facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 16

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2560 18:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 16


“สิ่งที่ลุงคาดคิดไว้ก่อนสงครามโลกจะเกิดขึ้นนั้นได้เป็นจริงขึ้นมาแล้ว”


เฉินจิ้งเหอนายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวกับเฉินหย่งหนานผู้เป็นหลานชายขณะเดินกลับไปยังห้องทำงานประจำตำแหน่ง ณ รัฐสภา สีหน้าของจิ้งเหอบอกชัดว่ากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก


“ตอนนี้ประชาชนที่ถูกพรรคสังคมนิยมกล่อมให้เห็นด้วยกับอุดมการณ์แสนสวยของพวกเขามากขึ้นทุกที และถ้าหากนักการเมืองฝั่งเรายังไม่ทำอะไร ลุงเกรงว่าพวกเขาจะถือโอกาสนี้โจมตีแน่ๆ”


“สิ่งที่คุณลุงคาดนั้นมันเริ่มต้นแล้วล่ะครับ ผมได้ข่าวมาว่าพวกเขาเริ่มปราศัยโจมตีพวกเราตามหัวเมืองว่าจัดสรรงบประมาณอย่างไม่เป็นธรรมหลังจากสงครามจบลง มันใกล้นานกิงเข้ามาทุกขณะ”


สีหน้าของผู้นำอย่างเฉินจิ้งเหอยิ่งดูเคร่งขรึมเมื่อเขาก้าวมานั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งในห้องทำงาน


“งานฟื้นฟูเศรษฐกิจก็เป็นงานเร่งด่วน ไหนจะกำลังใจของคนในชาติที่ผ่านพ้นความเลวร้ายที่ต้องเยียวยานั่นก็เป็นงานสำคัญไม่แพ้กัน นี่ยังต้องคอยระวังกับพวกที่หวังจะเหยียบให้จมดินด้วย”


ไม่บ่อยครั้งนักที่จิ้งเหอจะระบายความรู้สึกอันแสนหนักหน่วงออกมาให้ได้ฟัง หย่งหนานเองก็นึกเห็นใจผู้เป็นลุงอยู่ไม่น้อย อำนาจนั้นก็เหมือนผลไม้ที่มีกลิ่นหอม มันมักจะล่อลวงให้ผู้คนแสวงหาเพื่อลิ้มลองรสชาติของมัน


“อย่าเพิ่งนึกถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเลยจะดีกว่า” จิ้งเหอเปลี่ยนเรื่อง “ลุงมีความคิดว่าเราควรจะทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านที่เพิ่งจะผ่านวิกฤติกันมา เพื่อสร้างความรื่นเริงบันเทิงใจให้พวกเขาบ้าง”


หย่งหนานนิ่งคิดตามความต้องการของผู้เป็นลุงอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เสนอความเห็นออกไป             


“เราจัดงานวัฒนธรรมกันดีไหมครับ ให้มีการแสดงงิ้วและร้องรำให้ประชาชนได้เข้าชมกันโดยไม่เก็บค่าเข้าชม”


“เป็นความคิดที่ดี” จิ้งเหอพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของหลานชาย


“หลานสั่งการได้เลยนะ คณะงิ้วและศิลปินที่อยากจะมาร่วมงานก็ให้มาได้เลย เราจะจัดเป็นงานใหญ่ครั้งแรกหลังจากสิ้นสุดสงคราม”


หย่งหนานรับคำสั่งก่อนจะออกไปปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว


เหวินเป่ารับอาสามาช่วยอาซิ้มแม่ครัวซื้ออาหารสดในวันนี้ เขาลากรถเข็นสำหรับใส่ของมาถึงตลาดในยามเช้า หลังจากวันนั้นผ่านมาได้หลายวันแล้วเหวินเป่าก็ยังไม่ได้พบหน้าหย่งหนานอีกราวกับอีกฝ่ายจงใจหลบหน้า หย่งหนานจะกลับถึงบ้านในยามดึกดื่นเมื่อมาถึงเขาจะเข้าไปทักทายฟางซินอยู่พักหนึ่งก่อนจะกลับออกมา เขาสั่งให้คนรับใช้จัดเตียงเพิ่มในห้องของเฉินฮุ่ยจงบุตรของเขา หย่งหนานเข้าไปพักนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงและตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปทำงาน


แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง เหวินเป่าเข้าใจเหตุผลที่หย่งหนานต้องกระทำเช่นนั้น เยื่อใยที่มีต่อกันล้นเหลือและช่างน่ากลัวกับความยั่วยวนในไฟปรารถนา หากพบเจอหน้ากันบ่อยครั้งสักวันความอดทนที่มีอาจจะพ่ายแพ้จนกระทำผิดต่อฟางซินที่เจ็บป่วยเพราะโรคภัย


ตกอยู่ในภวังค์จนเผลอถอนหายใจออกมา อาซิ้มหันมาเห็นเข้าพอดีจึงเผลอดุเบาๆด้วยความเอ็นดู


“อั้ยยะ เหวินเป่า ยังหนุ่มแน่นทำไมถึงถอนหายใจเป็นคนแก่อย่างนี้ล่ะ รออาซิ้มอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวอาซิ้มจะไปซื้อของตรงฝั่งโน้น”


พูดจบอาซิ้มก็ก้าวเดินไปยังจุดหมายอย่างคล่องแคล่วทิ้งให้เหวินเป่ายืนใจลอยจนกระทั่งได้ยินเสียงทักจากเบื้องหลัง


“เหวินเป่า!”


สะดุ้งสุดตัวก่อนจะหันขวับไปมองต้นเสียง เหวินเป่าทำตาโตเมื่อเห็นว่านั่นคือหยางเจี่ยนบุตรชายของหยางซื่อเจ้าของคณะงิ้วที่เหวินเป่าเคยอาศัยอยู่นั่นเอง หยางเจี่ยนมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจเมื่อเห็นเหวินเป่า เขารีบก้าวเข้ามาและคว้าแขน เหวินเป่าไว้ราวกับกลัวอีกฝ่ายจะหนีเขาไป


“ในที่สุดพี่ก็ได้เจอเหวินเป่า หลังจากวันที่เธอหนีพี่ไป”


น้ำเสียงของรุ่นพี่ในคณะงิ้วสร้างความลำบากใจให้เหวินเป่าไม่น้อย เหวินเป่าค่อยๆดึงแขนออกจากการเกาะกุมโดยไม่ให้หยางเจี่ยนเสียน้ำใจนัก


“ผมจำเป็นต้องทำนะพี่เจี่ยน พี่ก็รู้ว่าถ้าผมไม่หนีจะเกิดอะไรขึ้นกับผม”


“แล้วนี่เธอไปอยู่เสียที่ไหน คงสบายดีกว่าอยู่โรงงิ้วสินะ ดูตอนนี้สิกลายเป็นคุณชายมีสง่าราศีกว่าเมื่ออยู่โรงงิ้วจนเกือบจำไม่ได้ เธอคงลืมความยากลำบากที่เราเผชิญด้วยกันมาแต่เด็กเสียแล้ว”


หยางเจี่ยนมองเหวินเป่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า  เด็กน้อยมอมแมมในอดีตที่กลายเป็นนางเอกงิ้วเพราะความจำเป็นกลับกลายเป็นหนุ่มน้อยที่มีใบหน้าหมดจดงดงามตรึงตาตรึงใจของเขาเสียยิ่งกว่าวันที่เหวินเป่าสวมชุดงิ้วเสียอีก


ความเสียดายแล่นเข้ามาจุกอก หยางเจี่ยนเห็นเหวินเป่ามาตั้งแต่แปดขวบ เขาถือว่าเขาเป็นผู้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเหวินเป่าเป็นคนแรก หยางเจี่ยนนึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมาหากว่าเขาจะคิดครอบครองหนุ่มน้อยตรงหน้า ป่านนี้เขาก็คงได้ขึ้นสวรรค์ไปเนิ่นนานแล้ว


“ที่โรงงิ้วเป็นอย่างไรบ้าง” เหวินเป่าเอ่ยถามทำลายความเงียบ เขาไม่ชอบสายตาที่หยางเจี่ยนจ้องมองมาเลย


“ทุกคนยังสบายดีกันไหม”


“คิดว่าทุกคนยังสบายดีงั้นหรือเมื่อเธอและพี่ไป๋ซานหนีไปจากพวกเรา” หยางเจี่ยนพูดด้วยเสียงขุ่นเคือง


“คณะงิ้วที่ขาดชิงอี่ไปคราวเดียวถึงสองคน คิดว่าพวกเราจะสร้างใครขึ้นมาทดแทนได้รวดเร็วขนาดนั้นล่ะ กว่าจะฝึกสอนให้คนใหม่เล่นได้พอที่จะออกงานเก็บค่าชมก็ต้องลำบากกันมาก นั่นก็เป็นเพราะเธอทีเดียวที่ทอดทิ้งไป”


ถือโอกาสโบยแส้ฟาดหัวใจของหนุ่มน้อย เพราะเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กทำไมหยางเจี่ยนจะไม่รู้เล่าว่าเหวินเป่าเป็นคนใจอ่อนและรักพวกพ้องมากขนาดไหน และสิ่งที่เขาทำก็ได้ผล เหวินเป่ากำลังรู้สึกผิดจนหน้าเศร้า


“โธ่ อย่าพูดอย่างนั้นสิพี่เจี่ยน ใช่ว่าผมจะไม่รักทุกคนในโรงงิ้ว หากมีอะไรที่ผมช่วยได้ก็อยากจะช่วย”


ยามยากลำบากที่อยู่ด้วยกันมาทำให้เหวินเป่าเห็นใจทุกคนใรคณะงิ้วอยู่มาก การที่เขาหนีมากับหย่งหนานอาจจะส่งผลกระทบเมื่อนักการเมืองผู้นั้นอาจจะไม่ได้มอบเงินให้อีกต่อไป หยางเจี่ยนลอบยิ้มอยู่ในใจเมื่อเห็นท่าทีโอนอ่อนของเหวินเป่า


“จริงเหรอ ถ้าอยากช่วยอย่างที่พูดออกมาจริงๆน่ะ รัฐบาลจะจัดงานวัฒนธรรมในคืนวันพรุ่งนี้ เธอจะไปช่วยแสดงที่เวทีงิ้วของเราได้ไหมล่ะเหวินเป่า แค่คืนเดียวเท่านั้น”


เหวินเป่ายืนอึ้ง สิ่งที่หยางเจี่ยนร้องขอสร้างความลำบากใจไม่น้อย หากแต่สายตาคาดคั้นของหยางเจี่ยนก็ทำให้เขาไม่กล้าปฏิเสธเต็มปากนัก


 “ผมคงต้องไปปรึกษากับเจ้านายของผมเสียก่อน หากไปได้ผมก็จะไป”


“เธอต้องไปให้ได้” หยางเจี่ยนสำทับ


“นึกถึงบุญคุณที่ต้องทดแทนสิเหวินเป่า เธอโตมากับคณะงิ้วหากไม่มีพ่อ ไม่มีพวกเรา เธอคงตายอยู่ข้างถนนแล้ว อย่าลืมนะ พี่จะรอเธอที่เวทีงิ้วของเราในคืนพรุ่งนี้”


ไม่รอคำตอบจากหนุ่มน้อย หยางเจี่ยนหันหลังกลับเดินหนีทันที พอดีกับที่อาซิ้มจับจ่ายข้าวของเดินกลับมา


“เหวินเป่า คุยกับใครอยู่”


“เพื่อนเก่าน่ะครับอาซิ้ม ซื้อของเสร็จแล้วหรือครับ ต้องการอะไรอีกไหม”


“ไม่ล่ะ ได้ของครบแล้วรีบกลับกันเถอะ จะต้องไปต้มยาบำรุงให้ฮูหยินอีก”


เหวินเป่าพยักหน้ารับพลางลากรถเข็นตามหลังหญิงชรากลับบ้าน ในใจของเขานั้นครุ่นคิดถึงคำพูดที่จะขออนุญาตหย่งหนานเพื่อจะไปแสดงงิ้วตลอดทางกลับบ้าน






หย่งหนานกลับบ้านดึกเช่นเคย เขาสั่งความสาวใช้ไว้นานแล้วว่าไม่ต้องอยู่คอยต้อนรับเขาในเวลาดึกดื่นอีก เมื่อกลับมาแล้วหย่งหนานจึงได้เดินเข้าห้องของเขากับฟางซินดั่งเช่นทุกครั้ง เขาเดินเข้าไปหาภรรยาที่นั่งพิงกับหัวเตียงอยู่


“ยังไม่หลับหรือฟางซิน”


เขาถามด้วยความห่วงใย ฟางซินขยับกายคลี่ยิ้มรับเมื่อเห็นสามีกลับมา


“น้องตื่นมาจิบน้ำอุ่นน่ะค่ะ วันนี้ไม่มีไข้ก็เลยไม่แย่เหมือนคืนก่อนๆ”


“ไม่มีไข้ก็ดีแล้ว ฉันเป็นห่วงเธอนะ”


หย่งหนานพูดคุยกับฟางซินอยู่พักใหญ่เขาจึงประคองภรรยาให้เอนกายไปกับเตียง


“นอนพักต่อเถอะ จะได้แข็งแรงไวๆ”


ดูแลจนฟางซินหลับตาลงแล้วหย่งหนานจึงได้เดินกลับออกไปภายนอก เขาเดินย้อนกลับไปทางห้องโถงกลับพบว่ามีร่างโปร่งกำลังนั่งคอยเขาอยู่ หัวใจของชายชาติทหารพลันเต้นแรงเมื่อเห็นว่าเป็นเหวินเป่าเด็กในปกครองของเขานั่นเอง


“เหวินเป่า มีอะไรหรือเปล่า”


เหวินเป่ารีบลุกจากเก้าอี้ สีหน้าในวันนี้ดูลำบากใจแต่เขาก็ตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด


“วันนี้ผมได้พบกับพี่เจี่ยนลูกชายเหล่าซือที่ตลาดครับนายท่าน ทราบว่าที่คณะงิ้วกำลังลำบาก พี่เจี่ยนจึงขอให้ผมไปช่วยแสดงงิ้วที่งานวัฒนธรรมคืนพรุ่งนี้”


 “ไม่ได้!”


หย่งหนานตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที


“ฉันไม่ไว้ใจคณะงิ้วนั่นอีกแล้ว เธอลืมแล้วหรือว่าต้องพบเจอกับอะไรบ้าง”


เสียงดุจนเหวินเป่าสะดุ้ง ใบหน้าหวานสลดลงเมื่อได้ยินคำปฏิเสธนั้น เขาเงยหน้าขึ้นและวอนขออีกครั้ง


“ถึงอย่างไรพวกเขาก็ดูแลผมมาจนโต สมควรที่ผมจะทดแทนบุญคุณให้เขา อนุญาตให้ผมไปเถอะครับ”


“ฉันบอกแล้วว่าไม่ได้ แม้ว่าเธอจะคุกเข่าอ้อนวอนฉันก็ไม่อนุญาตให้เธอไป หากเธอยังดื้อรั้นฉันจะลงโทษเธอ”


“นายท่าน!”


น้ำตาปริ่มด้วยความน้อยใจ  แต่หย่งหนานก็พลันเบือนหน้าหนีเพราะกลัวใจอ่อนเมื่อเห็นน้ำตา เขาผลุนผลันเดินหนีออกไปทางบ้านหลังใหญ่ทิ้งให้เหวินเป่าทรุดตัวลงนั่งยกหลังมือเช็ดน้ำตา


“เกิดอะไรกันขึ้น”


“นายหญิง เดินออกมาต้องการอะไรหรือเปล่าครับ”


เหวินเป่ารีบเข้าไปประคองเมื่อเห็นฟางซินเดินมาช้าๆ เขาดูแลให้ฟางซินนั่งบนเก้าอี้ แล้วจึงยืนก้มหน้าซ่อนความน้อยใจเอาไว้ ฟางซินโบกมือไปมา


“อย่าเป็นห่วงนักเลยเหวินเป่า การเจ็บป่วยของฉันยังไม่ร้ายแรงจนต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาหรอก เมื่อสักครู่ฉันได้ยินเสียงเธอกับนายท่านของเธอคุยอะไรกันเสียงดังเชียว”


เหวินเป่ารีบกลั้นน้ำตาและเล่าเรื่องคร่าวๆให้ฟางซินฟัง หญิงสาวรับรู้และมองอย่างเข้าใจ


“เธออยากจะช่วยพวกเขา แต่นายท่านของเธอเขาเป็นห่วงเธอเพราะเหตุการณ์อันตรายในคราวนั้น เธอควรจะเชื่อฟังนะ หนทางช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ยังมีอีกหลายวิธี”


ความช่างสังเกตของฟางซินทำให้หญิงสาวพิจารณาใบหน้าเศร้าของเหวินเป่า ดวงตาอันงดงามแสดงความรู้สึกออกมาอย่างไม่อาจปิดบังได้เพราะความอ่อนเดียงสา ทำให้ฟางซินฉุกใจคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา


“พี่หย่งหนานเขาเป็นห่วงเธอมากๆเลยนะ”


เหวินเป่าเงยหน้าขึ้นสบตากับฟางซิน หนุ่มน้อยกัดริมฝีปากเมื่อเห็นแววตาครุ่นคิดของฟางซิน ความร้อนใจทำให้เขารีบกล่าวชี้แจง


“นายท่านแค่เมตตาต่อผมเป็นปกติเท่านั้นครับ”


“งั้นหรือ” ฟางซินเลิกคิ้ว “เท่าที่ฉันเห็น เธอกับนายท่านของเธอผูกพันกันมากมายเหลือเกิน”


 “นายหญิงคงอยากพักผ่อนต่อแล้ว ผมจะพานายหญิงไปที่ห้องนะครับ”


รีบก้าวเข้าไปและประคองฟางซินเดินกลับไปยังห้อนนอนก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของตน เหวินเป่านอนมองเพดานอย่างกลัดกลุ้มเมื่อต้องคิดถึงเรื่องการทดแทนบุญคุณที่เขาจำเป็นต้องทำ






“การจัดงานเรียบร้อยดีหรือ”


เฉินจิ้งเหอผู้เป็นลุงเอ่ยถามหลังจากดวงอาทิตย์ลาลับพื้นโลกไปแล้ว เบื้องหน้าของพวกเขาคือแสงสีเสียงที่ทุกเวทีต่างงัดมาประชันเรียกคนดู เบื้องหลังคือนายทหารอารักขานายกรัฐมนตรีอีกสามคน


“งานเรียบร้อยดีครับ เสียแต่ว่ามีการชุมนุมประท้วงอยู่ไม่ไกลนี่เอง”


“พรรคสังคมนิยมใช่ไหม”


“ใช่ครับ” หย่งหนานพยักหน้ารับ “เนื้อหาสำคัญก็มีอยู่ว่า งานที่เราจัดในวันนี้เป็นงานสิ้นเปลืองงบประมาณ พวกเขาคิดว่าการแสดงงิ้วรวมถึงการละเล่นต่างๆล้วนแล้วแต่เป็นของเล่นของพวกคนรวย”


สีหน้าของจิ้งเหอยิ่งขรึมลง


“แสดงว่าหัวหน้าพรรคนั้นไม่เข้าใจว่าการจัดงานเช่นนี้ถึงเป็นการส่งเสริมทางด้านศิลป อย่าไปสนใจเลย ทำงานของเราให้เสร็จโดยดีดีกว่า”


จิ้งเหอตบบ่าให้กำลังใจก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถยนต์ จากนั้นหย่งหนานกับอาไห่ลูกน้องคนสนิทและพลทหารอีกสองคนจึงเดินตามเขาเพื่อตรวจตราความสงบในงาน ชายหนุ่มเกือบจะเดินผ่านเวทีงิ้วเวทีหนึ่งไปแล้วหากแต่เท้ากลับชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องเพลงอันแสนคุ้นเคย จากเวทีงิ้วแห่งหนึ่งที่มีผู้คนรอชทหนาตากว่าคณะอื่น



ห้ามแล้วไม่ฟังกันเลย!


จ้องมองไปบนเวทีเพื่อที่จะเห็นร่างโปร่งอยู่ในชุดงิ้วสีสันแสบตากำลังร่ายรำและเอื้อนเอ่ยทำนองเพลงอวดสายตาผู้ชม หย่งหนานเคืองไม่น้อยที่เหวินเป่ากล้าฝ่าฝืนคำสั่ง แต่ตอนนี้เขาก็ไม่สามารถไปดึงหนุ่มน้อยมาจากบนเวทีได้แล้ว


หย่งหนานเดินกลับออกไปอย่างหงุดหงิด เขาทำได้แค่เพียงเดินแวะเวียนไปมาบ่อยๆจนกว่าการแสดงงิ้วจะจบลง






“เห็นหรือเปล่าว่าคนดูเยอะแค่ไหนเมื่อเหวินเป่ากลับมาแสดงงิ้วอีกครั้ง”


หยางเจี่ยนกล่าวอย่างยินดีเมื่อการแสดงจบลง เหวินเป่าได้แต่ฝืนยิ้มรับ เมื่อช่วงหัวค่ำเขาออกจากบ้านมาโดยไม่ได้บอกใครว่าจะมาสถานที่แห่งนี้ และเมื่อมาถึงเวทีหยางซื่อผู้เป็นเจ้าของคณะงิ้วก็ยิ้มหน้าบานราวกับไม่เคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันมาก่อน เหวินเป่าถูกพามาแต่งหน้าแต่งตัวอย่างรวดเร็ว และเขาก็สามารถแสดงได้ทั้งที่ไม่ได้แสดงมานาน


“ถ้าเธอกลับมาแสดงได้อีกเช่นนี้ คณะงิ้วของเราคงลืมตาอ้าปากได้”


“คงจะไม่ได้หรอกพี่เจี่ยน” เหวินเป่าชิงปฏิเสธ “เจ้านายของผมไม่อนุญาตให้มาได้ วันนี้ผมยังต้องหนีมาไม่ให้ใครรู้และจะต้องรีบกลับโอ้เอ้ไม่ได้”


เหวินเป่ารีบถอดชุดงิ้วและสวมเสื้อผ้าของเขากลับคืน เขาใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเครื่องสำอางออกจนหมดด้วยความรีบร้อน


“ผมกลับก่อนนะ การแสดงในคืนนี้ถือเป็นการทดแทนบุญคุณของผม”


“เดี๋ยวสิเหวินเป่า” หยางเจี่ยนรั้งไว้


 “ให้พี่เดินไปเป็นเพื่อนเธอเถอะ งานเลิกดึกขนาดนี้พี่เกรงเธอจะได้รับอันตรายก่อนถึงบ้านเจ้านายของเธอ”


เพราะเติบโตมาด้วยกันแต่เล็กเหวินเป่าจึงขัดไม่ได้ เขาปล่อยให้หยางเจี่ยนเดินมากับเขาด้วยความไว้ใจ เหวินเป่าจ้ำอ้าวด้วยความเป็นกังวลว่าจะต้องรีบกลับถึงบ้านโดยเร็วที่สุด


 “เหวินเป่า”


ร่างบางชะงักค้างเมื่อท่อนแขนถูกกระชากจนปลิวตามแรง เขามัวแต่เดินโดยไม่ได้มองว่าตอนนี้เดินผ่านถึงบริเวณที่ข้างทางเต็มไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้ ดวงตาเรียวเบิกกว้างเมื่อหันกลับไปเห็นสายตาวาวโรจน์ของหยางเจี่ยนที่จ้องมองอย่างหิวกระหาย เหวินเป่ารีบฝืนกายหนีทันที


“พี่เจี่ยนจะทำอะไรปล่อยนะ ผมจะรีบกลับ”


“ไม่ปล่อย” หยางเจี่ยนกำลังทำให้เหวินเป่านึกหวาดหวั่นกว่าครั้งไหนๆ “พี่ช้ามามากแล้ว หากปล่อยเธอไปนานกว่านี้พี่คงไม่ได้เชยชมเธอให้สมใจอยาก ทั้งที่พี่เป็นคนแรกที่ได้พบเพชรงามอย่างเธอ”


“พี่บ้าไปแล้วงั้นรึ เราโตมาด้วยกันเหมือนพี่น้องนะ” เหวินเป่าโวยวายเพื่อยับยั้งเรียกสติคืนให้หยางเจี่ยน แต่ดูท่าไม่ได้ผลเพราะอีกฝ่ายยิ่งกระชากต้นแขนของเขาเข้ามาหา


“ใครพี่ใครน้อง พี่ไม่เคยคิดกับเธอเช่นนั้นสักครั้ง ที่พี่ต้องการคือได้ครอบครองเธอต่างหาก นี่ อย่าดิ้นนักเลย อย่าให้พี่ต้องใช้กำลังกับเธอ”


“ไม่ ปล่อยผมนะ คนเลว นายท่าน นายท่านช่วยด้วย”


ดวงตาเรียวเบิกกว้าง ร่างบางดิ้นรนสุดชีวิต หากเหวินเป่าก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อหยางเจี่ยนใช้กำปั้นชกเขาเข้าที่ลิ้นปี่จนสะดุ้งตัวโยน หนุ่มน้อยหมดเรี่ยวแรงทันทีและหยางเจี่ยนก็รีบฉวยโอกาสนั้นรวบกายของเขาเข้าไปในดงพุ่มไม้หนาตาข้างทางเดิน






หย่งหนานวกกลับมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าผู้ชมหน้าเวทีเริ่มทยอยกันเดินออกมา เขาสั่งให้ลูกน้องไปตรวจงานที่เหลือแทนตัวเองส่วนตัวเขานั้นเดินฝ่าผู้คนไปยังด้านหลังของเวที


 “เหวินเป่า เหวินเป่า อยู่ไหน ออกมานี่เดี๋ยวนี้”


เสียงดุดันสร้างความแตกตื่นให้คนในคณะงิ้ว หยางซื่อรีบเดินมารับหน้าด้วยความตื่นตระหนก


“คุณชายเฉิน มีอะไร...”


“เหวินเป่าอยู่ไหน!”


 ตะคอกด้วยความเป็นห่วงจนจิตใจว้าวุ่น หยางซื่อหน้าซีดและรีบสั่งให้คนที่เหลือตามหาทันที


“ไม่พบครับ อาเจี่ยนก็หายไปด้วย”


ราวกับหัวใจถูกกระชากออกจากอก หย่งหนานสบถรุนแรงอย่างลืมตัวก่อนจะผลักอกหยางซื่อให้พ้นทาง เขารีบวิ่งไปตามเส้นทางกลับบ้านของเขาอย่างรวดเร็ว สายตาจ้องมองหาคนที่กำลังทำให้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความระส่ำระสาย


“เหวินเป่า เธออยู่ที่ไหน อย่าเป็นอะไรนะ จนกว่าฉันจะได้บอกเธอว่ารักเธอแค่ไหน”


หย่งหนานร่ำร้อง ความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้เขายอมรับกับหัวใจของตนเองแล้วว่าเขารักเหวินเป่ามากมายเพียงใด



TBC

** **

กดดาวให้บ้างน้าาาา



ความคิดเห็น