสักครั้ง 

“อ้าว สองคนนั้นสู้กันก็เพราะท่านนี่นา คุณชายจูอยากให้ท่านไปกับเขาแต่พี่ว่านเหลียงไม่ยอมก็เลยต้องสู้กัน...แล้วท่านเล่าเจ้าคะ อยากอยู่กับใคร” 

“เสี่ยวเยี่ยน!” 

นอกจากจะปวดหัวกับเจ้าสองคนที่เอาแต่สู้กันไม่เห็นหัวเขาแล้ว หลินเยว่กวงยังอยากจะลมใส่เพราะคำพูดที่แสนจะ... 

อ่า เขาเองก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรดี ระหว่างไม่รู้เดียงสากับก๋ากั่นเหลือกำลังของเด็กสาว 

หลินเยว่กวงตัดสินใจเลิกต่อคำแล้วหันมาสนใจกับวีรกรรมพังกระท่อมของเขาต่อ แต่แล้วกลับต้องขมวดคิ้วเมื่อมองเห็นกระบวนท่าที่เปลี่ยนไปของทั้งคู่  

นี่เขาลืมไปได้อย่างไรว่าแม้จะไม่มีอาวุธแต่ก็ยังมีเคล็ดวิชาที่อาศัยกำลังภายในเป็นหลัก! 

โดยเฉพาะอู๋ว่านเหลียง ...เพราะน้อยนักที่จะได้นำมาใช้คร่าชีวิตผู้คนทำให้เกือบจะลืมเลือนพลังฝ่ามือร้อยพิษอันแสนร้ายกาจนั่นไปแล้ว  

ด้านจูเสวี่ยหลง แม้ไม่รู้ว่าเวลาเจ็ดปีที่ผ่านอีกฝ่ายได้ศึกษาวิชาความรู้อะไรมาบ้าง แต่ที่แน่ใจได้ก็คือบุคคลผู้นี้มีกำลังภายในที่แข็งแกร่งไม่น้อย หากทั้งคู่งัดไม้ตายที่ว่านี้มาใช้จริงๆ ล่ะก็... 

คิดยังไม่ทันจบสิ่งที่กลัวก็เกิดขึ้น เมื่อรับรู้ได้ถึงปราณพลังเข้มข้นที่ก่อตัวกดดันจนรู้สึกอึดอัด  

คู่ต่อสู้ทั้งสองผละออกห่างและตั้งท่าจะกระโจนเข้าห้ำหั่นกันให้สิ้นชีพอีกครั้ง! 

กลิ่นอายพลังที่แผ่จากตัวของอู๋ว่านเหลียง สำหรับคนที่ศึกษาเรื่องพิษอย่างเขาย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังจะใช้สิ่งนั้น... 

ฝ่ามือร้อยพิษ!  

หากใครโดนเข้าไปตรงๆ อาจจะต้องตายโดยไม่มีทางแก้  

และไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวของจูเสวี่ยหลง...  

หลินเยว่กวงไม่รู้ว่าพลังนั้นถือกำเนิดอย่างไรและจะให้ผลเช่นไร แต่แน่นอนที่สุดคือคนที่รับพลังระดับนั้นเข้าถ้าไม่ตายก็คงจะเลี้ยงไม่โตแน่! 

“นี่มันบัดซบอะไรกัน!” หลินเยว่กวงสบถกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไปทางเด็กสาวที่ยังคงจ้องมองการต่อสู้ตาโต “เสี่ยวเยี่ยนเจ้าหลบไปก่อน!” 

เสี่ยวเยี่ยนกำลังงุนงงยังไม่ทันได้ต่อความ ร่างสูงเพรียวกลับพุ่งตัวออกไป  

หลินเยว่กวงหมุนตัวเข้าแทรกกลาง ซัดฝ่ามือเบาๆ เข้าใส่คู่ต่อสู้ที่กำลังจะพุ่งตัวเข้าหากันอีกครั้งด้วยสีหน้าราวกับโกรธแค้นกันมาร้อยปีคนละที ทำให้ทั้งสองเซถอยหลังไปคนละหลายก้าว  

แต่แทนที่ทุกอย่างจะยุติลงเพียงเท่านั้น ร่างกายที่เสียหลักกลับตั้งตัวได้และยังคงตั้งหน้าซัดพลังฝ่ามือเข้าใส่กันราวกับมองไม่เห็นคนที่ยืนขวางอยู่  

กว่าจะรู้ตัวก็ไม่อาจจะหยุดยั้งตนเองได้อีกแล้ว!  

พลังที่ตั้งใจจะใช้ห้ำหั่นกลับพุ่งตรงไปยังร่างของชายหนุ่มอันเป็นสาเหตุแห่งการต่อคราสู้นี้ตรงๆ เช่นที่ต่อให้เก่งกาจอย่างไรก็คงไม่มีทางหลบได้ทัน! 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว