ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 10:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

กระบี่เลิศภพโบกสะบัดตัดจันทร์เสี้ยว แสงจันทร์สาดส่องกลางนภาดั่งนาม ‘เยว่กวง’ [1] ดวงพักตร์นั้นยากเห็น หากแม้นเพียงสบตา ดวงจิตอาจถูกปลิดมลายไปในชั่วเสี้ยวยาม 

...นี่คือคำกล่าวขานในยุทธภพเมื่อยามเอ่ยถึงบุรุษผู้เป็นประมุข ผู้นำแห่งหมู่ตึกจันทรา เจ้าของกระบี่วิเศษลือนาม กระบี่จันทรา และสุดยอดเคล็ดวิชาเพลงกระบี่เสี้ยวจันทร์ตัดวิญญาณอันลึกล้ำไร้ผู้ต้านทาน 

แม้เข้ารับสืบทอดตำแหน่งประมุขได้เพียงสามปี แต่ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมและน่ากลัวเกรงของประมุขคนใหม่รวมทั้งเหล่าสาวกกลับขจรขจายไปทั่วยุทธภพ กลายเป็นเป้าหมายให้ชาวยุทธฝ่ายธรรมะทั้งหลายหมายกำราบกวาดล้างให้สิ้นซาก เนื่องด้วยผู้ที่ตายภายใต้คมกระบี่จันทรานั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน  

ทว่า...ผลที่ได้ล้วนเป็นความพ่ายแพ้กลับมาทั้งสิ้น! 

หมู่ตึกจันทราตั้งอยู่บนเขาสูงมีชัยภูมิในการตั้งรับที่ดี ทั้งคนของพรรคมารล้วนเชี่ยวชาญค่ายกล อาวุธลับและการใช้พิษ แม้มีกำลังเหนือกว่ายังนับเป็นเรื่องยากที่จะต่อกร ไม่นับรวมไปถึงพลังฝีมือของประมุขคนใหม่ซึ่งยากคาดเดา กระทั่งใบหน้ายังไม่มีผู้ใดเคยพบเห็น  

...กล่าวกันว่าผู้ที่พบเห็นล้วนถูกส่งไปสู่ปรโลกแล้วทั้งสิ้น  

ทั้งหมดทั้งมวลย่อมเป็นสิ่งตอกย้ำถึงความน่ากลัวของสถานที่และผู้คนอันแสนลึกลับเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี  

“เจ้าพวกหมู่ตึกจันทราช่างบังอาจนัก! กล้าบุกเข้ามาถึงเมืองหลวงสังหารขุนนางของราชสำนักเช่นนี้ มันจะเหิมเกริมมากไปแล้ว!” 

เสียงตวาดด้วยความโกรธแค้นของชายวัยกลางคนดังก้องทำลายบรรยากาศเงียบงันภายในที่ประชุมอันเต็มไปด้วยข้าราชการชั้นสูง  

ใบหน้าของแต่ละผู้คนฉาบด้วยความเคร่งเครียด ด้วยเหตุขุนนางผู้ใหญ่ระดับมหาเสนาฯ ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมทั้งครอบครัวในคืนที่ผ่านมา ซ้ำธิดาของมหาเสนาฯ ผู้กำลังจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นพระสนมในเร็ววันยังถูกสังหารไปด้วย 

สำคัญกว่านั้น ฆาตกรทิ้งร่องรอยราวกับต้องการท้าทาย  

นี่นับเป็นเรื่องใหญ่และทำลายขวัญผู้คนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองหลวงหนานจิงอันแสนสงบสุขเช่นนี้มาก่อน 

“แล้วท่านเห็นควรว่าจะทำอย่างไรต่อไปเล่า ท่านอำมาตย์หลี่”  

ชายผู้สวมใส่เครื่องแต่งกายบ่งบอกถึงความเป็นผู้นำสูงสุดด้านการทหารเอ่ยคำถามด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม  

“เรานำทหารบุกไปถล่มพวกมันเลยดีหรือไม่!” หนึ่งในผู้ร่วมประชุมเอ่ยแทรก  

“ทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกท่าน” ปรากฏเป็นเสียงทอดถอนใจแทนคำตอบ 

“เหตุใดไม่ได้เล่าท่านแม่ทัพติง” เจ้าของความเห็นแสดงความหงุดหงิดใจผ่านทางน้ำเสียง “ด้านกำลังพวกเราก็มีเหนือกว่า ไยต้องเกรงกลัวชาวยุทธกระจอกๆ พวกนั้นด้วยเล่า” 

“หากเป็นเช่นท่านกล่าว ข้าคิดว่าเรื่องราวเช่นคืนที่ผ่านมาคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เป็นแน่” ผู้ฟังยังคงความเยือกเย็น “จะมีพวกกระจอกที่ใดกล้าหาญบุกมาเมืองหลวง กวาดล้างบ้านขุนนางผู้ใหญ่ ซ้ำยังหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ภายในคืนเดียวเช่นนี้...ข้าว่าเรื่องนี้น่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลัง เราไม่ควรด่วนสรุปกันจนเกินไปนัก”  

“เบื้องหลังอะไรกัน”  

“นั่นคือสิ่งที่เราต้องสืบเสาะหาความจริงออกมาให้จงได้ ลองตรองดูว่าจะมีผู้ร้ายที่ใด ฆ่าคนวางเพลิงแล้วจะกระทำการโง่เขลาทิ้งหลักฐานเพื่อประจานตนเองเอาไว้ หากนี่เป็นการจงใจฆ่าคนโยนบาปให้หมู่ตึกจันทรา แล้วเราบุ่มบ่ามไปมีเรื่องกับพวกเขา จะมิกลายเป็นว่าราชสำนักถูกใช้เป็นเครื่องมืออยู่หรอกหรือ” 

ผู้ร่วมประชุมส่วนหนึ่งต่างพยักหน้าคล้อยตาม กระทั่งมหาอำมาตย์ผู้ออกอาการโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อแรกก็ดูคล้ายจะคืนสติขึ้นมาบ้าง  

...กระนั้นย่อมมีผู้ที่ไม่ยอมตามน้ำง่ายๆ  

“ข้าเคยได้ยินมาว่าคนของหมู่ตึกจันทราสังหารผู้คนโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด ทุกครั้งมักจะทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ให้รู้ว่าเป็นการกระทำของพวกมัน ครานี้ก็คงไม่ต่างกัน” 

“ข้าว่าบางทีขุนนางอย่างพวกเราก็ควรศึกษาเรื่องในยุทธภพไว้บ้างก็น่าจะดี...” ชายผู้ถูกเรียกขานนามแม่ทัพติงแค่นหัวเราะก่อนกล่าวสืบไป  

“จริงอยู่ ประมุขของหมู่ตึกจันทรานั้นได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมและฆ่าคนอย่างเปิดเผย แต่ถึงเป็นเช่นนั้น ฆ่าคนก็ต้องมีสาเหตุ คนที่ถูกสังหารล้วนเป็นผู้ที่มีความแค้นกับคนของหมู่ตึกจันทราทั้งสิ้น พวกท่านคิดว่าคนอย่างท่านเสนาฯ หยางที่เป็นบัณฑิต ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงซ้ำยังเป็นขุนนางซื่อสัตย์ภักดีจะไปมีเรื่องหมางใจกับชาวยุทธพวกนั้นได้อย่างไร”  

“ท่านแม่ทัพพูดมาก็มีเหตุผล” มหาอำมาตย์พยักหน้าเห็นด้วย   

เมื่อไฟโทสะคลายลงสมองพลันเรียบเรียงเรื่องราวได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น “เรื่องนี้เราคงต้องสืบความให้แน่ชัดก่อนลงมือทำอะไรลงไป ข้าจะส่งรายงานถึงฝ่าบาทตามนี้ก็แล้วกัน...”  

ยังไม่ทันจะได้กล่าวสิ่งใดต่อ การหารือกลับถูกขัดจังหวะ  

“เรียนท่านแม่ทัพ...” 

ทหารนายหนึ่งเข้ามารายงานว่ามีขันทีจากวังหลวงมาเพื่อขอเข้าพบกับท่านแม่ทัพด้วยเรื่องเร่งด่วน ส่งผลให้การประชุมสำคัญต้องหยุดพักลงชั่วขณะ 

“ท่านอ๋องแปดรับสั่งให้ข้าน้อยนำสิ่งนี้มามอบให้ท่าน” 

ติงเฉิงจู่ รับจดหมายจากมือขันทีผู้นั้น พยักหน้ารับเมื่ออีกฝ่ายขอตัวลากลับ  

เขาก้มลงมองแผ่นกระดาษในมือพลางคลี่ออกอ่านอย่างเร่งรีบ ไม่สนใจสายตาหลายคู่ที่ยังจ้องมองด้วยความสงสัยว่าเหตุใดอนุชาองค์สำคัญของฮ่องเต้จึงส่งจดหมายถึงอาจารย์ของตนในเวลาเช่นนี้ 

“แย่แล้ว!” อยู่ๆ แม่ทัพใหญ่พลันลุกขึ้น บีบขยำกระดาษในมือโดยแรง  

“เกิดอะไรขึ้น ท่านอ๋องแปดว่าอย่างไรหรือ” ผู้ร่วมเหตุการณ์ต่างตกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงกะทันหันไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว  

“ท่านอ๋องเสด็จออกจากเมืองหลวง ตรัสว่าต้องการจะไปสืบเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง”  

ความตื่นตระหนกแผ่ขยายเห็นได้ชัดบนใบหน้าของคนทุกผู้ในที่แห่งนี้ 

“เช่นนี้ก็แย่น่ะสิ ฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้หรือไม่!” 

“อีกไม่นานก็น่าจะทรงทราบด้วยวิธีการเดียวกันกับข้า” ว่าพลางขยับหมุนตัว “ข้าคงต้องขอตัวไปจัดการเรื่องนี้ก่อน พวกท่านประชุมหารือเตรียมส่งรายงานและรอรับพระบัญชาจากฝ่าบาทอยู่นี่เถอะ คิดว่าไม่นานคงมีรับสั่งลงมา" 

ติงเฉิงจู่รีบเร่งก้าวออกจากที่แห่งนั้นโดยรวดเร็วไม่รอฟังความเห็นของผู้ใดอีก ยามนี้ต้องเร่งดำเนินการตามตัวลูกศิษย์ของตนเองกลับมาให้เร็วที่สุด หาไม่อาจเกิดเรื่องเลวร้ายที่ไม่สามารถแก้ไขขึ้นได้ 

มีเพียงติงเฉิงจู่เท่านั้นที่รู้ว่าสาเหตุของความใจร้อนวู่วามในครั้งนี้ของอ๋องแปดผู้สูงศักดิ์ อนุชาร่วมมารดาเพียงองค์เดียวขององค์ฮ่องเต้นั้นคือสิ่งใด  

ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะจบลงด้วยความสูญเสียของฝ่ายใด  

หมู่ตึกจันทราหรือราชสำนัก…นั่นย่อมล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีต่อผู้ใดทั้งสิ้น ดังนั้นจะต้องหยุดยั้งความบาดหมางครั้งนี้ให้จงได้  

...ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป 

 

 

[1] 月光 แปลว่า แสงจันทร์ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว