ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

บทที่ 3 เงาพระจันทร์

ชื่อตอน : บทที่ 3 เงาพระจันทร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 10:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 เงาพระจันทร์
แบบอักษร

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!?” 

ดวงตาคมเบิกกว้างจับจ้องค้นหาแววล้อเล่นในดวงตาคู่นั้นแต่กลับไม่เห็นวี่แววนอกจากความนิ่งสงบและมั่นคงไม่สั่นคลอน 

“นี่เจ้ากำลังล้อข้าเล่นอยู่ใช่หรือไม่ อย่างเจ้าน่ะหรือหลินเยว่กวง เป็นไปไม่ได้!” 

ไม่ทันจะได้อ้าปากตอบโต้ ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งพลันโผเข้ามาแตะยึดแขนหลินเยว่กวงบีบกระชับแน่น ก่อนจะหันไปทางชายหนุ่มผู้ยืนนิ่งอึ้งอยู่ 

“ใช่แล้ว นี่ก็แค่เรื่องล้อเล่น คุณชายข้าจะเป็นท่านประมุขไปได้อย่างไร”  

“เสี่ยวเยี่ยน! นี่เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด!” 

แม้ตกใจที่ถูกขัดจังหวะระหว่างสนทนาเรื่องสำคัญ ทว่าหลินเยว่กวงกลับควบคุมน้ำเสียงและท่าทีของตัวเองได้เป็นอย่างดี 

“ข้ามาได้สักพักแล้วล่ะเจ้าค่ะ ขออภัยที่เสียมารยาท แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจแอบฟังพวกท่านคุยกัน เพียงบังเอิญได้ยิน” 

“เหตุใดข้าจึงไม่รู้ตัวเลย นี่วิชาตัวเบาเจ้าเก่งขึ้นหรือว่าหูข้ามันบอดไปแล้วกันแน่” แม้อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดกลับอดเอ่ยเย้าเด็กสาวตามความเคยชินไม่ได้ 

“ก็เพราะพวกท่านมัวสนใจพูดคุยรำลึกความหลังกันจนลืมสนใจเรื่องรอบตัวไปหมดน่ะสิเจ้าคะ และแน่นอนว่าวิชาตัวเบาข้าก็เก่งขึ้นด้วย คุณชายกับคุณชายจูจึงไม่รู้สึกถึงตัวตนของข้า” 

ริมฝีปากเจรจาไม่หยุด ทว่าดวงตาที่จับจ้องประมุขของตนนั้นกลับคล้ายส่งคำถามมามากมาย รวมไปถึงการที่ประมุขยอมเปิดเผยตนเองง่ายดาย ทั้งที่เคยบอกว่านั่นอาจจะไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น 

ท่านประมุขของนางเป็นคนละเอียดรอบคอบ นิ่งสุขุมไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด ฆ่าคนได้ไม่กระพริบตาหากเห็นว่าคนผู้นั้นสมควรตายและทำได้ทุกอย่างเพื่อปกป้องพี่น้องและพวกพ้องในหมู่ตึกจันทราแห่งนี้ การทำเช่นนี้นั้นราวกับเขาไม่ได้เป็นตัวของตนเองเช่นที่นางเคยรู้จัก  

“นางเป็นใครกัน?” จูเสวี่ยหลงยืนมองอยู่นานอดถามขึ้นมาไม่ได้  

แม้จำได้ว่าเคยเห็นเด็กสาวผู้นี้อยู่กับเสี้ยวจันทร์น้อย แต่เขากลับไม่ล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งคู่อยู่ดี  

“เอ่อ...”   

“ข้าแซ่ว่าน ชื่อชิงเยี่ยน ท่านจะเรียกข้าว่าเสี่ยวเยี่ยนเหมือนคุณชายก็ได้นะเจ้าคะ” เสี่ยวเยี่ยนเอ่ยตอบแทนเจ้านายเพราะดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกสับสนจนเอ่ยคำพูดไม่ออก  

“ข้าน่ะเป็นเด็กที่คุณชายช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อสามปีก่อน หลังจากนั้นคุณชายก็ดูแลข้ามาตลอด คุณชายใจดีกับข้ามาก ดูสิเจ้าคะ แล้วเช่นนี้คุณชายจะเป็นท่านประมุขหลินเยว่กวงไปได้อย่างไร ท่านประมุขน่ะทั้งดุ ทั้งเข้มงวดไม่เหมือนคุณชายของข้าสักนิด” 

“ดีใจที่ได้รู้จักเจ้านะเสี่ยวเยี่ยน” จูเสวี่ยหลงส่งยิ้มเป็นมิตรให้กับเด็กสาวแล้วหันไปทางชายหนุ่มอีกคน “นั่นสินะ ซานเยว่คือชื่อที่เหมาะกับเจ้ามากที่สุดแล้ว ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องล้อเล่นกับข้าด้วยท่าทางจริงจังเช่นนั้นด้วย เจ้าคิดจะแอบอ้างเป็นหลินเยว่กวงเพื่อปกป้องเขาอย่างนั้นหรือ เจ้านั่นมีความสำคัญต่อเจ้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” 

แน่นอน ถ้าข้าไม่เห็นว่าตนเองสำคัญ แล้วจะเห็นแมวที่ไหนสำคัญกัน อย่างน้อยก็คงไม่ใช่คนพูดจาไม่รู้เรื่องซ้ำมีตรรกะประหลาดอย่างเจ้า! 

“จูเสวี่ยหลง เจ้าพูดจาไร้สาระอะไรกัน ข้าไม่ได้แอบอ้างอะไรทั้งนั้น และไม่ได้อยากจะปกป้องใครด้วย” 

หลินเยว่กวงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนเองสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป ไม่อาจคิดอ่านสิ่งใดได้ละเอียดรอบคอบเช่นที่เคย อาจเป็นเพราะคนผู้นี้มีอิทธิพลต่อเขามากกว่าที่คิด  

แต่เรื่องอะไรหลินเยว่กวงจะยอมให้เป็นเช่นนั้น!  

ประมุขพรรคมารอันดับหนึ่งในยุทธภพเช่นหลินเยว่กวงมีเพียงควบคุมผู้อื่น ไม่มีทางปล่อยให้ผู้อื่นมาอยู่เหนือความคิดจิตใจได้ เวลาของการรำลึกความหลังมันจบลงแล้ว ต่อไปมีเพียงอนาคต...อนาคตของหมู่ตึกจันทราและพวกพ้องที่เขาต้องปกป้อง ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม! 

“ถ้าอย่างนั้นทำไม...ทำไมเจ้าจึงไม่รับความหวังดีของข้า” 

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องอธิบายกับเจ้าอีก หากข้าต้องการปกป้องท่านประมุขแล้วจะทำไม เจ้าอย่าลืมนะว่าข้าคือคนของหมู่ตึกจันทรา นั่นเป็นเรื่องที่สมควรกระทำ!” 

ความเงียบงันเข้าครอบงำเมื่อสิ้นประโยคนั้น เสี่ยวเยี่ยนมองบุคคลทั้งสองยืนประจันหน้า พลันอยากลี้หายไปจากบรรยากาศชวนอึดอัดนี้อย่างยิ่งยวด  

“ดี...” และคงจะทำเช่นนั้นจริงหากไม่ได้ยินน้ำเสียงเรียบนิ่งของชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงสง่าสหายเก่าท่านประมุข 

“ถ้าเช่นนั้น...หากข้าบอกว่าข้ามีเบาะแสเกี่ยวกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของเจ้าเล่า” 

หลินเยว่กวงนิ่งอึ้ง เร่งดึงสติที่บินหนีไปหลังได้ยินประโยคบอกเล่าเหล่านั้นให้กลับมาจนได้  

“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรกัน เรื่องเช่นนั้นไม่มีทางเป็นไปได้”  

อย่างที่รู้กันดี...เขาไม่คิดว่าจะมีเรื่องเช่นนั้นได้ หลินเยว่กวงเป็นเด็กกำพร้าถูกเก็บมาเลี้ยง ไม่มีหลักฐานพยานบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นคนสกุลใดและมาจากที่ใด เวลาล่วงผ่านมาร่วมยี่สิบกว่าปี มันคงจะช้าไปกระมังสำหรับเรื่องชาติกำเนิดหรือญาติพี่น้องเพราะเวลานี้เขาดูแลตนเองได้และไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว 

“เจ้าก็รู้ว่าข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด คดีฆ่าล้างบ้านเสนาฯ หยางนั้น มีหลายสิ่งทำให้ข้าแคลงใจ หนึ่งในนั้นก็คือหยางฉางอี้ ธิดาของสกุลหยางที่กำลังจะได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นสนม...” 

“หญิงคนรักของเจ้าน่ะหรือ” 

ที่แท้ก็เพราะนางอันเป็นที่รักถูกฆ่าตาย เจ้ามังกรบื้อถึงได้ดิ้นรนมาจนถึงที่นี่ซ้ำยังบ้าบิ่นไม่ฟังใคร ตั้งหน้าตั้งตาจะแก้แค้น...  

แต่พูดก็พูดเถอะ...ต่อให้เข้าใจเรื่องนี้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตัวเขาด้วยเล่า ในเมื่อหลินเยว่กวงไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับคนในเมืองหลวงมาก่อนแม้แต่น้อย 

“ถ้าจะถามว่าข้ารู้ได้อย่างไร…” หลินเยว่กวงมองใบหน้าฉงนและดวงตาเต็มไปด้วยคำถามของจูเสวี่ยหลง เร่งเอ่ยดักทางทันทีก่อนอีกฝ่ายจะทันได้ถามถึงสาเหตุชวนสยองอันเป็นเหตุทำให้เขาล่วงรู้ว่าแม่นางฉางเอ๋อร์คือใคร  

“นั่นก็เพราะยามสลบไสล เจ้าเพ้อพร่ำถึงนางตลอดเวลาจนข้าจะเก็บชื่อนางไปฝันตามอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอยากพูดอะไรก็รีบพูด ข้าไม่มีเวลาว่างมาก” 

ใครจะไปอยากพูดถึงเรื่องที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงซ้ำถูกกอดยึดเอาไว้นานสองนานกัน ภาพพจน์ของประมุขคงได้ป่นปี้กันหมดก็คราวนี้ 

“ก็ได้...” จูเสวี่ยหลงตัดสินใจพยักหน้าแม้ยังคงงุนงงสงสัย หันมาใส่ใจกับประเด็นที่เห็นสำคัญกว่า  

“ประการแรกที่เจ้าควรจะรู้ไว้ก็คือ เจ้ากับหยางฉางอี้มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันมาก ประการที่สอง นางหาใช่บุตรสาวแท้ๆ ของเสนาฯ หยาง เรื่องนี้ นับรวมข้าแล้วมีคนล่วงรู้ไม่กี่คนเท่านั้น  

และประการที่สาม...ข้าเคยบอกเล่าเรื่องเจ้าให้นางฟัง แม้เมื่อแรกนางจะไม่ได้ให้ความสนใจมากกว่าเห็นเป็นเรื่องบังเอิญ แต่คืนวันที่นางบอกตัดสัมพันธ์กับข้าเพื่อรับตำแหน่งสนมนั้น นางไม่บอกเหตุผลอะไรกับข้าแม้แต่น้อยนอกจากถามถึงเจ้า บุคคลซึ่งข้าเคยเล่าว่ามีใบหน้าคล้ายคลึงและอายุเท่ากับนาง พอข้าบอกว่าเจ้าตายไปแล้ว นางมีท่าทีประหนึ่งเศร้าเสียใจอย่างมาก ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ข้าว่าเรื่องนี้คงมีความสำคัญเกี่ยวพันกับตัวเจ้าไม่มากก็น้อย” 

แม้จะบอกกล่าวว่าหาได้ใส่ใจ แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินเยว่กวง 

กลับอดคิดใคร่ครวญไม่ได้  

หญิงสาวที่ไม่เคยรู้จักแต่กลับมีใบหน้าคล้ายคลึงซ้ำยังเคยให้ความสนใจในตัวเขาด้วยอย่างนั้นหรือ... 

อ้อ เพราะคล้ายคลึงจึงดูผิดสินะ  

แล้วอย่างไรเล่า ยามนี้นางเองก็ตายไปแล้ว ทั้งครอบครัวถูกสังหารจนไม่หลงเหลือ ซ้ำการตายยังเป็นต้นเหตุให้หมู่ตึกจันทราบาดหมางกับทางการ หน้าที่ของเขาหลินเยว่กวงในเวลานี้คือการทำให้หมู่ตึกจันทรารอดพ้นจากการถูกให้ร้ายจากผู้ไม่หวังดีที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมากกว่าจะมาสนใจเรื่องส่วนตัว  

“ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่ เวลานี้มันก็ไม่สำคัญสำหรับข้าอีกต่อไปแล้ว เรื่องสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้คือล้างมลทินให้หมู่ตึกจันทรา...ข้าขอย้ำอีกครั้งว่าพวกเราหาได้ข้องเกี่ยวกับการตายของคนในจวนเสนาฯ” 

“ก็ได้ ข้าจะเชื่อเจ้า” คำตอบแสนว่าง่ายของจูเสวี่ยหลงเป็นเหตุให้ทั้งหลินเยว่กวงและเสี่ยวเยี่ยนยืนอึ้งไปชั่วขณะ  

บทจะง่ายก็ง่ายเสียจนตั้งรับไม่ทันทีเดียว  

“แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็อยากจะรับฟังความจริงจากปากของหลินเยว่กวงเองด้วยเช่นกัน ข้าอยากพบกับเขา เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่”    

เขาอยากบอกกล่าวยืนยันกับเจ้าคนซื่อบื้อนี่เหลือเกินว่าตนเองคือหลินเยว่กวง สุดท้ายกลับล้มเลิกความตั้งใจเมื่อพินิจสถานการณ์แล้วคาดว่าไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายคงไม่ยอมเชื่อ  

ไม่แน่อาจต้องพาไปถึงยอดเขาเมฆม่วงให้คนทั้งหมู่ตึกมาช่วยยืนยัน พิสูจน์กับฤทธิ์กระบี่จันทราให้รู้ผลแพ้ชนะแน่ชัดนั่นกระมังจึงหมดเรื่อง 

ทว่าหากทำเช่นนั้นอาจไม่ส่งผลดี เป็นเหตุให้เกิดอันตรายขึ้นไม่กับฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง ไม่มากก็น้อย ที่ลืมตัวพูดไปเมื่อครู่ก็เกือบทำให้เสียเรื่อง  

แน่นอนว่าคนเราเมื่อยามอคติบังตาอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ยิ่งอคติที่เกิดจากความรักนำพามาสู่ความแค้นเช่นที่จูเสวี่ยหลงกำลังประสบ ย่อมยากจะรับมือโดยไม่ให้เสียเลือดเสียเนื้อได้ หลินเยว่กวงจึงจำต้องยอมตามน้ำไปอีกครั้ง 

“ข้าช่วยเจ้าได้ แต่เจ้าต้องสัญญากับข้าก่อนว่าเจ้าจะไม่ใจร้อนวู่วาม ไม่ใช้กำลัง” 

“แน่นอน ข้าจะใช้กำลังได้อย่างไรในเมื่อร่างกายข้าก็ยังไม่ฟื้นตัว อาวุธของข้าก็อยู่ในมือพวกเจ้า เหลือเพียงแต่มือเปล่าเท่านั้นเจ้าก็เห็น” 

ก็ไม่ใช่มือเปล่าๆ ของเจ้าหรือที่เกือบทำข้ากระดูกแทบหัก เห็นทีต้องเตือนว่านเหลียงเอาไว้ก่อนแล้วว่าเจ้านี่มีพิษสงอะไรบ้าง  

ต่อให้เคยรู้จักหรือได้ขึ้นชื่อว่าสนิทสนมรู้ใจกันมากเท่าใดแต่เชื่อว่าเวลาเจ็ดปีเป็นช่องว่างมากพอที่จะทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนคาดไม่ถึงได้ อย่างน้อยๆ เตรียมหนทางรับมือไว้บ้างก็ไม่เสียหลาย 

“เช่นนั้นรอพวกข้าอยู่ที่นี่ดีๆ อย่าหาเรื่องใส่ตัว เจ้าก็รู้ว่าหุบเขาม่านหมอกหากไม่มีข้านำทาง เจ้าไม่มีทางไปไหนได้” 

“อืม” จูเสวี่ยหลงพยักหน้าพลางทิ้งตัวนั่งลงตรงจุดเดิม 

“เดี๋ยวก่อนนะ” หลินเยว่กวงชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเดิน “ในฐานะคนของทางการ เจ้าทำงานอยู่หน่วยไหน ตำแหน่งอะไร ข้าจะได้เรียนท่านประมุขได้ถูกต้องว่าผู้ใดต้องการจะสนทนาด้วย” 

“จินยี่เว่ย[1]...” จูเสวี่ยหลงตอบชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีวี่แววพิรุธแม้แต่น้อย 

จินยี่เว่ย...ไม่น่าเชื่อ!  

“เพราะอย่างนี้สินะถึงได้ทะเล่อทะล่าออกล่าฆ่าคนตามอำเภอใจ” 

ใครต่างก็รู้ว่าหน่วยงานนี้มีอำนาจมากมายเพียงใดในราชสำนัก  

อารักขาใกล้ชิดฮ่องเต้ จับผู้ต้องหา สอบสวน พิพากษาและลงโทษล้วนสามารถทำได้ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ เหล่าขุนนางและประชาชนล้วนกลัวเกรงจนว่ากันว่าหากมีพวกจินยี่เว่ยไปเคาะประตูบ้านก็มีแต่ต้องเตรียมตัวบอกลาโลก 

หวังแต่ว่าการมีคนของจินยี่เว่ยมาอยู่ตรงหน้าเช่นนี้จะไม่ทำให้หมู่ตึกจันทราล่มสลาย  

กระนั้นต่อให้อยู่ในระดับขั้นต่ำต้อยเพียงใดการจะเข้าสังกัดจินยี่เว่ยได้นั้นก็ไม่ใช่ง่ายเช่นกัน นี่แสดงให้เห็นว่าสหายเก่าจูเสวี่ยหลงคนนี้ย่อมมีอะไรไม่ธรรมดา 

“หากเจ้าบอกว่าสังกัดเสี้ยวหลิงเว่ย[2]ยังจะน่าเชื่อถือเสียกว่า” จนแล้วจนรอดก็อดยื่นปากไปกัดด้วยคำพูดให้เจ็บๆ คันๆ ตามนิสัยความเคยชินไม่ได้ 

“ความจริงงานเฝ้าสุสานอาจเหมาะกับข้า” จูเสวี่ยหลงยกยิ้มรับไม่สะทกสะท้าน “โดยเฉพาะถ้ามีเจ้าอยู่เป็นเพื่อน” 

หลินเยว่กวงจ้องมองเข้าไปในดวงตาสงบนิ่งนั้นอีกครั้ง กระตุกยิ้มน้อยๆ ตัดสินใจละสายตาหันไปพยักหน้ากับเสี่ยวเยี่ยนผู้ยืนมองสถานการณ์อยู่ใกล้ๆ และพากันหันหลังเดินออกไป 

จูเสวี่ยหลงจ้องมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับตา หลุดเสียงทอดถอนใจออกมาเบาๆ  

“ขอโทษด้วยที่ข้าจำเป็นต้องโกหกเจ้า หากเสร็จจากเรื่องนี้เมื่อใด ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง เสี้ยวจันทร์น้อย...”  

 

“เสี่ยวเยี่ยน เมื่อครู่ขอบใจเจ้ามากที่เข้ามาช่วยไว้ได้ทัน”  

หลินเยว่กวงเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อเดินออกมานอกรัศมีที่ผู้อยู่เบื้องหลังจะได้ยิน 

“ยินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะท่านประมุข” เสี่ยวเยี่ยนยิ้มรับ เรียวคิ้วค่อยขมวดเข้าหากัน “แต่ข้าไม่เข้าใจเลยว่าเหตุท่านที่นิ่งสุขุม ทุกการกระทำล้วนมีเหตุผลและคิดถึงส่วนรวมมาก่อนจึงได้เผลอไผลทำอะไรเช่นนั้นทั้งๆ ที่ท่านบอกเองแท้ๆ ว่าห้ามเปิดเผยฐานะประมุขให้คุณชายจูรู้” 

“ข้าเพียงไม่ต้องการโกหกเขาอีกเท่านั้นเอง” หลินเยว่กวงกล่าวเสียงอ่อน ผ่อนลมหายใจแผ่วบาง “แต่มันช่วยไม่ได้นี่นะ ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่กระจ่าง เพื่อให้เขายอมรับฟังและเพื่อให้ตัวข้าลงมือสืบความเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น ข้าก็คงต้องอยู่ในฐานะเสี่ยวซานเยว่ต่อไป อีกทั้งต้องรบกวนว่านเหลียงให้ช่วยรับหน้าที่แทนชั่วคราว” 

“ข้าไม่อยากนึกภาพยามที่พี่ว่านเหลียงมาพบกับคุณชายจูเลยนะเจ้าคะว่าจะออกมาเป็นเช่นไร” ทั้งๆ ที่น่าจะกังวล แต่ริมฝีปากของเสี่ยว 

เยี่ยนกลับเผลอกระตุกยกเป็นรอยยิ้ม 

“ยิ้มแบบนั้น กำลังคิดพิเรนทร์อะไรอยู่อีกเล่า” หลินเยว่กวงเอ่ยทักอย่างรู้ทัน  

แม้ไม่รู้ว่าในใจของเด็กสาวกำลังคิดอะไร แต่มันคงเป็นเรื่องแผลงๆ ที่เขาไม่มีทางคาดถึงอย่างแน่นอน 

“เปล่านะเจ้าคะ ข้าเพียงคิดอะไรเล่นเพลินๆ แล้วเผลอยิ้มออกมาเท่านั้นเอง” 

หลินเยว่กวงอมยิ้ม หลุดเสียงทอดถอนใจเล็กน้อย  

บางทีการมีเสี่ยวเยี่ยนอยู่ข้างกายอาจดีกว่าที่คิด ความไร้เดียงสาระคนแสบสันของนางกลับทำให้ยิ้มได้แม้แต่ในยามเคร่งเครียด 

“อย่างไรก็ตาม เราคงต้องไปปรึกษากับว่านเหลียงกันก่อน อาจไม่ค่อยเหมาะแต่คงต้องให้เขาสวมรอยเป็นข้าและมาพบกับเสวี่ยหลงที่นี่ บนยอดเขาเมฆม่วงนั้นอันตรายเกินไปหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น” 

“ท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกได้หรือเจ้าคะ” 

“ข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ ด้วยนิสัยของจูเสวี่ยหลงในตอนนี้ ข้าเดาความคิดเขาไม่ออกแต่จำต้องยอมเสี่ยงเจรจา ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้อาจจะคาราคาซังจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมากกว่านี้ก็เป็นได้” 

อาจเป็นเพราะคำพูดของจูเสวี่ยหลง หลินเยว่กวงพลันรู้สึกว่าตนเองได้ถูกดึงดูดเข้ามาสู่ใจกลางวังวนของพายุที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันท่ามกลางปริศนามากมายรายล้อม  

ตระกูลหยาง ฉางเอ๋อร์ ตัวเขา หมู่ตึกจันทรา และแม้กระทั่งจูเสวี่ยหลงสหายในอดีต  

...พวกเขาคล้ายกำลังถูกจับวางบนกระดานหมากด้วยมือที่มองไม่เห็น  

แล้วทางเดินทางไหนกันที่จะทำให้หลุดออกจากวังวนนี้ไปได้... 

ยามนี้หลินเยว่กวงยังมองไม่เห็นทางที่ว่านั้นเลย  

 

[1] 锦衣卫 (องครักษ์เสื้อแพร) 1 ใน 26 กองกำลังทำงานใกล้ชิดฮ่องเต้ มีหน้าที่อารักขา สืบราชการลับ ตามจับ ลงโทษ รับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยตรง

[2] 孝陵卫 1 ใน 26 กองงาน มีหน้าที่เฝ้าสุสานของราชวงศ์โดยเฉพาะ

ความคิดเห็น