ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

--- จันทรากลางเวหา [จบบท]

ชื่อตอน : --- จันทรากลางเวหา [จบบท]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 10:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
--- จันทรากลางเวหา [จบบท]
แบบอักษร

“เจ้าชื่ออะไร?” 

เสียงแหบเบาดังขึ้นกะทันหัน หนุ่มน้อยแซ่หลินชะงักมือที่กำลังบรรจงพันผ้าพันแผลสีขาวสะอาดลงบนท่อนแขนปรากฏบาดแผลฉกรรจ์ สายตาเลื่อนจับไปยังใบหน้าซีดเซียว 

คนแปลกหน้ากับสถานที่ประหลาด  

ดวงตาหรี่ปรือดูอ่อนระโหยของเด็กหนุ่มที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงกว้างจ้องจับมายังใบหน้าของเขาอยู่เช่นกัน 

“หึ ในที่สุดเจ้าก็ยอมพูดกับข้าได้เสียทีนะ” หลินเยว่กวงอดแค่นเสียงด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ 

ทั้งที่คนเจ็บฟื้นตัวพอจะพูดจาได้มาหลายวันแล้วแต่กลับนิ่งเฉยไม่ยอมตอบสนองต่อตัวเขาผู้เฝ้าดูแลรักษาอดหลับอดนอนยื้อชีวิตมาเกือบครึ่งเดือน อยู่ดีๆ วันนี้กลับอยากรู้ชื่อเขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น จะไม่ให้รู้สึกขุ่นเคืองเลยก็ใช่ที่ 

“นี่เจ้า...” 

หลินเยว่กวงแสร้งไม่ใส่ใจ เขาหันกลับมาจัดการกับบาดแผลของอีกฝ่ายอย่างใจเย็น 

“ดูจากเสื้อผ้าการแต่งตัวของเจ้า คงเป็นลูกผู้ดีมีสกุลหรือพวกบัณฑิตล่ะสิ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะเข้าใจคำว่ามารยาทนะ คำถามนี้ข้าเป็นคนถามเจ้าก่อนเมื่อหลายวันมาแล้ว เจ้าก็ต้องตอบข้าก่อนข้าจึงจะตอบคำถามเจ้า เข้าใจไว้ด้วย” 

คนป่วยนิ่งไปอึดใจ แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ขณะเบนสายตาออกห่างจากใบหน้าที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ข้างตัว  

“เสี่ยวหลง...” เสียงตอบแทบไม่ล่วงพ้นริมฝีปาก 

สองมือหลินเยว่กวงหยุดชะงัก เขาเงยหน้าจับจ้องแล้วหัวเราะพรืดออกมา 

“เท่านี้น่ะหรือ? เจ้าแน่ใจนะว่านี่น่ะชื่อเจ้า ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกสิ อย่างดีข้าก็แค่เรียกเจ้าว่า เจ้าเป็ด เจ้าไก่ เจ้าวัวแบบนี้ไปก็หมดเรื่อง แต่เดี๋ยวนะ...เจ้าบอกว่าชื่อเสี่ยวหลง 'หลง' ที่แปลว่ามังกรน่ะหรือ” 

คนเจ็บเริ่มหน้าตึงกับคำพูดแทงใจดำ ฝืนใจพยักหน้าน้อยๆ  

“ใช่” ตอบเสียงห้วนบ่งบอกว่าเริ่มไม่พอใจกับวิธีการพูดจาของอีกฝ่าย 

“เจ้าน่ะหรือมังกร!” ดวงตาโตเบิกกว้าง ริมฝีปากปลดปล่อยเสียงหัวเราะขบขัน “ถ้าเป็นมังกรก็คงเป็นมังกรที่โง่เขลาที่สุดในโลกเลยล่ะ ฮะๆ” 

“บังอาจ! เจ้ากล้าว่าข้า ข้าจะ...” ไม่พูดเปล่า คนป่วยทำท่าจะลุกขึ้นมาเอาเรื่องเจ้าของคำพูดจาไม่เข้าหูเข้าจริงๆ  

ทว่าเพียงขยับตัวเล็กน้อยกลับต้องทรุดลงไปหอบหายใจอยู่กับที่ตามเดิม เรียกรอยยิ้มชั่วร้ายคล้ายสะใจจากเจ้าของคำพูดชวนตีออกมาได้อย่างโจ่งแจ้งไม่คิดถนอมน้ำใจผู้อื่น 

“จะทำอะไรข้ามิทราบ สภาพเจ้าแบบนี้ถ้าทำได้ก็ลองดู แล้วจะบอกไว้ว่าข้าน่ะกล้ากว่าที่เจ้าคิดไว้อีก สภาพเจ้า ดูก็รู้ว่าคงถูกผู้อื่นทำร้ายจนตกลงมาจากผานั่น เช่นนี้จะไม่ให้ข้าเรียกเจ้าว่าเจ้าโง่สมองหมูทั้งทึ่มทั้งบื้อได้อย่างไร เจ้าคนไร้ฝีมือ!” 

“เจ้า!” 

“ข้าทำไม จะบอกให้ แผลที่แขนเจ้านี่ ไม่ต้องบอกข้าก็รู้ว่าเป็นแผลจากคมดาบชัดๆ เจ้าคงยกแขนขึ้นกันวิถีดาบล่ะสิมันถึงได้ย่ำแย่ขนาดนี้ บอกหน่อยว่าคนสติดีที่ไหนใครเขาสู้ด้วยวิธีนี้ อาวุธในมือไม่มีหรืออย่างไรถึงได้โง่เอาแขนตัวเองไปรับดาบ แล้วที่สำคัญเวลาวิ่งก็ดูทางซะบ้าง โชคดีเท่าใดแล้วที่หน้าผาที่เจ้าตกลงมามันเป็นดงเถาร่างแหช่วยรับไว้ได้พอดี ไม่อย่างนั้นตัวเจ้าคงแหลกเละ ต่อให้ข้าเป็นหมอเทวดาก็คงช่วยเจ้าไม่ได้” 

แม้จะเต็มไปด้วยแรงโทสะ แต่เพราะทำอะไรไม่ได้ คนป่วยจึงฝืนระงับอารมณ์แล้วเบนความสนใจไปจากคำพูดระคายหูแต่จริงเสียจนเถียงไม่ออกนั้นด้วยการเปลี่ยนประเด็นแทน 

“เถาร่างแหคืออะไร” 

“มันก็คือเถาวัลย์ธรรมดานี่ล่ะ ชาวป่าชอบเอาไปทำกับดักหรือไม่ก็เอาไปสานแห มันทั้งเหนียวและยืดหยุ่นเหมาะสำหรับจะจับสัตว์เป็น แต่เรื่องพวกนี้ลูกคนรวยมีอันจะกินอย่างเจ้าคงไม่รู้หรอก”  

หลินเยว่กวงยังคงตอบด้วยท่าทีกวนอารมณ์ต่อไป มือง่วนอยู่กับการเก็บอุปกรณ์การรักษาข้างตัวไม่ยอมมองหน้าคู่สนทนาอีก  

“เจ้าหยุดแดกดันข้าเสียที” คนป่วยถึงกับต้องถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ “ถ้าโกรธที่ไม่ยอมพูดด้วยข้าขอโทษก็ได้ ข้าเพียงยังไม่ไว้ใจเจ้า” 

“อ้อ แล้วที่เจ้ากล้ามาพูดกับข้าแบบนี้ แสดงว่าเจ้าไว้ใจข้าแล้ว?”  

เขายอมรับว่ารู้สึกขุ่นเคืองก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจความจำเป็นของอีกฝ่าย 

คนที่ถูกตามไล่ล่า หากไม่คิดระแวงชีวิตก็คงไม่อาจอยู่รอด  

แต่ไม่รู้ทำไมพอเห็นท่าทางโง่ๆ ซื่อๆ ไร้เดียงสาต่อโลกภายนั่นแล้วมันทำให้นึกอยากแกล้งคนขึ้นมาทุกที  

ตลอดชีวิตในหมู่ตึกจันทรา น้อยนักจะมีสหายวัยไล่เลี่ยกัน การพบกับเด็กหนุ่มผู้นี้จึงทำให้เขาดีใจไม่น้อย  

“ก็...เรื่องนั้นอย่าใส่ใจเลย ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ แล้วจะบอกข้าได้หรือยังว่าเจ้าชื่ออะไร” 

หลินเยว่กวงเงยหน้ามองท่าทางเก้อๆ ของคนป่วยแล้วลอบก้มหน้าอมยิ้มก่อนจะกล้ำกลืนอารมณ์ขำค้าง ปั้นหน้านิ่งเฉยตามเดิมไม่ให้ผิดสังเกต 

“ชื่อของข้าน่ะหรือ...” เขาหันไปทางหน้าต่างที่เปิดกว้างมองเห็นดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่กลางฟ้า “อยู่ที่นั่นอย่างไรเล่า” 

“ดวงจันทร์” เด็กหนุ่มมองตามสายตานั้นแล้วหันกลับมาปั้นหน้าฉงน “อะไรของเจ้า”  

“เจ้าไม่ยอมบอกชื่อกับข้าตรงๆ แล้วเรื่องอะไรข้าต้องบอกเจ้าด้วย ข้าจะเรียกเจ้าว่าเจ้ามังกรบื้อ ส่วนเจ้าจะเรียกข้าว่าอะไรก็ตามใจ” 

ได้ยินเช่นนั้นพลันอารมณ์ที่สงบลงกลับเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ถูกเรียกขานเป็นมังกรบื้อ[1] จ้องตามหลังใครคนนั้นที่ผละตัวเดินไปเดินมาหยิบจับนั่นนี่ไปเรื่อยไม่ใส่ใจเขา  

“ถ้าข้าเป็นมังกรบื้อ เจ้าก็เป็นได้แค่จันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ไม่มีวันสวยงามเหมือนพระจันทร์เต็มดวงนั่น!” ปากขยับตะโกนออกไปเท่าที่แรงจะมีเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยิน 

“ก็แล้วแต่เจ้า”  

นอกจากจะไม่ได้สะทกสะท้านกับคำกล่าวกระทบกระเทียบ เจ้าของร่างสูงเพรียวผู้มีดวงตาพราวระยับกลมโตคล้ายดวงจันทร์กลับหันมายิ้มให้ สร้างความเจ็บใจให้กับเด็กหนุ่มมากขึ้นไปอีก  

“ข้าเป็นบุรุษไยต้องอยากงดงามเหมือนจันทร์เต็มดวงด้วยเล่า...เจ้ามังกรบื้อ” 

“ก็ได้...” ตลอดชีวิตล้วนถูกสั่งสอนมาอย่างลูกผู้ดี ซ้ำด้วยฐานะของตนย่อมไม่เคยมีผู้ใดกล้ากล่าววาจาล่วงเกินจึงไม่อาจล่วงรู้ว่าควรทำอย่างไรให้ผู้ฟังรู้สึกเจ็บแสบนอกจากโต้กลับไปด้วยคำพูดเท่าที่จะสรรหาได้ในยามนี้... 

“เช่นนั้นข้าก็จะเรียกเจ้าว่า 'เจ้าเสี้ยวจันทร์น้อย[2]' เสี้ยวจันทร์ที่ไม่มีวันเต็มดวงตลอดไป!” 

ยามนั้นเด็กหนุ่มไม่มีโอกาสล่วงรู้เลยว่า มันกลับเป็นคำเอ่ยขานที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาและใครอีกคนไปตลอดกาล 

 

“เสี้ยวจันทร์น้อย...” 

...เนิ่นนานจนถึงยามนี้ 

“อะไรของเจ้าอีกเล่าจูเสวี่ยหลง บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าได้เรียกเช่นนั้นอีก!” 

“ทำไมเล่า ก็ข้าชอบที่จะเรียกขานเจ้าเช่นนี้มากกว่า” 

“อย่ามาทำท่าเหมือนเด็กเอาแต่ใจหน่อยเลย โตจนป่านนี้แล้ว รู้ตัวหรือไม่ว่ามันน่าขนลุก! จะกินก็รีบ ๆ กินเข้าไป ข้าไม่มีเวลามานั่งเฝ้าเจ้าทั้งวัน ที่สำคัญข้ากับเจ้า เรายังมีเรื่องที่ต้องสะสางกันให้เรียบร้อย”  

“อะไรกัน ข้าก็แค่อยากจะบอกว่าเวลาผ่านไปเจ็ดปีแต่ฝีมือการปรุงบะหมี่ของเจ้าก็ยังเลิศรสไม่เปลี่ยน ดีใจจริงๆ ที่ยังมีโอกาสได้กินฝีมือเจ้าก็เท่านั้นเอง” จูเสวี่ยหลงว่ายิ้มๆ พลางยกชามบะหมี่ขึ้นโกยเข้าปากด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยอย่างที่ปากว่า ท่าทางเครียดเขม็งหรือเศร้าหมองก่อนหน้านี้หดหายไปจนสิ้น  

หลินเยว่กวงนั่งมองอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถึงกับต้องลอบถอนหายใจ 

อะไรกันที่ทำให้เจ้ามังกรบื้อกลายเป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาราวกับพายุหมุนได้ปานนี้ คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกจริงๆ  

“อย่ามาแกล้งพูดจายกยอข้าหน่อยเลย บะหมี่ที่ไหนมันก็เหมือนๆ กันทั้งนั้น ที่สำคัญ รู้ชื่อข้าแล้วก็ควรจะเรียกข้าด้วยชื่อ เราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว หัดเข้าใจเสียบ้าง” 

จูเสวี่ยหลงวางชามบะหมี่ลง ดวงตาจ้องมองเรียวคิ้วขมวด ใบหน้าเคร่งเครียดคล้ายอาจารย์กำลังอบรมสั่งสอนศิษย์ของบุคคลตรงหน้าแล้วเผลออมยิ้มบางๆ โดยไม่รู้ตัว  

เวลาผ่านไปแต่คนผู้นี้กลับไม่เปลี่ยนไปเลย ทั้งลักษณะภายนอก หรือแม้แต่วิธีการพูดจา... 

เมื่อพบกันที่โรงเตี๊ยมในเมืองหังโจว เขาจดจำอีกฝ่ายได้แทบจะทันที โดยเฉพาะกลิ่นสมุนไพรหอมที่โชยมาจากกายอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งตนเชื่อว่าคงไม่มีใครในโลกนี้มีเหมือน  

ทว่า สิ่งที่ทำให้จูเสวี่ยหลงไม่กล้าเข้าไปทักทาย นั่นเพราะภาพจำในอดีตที่ตอกย้ำว่าตนได้สูญเสียเสี้ยวจันทร์ที่แสนงามนี้ไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันหวนกลับมาแล้ว 

เลือดสีแดงฉาน...  

ดวงตาที่ปิดสนิท...  

ลมหายใจที่เหือดหาย...ร่างกายเย็นเฉียบที่แน่นิ่งภายในอ้อมแขน  

แม้น้ำตาจะหยาดหยดลงมาต้องผิวกายนั้นมากเท่าใด ก็ไม่อาจเรียกคืนชีวิตที่ปลิดปลิวไปแล้วกลับคืนมาได้ 

ไม่น่าเชื่อ ไม่อยากจะเชื่อสายตาว่ายามนี้เจ้าของร่างนั้นกลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้า  

ดวงตาที่เป็นประกายงดงามดั่งเช่นกาลก่อน ลมหายใจที่ร้อนผ่าวและสัมผัสที่อบอุ่น มันช่างอัศจรรย์ซะจนยากจะเชื่อได้เหลือเกินว่านี่คือความเป็นจริงหาใช่ความฝัน 

“ซานเยว่[3]...ช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมกับเจ้าเสียจริง เมื่อก่อนข้าเฝ้าคิดมาตลอดว่านามแท้จริงของเจ้าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ถามอีกแล้ว ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่ข้าได้พบกับเจ้าอีกครั้ง ว่าแต่...เจ้าจำข้าได้ตั้งแต่เมื่อใดหรือ” 

หลินเยว่กวงมองใบหน้ายิ้มแย้มและดวงตาที่จ้องมองมาพลันรู้สึกคล้ายได้หวนกลับไปยังอดีตอีกครั้ง  

บางสิ่งบางอย่างแม้อยากลืมเลือน แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่อาจจะทำได้ง่ายดายอย่างที่คิดเลย 

“ยามขับพิษในตัวให้เจ้า เห็นแผลเป็นนั่นข้าก็รู้ว่าเป็นเจ้าแน่ แผลสาหัสของเจ้าที่ข้ารักษามาเองกับมือไม่มีทางที่จะจำไม่ได้ แม้ก่อนหน้านั้นจะรู้สึกคุ้นตาอยู่มาก แต่เจ้าเปลี่ยนไป…มากจนข้าคิดไม่ถึง” 

“แล้วข้าในความคิดของเจ้าเวลานี้ควรจะเป็นอย่างไร” จูเสวี่ยหลงแย้มรอยยิ้มถาม หลินเยว่กวงยกกาน้ำชาขึ้นเทลงจอกใบเล็กแล้วยื่นส่งไปตรงหน้าอีกฝ่าย 

“ก็คง...เป็นบัณฑิตที่เอาแต่คร่ำเคร่งกับตำรา หรือไม่ยามนี้เจ้าอาจจะได้เป็นจอหงวนใหญ่แต่งงาน มีลูก รับราชการเป็นขุนนางได้ดิบได้ดีไปแล้ว ใครจะไปนึกว่าคนที่ไม่ชอบฝึกวรยุทธ์อย่างเจ้าจะเก่งกาจถึงขั้นอาจหาญบุกหมู่ตึกจันทรา ซ้ำตัวก็ใหญ่ขึ้น แรงก็เยอะราวกับปีศาจจำแลง” 

“แต่เจ้าไม่เปลี่ยนไปเลย ข้าจำได้ตั้งแต่แรกเห็น” จูเสวี่ยหลงรับจอกชามาจากคนตรงหน้า ยกขึ้นจิบ หยุดชะงักมืออยู่ตรงริมฝีปากเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต “เพียง...ไม่แน่ใจเท่านั้น” 

หลินเยว่กวงสังเกตเห็นท่าทีนั้น ดวงตาที่มองอ่อนโยนลง น้ำเสียงที่เอ่ยเรียบนิ่งแต่แฝงแววปลอบประโลม  

“เสวี่ยหลง เจ้าอย่าได้คิดโทษตัวเองถึงเรื่องในอดีตอีกเลย ที่อาจารย์ลงโทษข้าในคราวนั้นไม่ใช่ความผิดของเจ้าและข้าก็ยอมรับโทษตายเองด้วยความเต็มใจ” 

เวลานั้นหลินเยว่กวงถูกอาจารย์จับได้ว่านำพาคนนอกเข้ามาในเขตของหมู่ตึกจันทราโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อต้องการช่วยเหลือมังกรบื้อตนนี้ ถึงกับยอมเอาชีวิตตนเองเข้ารับโทษตายแทน ไม่นึกเลยว่าการที่เขาทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดบาดแผลในใจของอีกฝ่ายได้มากเพียงนี้ 

แต่เรื่องที่ทำไปแล้วย่อมไม่มีทางแก้ไข หรือต่อให้แก้ได้เขาก็คงจะทำเช่นเดิมอยู่ดี และที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้หลินเยว่กวงยังมีชีวิตอยู่ ทั้งต้องรับภาระสำคัญมากมาย ไม่อาจจะทำตามใจตนเองได้เหมือนครั้งอดีตอีก 

“ทางที่ดีให้คิดว่าเสี้ยวจันทร์น้อยได้ตายไปตั้งแต่ตอนนั้นจะเป็นการดีกับเจ้ามากกว่า” 

หลินเยว่กวงถอนหายใจเบนสายตาไปจากใบหน้าของคู่สนทนาเพื่อซ่อนแววความรู้สึกซึ่งอาจปรากฏในดวงตาให้อีกฝ่ายได้เห็น 

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า!” จูเสวี่ยหลงเผลอตัวลุกพรวดขึ้น 

เขาก้าวมาหยุดยืนตรงหน้าบุคคลในอดีต ดวงตาจ้องมองค้นหาความหมายที่ไม่อาจเข้าใจบนใบหน้าและแววตาที่คุ้นเคย แต่กลับไม่พบสิ่งใดมากไปกว่าความนิ่งสงบราวกับจันทราที่ถูกบดบังในเงามืดของคืนข้างแรมทำให้ไม่อาจมองเห็นความจริงจากคำพูดเหล่านั้นได้ 

“ข้าในตอนนี้เปลี่ยนไปมากกว่าที่เจ้าคิด ไม่สิ...บางทีอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปเลยก็เป็นได้ ตัวข้าไม่ว่าตอนนี้หรือเมื่อก่อนก็คือคนของหมู่ตึกจันทราพรรคมารอันดับหนึ่งของยุทธภพที่ใครๆ ก็ล้วนชิงชัง  

เมื่อก่อนข้าปกปิดตัวตน ปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วใช้ชีวิตกับเจ้าที่นี่ ข้ายอมรับว่ามีความสุข แต่นั่นไม่ใช่ความจริง มันก็แค่ความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น ตอนนี้...เวลานี้ต่างหากคือความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ว่าข้าคือศัตรูที่เจ้าต้องการจะทำลาย” 

“ศัตรูของข้าคือหลินเยว่กวงประมุขหมู่ตึกจันทรา ไม่ใช่เจ้า!” 

แววตาของหลินเยว่กวงอดวูบไหวไปกับคำพูดที่แสนแทงใจดำนั้นไม่ได้  

หากจูเสวี่ยหลงรู้ว่าตรงหน้านี่เองคือประมุขของหมู่ตึกจันทราผู้ที่ตนเองเกลียดชังจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เขาไม่แม้แต่อยากจะคิดถึงมัน 

“ข้ายังยืนยันคำเดิมว่าข้าอยากให้เจ้าไปจากที่นี่กับข้า ข้าในเวลานี้ไม่ได้อ่อนแอเหมือนเช่นกาลก่อนอีกแล้ว ให้โอกาสข้าได้ดูแลปกป้องเจ้าอย่างที่เจ้าเคยทำให้ข้าบ้างเถอะนะ” 

“ข้าเชื่อในความจริงใจของเจ้า” หลินเยว่กวงฝืนยิ้ม “แต่เมื่อเจ็ดปีก่อนข้าทำเช่นที่เจ้าพูดไม่ได้อย่างไร เวลานี้ข้ายิ่งไม่สามารถทำอย่างนั้นได้อีกเช่นกัน” 

แม้น้ำเสียงจะหนักแน่นเพียงใด แต่กลับไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงไม่กล้าแม้แต่จะสบตาจูเสวี่ยหลงตรงๆ  

“ทำไมกัน! หลินเยว่กวงฆ่าคนเป็นว่าเล่น ต่อให้คดีที่เมืองหลวงไม่ใช่ฝีมือเขาจริงอย่างเจ้าพูด แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าหลินเยว่กวงเป็นมารร้ายของยุทธภพ 'แสงจันทร์ตัดวิญญาณ' นามเรียกขานนี้บ่งบอกอยู่แล้วว่า ต่อไปหากเจ้ายังอยู่ข้างกายเขาก็รังแต่จะมีอันตราย!” 

หลินเยว่กวงสูดลมหายใจลึก ขยับลุกขึ้นเผชิญหน้ากับอดีตสหาย สบตากับอีกฝ่ายตรงๆ 

“ก็เพราะว่า...” เพื่อเอ่ยในสิ่งที่คิดว่าช่างยากเย็นที่สุดในชีวิต  

“...หลินเยว่กวง 'แสงจันทร์ตัดวิญญาณ' มารร้ายของยุทธภพที่เจ้าต้องการกำจัดผู้นั้นคือตัวข้าเองอย่างไรเล่า” 

 

[1] 傻瓜龙  ส่ากวาหลง   

[2] 弯月儿 หวั่นเยว่เอ๋อร์

[3] 善 (ซาน) แปลว่า จิตใจดี มีเมตตา

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว