facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บบที่ 17

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มิ.ย. 2560 18:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บบที่ 17
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 17


เรี่ยวแรงทั้งหมดที่พอจะเหลืออยู่ถูกเหวินเป่าเค้นออกมาเพื่อจะขัดขืน หากแต่มันก็มีน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกันคนที่ตกอยู่ในความหื่นกระหายอย่างที่หยางเจี่ยนเป็นอยู่ในขณะนี้ ยิ่งเห็นร่างที่อยู่ภายใต้ตนดิ้นรนบนพื้นดินแข็งกระด้างหยางเจี่ยนก็เต็มไปด้วยความต้องการและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ


“เหวินเป่า ขอร้องล่ะ พี่ไม่อยากจะใช้กำลังกับเธอเลย”


“ปล่อยผมไปเถอะพี่เจี่ยน ผมขอร้อง”


น้ำตาของความเจ็บใจไหลจนเปียกหน้าเมื่อรู้ตัวว่ากลายเป็นเหยื่อของความรุนแรง ไหล่บางถูกกดให้ถูไถไปกับก้อนกรวดก้อนหินและทันใดนั้นเสื้อของเหวินเป่าก็ถูกฉีกขาดรุ่งริ่งเผยให้เห็นผิวขาวที่ซ่อนอยู่ หยางเจี่ยนถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นเนื้อนวลขาวสะอาดตายิ่งกว่าตอนที่หนุ่มน้อยอาศัยอยู่กับคณะงิ้ว มันทำให้ไฟราคะโหมกระพือจนลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง


“เป็นของพี่เสียเถอะเหวินเป่า พี่สัญญาว่าจะไม่รุนแรงกับเธอ”


“ไม่ อย่านะ นายท่าน ผมขอโทษ”


ขอโทษที่ไม่อาจรักษาสิ่งหวงแหนที่สุดไว้เพื่อคนซึ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ทั้งๆที่หย่งหนานตักเตือนให้คิดว่าอันตรายเพียงใด หากแต่เพราะเขาเองที่ผิดพลาดและบทเรียนครานี้จะทำให้เหวินเป่าโกรธเกลียดตัวเองไปจนวันตาย


“งามเหลือเกิน ตายไปก็ไม่เสียดายแล้ว”



หยางเจี่ยนเบิกตากว้างเมื่อเขากระชากกางเกงลงไปจนถึงต้นขา เขาทุบลงไปบนเนื้อขาอ่อนทั้งสองข้างเพื่อให้เหวินเป่าเปิดทางให้กว้างเพื่อที่เขาจะได้กระทำดังที่ใจต้องการ เหวินเป่าสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกทำร้ายร่างกายอีกครั้ง และครานี้เขาหมดโอกาสที่จะขัดขืนอีกแล้ว


“เสร็จกูล่ะ”


สบถออกมาอย่างต่ำช้าพร้อมกับดึงท่อนเนื้อที่พร้อมอยู่แล้วออกมา หยางเจี่ยนแลบลิ้นไปรอบริมฝีปากและจ่อมันแนบไปกับร่างกายไร้เรี่ยวแรงของเหวินเป่า


พลักกกก


“อ๊ากกก”


โดยที่ไม่ทันตั้งตัวเส้นผมของหยางเจี่ยนถูกกระชากจนร่างของเขาปลิวออกจากสวรรค์ที่เห็นอยู่รำไรไปกองอยู่กับพื้น และยังไม่ทันมองว่าใครไปผู้กระทำหยางเจี่ยนก็ถูกส้นรองเท้าทหารกระทืบลงมาบนลำตัวของเขานับครั้งไม่ถ้วน หยางเจี่ยนทั้งเจ็บและจุกจนร้องไม่ออกเมื่อครั้งสุดท้ายนั้นผู้กระทำเตะเข้าใส่ปลายคางของเขา กว่าดวงตาจะทันมองเห็นว่าอสูรร้ายที่ยืนจังก้าอยู่ปลายเท้านั้นคือใคร


“คุณชายเฉิน!”


พันตรีเฉินหย่งหนานที่หยางเจี่ยนรู้จักนั้นเป็นบุรุษที่แสนสุขุมชวนมองจนแม้แต่เขาที่เป็นชายด้วยกันยังนึกอิจฉา หากแต่บัดนี้ความสุขุมเยือกเย็นอันตรธานไปแล้วและทดแทนด้วยความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้า โทสะที่ไม่อาจยับยั้งทำให้หย่งหนานพร้อมจะทำทุกอย่างให้คนอย่างหยางเจี่ยนได้รับสาสมกับสิ่งที่เขาทำ


“นายท่าน!”


ราวกับตายไปแล้วและได้น้ำอมฤตมาชุบชีวิตคืนมาอีกครั้ง หัวใจของเหวินเป่าพลันเต้นรัวอย่างยินดีเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่อยู่เบื้องหน้า หย่งหนานหันขวับมามองเขาด้วยความห่วงใจและเมื่อเห็นสภาพของเขาในตอนนี้หย่งหนานก็พลันสบถพร้อมกับชักปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมาเล็งไปที่ศีรษะของหยางเจี่ยน


“คุณชาย ไว้ชีวิตผมเถอะ ได้โปรด”


หยางเจี่ยนเบิกตากว้างอย่างขลาดเขลา เขารู้ดีว่าหย่งหนานฆ่าเขาได้แน่ๆและจะไม่มีใครกล้าสืบค้นการตายของเขาเสียด้วยซ้ำเพราะอีกฝ่ายเป็นนายทหารระดับสูงและยังเป็นหลานของนายกรัฐมนตรี ดวงตาดุแสนคมกล้าจ้องเขม็งราวกับปีศาจร้ายพร้อมจะพาวิญญาณไปสู่นรก หากแต่หย่งหนานกลับกดยิ้มลึกและลดระดับปืนลงไปจนอยู่เพียงกึ่งกลางกายของ หยางเจี่ยนเท่านั้น


เปรี้ยง!


เสียงปืนดังลั่นจนเหวินเป่าสะดุ้งเฮือก ดวงตาหวานจ้องค้างตรงปลายกระบอกปืนที่ยังมีไอร้อนและเขม่าปืนคละคลุ้ง เสียงร้องโหยหวนของหยางเจี่ยนเรียกสติคืนมาสู่เหวินเป่า หนุ่มน้อยรีบหันไปมองก็ต้องตกใจที่เห็นหยางเจี่ยนดิ้นพล่านอยู่กับพื้นและมีเลือดนองแดงฉานอยู่ตรงกลางลำตัว


“อ๊ากกก”


หย่งหนานไว้ชีวิตหยางเจี่ยน หากแต่ลงทัณฑ์ด้วยการไม่เปิดโอกาสให้หยางเจี่ยนได้กระทำผิดเช่นนี้ซ้ำสองกับใครอีกแล้วเมื่ออุปกรณ์ในการทำผิดถูกยิงจนแหลกเหลวและเจ้าตัวก็เจ็บปวดแสนสาหัสกับบาดแผลที่ได้รับ


 “ถ้ายังไม่รีบไสหัวไป จะไม่เพียงสูญเสียแค่นี้แน่ๆ”


เสียงของหย่งหนานเยียบเย็นราวกับมัจจุราชรอปลิดชีพ หยางเจี่ยนไม่รอช้าเขาซมซานลุกขึ้นด้วยสภาพอันน่าสังเวชเมื่อต้องใช้มือทั้งสองกดห้ามเลือดบริเวณท้องน้อยไว้และต้องวิ่งหนีจากความตายด้วยความอับอายทุลักทุเล หย่งหนานยืนนิ่งรอจนหยางเจี่ยนจากไปลับสายตาเขาจึงหันขวับมายังร่างบางที่เพิ่งจะขยับลุกมานั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นดิน


“นายท่าน ผม ผมขอโทษ”


“เด็กดื้อ!”


เหวินเป่าสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงตวาดดังลั่น แม้ว่าเมื่อครู่เขาจะหวาดกลัวการกระทำของหยางเจี่ยนหากแต่บัดนี้เขากลับกลัวสายตาดุดันของบุรุษในชุดทหารเสียยิ่งกว่าเป็นไหนๆ หย่งหนานเหมือนเสือที่ถูกกระตุกหนวดโดยหนูตัวน้อยและกำลังคำรามลั่นอยู่กลางพงพี


“ฉันเตือนแล้วห้ามแล้วแต่เธอก็ยังฝ่าฝืน เธอเห็นฉันเป็นตัวอะไรเหวินเป่า”


หย่งหนานคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าคมอยู่เหนือกรอบหน้าหวานที่หรุบต่ำซ่อนน้ำตาไว้ เหวินเป่าสะอึกสะอื้นเพราะสำนึกผิด สิ่งที่เขากลัวอยู่อย่างเดียวในตอนนี้คือหย่งหนานจะโกรธเกลียดที่เขาหาเรื่องใส่ตัว


“นายท่าน ผมสำนึกแล้ว ได้โปรดเถอะครับให้อภัยผมนะ”


ดูเหมือนคำวิงวอนจะไม่ได้ผล ไหล่บางถูกมือใหญ่กระชากและเขย่าจนสั่นคลอนราวกับเหวินเป่าเป็นสิ่งของระบายโทสะ


“รู้บ้างไหมว่าการกระทำอันโง่เขลาของเธอทำให้ฉันต้องวิตกขนาดไหน” หย่งหนานตะคอกใส่เหวินเป่าจนอีกฝ่ายยิ่งตัวสั่น


“และเมื่อรู้ว่าเธอหายไปพร้อมกับคนที่ฉันไม่ไว้วางใจจนมาเห็นเธอที่กำลังจะถูกย่ำยีหัวใจของฉันมาเจ็บปวดแค่ไหน”


“นายท่าน!”


เหวินเป่าปล่อยโฮออกมาเมื่อในที่สุดหย่งหนานก็กระชากร่างของเขาเข้าหาตัวและตวัดวงแขนกอดรัดไว้แน่นหนาจนเหวินเป่าแทบจะหายใจไม่ออก เหวินเป่าได้ยินเสียงหัวใจของหย่งหนานเต้นเร็วกว่าเคยจนแผงอกกระเพื่อมถี่ เหวินเป่าได้แต่ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดที่เขาไม่รู้สึกอึดอัดสักนิด หนุ่มน้อยยกมือโอบกอดตอบกลับด้วยความเต็มใจ


“รู้บ้างไหมว่าฉันเกือบจะขาดใจตายเมื่อเห็นเธออยู่ในสภาพเช่นนี้ รู้บ้างไหมว่าเธอกำลังทำร้ายหัวใจที่รักเธอเท่าชีวิตต้องเจ็บปวด หือ อากุย เจ้าลูกเต่าร้ายกาจ”


คนที่กำลังร้องไห้พลันชะงัก ดวงตาคู่หวานเบิกกว้าง ริมฝีปากกลีบนุ่มอ้าค้างเมื่อได้ยินคำพูดที่หลุดออกมาจากบุรุษที่ยังไม่ยอมปล่อยเขาจากอ้อมกอด หัวใจของเหวินเป่าหวิวไหวจนเกือบจะเป็นลม


“นายท่าน พูดอะไรนะครับ”


ถามทวนเพื่อความมั่นใจว่าหูไม่ฝาด แต่หย่งหนานกลับไม่ยอมกล่าวอะไรอีกจนเหวินเป่าต้องเป็นฝ่ายยกมือดันอกแกร่งให้ปล่อยเขาออกจากการกอดรัด เหวินเป่าแหงนหน้ามองใบหน้าคมเข้มด้วยแววตาอยากรู้จนดวงตาคมอ่อนแสงลงและทดแทนด้วยความขัดเขินที่เจ้าตัวพยายามซ่อนเร้นไว้


“ฉันบอกว่าฉันรักเธอ เด็กโง่ แค่นี้ก็ฟังไม่เข้าใจงั้นหรือ”


น้ำเสียงพยายามจะปั้นให้ดุดันเหมือนชั่วครู่ที่ผ่านมาหากแต่ไม่สำเร็จ เหวินเป่าได้แต่กัดริมฝีปากที่กำลังสั่นระริก เขามองสบตาหย่งหนานด้วยความอิ่มเอมใจ


“นายท่าน นายท่าน ขอบคุณนะครับที่รักผม ฮือ”


“เมื่อไหร่จะเลิกร้องไห้เสียที เด็กน้อยของฉัน”


หย่งหนานถอนหายใจ เขาใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำตาเปื้อนแก้มออกจนหมด ดวงตาคมนิ่งงันเมื่อประสานสายตากับเหวินเป่า คนที่เขายอมรับแล้วว่ารักจนหมดหัวใจ


“เธอคิดอย่างไรกับฉัน หือ อากุย คิดอย่างไรกับคนที่อายุมากกว่าเธอถึงสิบสี่ปี สำหรับเธอแล้วฉันเป็นตาแก่ขี้บ่นหรือเปล่า”



“นายท่าน” เหวินเป่าหัวเราะทั้งน้ำตา เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอีกบุคลิกหนึ่งของหย่งหนานกับสีหน้ายุ่งยากใจนั้น



“นายท่านไม่แก่เลยสักนิด ส่วนที่ว่าผมคิดกับนายท่านอย่างไรนั้นก็ไม่ควรถาม เพราะผมรักนายท่านมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่ผมได้พบกับนายท่านจนถึงวินาทีนี้ นายท่านคือชีวิตของผม”



“เด็กแก่แดด”



หย่งหนานบีบจมูกโด่งด้วยความเอ็นดู เขามองใบหน้าเย้ายวนนั้นอย่างอดใจไม่ไหว หย่งหนานเชยคางมนไว้และประทับริมฝีปากลงไปบนกลีบปากนุ่มที่เขารู้แล้วว่าหวานล้ำยิ่งกว่าน้ำผึ้งก่อนจะตักตวงจนเหวินเป่าเกือบจะหมดลมหายใจจึงได้ยอมผละออกอย่างเสียดาย



“เจ็บมากไหมอากุย”



เมื่อได้เปิดเผยความในใจต่อกันจนหมดสิ้นแล้วทั้งคู่จึงได้กลับคืนสู่ความเป็นจริง หย่งหนานกัดฟันมองสภาพของเหวินเป่าด้วยความเจ็บใจ เขาถอดเสื้อทหารตัวนอกออกมาคลุมกายบางให้พ้นจากความน่าอับอาจ รอยเขียวเป็นจ้ำที่ปรากฏอยู่บนเนื้อตัวขาวเนียนยิ่งทำให้หย่งหนานแค้นนัก



“เมื่อครู่ฉันน่าจะฆ่ามันเสียให้ตายสมความผิดของมัน”



เหวินเป่ายิ้มบางพร้อมกับส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับความเห็นของหย่งหนาน



“เรื่องมันเกิดขึ้นเพราะความโง่งมของผมด้วยที่ไม่เชื่อฟังนายท่าน และพี่เจี่ยนก็ได้รับโทษอย่างสาสมแล้วเช่นกัน ต่อจากนี้เขาคงจะตกนรกทั้งเป็นกับบาดแผลที่ประจานความผิดของเขาไปตลอดชีวิต”



หย่งหนานถอนหายใจ เขาช้อนแขนเข้าที่แผ่นหลังและใต้เข่าของเหวินเป่าก่อนจะลุกขึ้นยืนอุ้มร่างบางไว้แนบอก



“กลับกันเถิดอากุย ขอให้เรื่องนี้เป็นแค่ฝันร้ายและอย่างน้อยมันก็ทำให้เราทั้งคู่เข้าใจกัน”



“ให้ผมเดินไปดีกว่าครับ นายท่านอย่าลำบากอุ้มผมไปเลย”



“ไม่ลำบากสักนิด เธอตัวเบาราวกับปุยนุ่น” หย่งหนานคลี่ยิ้มจางๆขณะมองใบหน้าหวานที่เบือนสายตาหนีเพราะความขัดเขิน



“ต่อให้ฉันต้องอุ้มเธอเดินทั้งวันทั้งคืนฉันก็เต็มใจ”



“นายท่าน!”



เลือดในกายร้อนซู่จนใบหน้าแดงก่ำเมื่อฟังคำหวานของหย่งหนานอย่างที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน เหวินเป่าทำได้แค่เพียงซุกหน้าหนีเข้าหาอกอุ่นขณะที่หย่งหนานก้มหน้าลงมาหอมแก้มแดงฟอดใหญ่ก่อนจะก้าวเดินกลับไปบนทางเดินในยามดึกสงัด มีเพียงแสงจันทร์บนฟากฟ้าเป็นเพื่อนเมื่อทั้งคู่ปล่อยใจไปกับความสุขแม้จะเพียงชั่วคราวเมื่อพวกเขาต้องกลับคืนสู่ความเป็นจริง



หย่งหนานเดินอุ้มเหวินเป่าจนกระทั่งใกล้ถึงรั้วใหญ่ของบ้านสกุลเฉินเขาจึงได้หยุดเดิน สีหน้าแช่มชื่นตลอดทางพลันจางหายเหลือทิ้งไว้คือความลำบากใจมาทดแทน



“ปล่อยให้ผมลงเดินเถิดครับนายท่าน ผมไม่เจ็บปวดตรงไหนอีกแล้ว”



เหวินเป่าเข้าใจดี เขาส่งยิ้มบางให้ขณะที่หย่งหนานค่อยๆปล่อยให้เขาลงไปยืนบนพื้นถนน สีหน้าของชายหนุ่มกลับเจ็บปวดไม่น้อย เมื่อยิ่งเข้าใจกันก็ยิ่งกลายเป็นร้าวรานเพราะไม่อาจกระทำสิ่งใดได้อย่างที่ใจต้องการ



“เธอจงเข้าใจฉันด้วยเด็กน้อย บางครั้งความถูกต้องกับความถูกใจก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”



“สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมภูมิใจในตัวนายท่านที่สุด อย่าได้กังวลไปเลยครับ เรารีบกลับเข้าบ้านดีกว่า นายหญิงคงกังวลเพราะความเหลวไหลของผมอยู่ไม่น้อย”



เหวินเป่าเองก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมงหัวใจของเขาหวั่นไหวเพราะคิดว่าหลงรักหย่งหนานอยู่ฝ่ายเดียว หากแต่ตอนนี้เมื่อรู้แล้วว่าหย่งหนานก็รู้สึกเช่นเดียวกับเขา ความเจ็บปวดจึงแปรเปลี่ยนเป็นเพราะความรู้สึกผิดต่อคนกลางที่แสนดีอย่างฟางซิน



เดินเคียงกันไปยังประตูรั้วที่มีทหารยืนเฝ้าประตูอยู่ เหวินเป่าถอนหายใจเมื่อรู้ดีว่าทันทีที่ก้าวผ่านเขตประตูเข้าไปเขาจะต้องพบกับความเป็นจริง แต่เหวินเป่าก็จำเป็นต้องทำ เขาเอื้อมมือไปแตะที่ท่อนแขนของหย่งหนานและกล่าวเสียงเบาหวิว



“เข้าไปกันเถอะครับนายท่าน”



หย่งหนานพยักหน้าก่อนจะเดินนำเข้าไปในอาณาเขตสกุลเฉิน ทั้งคู่เดินอ้อมบ้านหลังใหญ่กลับเข้าสู่บ้านหลังเล็กของเฉินหย่งหนาน



“กลับมากันแล้ว”



ฟางซินลุกขึ้นมานั่งอยู่ขอบเตียงเมื่อหย่งหนานพาเหวินเป่าเข้ามาในห้อง หญิงสาวมองเหวินเป่าด้วยความเป็นห่วง และเมื่อเห็นสภาพของเหวินเป่าเธอก็อุทานอย่างตกใจ



“นี่เป็นอะไรมากหรือเปล่าเหวินเป่า เล่าให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น”



เหวินเป่ายิ้มเจื่อน เขาจำเป็นต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟางซินฟัง



“โชคดีที่นายท่านตามไปช่วยผมไว้ได้ทันครับ มิเช่นนั้นผมคง...”



ก้มหน้าสำนึกผิดเมื่อฟางซินถอนหายใจออกมา ความผิดคราวนี้ทำให้เหวินเป่าเสียใจเหลือเกินที่ทำให้ผู้มีพระคุณต้องเป็นห่วง



“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปเธอคงเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่ตักเตือน แต่ถึงเธอจะปลอดภัยกลับมาก็ยังถือว่าเธอทำผิดที่ดื้อรั้นต่อคำสั่ง ฉันจำเป็นจะต้องลงโทษเธอด้วยกันสั่งกักบริเวณให้อยู่แต่ในเขตรั้วบ้านหนึ่งเดือน”



หย่งหนานไม่ได้คัดค้าน สิ่งที่ฟางซินออกคำสั่งลงโทษก็สมควรอยู่กับความผิดของเหวินเป่า และเขาก็มอบอำนาจการดูแลผู้คนในบ้านให้กับภรรยา เหวินเป่าก้มหน้าอย่างสำนึกผิด เขายอมรับโทษอย่างไม่มีเงื่อนไข บทลงโทษนั้นยังเบากว่าที่เขาคาดไว้ด้วยซ้ำ



“ครับนายหญิง”



“ดึกแล้ว และเธอก็เพิ่งผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายมา  ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะเหวินเป่า”



เหวินเป่ารับคำก่อนจะเดินออกไปจากห้อง เมื่ออยู่เพียงลำพังสามีภรรยาหย่งหนานจึงเดินไปนั่งเคียงข้างฟางซินและมองอย่างห่วงใย



“มีไข้หรือเปล่าฟางซิน”



“ก็แค่ไข้ต่ำน่ารำคาญเท่านั้นเองค่ะ พี่อย่ากังวลไปเลย”



“ฉันไม่กังวลไม่ได้ เธอเป็นภรรยาของฉัน”



ฟังแล้วฟางซินก็ทอดถอนหายใจ หญิงสาวฝืนยิ้มให้สามีที่ดึงมือของเธอไปกุมไว้



“ภรรยาที่ไม่ดี ไม่ได้ดูแลสามีอย่างที่ควรกระทำน่ะสิคะ”



“พูดอะไรเช่นนั้น ฉันเองเสียอีกที่เป็นสามีไม่เอาไหน ไม่มีเวลาดูแลภรรยาแม้แต่เวลาเจ็บป่วย”



“น้องเข้าใจดีค่ะ”  ฟางซินอิงศีรษะลงกับไหล่ของหย่งหนาน “ทั้งที่เราแต่งงานกันเพราะหน้าที่ แต่พี่ก็ไม่เคยรังเกียจ ซ้ำยังให้เกียรติน้องอย่างที่สุด เพียงแค่นี้น้องก็ซึ้งในน้ำใจแล้ว น้องยังคงยืนยันนะคะหากว่าพี่พบคนที่ถูกใจ น้องจะไม่ว่าเลยถ้าพี่จะรับมาดูแล...”



“เราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก” หย่งหนานตัดบท “พักผ่อนเถอะฟางซิน รักษาตัวให้หายดี เธอจะได้ดูแลฉันและลูกอย่างที่เธออยากจะทำ”



หย่งหนานประคองให้ฟางซินเอนกายลงไปบนเตียงอีกครั้ง สีหน้าของเขาหนักอึ้งเมื่อมโนธรรมในจิตใจกำลังย้ำเตือนว่าเขากำลังทำผิดต่อผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นคนสำคัญสำหรับเขา







เหตุการณ์วุ่นวายของบ้านเมืองทำให้หย่งหนานไม่มีเวลากลับเข้าบ้านมากนัก การชุมนุมประท้วงของขบวนการเรียกร้องให้มีเปลี่ยนแปลงการปกครองหนักมากขึ้นในทุกๆหัวเมืองใหญ่ ทุกคนในแวดวงการปกครองรู้ดีว่าเบื้องหลังของการชุมนุมเหล่านั้นคือพรรคสังคมนิยมที่ปลุกปั่นเรื่องค่าครองชีพขึ้นมาจนประชาชนที่เห็นด้วยพากันลุกฮือเรียกร้องสิทธิ์ กว่าเขาจะมีเวลาหยุดพักให้หายใจคล่องก็ผ่านไปเกือบเป็นเดือน



“วันนี้พี่ไม่ได้ออกไปทำงานแต่เช้าหรือคะ”



ฟางซินที่ยิ่งบอบบางจนแทบปลิวลมเดินเข้ามาดูแลสามีในยามเช้า หญิงสาวใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่พันปิดปากรอบลำคอเพื่อมิให้วัณโรคแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น เมื่อเห็นว่าสามียังไม่ได้ออกจากบ้านเธอจึงสั่งให้สาวใช้ยกสำรับอาหารมาวางบนโต๊ะ



“รับประทานให้อิ่มก่อนทำงานเถอะค่ะ ตอนนี้เหตุการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้างคะ น้องมัวแต่นอนอุดอู้อยู่ในห้อง ตกข่าวไปเสียหลายข่าว”



“การชุมนุมประท้วงรุนแรงมากขึ้นทุกที่ บางทีก็ต้องใช้กำลังเข้าปราบปราม”



หย่งหนานใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากและพูดคุยกับภรรยาหลังจากที่ไม่ได้ทำเช่นนี้มาเนิ่นนาน



“อู๋จินไห่หัวหน้าพรรคสังคมนิคมใช้แนวคิดของสตาลินน์ผู้นำประเทศโซเวียตมาปลุกปั่นให้ประชาชนเชื่อในแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมเสมอภาค และตอนนี้มันก็ได้ผล ชาวบ้านต่างก็เชื่อว่าพวกเขาควรได้รบสิทธิเท่าเทียมกันในการทำงาน”



“เรื่องอุดมการณ์นั้นน้องไม่เถียงว่าในหลักการแล้วไม่มีอะไรเสียหาย แต่ในความเป็นจริงน้องมองไม่เห็นทางเลยว่าความเท่าเทียมกันจะอยู่ตรงไหน ไม่มีมนุษย์คนไหนหรอกที่อยากได้อะไรเท่าๆกับคนอื่น ทุกคนแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองทั้งนั้น”



ฟางซินออกความเห็น หย่งหนานพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย แต่ไม่ทันที่หย่งหนานจะรับประทานอาหารเช้าจนอิ่มหนำก็มีทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก



“มีข่าวด่วนครับ มีรายงานมาว่าเกิดการชุมนุมประท้วงจนมีการปะทะกันอย่างรุนแรงพร้อมกันในหัวเมืองหลักหลายเมือง และมีผู้นำฝ่ายรัฐบาลกลุ่มหนึ่งหันไปเข้าร่วมกับพรรคสังคมนิยมเพื่อสู้กับรัฐบาล”



“ใครกัน บังอาจนัก”



หย่งหนานถามเสียงเครียด การแปรพักตร์ไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในเหล่าทหารหรือขุนศึกทั้งหลาย



“หัวหน้ากลุ่มที่หันไปร่วมมือกับพรรคสังคมนิยมคือหลี่จินซานจากเมืองชานซีครับ”



ฟางซินได้ฟังแล้วก็ตระหนกจนหน้าซีดเผือด หญิงสาวเป็นลมล้มวูบไปกับพื้นทันทีเมื่อรู้ว่าผู้นำก่อการกบฏคือบิดาของเธอเอง



TBC




ความคิดเห็น