facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 เล่ห์เหลี่ยมของเด็กหนุ่มผู้น่าสงสาร

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 เล่ห์เหลี่ยมของเด็กหนุ่มผู้น่าสงสาร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2560 13:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 เล่ห์เหลี่ยมของเด็กหนุ่มผู้น่าสงสาร
แบบอักษร


                                                                  บทที่ 3

                                           เล่ห์เหลี่ยมของเด็กหนุ่มผู้น่าสงสาร

          “นายจะไม่แวะเข้าบริษัทอีกหรือครับ”

           ไมเคิลลองเชิงถามขณะขับรถกลับจากคุยกับลูกค้า เพราะนึกสงสารเจ้าเด็กเมื่อตอนกลางวัน เพราะบางทีเจ้าเด็กนั่นอาจจะรอเจ้านายของเขาไปรับอย่างที่ปากพูดก็ได้

          “ฉันรู้ว่าแกคิดอะไรอยู่นะไมเคิล”

          เจ้านายหนุ่มเอ่ยดักอย่างรู้ทัน เพราะเติบโตมาด้วยกัน มีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

          “แต่มันก็น่าคิดนะครับนาย” ไมเคิลเสนอความเห็น เพราะไม่ใช่ไม่มีทางที่มันจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อนิคาโอควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า

          “แกเคยเห็นฉันควงสาวเอเชียรึไง” นิคาโอเอ่ยแย้ง

          ถ้าเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นลูกของเขาจริงอย่างที่อ้าง แสดงว่าเขาต้องไปมีสัมพันธ์สวาทกับสาวเอเชีย ซึ่งก็คือแม่ของเจ้าเด็กเลี้ยงแกะคนนั้น

          “แต่ก็ใช่ว่านายไม่เคยไปเอเชีย” ลูกน้องหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งเลขาหาเหตุผลมาแย้งอีกครั้ง

          “ไม่มีทางที่ฉันจะพลาดแน่ไมเคิลป่านนี้ฉันคงมีลูกเป็นขโยงไปแล้ว” ชายหนุ่มคุยโว เพราะมั่นใจว่าตนเองไม่เคยพลาดให้ใคร

          “แต่นายอาจจะลืมอะไรบางอย่างไปก็ได้นะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อนึกถึงเด็กสาวคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ทว่ามันคงไม่มีอะไรอย่างที่ผู้เป็นนายคิดนั่นแหละ ก่อนจะเอ่ยเปลี่ยนเรื่องเสียเอง “กลับเพนท์เฮ้าท์เลยไหมครับนาย”

          “อือ”

          ชายหนุ่มตอบรับในลำคอเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อนกับการโหมงานหนัก เนื่องจากกำลังร่วมลงทุนทำโปรเจคใหม่ จึงต้องทุ่มเวลาให้กับงานทั้งหมดแล้วยังมีเด็กตัวโตมาอ้างตัวว่าเป็นลูกอีก และสิ่งที่สังหรณ์ใจคือเรื่องมันไม่จบเพียงแค่นี้

          ก๊อกๆ ก๊อกๆ

          เสียงเคาะประตูดังอยู่หน้าห้องทำงาน ก่อนที่ร่างสูงของไมเคิลจะเดินเข้ามาด้วยความเกรงใจ

          “มีอะไร”

          เจ้าของห้องเอ่ยถามทั้งที่ยังไม่ละจากเอกสารในมือ แต่จนแล้วจนรอดคนเข้ามาก็ยังไม่เริ่มต้นพูดธุระของตนเองเสียที

          “ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปได้แล้ว ฉันจะทำงาน”

          “เอ่อ...คือ”

          ลูกน้องหนุ่มไม่กล้ารายงาน เพราะรู้ว่าผู้เป็นนายอาจจะไม่พอใจ

         “มีอะไรก็พูดมาอย่ามัวอ้ำอึ้ง”

         นิคาโอกระแทกวางเอกสารที่กำลังอ่านในมือลงด้วยความโมโห เพราะเริ่มจะรำคาญกับความท่ามากของลูกน้องเต็มทน

         “รปภ. ที่สำนักงานใหญ่โทรเข้ามาครับ”

         ไมเคิลเริ่มเกริ่นเพื่อดูท่าทีของเจ้านายหนุ่มแต่เจ้าของห้องก็ยังคงนิ่งอยู่เช่นเดิม จนคนพูดเริ่มคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดที่เข้ามาในนี้

         “แล้วไง ?”

         นิคาโอถามลูกน้องอย่างไม่เข้าใจ

         “คือว่า…เด็กหนุ่มที่เราเจอเมื่อตอนกลางวันยังรอเจ้านายอยู่ที่เดิมครับ”

          ชายหนุ่มตัดสินใจพูดออกไปในที่สุด พร้อมกับก้มหน้างุดเตรียมรับพายุอารมณ์ของนายหนุ่ม ทว่าไมเคิลกลับคิดผิดถนัด เมื่อนิคาโอยังนิ่งเงียบไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ ไม่โกรธ ไม่โวยวาย แถมยังนิ่งเสียจนเขาเริ่มแปลกใจ

         ‘หรือว่านายเริ่มใจอ่อนแล้ว’

         เลขาหนุ่มคิดในใจอย่างมีความหวัง เพราะในใจลึกๆ ก็นึกสงสารเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ไม่น้อย แถมยังรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ อีกด้วย

          “คราวหลังอย่าพูดถึงเจ้าเด็กนั่นให้ฉันได้ยินอีก และที่สำคัญอย่าเอาเรื่องไม่สำคัญมารายงาน หวังว่าครั้งหน้านายจะไม่ทำผิดพลาดอีกนะไมเคิล!”

          นิคาโอพูดเสียงลอดไรฟังด้วยความโมโห เพราะทั้งวันนี้มีแต่เรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะเรื่องเจ้าเด็กเลี้ยงแกะเมื่อตอนกลางวัน เพราะมันทำให้เขาอารมณ์ไม่ดีมาจนถึงตอนนี้

          “แต่นายครับ…”

          ยังไม่ทันที่ไมเคิลจะพูดจบก็ถูกแบกไว้ด้วยเสียงเหี้ยมของผู้เป็นนาย

          “ออกไปไมเคิล! อย่าให้ฉันต้องพูดเป็นรอบที่สอง”

          นิคาโอเอ่ยตัดบทพร้อมกับหยิบแฟ้มงานที่ตนอ่านค้างไว้เมื่อครู่ขึ้นมาอ่านต่อเป็นการตัดบทและไล่ลูกน้องหนุ่มกลายๆ

          “ครับนาย”

          ไมเคิลตอบรับ ก่อนจะเปิดประตูออกจากห้องไปด้วยความคิดหลากหลาย ชายหนุ่มไม่คิดแปลกใจที่นิคาโอดูเลือดเย็นเช่นนี้ เพราะมากกว่านี้ตนก็เคยเห็นมานักต่อนักแล้ว

          ด้วยวิถีของมาเฟียหล่อหลอมให้เด็กชายหน้าตาหล่อเหล่ากลายเป็นคนนิ่งขรึม เลือดเย็นและยังเด็ดขาดที่สุดตั้งแต่อายุยังน้อย

          ทั้งอิทธิพลและอำนาจที่ยิ่งใหญ่ทำให้ไม่มีใครในอิตาลีกล้าต่อกรกับมาเฟียตระกูลนี้ โดยเฉพาะผู้กุมบัลลังก์คนใหม่อย่างนิคาโอ เบคเค็ตต์ คิงส์ตัน  ที่ทั้งโหดและน่ากลัวว่านายใหญ่คนก่อนยิ่งนัก

           “จะเอายังไงดีล่ะไมเคิล” เลขาหนุ่มที่ยังคิดไม่ตกกับเรื่องนี้ได้แต่ถามตัวเอง ก่อนจะนึกถึงคนที่สามารถช่วยตนแก้ปัญหาได้

           ชายหนุ่มตัดสินใจต่อสายหาพี่ชายฝาแฝดที่ไปดูแลงานแทนเจ้านายยังต่างเมืองอย่างมีความหวัง

           “ไมลีย์!!! นายคือความหวังเดียวของฉัน!”

           ทางด้านมาเฟียหนุ่มเองก็คิดไม่ตกกับคำบอกเล่าของลูกน้อง เพราะถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เจ้าเด็กนั่นคงจะทำตามที่เจ้าตัวได้ประกาศไว้เมื่อตอนกลางวัน

           แม้ตอนที่เจ้าเด็กหนุ่มนั่นมันประกาศกร้าว เขาจะไม่ได้หันไปให้ความสนใจ ทว่าก็ได้ยินทุกคำที่เปล่งออกมาด้วยความถือดี

           “อวดดีนักก็นอนอยู่ที่นั่นก็แล้วกัน”

           ชายหนุ่มพูดเพียงเท่านั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องไร้สาระเมื่อครู่อีกเลย จวบจนเวลาเลยไปจนเริ่มวันไหม ผู้มีอำนาจสูงสุดของคิงส์ตันก็ยังไม่ยอมพักผ่อนกายและทำให้ลืมเรื่องของชายหนุ่มลูกครึ่งคนนั้นไปโดยปริยาย

          เช้าวันใหม่

          “นี่เจ้าหนุ่ม”

          ผู้รักษาความปลอดภัยวัยกลางคนของคิงส์ตันเดินเข้ามาสะกิดเด็กหนุ่มตัวโตที่นอนเหยียดขายาวบนโซฟาของบริษัท โดยมีเป้ประจำตัวหนุนศีรษะอยู่ด้วยความเวทนา

          แม้จะไล่ให้กลับบ้านไปตั้งแต่เมื่อวาน ทว่าเจ้าตัวก็ยังยืนกรานที่จะรอเจ้านายใหญ่อยู่ที่นี่ และหากมาเฟียหนุ่มไม่มารับตนกลับด้วยก็จะนอนอยู่ที่นี่ทุกคืน

           คนจนปัญญาจะไล่ก็ได้แต่ปล่อยเลยตาเลยไป ก่อนจะต่อสายตรงหาเลขาประจำตัวของเจ้าของบริษัทให้รับรู้ไว้ ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่นายจะจัดการ

           “อือออ”

           คนหลับสบายครางออกมาอย่างขัดใจ เมื่อมีคนมาขัดเวลานอนอันแสนสุขของตน ก่อนจะกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความรวดเร็ว เมื่อคิดได้ว่าตนเองไม่ได้อยู่ที่บ้านบนเตียงหนานุ่ม แต่กำลังทำภารกิจสำคัญบางอยู่ต่างหาก

          “ลุงจะออกเวรแล้ว หนูก็กลับบ้านไปได้แล้ว” ลุง รปภ. บอก ทว่าคนฟังกลับทำหน้าแปลก เนื่องจากยังปรับจูนสมองของตนเองไม่ได้ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มทำหน้างงสงสัย ชายวัยกลางคนก็ไม่ได้เซ้าซี้แต่อย่างใด ได้แต่เอ่ยเพียงคำว่าโชคดี และกลับออกจากบริษัทไปเมื่อหน้าที่ของตนเองเสร็จสิ้นแล้ว

            “นี่เช้าแล้วเรอะ”

             คนที่เพิ่งตื่นเอ่ยกับตนเองเบาๆ เมื่อเห็นหลังไวๆ ของคุณลุง รปภ. เดินห่างออกไป พยักหน้าหงึกๆ อย่างเข้าใจกับตัวเองและเดินออกไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเตรียมพร้อมออกรบในวันนี้ต่อไป

            เมื่อได้เวลาเข้าทำงานพนักงานบริษัทต่างก็ทยอยกันเดินเข้ามาภายในอย่างคับคั่ง โดยมีบางคนเหลียวมองเด็กหนุ่มลูกครึ่งที่ยังอยู่ที่เดิม เนื่องจากอยู่ในเหตุการณ์ที่เจ้านายหนุ่มปะทะฝีปากกันเมื่อวาน

            ซีโน่ยังนั่งอยู่จุดเดิมหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ โดยเด็กหนุ่มยังนั่งรอคนเป็นพ่ออย่างใจจดใจจ่อ พร้อมกับคิดแผนการในวันนี้ไปด้วย เพราะตนเองอาจจะมีโอกาสเข้าใกล้นิคาโอน้อยลง หลังจากแผลงฤทธิ์ไปเมื่อวานนี้

            รอเพียงไม่นานก็มีรถขับเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าบริษัท โดยมีบอดี้การ์ดตัวโตวิ่งมาเปิดประตูให้ผู้โดยสารทางตอนหลัง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

            ร่างสูงก้าวลงจากรถหรูอย่างสง่างามพร้อมกับกระชับสูทให้เข้าที่ ก่อนจะเดินเข้ามาภายในโดยมีบอดี้การ์ดคอยเดินคุ้มกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

            คนที่รอคอยการมาของนิคาโอพยายามเดินเข้าไปหาชายหนุ่ม ทว่าก็ถูกการ์ดชุดดำตัวโตกั้นไว้

           “แด๊ด!!! เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ !!!”

            เมื่อเข้าถึงตัวไม่ได้ เด็กหนุ่มก็เลือกจะใช้เสียงในการสื่อสารแทน คนที่ถูกเรียกว่าแด๊ดกลับไม่มีท่าทีสนใจแม้แต่น้อย กลับเดินตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

           “นิคาโอ !!! ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ !!!”

           ซีโน่ยังคงตะโกนเรียกบิดาต่อไป ก่อนจะเงียบเสียงลง เมื่อเจ้าของชื่อโดยสารขึ้นลิฟต์ไปแล้ว

           “ไม่ต้องพยายามหรอกเจ้าหนู นายกลับไปเถอะ” ไมเคิลเดินเข้ามาหาพร้อมกับให้การ์ดปล่อยตัวเด็กหนุ่มให้เป็นอิสระ

           “แต่ผมต้องการคุยกับเจ้านายคุณ” ซีโน่ชี้แจง

           “นายก็รู้ว่าเจ้านายฉันไม่ต้องการพบหรือพูดคุยอะไรกับนายอีก”

           ชายหนุ่มพูดอย่างไม่รักษาน้ำใจและนึกสงสารเด็กขึ้นมาเมื่อเห็นสายตาผิดหวังของคนตรงหน้า แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นก็เปลี่ยนเป็นสายตาเป็นแข็งกร้าว ซึ่งถอดแบบมาจากเจ้านายหนุ่มไม่มีผิด

           “แต่ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยกับแด๊ด” ซีโน่เปลี่ยนสรรพนามเรียกนิคาโอใหม่

           “ถ้านายยังโกหกอยู่แบบนี้ ฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ” ไมเคิลขู่เพราะคนตรงหน้าดื้อดึงไม่เปลี่ยน ทว่าก็ต้องแปลกใจกับคำพูดของเด็กหนุ่ม เมื่อมันไปตรงกับบางอย่างที่ตนคิดไว้

           “ถ้าเมื่อสิบสองปีที่แล้วเจ้านายคุณไม่ได้เดินทางไปเมืองไทย ผมจะยอมกลับไปแต่โดยดี” คนเจ้าเล่ห์ยิ้มมุมปาก เมื่อตนมาถูกทาง

          ‘เข้าทางลูกน้องแด๊ดก็ไม่เลว ท่าทางจะใจอ่อน’

            ซีโน่คิดในใจ ก่อนจะปรับสีหน้าให้อยู่ในโหมดจริงจัง เมื่อไมเคิลมองมาที่ตนอย่างสำรวจ

            “ไม่จริงน่า” ชายหนุ่มเถียงพึมพำกับตนเอง พร้อมกับมองสำรวจใบหน้าหล่อของเด็กลูกครึ่งไปด้วย แม้หน้าตาจะไม่คล้ายนิคาโอเสียทีเดียว แต่ก็ยังมีบางมุมที่เหมือนอยู่ โดยเฉพาะดวงตาเจ้าเล่ห์คู่นี้ ช่างเหมือนมาเฟียหนุ่มเหมือนถอดแบบกันมาอย่างไรอย่างนั้น

            “หรือว่าจะใช่” ไมเคิลละเมอพูดออกมา เมื่อเริ่มเชื่อเด็กหนุ่มไปเกินครึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถไว้ใจอะไรได้ทั้งสิ้น เจ้าเด็กคนนี้อาจจะเป็นคนที่ศัตรูส่งมาก็ได้

            วงการมาเฟียย่อมมีเรื่องแบบนี้อยู่เป็นประจำ นิคาโอเองก็เคยถูกลอบสังหารมาหลายหน เพียงเพราะไปขัดขานักธุรกิจบางกลุ่มที่เสียผลประโยชน์เข้า

            “คุณช่วยผมให้ได้คุยกับแด๊ดหน่อยนะฮะ แค่นาทีเดียวก็ได้ นะฮะๆ” เด็กหนุ่มเริ่มอ้อน เมื่อเห็นท่าทางอ่อนลงของเลขาของบิดา

            “ไม่มีทางที่ฉันจะหลงกลนายหรอกเจ้าหนู” ชายหนุ่มพูดเสียงแข็ง ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างไว้ท่า “ว่าแต่นายทานข้าวเช้ารึยัง”

            ซีโน่แอบยิ้มอย่างพอใจ แล้วหันมาพูดกับไมเคิลด้วยน้ำเสียงระโหยโรยแรง พร้อมกับลูบหน้าท้องตนเองไปด้วยอย่างน่าสงสาร

            “ผมยังไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วฮะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงเศร้า

            “โตแล้วทำไมไม่รู้จักดูแลตัวเอง” ไมเคิลดุให้ ก่อนจะหันไปสั่งให้คนพาเด็กหนุ่มไปรับประทานอาหาร เพราะตนเองต้องขึ้นไปทำงานแล้ว มิเช่นนั้นได้ถูกมาเฟียหนุ่มไล่ออกตามที่พูดแน่

             “แกไปไหนมาไมเคิล” นิคาโอเอ่ยถามเสียงเข้ม เมื่ออยู่ๆ เลขาหนุ่มก็หายตัวไปอย่างปริศนาทั้งที่เดินตีคู่มาด้วยกันแท้ๆ

             “เอ่อ...คือ...” ชายหนุ่มหาคำแก้ตัวไม่ได้ จึงได้แต่อ้ำอึ้งอยู่เช่นนี้

            “ฉันรู้ว่าแกเป็นคนขี้ใจอ่อน แต่วงการนี้เราใจอ่อนไม่ได้ ถ้าเจ้าเด็กนั่นเป็นคนของใครบางคนที่ต้องการโค่นฉันส่งมา แกคิดว่าต่อไปฉันจะเป็นยังไง”

             ไมเคิลคิดตามที่เจ้านายพูด ซึ่งมันก็เป็นจริงทุกประการ วงการนี้เราจะใจอ่อนให้ใครง่ายๆ ไม่ได้ เนื่องจากเราไม่รู้ว่าใครเข้ามาหาเราด้วยเหตุผลอะไร

             ถ้าหากเจ้าเด็กนั่นเกิดเป็นคนที่ศัตรูส่งมาหวังปลิดชีวิตนิคาโอ มาเฟียหนุ่มอาจจะเหลือแค่ชื่อเพียงเพราะความใจอ่อนของตนก็ได้

             “นายคงเข้าใจที่ฉันพูดแล้วใช่ไหม และสิ่งที่นายคิดจะพูดก็เงียบไว้ซะ เพราะฉันไม่มีทางเชื่อเจ้าเด็กเลี้ยงแกะคนนั้นแน่”

             “ครับนาย” ชายหนุ่มตอบรับอย่างเข้าใจ

             แม้ในใจจะรู้ว่าเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นไม่มีทางเป็นพิษเป็นภัยต่อนิคาโอ แต่ตนก็ไม่สามารถนำชีวิตเจ้านายมาเสี่ยงกับลางสังหรณ์ที่พิสูจน์ไม่ได้ของตนเองแน่

           ‘นายคงต้องช่วยตัวเองแล้วล่ะเจ้าหนู’

           ไมเคิลคิดในใจอย่างให้กำลังใจ แม้จะไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มลูกครึ่งเป็นลูกชายของนิคาโอจริงหรือไม่ก็ตาม

            “เสร็จสักที” เสียงเจ้าของห้องเอ่ยออกมาด้วยความผ่อนคลาย หลังจากที่นั่งทำงานติดพันตั้งแต่เช้าจนเกือบถึงเวลาของวันใหม่ พร้อมกับเก็บเอกสารที่สำคัญเข้ากระเป๋าและปิดไฟห้องทำงานหลังจากเช็คความเรียบร้อยแล้ว

            ชายหนุ่มลงมายังชั้นล่างโดยลิฟต์ส่วนตัวของผู้บริหาร ก่อนจะเดินผ่านเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งที่ตรงนั้นเคยเป็นที่ของเด็กหนุ่มลูกครึ่งใช้หลับนอนมาหลายคืน แต่คืนนี้กลับไม่พบตัวปัญหา

           “หนีกลับบ้านไปกินนมแม่แล้วสินะ”

          นิคาโอไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ออกเดินต่อไปยังรถของตนที่จอดอยู่หน้าบริษัท แต่ยิ่งเข้าใกล้รถตนเองมากเท่าไหร่กลับได้ยินเสียงประหลาดชัดขึ้นมากเท่านั้น

          ฮือๆ อึก ฮือๆ

        ‘เสียงคนร้องไห้’

         ชายหนุ่มคิดในใจ พร้อมกับมองหาที่มาของเสียง ทว่ากลับไม่พบใครอยู่บริเวณนี้สักราย

        ‘แล้วเสียงใครวะ’

         มาเฟียหนุ่มเลิกให้ความสนใจ มุ่งหน้าตรงไปยังรถหรูของตนต่อ ก่อนจะชะงักเท้าอยู่กับที่เมื่อเจอเงาตะคุ่มนั่งบนพื้นกอดเข่าร้องไห้อยู่ข้างกระถ่างต้นไม้ใกล้กับประตูบริษัท

        ‘นี่สินะต้นตอของเสียง’ ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจอีกครั้ง

         “ฮือๆ แม่ฝัน ภัทรคิดถึงแม่ฝัน”

          ซีโน่นั่งกอดเข่าร้องไห้เนื่องจากคิดถึงมารดา หลังจากโทรกลับบ้านไปหาท่านเมื่อครู่นี้

           นิคาโอลังเลใจว่าตนเองควรจะเดินไปขึ้นรถแล้วขับออกไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือว่าจะถามไถ่อาการเจ้าเด็กนี่ก่อนดี และในที่สุดมาเฟียหนุ่มก็ตัดสินใจนั่งลงบนส้นเท้าตรงหน้าคนร้องไห้

          “แม่ไล่ออกจากบ้านรึไงถึงมาขลุกอยู่ที่นี่ได้ตั้งหลายวัน”

          นิคาโอถามแกมประชด พร้อมกับถอดเสื้อสูทของตนเองออกจากกายหนา เพื่อไปคลุมให้คนที่ตัวเล็กกว่าด้วยความเวทนาที่เห็นมันตัวสั่นระริกเพราะความหนาว

          “เปล่าฮะ ฮึกๆ”

         ซีโน่เงยหน้าขึ้นมาตอบทั้งน้ำตาและเสียงสะอื้น เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นตรงหน้า

          “...แต่แด๊ดไม่ยอมรับกลับบ้านด้วยเท่านั้นเอง”

                                                               ฝากติดตามด้วยค่า

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว