ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

--- มังกรหวนคืน [จบบท]

ชื่อตอน : --- มังกรหวนคืน [จบบท]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 10:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
--- มังกรหวนคืน [จบบท]
แบบอักษร

สวรรค์! บอกทีได้หรือไม่ว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่! 

หลินเยว่กวงถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงกว้าง ตรงหน้าคือชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักโทษสำคัญซึ่งอุกอาจบุกมาถึงถ้ำเสือ  

เวลานี้เจ้าของร่างนั้นถูกปลดปล่อยจากพันธนาการเรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงไม่ได้สติเนื่องจากร่างกายได้รับพิษร้ายแรง 

“เสี่ยวเยี่ยน ช่วยข้าถอดเสื้อเขาออก แล้วเจ้าก็ออกไปรอข้างนอก” ชายหนุ่มเอ่ยกับเด็กสาวผู้ยืนรอรับใช้อยู่ในห้องเบาๆ 

“ทำไมต้องให้ข้าออกไปข้างนอกด้วย ขออยู่รอรับใช้ในนี้ไม่ได้หรือ” แม้เจ้าตัวมีทีท่าจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่บกพร่อง แต่ก็ยังไม่วายส่งเสียงกระเง้ากระงอด 

“เจ้าเป็นสตรีจะมายืนดูผู้ชายถอดเสื้อมันคงไม่เหมาะกระมัง เท่าที่ผ่านมานี่ก็มากเกินไปแล้ว”  

“ก็แค่ผู้ชายแก้ผ้า ข้าเห็นผู้ชายในหมู่ตึกจันทรานี่ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย” 

“เสี่ยวเยี่ยน!” 

หลินเยว่กวงเบิกตากว้างมองแม่สาวน้อยผู้เอ่ยคำเจรจาเหล่านั้นออกมาหน้าตาเฉยอย่างตกตะลึง  

ปากของท่านประมุขขยับ เกือบจะหลุดถามแล้วว่าไปเห็นอะไรเช่นนั้นได้อย่างไร ทว่ายั้งไว้ได้ทันด้วยเกรงคำตอบอาจทำให้เขาหัวใจหยุดเต้นตายก่อนจะได้ช่วยคน 

“เอาเป็นว่าเจ้าออกไปก่อน ข้าต้องใช้สมาธิ ไม่อย่างนั้นระหว่างรักษาไม่ข้าก็เขาอาจจะต้องลมปราณแตกซ่าน ธาตุไฟเข้าแทรก ตายไปก็เพราะเจ้า” 

“รับคำสั่ง ท่านประมุข...” 

ชายหนุ่มถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อย เหลือบมองตามเสี่ยวเยี่ยนผู้เดินก้มหน้างุดออกไปจนลับตา ก่อนหันกลับมาสนใจคนตรงหน้า  

เขาละสายตาจากใบหน้าซีดเซียว ค่อยวางประทับฝ่ามือขวาลงบนกลางอกหนาอุดมด้วยมัดกล้ามอย่างแผ่วเบา รวบรวมพลังถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายนั้นเพื่อขจัดพิษตกค้างเจือปนอยู่ในกระแสเลือด 

ไม่ว่าการพบกันอีกครั้งจะเป็นโชคชะตาหรือความบังเอิญอะไรก็ตาม แต่ที่แน่นอนและเป็นจริงที่สุดก็คือชายผู้นี้คิดร้ายต่อหมู่ตึกจันทรา  

นั่นคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหากคนผู้นี้เป็นชาวยุทธ 

...คนของทางการอย่างนั้นหรือ? นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ คำถามนี้ผู้ที่ตอบได้มีเพียงชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้เท่านั้น  

แม้ว่าในฐานะประมุข หลินเยว่กวงสามารถส่งคนออกไปสืบหาต้นสายปลายเหตุด้วยตนเองได้ แต่เขาไม่ใช่คนประเภทชื่นชอบการทำอะไรอ้อมค้อมเสียเวลาเปล่าในเมื่อคำตอบมาอยู่ใกล้เอื้อมเพียงเท่านี้ 

...ไอสีแดงบางเบาซึมระเหยจากรูขุมขนสูญสลายไปในอากาศพร้อมกับเหงื่อไหลหยดไม่ขาดสายจากร่างกายชายตรงหน้า  

ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเมื่อมองเห็นเปลือกตาผู้บุกรุกเริ่มขยับ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ดวงตาคู่นั้นค่อยๆ ปรือขึ้น 

“ได้สติแล้วสินะ” หลินเยว่กวงระบายลมหายใจ ผ่อนคลายพลังพลางขยับตัวเพื่อถอนฝ่ามือ  

ทว่าชั่วพริบตานั้นพลันถูกฝ่ามือที่ใหญ่กว่าคว้าหมับจับยึดไว้! 

ร่างกายยังไม่ทันขยับต่อต้านตามสัญชาตญาณ ศีรษะพลันถูกรั้งคะมำลงไป ใบหน้าแนบลงกับอกหนาชื้นเหงื่อด้วยแรงฉุดรั้งมหาศาล วงแขนแข็งแกร่งโอบรัดไว้ในอ้อมกอด แน่นเสียจนหายใจหายคอไม่ออก 

“เฮ่ย! ทำบ้าอะไรของเจ้า!” หลินเยว่กวงส่งเสียงอู้อี้ดิ้นรนหมดสภาพประมุขผู้น่าเกรงขาม “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” 

ใบหน้าและมือข้างขวาถูกกดแนบซุกอกกว้างขยับอย่างไรก็ไม่อาจสลัดให้หลุด มือข้างที่เป็นอิสระกลับทำสิ่งใดไม่ถนัด นอกจากกำหมัดทุบเข้าที่แผ่นหลังเจ้าคนบังอาจเข้าไปหลายทีหวังให้สำนึกในสิ่งที่ตนเองกระทำ แต่ดูเหมือนจะไม่ทำให้ร่างกายบุรุษผู้นั้นสะทกสะท้านเจ็บปวดแต่อย่างใด 

เจ้านี่มันเป็นปิศาจจำแลงมาหรือ แรงจึงมากหนังจึงหนาเพียงนี้ หากขืนมัวยั้งมือข้าก็คงหลุดออกจากสภาพเช่นนี้ไม่ได้  

ตกลงว่ามันคิดพิเรนทร์บ้าบอกับข้าจริงๆ หรือ!  

สวรรค์! ถ้าให้ใครมาเห็นข้าในสภาพนี้... 

ไม่ได้เด็ดขาด! โดยเฉพาะเสี่ยวเยี่ยน นางคงเสียเด็กมากกว่า... 

“ข้าได้ยินเสียงแปลกๆ เกิดอะ...อุ๊ย!” 

นี่กระมังที่คนเขาว่า คิดถึงผี ผีก็โผล่... 

หลินเยว่กวงอยากหลั่งน้ำตาให้กับชะตากรรมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี่เหลือเกิน ต่อให้มีชาวยุทธยกพวกมาถล่มหมู่ตึกจันทรายามนี้ก็คงไม่ทำให้รู้สึกแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ได้อีกแล้ว 

ประมุขพรรคมารตั้งสติสูดหายใจลึก ตัดสินใจรวบรวมกำลังกะซัดพลังฝ่ามือเข้าใส่เจ้าคนบังอาจโดยไม่คิดปรานีอีก  

“อย่านะเจ้าคะ!” เสี่ยวเยี่ยนร้องห้าม “หากท่านทำเช่นนั้นเขาอาจตายได้” 

“ช่างปะไร!” หลินเยว่กวงโต้เสียงแข็ง “ถ้าเจ้าไม่อยากให้มันตายก็อย่ามัวยืนอึ้ง มาช่วยข้าออกไปจากสภาพนี้เสีย!” 

ได้ยินดังนั้นเสี่ยวเยี่ยนจึงหลุดจากอาการตกตะลึง รีบเร่งกระวีกระวาดเข้าไปใกล้  

ทว่าแทนที่จะช่วยแก้ไขกลับหยุดยืนจ้อง 

“เสี่ยวเยี่ยน นี่ไม่ใช่เรื่องน่าสนุก ยืนมองอะไรอยู่!” 

“ข้าว่าเขายังไม่รู้สึกตัวนะเจ้าคะ คงกำลังเพ้อหรือกำลังฝันร้ายอยู่แน่ ข้าเห็นเขาร้องไห้...” 

'ร้องไห้' หรือ? 

เนื่องจากตกอยู่ในสภาพไม่สะดวกจึงไม่สามารถมองเห็นได้ ทว่าเนื้อตัวแนบชิดสั่นเทาน้อยๆ ย่อมบ่งบอกให้รับรู้ได้ว่าสิ่งที่เสี่ยวเยี่ยนพูดไม่ได้เกินความจริง... 

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าหลินเยว่กวงจะต้องอุทิศตนเองยอมติดอยู่ในสภาพน่าอับอายเช่นนี้เสียเมื่อไร! 

“ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม เจ้าจะต้องหาทางแกะเจ้านี่ออกไปจากตัวข้าให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่ามัน!” 

“ได้ตามที่ขอ แต่รอสักครู่ประเดี๋ยวข้ามา ท่านอย่าเพิ่งไปทำอะไรเขาล่ะ” ว่าพลางเจ้าตัวก็หันหลังวิ่งออกจากห้องโดยไม่รอฟังเสียงร้องประท้วงของคนถูกทิ้ง(ชั่วคราว)อีก 

“อ้าว เฮ่ย เสี่ยวเยี่ยน!”  

...นี่เจ้ากลัวข้าจะทำอะไรเจ้าบ้านี่ แต่กลับไม่กลัวเรื่องที่เจ้านี่กำลังทำอะไรบ้าๆ กับข้าอยู่เลยเช่นนั้นหรือ...นี่ข้าควรจะทำอย่างไรถึงจะทำให้เจ้ามีความคิดความอ่านเหมือนผู้หญิงปกติทั่วไปได้นะ  

ไม่ใช่สิ ใช่เวลาที่จะมากังวลเรื่องนี้เสียที่ไหนเล่า! 

หลินเยว่กวงถอนหายใจออกมาไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าใด ค่อยๆ ขยับตัวเพราะความเมื่อยขบ แต่เจ้าตัวพลังปีศาจที่เกาะติดกลับยิ่งรัดวงแขนแน่นเข้าราวกลัวว่าเขาจะละลายหนีรอดอ้อมกอดออกไปได้ 

“ฉางเอ๋อร์...อย่าทิ้งข้าไป ข้ายอมให้เจ้าเป็นของคนอื่นดีกว่าจะไม่ได้เห็นเจ้าอีก” 

เสียงทุ้มต่ำค่อนข้างแหบเล็กน้อยดังขึ้นข้างหู  

อ้อ คงกำลังคร่ำครวญถึงคนรัก ถูกสาวทิ้งมาหรืออย่างไร 

หลินเยว่กวงชะงัก 

เดี๋ยวก่อน เจ้านี่เรียกข้าว่าฉางเอ๋อร์ แม่นางฉางเอ๋อร์อะไรนี่คงจะเป็นชื่อของคนรัก...แล้วในเมื่อเป็นคนรักก็คงจะเป็นหญิงสาว 

เช่นนี้ก็หมายความว่า... 

“...” 

เจ้าคนตาถั่วไม่กลัวตาย! กล้าดีอย่างไรถึงได้เห็นข้าเป็นผู้หญิง เช่นนี้มันหยามกันชัดๆ เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่มากสินะ! 

หลินเยว่กวงรวบรวมกำลังด้วยแรงโทสะกะจัดการอีกฝ่ายให้ตายคามือขึ้นมาจริงๆ  

ซ่า! 

ทว่าก่อนจะได้ลงมือ กลับถูกขัดจังหวะด้วยความรู้สึกเย็นวาบซัดสาดเข้าใส่เต็มเปา 

ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบใบหน้าเต็มไปด้วยหยดน้ำเกาะพราวตั้งแต่เส้นผมมาจนถึงเนื้อตัว  

“เสี่ยวเยี่ยน ทำอะไรของเจ้า!” หันไปถลึงตาใส่เด็กสาวที่ยืนถือกะละมังค้างอยู่ด้วยสายตาดุดัน 

“ก็ช่วยท่านอย่างไรเล่า” เสี่ยวเยี่ยนปั้นหน้าไม่รู้เดียงสา “ความจริงข้าคิดใช้ลูบหน้าลูบตาให้เขารู้สึกตัวจะได้ปล่อยท่าน แต่เมื่อครู่เห็นท่านกำลังซัดฝ่ามือใส่เขา ข้าตกใจจึงเผลอทำกะละมังลื่นหลุดมือ” 

“คิดจะให้ข้าเชื่อคำพูดเจ้าจริงหรือ” 

“ข้าพูดจริงนะ ถึงจะเปียกไปหน่อยแต่มันก็ได้ผลนี่นา” 

หลินเยว่กวงก้มมองตนเองซึ่งหลุดออกมาจากอ้อมกอดมหาภัยเกือบทำกระดูกหัก ความขุ่นเคืองพลันสลายไปอย่างรวดเร็ว  

“เฮ้อ...ข้าคงไม่มีวันเถียงสู้เจ้าได้ไปตลอดชาติ ไม่รู้ว่าสอนเจ้ามาดีเกินไปหรือไรกัน” เขาอมยิ้มพร้อมกับโคลงศีรษะให้กับความก๋ากั่นหาตัวจับยากของเด็กสาวที่เฝ้าสั่งสอนมาเองกับมือถึงสามปี 

“ก็ต้องเพราะได้ท่านประมุขสอนมาดีอยู่แล้ว” 

“ยังมาปากหวานอีก เด็กบ้าเอ๊ย!” หลินเยว่กวงอยากจะลุกขึ้นไปยีผมเด็กสาวจอมแสบด้วยความเอ็นดูเอ่อล้น แต่เมื่อสายตาอีกฝ่ายละไปสนใจบุคคลที่สาม เขาจึงเบนสายตามองตาม 

ร่างทั้งร่างของนักโทษสำคัญเปียกปอนไม่ต่างกัน ชายหนุ่มผู้นั้นยกมือขึ้นลูบใบหน้าเพื่อไล่หยดน้ำ กระพริบตาเพื่อขับไล่ความมึนงงแล้วจึงทอดมองพินิจบุคคลแปลกหน้าทั้งหลาย  

“เจ้า...” เมื่อสมองแจ่มชัด สายตาก็ย่อมแจ่มชัดตามไปด้วย “เจ้า...ไม่ใช่ฉางเอ๋อร์”  

ผู้ถูกทักถามขยับยิ้มให้กับคำทักทาย  

พลั่ก! 

ฉับพลันขยับมือส่งหมัดตรงเข้าไปทำความรู้จักปลายคางอีกฝ่ายอย่างจังเป็นการตอบรับ 

โครม! 

ใบหน้าสะบัด ตัวลอยไปปะทะผนัง ริมฝีปากได้เลือดมาประดับเล่นๆ ให้ชื่นใจเรียกความมึนให้กลับคืนมา 

“หากแม่นางฉางเอ๋อร์เคยทำเช่นนี้กับเจ้า ข้าอาจจะใช่ก็ได้” 

รอยยิ้มกับน้ำเสียงเย็นๆ ส่งผลให้เสี่ยวเยี่ยนต้องลอบกลืนน้ำลายเข้าไปอึกใหญ่ นางรู้ดีว่าครานี้ท่านประมุขมีโทสะขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว  

เพียงแต่ดูเหมือนผู้เป็นต้นเหตุจะไม่ได้รับรู้หรือแสร้งไม่รับรู้ไปเสีย  

สายตาค่อนข้างว่างเปล่าเลื่อนไปทั่วห้อง มองผ่านเด็กสาวก่อนจะหยุดลงบนใบหน้าเจ้าของหมัดเรียกเลือดเมื่อครู่อีกครั้ง 

“ที่นี่ที่ไหน” 

หลินเยว่กวงเพียงจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งอยู่ ไม่มีทีท่าว่าจะยอมตอบ คล้ายต้องการเปิดศึกจ้องตารอบสอง  

เสี่ยวเยี่ยนมองดูแล้วเริ่มทนบรรยากาศอึดอัดไม่ไหว “ที่นี่คือเรือนหอมจันทร์ของท่านประ...” 

“เสี่ยวเยี่ยน!” เสียงเข้มๆ พร้อมหางตาที่ตวัดมองมาทำให้เสี่ยวเยี่ยนนิ่งลงทันควัน 

“ข้าไม่พูดแล้วก็ได้”  

เมื่อเห็นเด็กสาวอยู่ในอาการสงบเสงี่ยม หลินเยว่กวงจึงหันมาสนใจคนตรงหน้าต่อ เขาจ้องมองสำรวจอีกฝ่าย ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเอ่ยคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง  

“เจ้าแน่ใจอย่างนั้นหรือว่าไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน...” 

ไม่ทันขาดคำ ร่างของคนป่วยอาการร่อแร่ท่าทางเหมือนสติไม่อยู่กับตัวเมื่อครู่พลันกระโจนเข้าหา!  

มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ลำคอพร้อมจัดการปลิดชีพได้ทุกเมื่อ ส่วนลำแขนอีกข้างก็จัดการกักตัวเจ้าของร่างเพรียวไว้รวดเร็วราวลมพัด ไม่รอให้ใครได้ขยับตัว! 

“นี่เจ้าจะทำอะไรน่ะ! ท่านประ...” แม้กำลังตกตะลึงก็ยังมีสติพอจะเห็นสายตาของผู้เป็นนายส่งสัญญาณมายังตน เสี่ยวเยี่ยนจึงเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานเสียทัน “เอ่อ คุณชายข้าช่วยเจ้าเอาไว้นะ” 

เด็กสาวไม่เข้าใจว่าประมุขต้องการจะทำอะไรจึงปล่อยให้ตนเองถูกจับตัวง่ายดาย ทว่าเสี่ยวเยี่ยนคงทำได้เพียงตามน้ำไปก่อนเท่านั้น 

“พวกเจ้าเป็นคนของหมู่ตึกจันทรา” 

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม” หลินเยว่กวงตอบกลับเสียงนิ่งไม่สะทกสะท้าน แม้ยามนี้ตนเองจะตกอยู่ในสถานะเชลยแล้วก็ตาม 

“ไปตามประมุขของพวกเจ้ามา ข้ามีเรื่องต้องสะสาง!” 

เสี่ยวเยี่ยนกระพริบตาปริบๆ อย่างจนปัญญา  

...ก็ท่านประมุขของนางอยู่ที่นี่จะให้ไปตามที่ไหนกัน  

เด็กสาวหันรีหันขวางพลางส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังผู้ไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนทั้งที่ตนเองอยู่ในฐานะน่าจะทุกข์ที่สุดแท้ๆ  

“เสี่ยวเยี่ยน เจ้ารีบไปตามท่านประมุขมาสิ เร็วเข้า” 

“เจ้าคะ!?” เสี่ยวเยี่ยนอุทานตามเรื่องไม่ทัน สีหน้าคงจะงุนงงสุดขีดจนคนร้ายจับตัวประกันสังเกตเห็น 

“ได้ยินหรือไม่!” ชายผู้นั้นขมวดคิ้วเอ่ยเสียงสะบัดแสดงความไม่พอใจ “ข้าบอกให้ไปตามประมุขของหมู่ตึกจันทรามาก่อนที่ข้าจะลงมือฆ่าคน อย่านึกว่าเรื่องที่คนของหมู่ตึกจันทราทำได้คนอื่นจะทำไม่ได้!” 

เสี่ยวเยี่ยนตวัดสายตามองนายของตนชั่วเสี้ยวพริบตา เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้น้อยๆ จึงค่อยถอยออกไปจากห้อง 

ชายผู้บุกรุกหอบหายใจ เงียบไปชั่วครู่จึงส่งเสียงถามตัวประกันของตนเบาๆ  

“เจ้าคงจะเป็นคนสำคัญของหมู่ตึกจันทรา” 

“ใครว่า...ข้าเป็นเพียงคนที่คอยดูแลเรือนหอมจันทร์ให้ท่านประมุขหาได้มีความหมายอะไร จะดีกว่าคนอื่นหน่อยก็ตรงที่เป็นเด็กกำพร้าถูกเก็บมาพร้อมกับท่านประมุขและเติบโตมาพร้อมกันก็เท่านั้น”  

หลินเยว่กวงเล่าเรื่องที่ตนเพิ่งแต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ให้อีกฝ่ายฟังด้วยท่าทีนิ่งเฉยไร้พิรุธ เอ่ยสนทนาต่อเรื่อยๆ ราวกับไม่ได้เกรงกลัว 

“ว่าแต่ เจ้าคิดจะอยู่สภาพนี้อีกนานแค่ไหน อย่าบอกนะว่าจนกว่าท่านประมุขจะมา ท่านไปสั่งงานอยู่ที่เรือนอีกฟากของหมู่ตึก กว่าจะมาถึงก็คงนานพอดู ข้าน่ะไม่เป็นไร แต่เจ้าไม่เมื่อยหรืออย่างไร” 

ชายผู้บุกรุกนิ่งเงียบไม่ตอบ แต่เพียงครู่เดียวกลับเปิดปากเอ่ยคำถามที่ไม่อยากพูดถึงที่สุดออกมา 

“เมื่อครู่เจ้าต่อยหน้าข้าทำไม” 

“ถ้าจำไม่ได้ก็อย่าอยากรู้เลยดีกว่า” ประมุขพรรคมารลอบขบกราม “หากคิดแค้นเรื่องนั้นจะต่อยหน้าข้าคืนก็ได้ แต่คงไม่ต้องถึงกับฆ่าฟันกันใช่หรือไม่" 

จะให้บอกไปว่าเพราะตนเองถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนรักน่ะหรือ เรื่องเช่นนั้นหลินเยว่กวงไม่อยากแม้นึกถึง 

“วางใจเถอะ ข้าจะไม่ทำอะไรคนที่ไม่เกี่ยวข้อง รอประมุขเจ้ามาข้าจะปล่อยเจ้าทันที” 

“ขอบใจที่ยังมีน้ำใจ” ยิ่งได้ฟังยิ่งต้องข่มกลั้นอารมณ์สุดกำลัง  

“แต่ถ้าจะมีน้ำใจอีกสักหน่อยเจ้าช่วยบอกข้าให้เข้าใจสถานการณ์หน่อยได้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงต้องมานั่งตะคริวกินอยู่กับเจ้าเช่นนี้ คิดเสียว่าเป็นเรื่องเล่าฆ่าเวลาระหว่างรอก็ได้ เผื่อเจ้าเปลี่ยนใจคิดอยากจะฆ่าข้า ข้าจะได้ตายอย่างไม่ติดค้างเพราะไม่รู้ว่าตนเองตายด้วยเหตุใด” 

ผู้ร้ายจับตัวประกันเงียบไปชั่วอึดใจ สุดท้ายกลับเอ่ยคำถามเรียบง่ายไม่ได้เข้ากับเรื่องที่สนทนากันอยู่เลย 

“เจ้าชื่ออะไร” 

แม้วิธีการพูดจาเบี่ยงประเด็นไปเรื่อยของฝ่ายตรงข้ามจะทำให้หลินเยว่กวงเกือบจะหมดความอดทน แต่เขาก็ยังใจเย็นพอที่จะสนทนากับคนผู้นี้ต่อไปได้ 

“ทุกคนที่นี่เรียกข้าว่าเสี่ยวซานเยว่”  

“เจ้าไม่มีแซ่อย่างนั้นหรือ” 

“ข้าบอกแล้วว่าข้าเป็นเด็กกำพร้า ของแบบนั้นจะไปมีได้อย่างไรกัน อ้อ แต่ท่านประมุขคนก่อนอนุญาตให้ข้าใช้แซ่หลินของท่านได้นะ”  

นี่ไม่ใช่คำโกหกแต่อย่างใด หลินเยว่กวงเป็นเด็กกำพร้าที่มีคนนำมาฝากให้อาจารย์เลี้ยงดู เขาจึงใช้แซ่ของอาจารย์มาโดยตลอด  

ส่วน ‘ซานเยว่’ เป็นชื่อรองที่อาจารย์มักใช้เรียกขาน 

“หลินซานเยว่ อืม ชื่อเพราะดีนี่” เพราะถูกอีกฝ่ายคุมตัวไว้ทำให้หลินเยว่กวงไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของคนพูดได้ ทว่าน้ำเสียงก็พอบ่งบอกได้ว่าคนคนนี้คงกำลังหัวเราะอยู่ 

...นี่มันใช่เวลามาชื่นชมเรื่องชื่ออย่างนั้นหรือ เจ้าคนนี้ตกลงมันสติดีอยู่หรือไม่! 

“ข้าแซ่จู ชื่อเสวี่ยหลง” 

จะผิดหรือไม่หากข้าบอกว่าไม่ได้อยากรู้ชื่อเจ้า สิ่งที่ข้าอยากรู้ก็คือสาเหตุที่เจ้าบุกมาถึงที่นี่ต่างหาก! 

“อ้อ ยินดีที่ได้รู้จัก เจ้าคงเป็นคนของทางการ” หลินเยว่กวงยังคงสนทนาต่อไปราวกับไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดใจ 

“เจ้ารู้?” 

“แน่นอน ก็ของในตัวเจ้ามันฟ้องเพียงนั้น คิดว่าพวกข้าโง่จนอ่านหนังสือไม่ออกกันหรืออย่างไร” 

“คงจะไม่ถึงเพียงนั้น...” ชายผู้บุกรุกบอกเสียงนิ่งห้วน ก่อนค่อยๆ ทวีความแข็งกร้าว “แต่อาจโง่พอที่จะบุกเมืองหลวง เหยียบจมูกราชสำนัก สังหารครอบครัวขุนนางชั้นสูงอย่างโหดเหี้ยมไม่เว้นแม้กระทั่งคนแก่ เด็กหรือแม้แต่ผู้หญิงไร้ทางสู้กระมัง!" 

น้ำเสียงเรียบๆ ของชายผู้บุกรุกพลันเย็นยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ มือแตะลำคอเกร็งเสียจนรู้สึกอึดอัดคล้ายจะหายใจไม่ออก 

“จู...เสวี่ยหลง!” หลินเยว่กวงเอ่ยเรียกขานนามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเพราะแรงเกร็งบีบอันหนักหน่วง 

แม้หลอกล่อจนสามารถล้วงหาสาเหตุที่หมู่ตึกจันทราถูกทางการหมายตาได้แล้ว ทว่าหลินเยว่กวงไม่รู้ว่ามันคุ้มหรือไม่กับการที่เขาไปแหย่ถูกจุดเปราะบางของมังกรสุดแสนจะอารมณ์แปรปรวนตนนี้เข้าให้! 

ความคิดเห็น