ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9 แสงสว่างในความเงียบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 แสงสว่างในความเงียบ

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 563

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มี.ค. 2560 21:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 แสงสว่างในความเงียบ
แบบอักษร

ตอนที่ 9 แสงสว่างในความเงียบ

หลังเสร็จสิ้นการสวดพระอภิธรรมศพของคุณสมหญิง เอกพลก็รีบตรงดิ่งเข้าไปหารจเลข เพื่อนัดหมายให้เธอเดินทางไปให้ปากคำที่กองปราบปรามในวันรุ่งขึ้น โดยมีสายตาของอริศรามองตามหลังไปด้วยความกังวล

...แม้ไม่อยากเชื่อว่าคุณหมอผู้แสนอ่อนโยนของเธอ มีโอกาสตกเป็น 1 ในผู้ต้องหาของคดีนี้ แต่อริศราก็จะไม่ก้าวก่ายการทำงานของเอกพลและธนู เธอได้รับบทเรียนราคาแพงจากการไว้เนื้อเชื่อใจผู้ก่อการร้ายระดับชาติในคราบอาจารย์มหาวิทยาลัยมาครั้งหนึ่ง จึงไม่ยอมให้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 อีก

ในเมื่อ... เราไม่สามารถใช้ความรู้สึกตัดสินคนได้ดีเทียบเท่ากับพยานหลักฐานของคดี นั่นคือข้อคิดที่อริศราได้รับจากคำพูดของนายตำรวจจากสมุทรสาครเช่นกัน

“ขอเลื่อนไปเป็นวันจันทร์ได้ไหมคะ ร้านของดิฉันปิดทุกวันจันทร์ จะได้ไม่ต้องเลื่อนนัดลูกค้าน่ะค่ะ กะทันหันแบบนี้คงโทรไปแจ้งลูกค้าของวันพรุ่งนี้ไม่ทันแล้วด้วย”

นั่นคือคำตอบของรจเลข สำหรับการนัดสอบปากคำของผู้กองเอกพลนายตำรวจหนุ่มแห่งกองปราบปราม ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้คัดค้านใดๆ นอกจากลอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย แม้ในยามที่ทันตแพทย์สาวเดินออกไปจากศาลาแล้ว

“ปล่อยผมได้แล้ว! ปล่อยเซ่! ยัยหมอฆาตกรโรคจิตนั่นต่างหากที่ควรจะถูกจับน่ะ”

เสียงร้องตะโกนโหวกเหวกโวยวายของเอกวัฒน์ ดังเสียจนแขกเหรื่อที่กำลังทยอยกลับอดหันมามองต้นเสียงไม่ได้ ชายหนุ่มยังคงถูกคล้องกุญแจมือ โดยมีธนูคอยประกบชนิดไม่ให้คลาดสายตาสักเสี้ยววินาที ยิ่งทำให้เอกวัฒน์รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านเป็นทวีคูณ ที่ตนถูกปฏิบัติราวกับเป็นฆาตกรเสียเองแบบนี้

“มั่นใจมากสินะว่า คุณหมอคนนั้นเป็นฆาตกร ถึงได้พูดซ้ำพูดซากไม่รู้จักเบื่อ ไม่กลัวถูกเขาฟ้องหมิ่นประมาทเอาหรือไง?” ธนูถามยิ้มๆ เหมือนจะแกล้งยั่วอีกฝ่าย แต่คนอย่างเขาไม่ทำเพียงเพราะเหตุผลแค่นั้นแน่

“เหอะ! ฟ้องหมิ่นประมาทเหรอ เอาซี่ ฉันจะได้ไปแฉความหน้าเนื้อในเสือของมันในศาล แกน่ะไม่ใช่ตำรวจอย่ามาสู่รู้ไปหน่อยเลย” เอกวัฒน์พูดด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่ในอก และไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังหลงติดกับของสายสืบจอมกะล่อน ประจำกองปราบปรามเข้าเต็มเปา

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีสิ แสดงว่ารู้อะไรดีๆ เยอะ พรุ่งนี้ไปให้ปากคำกับผู้กองเอกพลที่กองปราบปรามด้วยนะ คดีจะได้ปิดเร็วขึ้น เอ... หรือจะไปให้ปากคำคืนนี้เลย ฉันจะได้ไปบอกผู้กองให้?” ธนูพูดเองเออเองสรุปเอง ซ้ำยังตั้งท่าจะเดินไปหาเอกพลจริงๆ จนเอกวัฒน์ต้องรีบร้องห้าม

“เฮ้ย! เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่ได้รับปากว่าจะไปให้ปากคำเลยนะ” เขาละล่ำละลัก ใบหน้าเข้มๆ ออกอาการซีดเผือด และแน่นอนว่าทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของธนูทั้งสิ้น

“ก็ในเมื่อรู้แล้วจะมัวเก็บไว้กับตัวทำไม หรือว่ารู้ไม่จริง?” ธนูยังคงเดินตามแผนการที่วางไว้ต่อไป

“นี่! อย่ามาดูถูกกันดีกว่า ถ้าฉันไม่ให้ข้อมูลอะไรสักอย่างพวกตำรวจมีหนาวแน่”

และผลลัพธ์ของแผนการตื้นๆ ก็ยังคงเป็นไปตามที่จอมวางแผนคาดคะเนไว้

“งั้นก็ทำตามที่ฉันบอก พรุ่งนี้ไปให้ปากคำกับผู้กองเอกพลที่กองปราบปราม ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะเขาจะคุ้มกันนายในฐานะพยาน แต่ถ้านายไม่ไปหรือผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ นายจะถูกตามจับในฐานะผู้ต้องสงสัย ฉันเตือนนายด้วยความหวังดี” ธนูมิวายขู่สำทับระหว่างที่ไขกุญแจมือให้เอกวัฒน์ ก่อนจะเดินกลับมาหาพงศ์ที่ด้านนอกศาลา ทิ้งผู้ต้องสงสัยของตัวเองให้คุร่นคิดตัดสินใจอย่างหนักอยู่คนเดียว

“คุณธนุสุดยอดเลยครับ ตอนที่เข้าไปจัดการผู้ชายคนนั้น โห! อย่างกับพระเอกนักบู๊” พงศ์รับกุญแจมือคืนมาจากธนูพลางชมเปาะไม่ขาดปาก นี่ถ้าพล.ต.ต.เกรียงไกรอยู่ ณ สถานที่นี้ด้วยล่ะก็ เขาคงโดนลงโทษฐานที่ปล่อยให้คนนอกเอากุญแจมือไปใช้แน่ๆ ไม่มีทางยืนฝอยน้ำลายแตกฟองแบบนี้ได้เด็ดขาด

“ไม่หรอกครับพี่พงศ์ ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ” ธนูยิ้มรับคำชม แล้วหันไปทางอริศราซึ่งเอาแต่ยืนก้มหน้านิ่งมาตั้งแต่เมื่อครู่ “อ้อ...” เขาเรียกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต

“รู้แล้วล่ะน่า ฉันไม่เข้าไปยุ่งให้คดีเสียหายอีกหรอก” อริศราบอกเจตนารมณ์แน่วแน่ของตัวเอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เลิกแสดงกิริยาท่าทางที่บ่งบอกถึงความซึมเศร้าหดหู่

“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันแค่จะบอกว่าฉันเข้าใจความรู้สึกเธอ อย่าพึ่งคิดมากน่า คุณหมอฟันคนนั้นยังอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยไม่ใช่ผู้ต้องหาสักหน่อย” ชายหนุ่มพยายามคิดหาคำพูดมาปลอบประโลมหญิงสาว แต่ไม่ทันได้พูดต่อ

“แล้วนายคิดว่าคุณหมอเธอจะกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้หรือเปล่าล่ะ?” อริศราสวนขึ้นด้วยคำถามที่ทำเอาธนูถึงกับเครียด เพราะแม้เอกวัฒน์จะมีโอกาสตกเป็นผู้ต้องหาสูงที่สุดในบรรดาคนทั้งหมด แต่รจเลขก็ถือเป็นผู้ต้องสงสัยในลำดับถัดมา และไม่แน่ว่าทั้งคู่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ก็ได้

“เดี๋ยวเราไปคุยกันที่อื่นดีกว่านะ... พี่พงศ์ ฝากบอกพี่เอกว่าพวกเราจะไปรอที่รถนะครับ” ธนูบอกกล่าวสิบตำรวจหนุ่มรุ่นพี่ แล้วจึงดึงมืออริศราออกไปจากตรงนั้น

“นี่! ตอบมาตามความจริงนะ ห้ามโกหก ไม่ต้องกลัวฉันจะเสียใจ เพราะฉันจะเสียใจมากกว่าถ้านายโกหกฉัน” อริศราเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน หลังจากที่ทั้งคู่เดินห่างออกมาจากบริเวณศาลาสวดพระอภิธรรม เข้าสู่มุมมืดของลานจอดรถภายในวัด

...หญิงสาวคิดว่าอย่างน้อยการทำใจล่วงหน้า เพื่อยอมรับกับความเจ็บปวดที่จะตามมาในภายหลัง ก็ยังดีกว่าการต้องแบกรับความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว เธอจึงเลือกที่จะรับฟังมากกว่าหนีไปจากมันเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตอบว่ามีโอกาสเป็น แต่ยังน้อยกว่าลูกเขยของคุณสุจริต ตอนนี้ก็คงสรุปได้เท่านี้แหละ จนกว่าหมอนั่นจะโผล่ไปให้พี่ชายของเธอสอบปากคำ” ธนูตอบด้วยเดซิเบลระดับกระซิบ หากแต่นั่นก็ยังดังเกินไปในความเงียบของราตรีเช่นนี้

“พี่เอกนัดเขาไว้ด้วยเหรอ ฉันเห็นแต่นัดคุณหมอรจเลข?” หญิงสาวนิ่วหน้าถาม

“เปล่า! ฉันเป็นคนนัดเองแหละ เพราะหมอนั่นน่าจะเป็นกุญแจสำคัญของคดีนี้ บางทีเรื่องที่กล่าวหาคุณหมอฟันคนนั้นว่าเป็นฆาตกร อาจจะไม่ใช่แค่การกล่าวหาธรรมดาๆ ก็ได้”

คำพูดและท่าทางมั่นใจเกินร้อยของธนู ก่อให้เกิดคำถามตามมาจากอริศราอีก

“อะไรทำให้นายคิดแบบนั้น ฉันยังมองพิรุธของเขาไม่ออกเลยสักนิด ผู้กองภูผาก็ไม่เห็นพูดอะไร ยิ่งพี่พงศ์กับพวกจ่าๆ ยิ่งแล้วใหญ่” อริศราจ้องหน้าธนูอย่างรอคอยคำตอบ

“ข้อแรกคือเขาน่าจะเป็น 1 ในจำนวนคนไม่กี่คนที่สามารถเรียกภรรยา แม่ยาย กับน้องสาวของภรรยาออกมาพบได้ ส่วนข้อที่ 2 มาจากคำพูดของเขา...”

ชายหนุ่มชะงักบทสนทนาไว้เพียงแค่นั้น เมื่อสัมผัสได้ถึงฝีเท้าของใครคนหนึ่งที่เดินตามหลังมาช้าๆ เขาดึงอริศราให้เข้ามาหลบด้านหลัง ก่อนจะหันขวับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของร่างสูงโปร่งในเงามือ และตั้งการ์ดเตรียมพร้อมลุยเต็มที่

“ตั้งท่าใช้ได้เลยนี่ แบบนี้ค่อยวางใจหน่อยว่าจะปกป้องยัยอ้อได้”

ทั้งเสียงคุ้นหูและคำพูดของเจ้าของเงาปริศนา ทำให้ทั้งธนูและอริศราถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในเมื่ออีกฝ่ายคือเอกพล หาใช่คนร้ายหรือตัวอันตรายที่ไหนไม่

“พี่เอกเล่นมาไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้ จะทดสอบผมหรือครับ?” สายสืบรุ่นน้องเอ่ยถามพลางยิ้มเจื่อนๆ เพราะถ้าหากเขาเกิดใจร้อนลงมือทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายก่อนล่ะก็ มีหวังได้ไปนอนตะรางแน่

“ก็... ประมาณนั้น อยากจะรู้ด้วยว่าแอบมาจู๋จี๋อะไรกัน ที่ไนได้ดันคุยเรื่องคดี โรแมนติกจริงๆ” เอกพลส่ายหน้า ไว้อาลัยให้กับน้องสาวผู้แสนอาภัพของตน ซึ่งมีแววว่าจะเสี่ยงมาลัยเลือกเงาะกระป๋องนี้เป็นคู่ครอง

“พี่เอกก็คิดแต่เรื่องแบบนี้ เมื่อกี๊ก็ทีนึง เรื่องหมั้นอะไรนั่นน่ะ อ้อยังไม่ได้คิดบัญชีเลยนะ” อริศรากอดอกหน้าตูมประท้วงพี่ชาย เวลานี้เธอเครียดเกินกว่าจะมาเขินอายกับคำพูดพวกนั้นแล้ว และคงจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานด้วย

“อ้าว! ก็เห็นงอนกันอยู่เลยอยากช่วย กลายเป็นมางอนพี่แทนเสียนี่” ผู้กองหนุ่มแห่งกองปราบปรามยิ้มขำท่าทางของน้องสาว แล้วจึงหันกลับไปหาธนูด้วยท่าทีเป็นการเป็นงานขึ้น “เห็นกำลังแจกแจงพิรุธของลูกเขยคุณสุจริต ไหนบอกข้อที่เหลือมาซิ กะให้พี่แจ้งข้อหา ตอนที่หมอนั่นไปให้ปากคำเลยเหรอ?”

“เปล่าครับ ผมว่าเราควรจะกันตัวหมอนั่นไว้เป็นพยานก่อนนะครับ เพราะมีแนวโน้มว่าคนร้ายในคดีนี้จะไม่ได้มีแค่คนเดียว นอกเสียจากว่าหมอนั่นรับหน้าที่ที่ทำให้สมควรรับโทษหนัก ก็ค่อยดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ส่วนพิรุธ...” ธนูเว้นวรรคนิดหนึ่ง พร้อมกับชำเลืองมองไปรอบตัวว่า มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามซ่อนตัวอยู่หรือไม่

“จากคำพูดของหมอนั่นตอนที่พูดกับหมอฟันคนนั้นว่า พวกคุณตำรวจเขาจะมาลากคอแกเข้าตะรางวันนี้” ชายหนุ่มเว้นวรรคอีกครั้ง เพื่อให้เอกพลและอริศราได้คิดทบทวนตามที่เขาพูด

“ตรงคำว่าพวกคุณตำรวจใช่ไหม?” เอกพลแทรกขึ้น ระหว่างที่ธนูเงียบไป นั่นเองที่ทำให้รอยยิ้มของสายสืบหนุ่มรุ่นน้องปรากฏขึ้นในความมืด

“ครับ ถ้าเป็นคุณสุจริตพูดคงไม่แปลก เพราะรู้จักทั้งพี่เอก หมวดนพดล แล้วก็หมู่เก่งกาจ แต่สำหรับหมอนั่นอย่างมากก็น่าจะรู้จักแค่พี่เอกกับคุณหมอจากนิติเวช ถ้าจะอ้างว่าคุณสุจริตบอก พี่เอกก็พึ่งบอกแผนสังเกตการณ์คนร้ายกับคุณสุจริตวันนี้ แล้วผมก็ยังไม่เห็นว่าคุณสุจริตเขาจะคุยอะไรกับหมอนั่นเลย อีกอย่าง... หมอนั่นรู้ด้วยว่าผมไม่ใช่ตำรวจ แต่เกี่ยวข้องกับพวกพี่เอกในสถานะใดสถานะหนึ่ง” ธนูแจกแจงรายละเอียดปลีกย่อยของเหตุผลที่เขาเพ่งเล็งเอกวัฒน์มากกว่าใครๆ

“เขาอาจจะเดาเอาก็ได้นี่ ว่าน่าจะมีตำรวจแฝงตัวอยู่ในงานน่ะ” อริศราแย้งขึ้น

“เดาเอาน่ะได้ แต่อย่าลืมสิว่าหมอนั่นชี้มือมาทางพวกเราด้วย ทั้งๆ ที่ในกลุ่มพวกเรามีผู้หญิงตั้ง 2 คน หน้าตาท่าทางก็ไม่ได้เข้าใกล้ตำรวจหญิงสักหน่อย แถมกำลังเมาด้วย คงไม่มีสติพอจะมาเดาเรื่องพวกนี้ได้หรอก นอกจากรู้อยู่แล้วว่าในกลุ่มพวกเรามีใครเป็นตำรวจบ้าง”

ข้อโต้แย้งของอริศราเป็นอันตกไปเมื่อเจอข้อสันนิษฐานของธนู

“แล้ววีดีโอจากกล้องวงจรปิดที่ว่านั่น หมวดเขาได้เอามาให้พี่เอกดูหรือเปล่าครับ?” เขาหันกลับไปทางผู้กองหนุ่มรุ่นพี่อีกครั้ง ตายังคงระแวดระวังรอบตัว แม้ว่าเวลานี้จะเหลือเพียงรถยนต์ของบรรดาตำรวจที่แฝงตัวเข้ามาภายในงานเท่านั้น

“เขาบอกว่าแวะเอาไปให้พี่ที่กองปราบฯน่ะ เลยรู้ว่างานศพจัดที่นี่ไง พรุ่งนี้ไปดูสิ เผื่อจะเจอเบาะแสอะไรอีก” เอกพลตอบคำถาม แล้วเดินนำทั้งคู่มาที่รถ ด้วยรู้ดีว่าหากไม่ทำเช่นนี้ บทสนทนาคงยืดยาวต่อไปจนต้องปูเสื่อคุยเป็นแน่

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ตอนบ่าย เลิกเรียนแล้วผมจะแวะไปนะครับ” ธนูยิ้มสนุกเหมือนเด็กน้อยได้ของเล่นชิ้นใหม่ จอมกะล่อนรีบเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งคู่กับเอกพลที่ด้านหน้า หวังจะซักถามพูดคุยเรื่องคดีต่อ ขณะที่อริศราได้แต่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ที่เบาะด้านหลัง โดยไม่มีใครรู้เลยว่ายังมีเงาดำปริศนาของเจ้าของร่างสูงโปร่งอีกคน ยืนเก็บข้อมูลทั้งหมดอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่บริเวณนั้น!!

เช้าวันใหม่มาเยือนในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา และเป็นอีกวันที่พระอาทิตย์แผดแสงแรงกล้าเร่งให้ผู้คนกระวีกระวาดทำกิจวัตรประจำวันของตัวเอง

เหล่านักเรียนนักศึกษาต่างรีบแสวงหาความรู้ด้วยการจิ้มสมาร์ทโฟน แต่งหน้า ดัดขนตา ผสมผสานกับการตั้งวงเรียนกลยุทธ์จากป๊อกเด้งอยู่หลังห้อง ส่วนบรรดาผู้ใหญ่วัยทำงานก็ต่างขมีขมัน หารายได้ชนิดตัวเป็นเกลียวหัวเป็นสว่าน ทั้งขูดเลขเด็ด ทำนายฝัน พนันบอล ประสานกับอาชีพเสริมยอดฮิตขายประกันยันกระดาษถ่ายเอกสาร ตรงข้ามกับกลุ่มผู้ตกงานซึ่งยังคงมีผู้ร่วมขบวนการอย่างเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนฝุ่นควันเริ่มฟุ้งกระจายไปทั่วกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรอีกครั้ง

“ฉันจะไปหาพี่เอก เธอจะไปด้วยกันหรือเปล่า?” ธนูเอ่ยถามอริศรา หลังคาบเรียนที่ 2 ในภาคเช้าผ่านพ้นไป ท่ามกลางเสียงพูดคุยของเพื่อนนักศึกษาร่วมคณะภายในห้อง ซึ่งมีระดับเสียงเทียบเคียงกับฝูงผึ้งสัก 300 รังก็มิปาน

“ไหนนายว่าจะไปตอนบ่ายไงล่ะ เรายังต้องเรียนอีกตั้ง 2 คาบนะ” อริศราทักท้วงด้วยความเป็นห่วง แม้จะตระหนักดีว่าอีกฝ่ายมีระดับสติปัญญาราวกับรับประทานคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเป็นอาหารหลัก

“ฉันรอไม่ไหว เมื่อกี๊โทรคุยกับพี่เอกถึงได้รู้ว่าหมอนั่นขอเลื่อนนัดเป็นพรุ่งนี้ อ้างว่าลางานไม่ทัน” ธนูตอบขรึมๆ สีหน้าคล้ายกำลังคุร่นคิดประมวลผลอยู่ตลอดทุกวินาที

“เขาคงลางานไม่ทันจริงๆ ล่ะมั้ง ออกจะกะทันหันนี่ แถมยังอุตส่าห์โทรมาบอกอีก” อริศราออกความเป็นตามประสาคนมองโลกในแง่ดี

“ก็ขอให้มันเป็นอย่างนั้นน่ะนะ” ธนูเองก็ออกความเห็นตามประสาคนมองโลกในแง่ลบ สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่ายังคงพยายามบวกลบคูณหารบางสิ่งบางอย่างไม่เลิก จนอริศรานึกรำคาญ

“ฉันจะเรียนแทนก็แล้วกัน นายรีบไปเถอะ หน้าตาแบบนี้เรียนยังไงก็ไม่รู้เรื่องหรอก ฉันเข้าใจย่ะ” เธอโบกมือไล่ แล้วยืนมองตามหลังธนูที่สะพายเป้ผลุนผลันออกไปจากห้องเรียน ลึกๆ ข้างในใจได้แต่ภาวนาให้คุณหมอในดวงใจของเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี แม้ในความเป็นจริงจะแทบไม่มีความเป็นไปได้เลยก็ตาม

แสงแดดในกรุงเทพฯ แม้ไม่ใช่ยามเที่ยงบ่ายก็ร้อนแรงดุจความร้อนระดับย่างสดจากเมรุวัดชื่อดัง หากแต่ความร้อนชนิดใดก็ยังไม่เท่ากับความร้อนใจของธนู ชายหนุ่มบึ่งรถมอเตอรไซค์ซอกแซกไปตามตรอกซอยต่างๆ อันเป็นเส้นทางลัดสู่กองปราบปราม สถานที่เพียงแห่งเดียวที่จะดับความร้อนรุ่มกลุ้มใจของเขาลงได้

“พี่เอกครับ!”

ทันทีที่ถึงจุดหมายปลายทาง ธนูก็รีบพุ่งเข้าไปหาเอกพลที่ห้องทำงาน รวดเร็ว บ้าคลั่งราวกับถูกสุนัขบ้ากัดและพิษของมันกำลังจะกำเริบ ทำเอาบรรดาตำรวจกองปราบฯทั้งหลายมองหน้ากันเลิกลั่ก เพราะไม่แน่ใจว่ามีเหตุด่วนเหตุร้ายใดที่ทำให้บุตรชายคนเดียวของท่านนายพลเกิดอาการผิดปกติเช่นนี้หรือไม่

“อ้าว! น้องนู ไหนว่าจะมาบ่ายๆ ไง?” เอกพลยิ้มทักผู้มาเยือน เสมือนยังไม่ได้รับรู้ถึงรังสีความร้อนใจที่แผ่ออกมาจากทุกรูขุมขนของอีกฝ่าย

“ถ้ามัวแต่รอผมคงคิดเรื่องคดีจนไม่เป็นอันเรียนแน่ๆ ครับ ว่าแต่... พี่เอกดูวีดีโอจากกล้องวงจรปิดหรือยังครับ?” ธนูวกเข้าสู่จุดประสงค์ในการมาแบบไม่แวะพักชมสิ่งที่น่าสนใจอื่น

“กำลังดูอยู่นี่แหละ พอดีพี่พึ่งสอบปากคำคุณสุจริตเสร็จ เลยกะว่าจะดูวีดีโอก่อนค่อยไปกินข้าวเที่ยง” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่พยักพเยิดหน้าไปทางโทรทัศน์ พร้อมกับกดรีโมทกรอภาพวีดีโอให้ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

“สอบปากคำคุณสุจริต... ในฐานะพยานหรือครับ?” สายสืบหนุ่มรุ่นน้องนิ่วหน้าถามถึงบุคคลที่ 3 ผู้เป็น 1 ในเจ้าทุกข์ของคดีนี้

“ก็ต้องแบบนั้นสิ เรายังไม่มีหลักฐานอะไรที่ชวนให้คิดว่าคุณสุจริตเป็น 1 ในผู้ต้องสงสัย นอกจากความเป็นไปได้ไม่ใช่เหรอ?” เอกพลย้อนถามและมิวายเข้าข้างคุณสุจริต จนธนูจำต้องรับคำแล้วเฉไฉด้วยการหันไปดูภาพในจอโทรทัศน์แทน แม้จะยังแอบรู้สึกหนักใจกับแนวความคิดประเภทยึดมั่นถือมั่นของสองพี่น้อง ที่ถอดแบบกันออกมาอย่างไม่ผิดเพี้ยนก็ตามที

“มอเตอร์ไซค์คันนี้ใช่ไหมครับ ที่ผู้หมวดนพดลพูดถึง?”

ภาพจากกล้องวีดีโอวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์บริเวณข้างตลาดสดมหาชัย ในจุดที่ผู้คนไม่พลุกพล่านนัก โดยเวลาประมาณ 10 นาฬิกา คุณสมหญิงได้ซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านมายังสถานที่ดังกล่าว แล้วกระโดดลงจากรถในจังหวะที่รถกำลังชะลอ ทำให้คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องรีบจอดรถลงมาดูอาการ หากแต่คุณสมหญิงกลับวิ่งหนีทั้งที่ยังไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร ท่าทางราวกับเสียสติ ล้มลุกคลุกคลานคล้ายพยายามหนีอะไรบางอย่าง ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างตะครุบตัว และค้นเอากระเป๋าสตางค์ไปได้

“วันนั้นคุณสมหญิงก็ใส่ชุดนี้ใช่ไหมครับ เป็นคุณสมหญิงไม่ผิดแน่ใช่ไหมครับ?” ธนูเพ่งมองเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคุณสมหญิง ซึ่งเป็นชุดไปรเวต เสื้อลายทางกับกางเกงขายาว ระหว่างที่พยายามเก็บรวบรวมข้อมูลทุกรายละเอียดสมตำแหน่งสายสืบกองปราบปราม

“อืม! ไม่ผิดแน่ ทั้งพี่ทั้งหมวดนพดล เราต่างก็เห็นคุณสมหญิงกับตาตัวเองในวันนั้น ท่าทางคลุ้มคลั่งเหมือนคนเสียสติอย่างที่พวกผู้เห็นเหตุการณ์ว่าจริงๆ” เอกพลพยักหน้า ตายังคงจับจ้องอยู่ที่ภาพวีดีโอวงจรปิดในโทรทัศน์ซึ่งถูกกรอกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

“คงประสาทหลอนเพราะฤทธิ์ยาเสพย์ติดนั่นแหละครับ โดยเฉพาะถ้ามีใครเป่าหูเรื่องลูกสาว 2 คนด้วยล่ะก็” ธนูเองก็ยังคงยืนจ้องมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นรอบที่ 2 เพื่อสังเกตบางสิ่งที่ตนอาจหลงลืมไป แล้วก็พบมันจริงๆ เสียด้วย

“พี่เอกช่วยกรอช่วงนาทีที่แล้วใหม่ได้ไหมครับ?” เขาโพล่งขึ้น พร้อมกับเลื่อนเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าโทรทัศน์ชนิดชิดขอบจอ

“ได้ๆ เห็นอะไรผิดปกติใช่ไหม!?” เอกพลกดปุ่มรีโมทในมือ แล้วยื่นหน้าเข้าไปจนชิดจอโทรทัศน์บ้าง

“วินมอเตอร์ไซค์คนนี้นี่เก่งนะครับ รู้ด้วยว่าคุณสมหญิงมีกระเป๋าสตางค์อีกใบอยู่ในกระเป๋าลับข้างในเสื้อ ถ้าเป็นผมล่ะก็คงหาไม่เจอแน่ๆ ใบก็เล็กซะขนาดนั้น” ธนูชี้ไปที่จอโทรทัศน์ ซึ่งปรากฏภาพชายผู้ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างกำลังเลิกชายเสื้อของคุณสมหญิง เพื่อล้วงเอากระเป๋าสตางค์ใบเล็กของเธอออกมาจากกระเป๋าลับ แล้วเปิดหยิบธนบัตรในนั้นไป เช่นเดียวกับกระเป๋าสตางค์ใบแรกในกระเป๋ากางเกงของคุณสมหญิงที่ถูกค้นเอาธนบัตรไปหมด ทุกสิ่งที่กล่าวมาเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที ก่อนที่คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างคันนั้นจะโยนกระเป๋าสตางค์คืนให้และรีบขี่รถหนีไป

“จริงด้วย แสดงว่าต้องเป็นคนที่รู้จักกับคุณสมหญิงเป็นอย่างดีแน่ๆ” เอกพลกดรีโมทกรอภาพในช่วงเวลานั้นกลับไปกลับมาอยู่หลายครั้ง เพื่อจับผิดสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่ธนูตั้งข้อสงสัย

“ไม่มีใครหรอกครับ นอกจากนายเอกวัฒน์ลูกเขยของคุณสมหญิงกับคุณสุจริต” สายสืบมือดีแห่งกองปราบปรามสรุปอย่างไม่ลังเล แต่นั่นเองที่ทำให้ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ถึงกับสะดุ้งเฮือก

“เฮ้ๆ น้องนู เรายังไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างเลยนะ พูดแบบนี้ เกิดรู้ไปถึงหูเขา เขาจะฟ้องหมิ่นประมาทเอา ถึงความเป็นไปได้จะมากแค่ไหนก็ตาม ดุแค่ผิวเผินลักษณะทางกายภาพก็ต่างกันด้วย คนหนึ่งอ้วนพุงพลุ้ยคนหนึ่งผอมซะขนาดนั้น”

ข้อโต้แย้งของเอกพลฟังดูมีน้ำหนัก แต่อย่างไรเสียก็ไม่สามารถล้มความคิดของธนูลงได้

“พี่เอกรู้ที่อยู่ของคุณสุจริตใช่ไหมครับ ผมขอที่อยู่คุณสุจริต แล้วก็ขอยืมวีดีโอนี้สักคืนนะครับ พรุ่งนี้ผมจะเอาหลักฐานมาให้ แล้วเรามาต้อนหมอนั่นให้จนมุมกัน” ธนูบอกเอกพลพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ท่าทางหมายมั่นปั้นมือยิ่งกว่าเจ้าของคดี จนเอกพลได้แต่ยืนอึ้ง เพราะไม่รู้ว่าธนูคิดจะทำอะไรกันแน่!?

เวลาผ่านไปถึงช่วงหัวค่ำ เข็มสั้นและเข็มยาวบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือของใครคนหนึ่งชี้ไปที่เลข 8 และเลข 5 ตามลำดับ ท่ามกลางผืนฟ้าสีดำสนิทที่ไร้แสงจันทร์ รวมไปถึงหมู่ดาวซึ่งเคยพราวระยับแข่งกับแสงนีออนหลากสี บัดนี้เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงแล้ว ที่เจ้าของนาฬิกานั่นนั่งอยู่บนกิ่งมะม่วงของบ้านว่าง ตรงข้ามกับบ้านจัดสรรขนาด 2 ชั้นหลังเล็กของคุณสุจริต เพื่อเฝ้ารอการมาของใครอีกคน

บรืนนนน...

และแล้วช่วงเวลาแห่งการรอคอยอันยาวนานก็สิ้นสุดลง เมื่อเสียงมอเตอร์ไซค์ของบุคคลอันเป็นเป้าหมายดังใกล้เข้ามา... ใกล้เข้ามา จนอยู่ในวิถีที่กล้องวีดีโอขนาดจิ๋วของแว่นขาเดียวจะสามารถบันทึกภาพได้

“ไม่ผิดแน่ เป็นนายจริงๆ ด้วย” เจ้าของแว่นขาเดียวในชุดสูทขาว กับหมวกนักมายากลสีขาว และผ้าคลุมหลังปลิวไสว ยิ้มกริ่มให้กับผลงานชิ้นโบว์แดง ระหว่างบันทึกภาพอิริยาบถต่างๆ ของเอกวัฒน์ลูกเขยคุณสุจริต ซึ่งตกเป็น 1 ในผู้ต้องสงสัยของคดี และกำลังจะกลายเป็น 1 ในผู้ต้องหาเร็วๆ นี้

...ลมแรงพัดผ่านมาวูบหนึ่ง พาให้กิ่งและใบของต้นมะม่วงสั่นไหวไปตามแรงลม ซึ่งไม่มีผู้ใดอิงแอบแฝงเร้นอยู่ในร่มเงาของมันแล้ว เช่นเดียวกับที่ไม่ปรากฏเงาร่างของชายผู้เป็นเป้าหมายบริเวณรั้วบ้านทั้งภายในและภายนอก จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปอีก 2 ชั่วโมง มอเตอร์ไซค์ของชายหนุ่มก็ถูกสตาร์ทขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าของของมันจะเร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็ว ชนิดไม่เกรงใจเพื่อนบ้านที่ต่างกำลังนอนหลับพักผ่อน

...หมายรวมถึงคุณสุจริตที่ยังคงนอนลืมตาอยู่ในความมืด บนชั้น 2 ของตัวบ้านด้วย!?

จบตอน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว