facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 15

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2560 17:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 15


“ไม่ ผมไม่ใช่เจ้าชายบ้าบออะไรทั้งนั้น”


เหวินเป่าตะโกนใส่หน้าหย่งหนานอย่างลืมตัว มือบางดึงคว้าคอเสื้อชุดทหารของหย่งหนานด้วยความสะเทือนใจ


“ผมคืออากุยของนายท่าน เด็กจากซ่องที่นายท่านพาออกมา ผมจะเป็นอากุยเช่นนี้ตลอดไป”


“อากุย!”


ใบหน้าเรียวหวานเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาจนหย่งหนานอดไม่ได้ที่จะดึงร่างบางนั้นมากอดไว้โดยไม่ได้สนใจสายตาผู้ใดที่มองตรงมาแม้แต่จิ้งเหอ


“แต่เธอจะทอดทิ้งทรัพย์สมบัติของบิดาเธอไปไม่ได้”


“ช่างสมบัติพวกนั้นเถิดครับ” เหวินเป่าส่ายหน้าที่ซุกอยู่กับแผงอกแข็งแกร่ง “ผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินทองใดๆของคนที่สั่งฆ่าผู้คนในประเทศรวมถึงแม่ของผม”


หย่งหนานเงยหน้าสบตากับจิ้งเหอด้วยความหนักใจ ประมุขของประเทศจึงหันไปหาอาคันตุกะจากญี่ปุ่นและกล่าวกับพวกเขาเหล่านั้นว่าเหวินเป่าไม่ต้องการกลับไปรับสืบทอดทรัพย์สมบัติของเจ้าชายคิริซาวะ บุรุษผู้เป็นหัวหน้าจากญี่ปุ่นพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาพูดอะไรบางอย่างโต้ตอบกับจิ้งเหอก่อนจะพากันลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับให้กับจิ้งเหอ


เหวินเป่าไม่สนใจว่าพวกเขาเหล่านั้นจะก้าวเดินมาทางเขาและพร้อมใจกันโค้งคำนับจนต่ำที่สุดเมื่อเขามัวแต่ซุกหน้าอยู่กับความอบอุ่นที่ได้รับจากหย่งหนาน จากนั้นกลุ่มคนจากญี่ปุ่นจึงได้เดินกลับออกไปภายนอกตัวบ้านจนกระทั่งได้ยินเสียงติดเครื่องของรถยนต์และขับจากไป เมื่อเสียงเครื่องยนต์ลับหายทหารที่ดูแลภายนอกรั้วบ้านจึงยกหีบเหล็กขนาดใหญ่เข้ามาวางไว้บนพื้นห้อง


“คนญี่ปุ่นบอกว่าของในหีบเหล่านี้คือสมบัติของหลินเหวินเป่าครับ”


“เปิดออกดูทีรึว่าภายในเป็นอะไร”


เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งของจิ้งเหอทหารก็รีบเปิดฝาด้านบนออกอย่างรวดเร็ว และเมื่อทุกคนมองเห็นพร้อมกันต่างก็อึ้งด้วยความรู้สึกหลากหลายเมื่อด้านในนั้นมีทั้งทองคำกับธนบัตรมัดรวมกันเป็นปึกหลายปึก รวมถึงมีปืนและมีดที่หย่งหนานจำได้ว่านายพลคิริซาวะใช้กระทำการเซปปุกุตนเอง


“ข้าวของเงินทองเหล่านี้เป็นของเธอ เธอมิใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอกอีกต่อไป”


นายกรัฐมนตรีเฉินจิ้งเหอกล่าวอย่างมีเมตตาขณะที่เหวินเป่ามองกองสมบัติในกล่องอย่างเฉยเมย


“ผมไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นอะไรหรอกครับท่าน ฝากไว้ให้ท่านช่วยผมด้วยการแจกจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือคนจีนจะดีกว่าครับ”


หนุ่มน้อยเอ่ยอย่างมั่นใจ เขาทำความเคารพเฉินจิ้งเหอและรีบก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว หย่งหนานเห็นดังนั้นจึงรีบสืบเท้าก้าวตามไปทันที


“เดี๋ยวสิเหวินเป่า”


หย่งหนานรั้งแขนเหวินเป่าไว้ได้เมื่อถึงทางเชื่อมไปบ้านหลังเล็กของเขา เหวินเป่าชะงักและยอมหยุดฝีเท้าหันหน้ากลับมาเผชิญกับดวงตาดุที่เพ่งมองมายังตน


“เพราะเหตุใดเธอจึงไม่สนใจสืบทอดทรัพย์สมบัติต่อจากพ่อของเธอที่ประเทศญี่ปุ่นละ”


“ผมไม่ต้องการใช้เงินของพวกเขาครับ” เหวินเป่าตอบด้วยความมั่นใจ


“ผมไม่เคยคิดถึงว่าตัวเองจะมีพ่อ และอย่างยิ่งว่าพ่อคนนั้นเป็นผู้นำของกองทัพที่กวาดต้อนชีวิตผู้คนไปพบกับความทุกข์ทรมานจนกระทั่งตายจากกันไป”


และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเหวินเป่าไม่ต้องการไปจากบ้านหลังนี้ เขาไม่อยากจากลาจนกระทั่งไม่ได้พบกับใบหน้าคมเข้มที่กำลังจ้องมองมาด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย


“นายท่าน ทำไมมองผมเช่นนั้น”


เหวินเป่าใจหาย เขาไม่ชอบใจสายตาของหย่งหนานในตอนนี้เลย


 “ต่อจากนี้ฉันคงเรียกเธอว่าอากุยไม่ได้อีกแล้ว เพราะเธอมีศักดิ์มีศรีที่ใหญ่โตกว่าฉันด้วยซ้ำนะ เจ้าชาย”


“ถ้านายท่านเรียกผมเช่นนี้อีกผมจะโกรธ”


เหวินเป่ามองร่างสูงด้วยความน้อยใจขอบตาเรียวร้อนผ่าวคล้ายกับมีหยาดน้ำคลออยู่ สายตาตัดพ้อทำให้หย่งหนานนึกโกรธที่เขาพูดออกไปให้คนตัวเล็กผิดหู


“ผมสู้อุตส่าห์คิดว่าคนบนโลกนี้ที่เข้าใจผมมีคนเดียวคือนายท่าน ผมเสียใจที่ผมคิดผิด”


“เหวินเป่า!”


ร่างโปร่งบางผลักไสก่อนจะหันหลังก้าวเท้าวิ่งหนีกลับไปยังห้องพักของตน หนุ่มน้อยทิ้งกายไปบนเตียงและซุกหน้าลงกับหมอนเพื่อจะร้องไห้ระบายความอัดอั้นที่ต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เขาได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงประตูหน้าห้องแต่ก็ไม่คิดจะลุกไปเปิดประตูให้


“เหวินเป่า ให้ฉันเข้าไปหาเธอได้ไหม”


เสียงนั้นนุ่มนวลกว่าเคย มันมีกระแสของการงอนง้ออยู่ในทีแต่เหวินเป่าก็ยังไม่ยอมลุก จนประตูห้องถูกผลักเข้ามาด้วยฝีมือของคนที่หัวใจกำลังรุ่มร้อน


“ฉันขอโทษที่ทำให้เธอขัดเคืองใจนะอากุย”


เหวินเป่าถูกดึงให้ลุกขึ้นมาสู่อ้อมกอดแสนอบอุ่นอีกครั้ง เขาอิดเอื้อนแต่ก็ถูกวงแขนโอบกอดจนดิ้นไม่หลุด หย่งหนานเกยคางไว้บนกระหม่อมของเหวินเป่า


“อย่าได้โกรธหรือถือสาคำพูดของคนที่กำลังใจแกว่งเพราะเกรงว่าเธออาจจะจากไปเลยนะ”


หัวใจดวงน้อยพลันพองคับอก ความน้อยใจจางหายไปในทันทีจนต้องลอบยิ้มอยู่กับอกกว้าง


“นายท่านใจร้าย”


“เธอไม่รู้หรอกว่าฉันกลัวแค่ไหน ฉันกลัวว่าเธอจะโบยบินหนีหายไปจากฉัน ขอโทษนะที่ฉันเห็นแก่ตัวเหลือเกิน”


“ทั้งที่นายท่านก็รู้ว่าผมจะไม่มีวันจากนายท่านไปไหนงั้นหรือครับ”


“โธ่ เด็กน้อยของฉัน”


“ผมอายุสิบเจ็ดปีแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยแล้วนะครับ”


พวงแก้มร้อนซู่จนต้องเม้มปากไว้เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากลำคอของชายหนุ่ม หย่งหนานดันไหล่ให้เหวินเป่าห่างออกจากอ้อมกอด มือใหญ่ประคองใบหน้าหวานไว้ในอุ้งมือเพื่อมองให้ถนัด


“เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ ช่างต่างจากเด็กน้อยที่วิ่งตัดหน้ารถของฉันเมื่อหลายปีก่อนเหลือเกิน”


สบตากันราวกับตกอยู่ในภวังค์และดำดิ่งลึกลงไปในไฟปรารถนาที่รุมเร้าจนไม่อาจขจัดมันออกไปจากหัวใจได้โดยง่าย ปลายนิ้วสากที่จับแต่อาวุธเกลี่ยไล้ไปตามแก้มนุ่มอย่างหลงใหลก่อนจะบรรจงจูบตามลงไปอย่างมิอาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป เหวินเป่าแทบจะหยุดหายใจเมื่อริมฝีปากแห้งผากของชายชาติทหารเลื่อนต่ำลงช้าๆมาบรรจบกับกลีบปากนุ่มของเขาอย่างจงใจก่อนที่จุมพิตนั้นจะเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ


“นายท่าน”


เสียงนั้นเพียงหลุดลอดจากริมฝีปากราวกับเหวินเป่าละเมอออกมา หัวใจดวงน้อยเต้นรัวกับความหวานล้ำราวกับน้ำผึ้งสดใหม่ ประสบการณ์ของคนที่กำลังโอบกอดไว้หลวมๆกำลังพาให้เขาเตลิดและไม่รู้ตัวเลยว่าหย่งหนานส่งปลายลิ้นเข้ามาซอกซอนหาความหวานอยู่ในโพรงปากตั้งแต่เมื่อใด


“อากุยของฉัน”


เหวินเป่าตัวสั่น มันเป็นสัมผัสล้ำลึกครั้งแรกที่หนุ่มน้อยอย่างเขาได้รู้จัก ลิ้นชื้นตวัดวกกลับไปมาราวกับคนเอาแต่ใจและเรียกร้องให้เหวินเป่ายอมให้หย่งหนานตักตวงจนแทบขาดใจ กลีบปากนุ่มถูกเม้มรั้งทั้งบนและล่างแม้จะไม่รุนแรงนักแต่ก็ทำให้เหวินเป่าลืมตัวลืมใจจนหมดสิ้น


ร่างบางถูกผลักเบาๆให้เอนกายกลับลงไปบนเตียงอีกครั้ง เหวินเป่าไม่มีโอกาสได้ห้ามเมื่อร่างสูงใหญ่โน้มทับทันควัน หย่งหนานเองก็นึกไม่ถึงว่าเหวินเป่ามีอิทธิพลต่อเขาขนาดนี้ เรือนร่างบอบบางกำลังทำให้เขารุ่มร้อนด้วยไฟเสน่หา


 “กรี๊ดดด ฮูหยิน!”


เสียงร้องด้วยความตกใจของเหม่ยฮัวที่ดังลั่นมาจากห้องนอนใหญ่คืนสติให้กับทั้งคู่ หย่งหนานผละออกจากเหวินเป่าและต้องหลับตาหักห้ามความต้องการทั้งหมดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนเหวินเป่าก็ผุดลุกขึ้นนั่งหายใจหอบกะพริบตาเรียกสติสัมปชัญญะ ทั้งคู่หันมาสบตากันก่อนจะก้าวยาวๆจากเตียงออกไปยังห้องนอนของหย่งหนานและฟางซินทันที


“เกิดอะไรขึ้นเหม่ยฮัว”


เอ่ยถามเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หย่งหนานมองเห็นภรรยาหายใจเร็วและไอจนตัวโยน เหม่ยฮัวที่ประคองอยู่ด้านข้างมีสีหน้าตื่นตกใจพลางยื่นผ้าผืนหนึ่งส่งให้เขา ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเต็มไปด้วยเศษเลือดเปื้อนกระจัดกระจายอยู่


“ฉันเป็นห่วงฮูหยินก็เลยแวะเข้ามาดู จึงได้เห็นว่าฮูหยินมีไข้และไอหนักมากแถมยังไอเป็นเลือดด้วยนะคะ”


 “น้องไม่เป็นไรค่ะพี่”


แม้จะอ่อนเพลียมากแต่ฟางซินก็ยังฝืนกล่าวเพื่อให้หย่งหนานสบายใจ หากแต่คราวนี้อาการของฟางซินหนักเกินกว่าจะไว้วางใจได้


“เหม่ยฮัว ออกไปบอกให้ใครก็ได้ขับรถไปรับคุณหมอฝรั่งที่โรงพยาบาลมาทีเถอะ บอกว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วน”


เหม่ยฮัวรับคำและรีบก้าวออกไปทันทีเหวินเป่าจึงเข้าไปประคองฟางซินแทนที่ เขานึกโกรธตัวเองที่ปล่อยปละละเลยและเกือบจะกระทำผิดไปแล้วทั้งที่ฟางซินเจ็บป่วยหนักขนาดนี้


“นายหญิงเป็นอย่างไรบ้างครับ”


“ไอจนเจ็บไปหมดทั้งตัว ขอฉันดื่มน้ำทีเถอะคอแห้งเหลือเกิน”


หย่งหนานลุกขึ้นไปเทน้ำชาลงถ้วยและเดินกลับมาที่เดิม เขาค่อยๆให้ฟางซินดื่มน้ำชาจนหมดถ้วยจึงประคองให้ภรรยากลับลงไปนอนอีกครั้ง เขาสำนึกผิดที่ปล่อยให้ความปรารถนาเข้าครอบงำจนเกือบผิดศีลธรรมอันดีที่เขาได้ตั้งใจไว้ สายตาคมลอบสบกับเจ้าของดวงตาเรียวที่มองกลับมาด้วยความอัดอั้น


ตาต่อตาสบกันมีทั้งความผิดหวังและความละอายแก่ใจในความผิด เหวินเป่าก้มหน้าลงเพราะเขาไม่อาจเผชิญหน้ากับใครในคราวนี้ หย่งหนานเองก็นิ่งไปด้วยความสับสนเมื่อเขาต้องการเป็นเจ้าของเหวินเป่าทั้งที่หนุ่มน้อยเป็นบุรุษเฉกเช่นเดียวกันกับเขา


อยู่กันสามคนในห้องกว้างด้วยความเงียบงัน ฟางชินหลับตาลงสลับกับไอออกมาอีกคำรบใหญ่ จนกระทั่งได้ยินเสียงรถยนต์จอดอยู่หน้ารั้วบ้านและอีกสักพักก็มีทหารเดินนำหน้าชาวตะวันตกตัวสูงคนหนึ่งในก้าวเข้ามาในห้อง


“มิสเตอร์จอห์น”


หย่งหนานทักทายอย่างยินดี เขาเล่าอาการของฟางซินให้นายแพทย์จากประเทศอังกฤษได้รู้และเปิดทางให้มิสเตอร์จอห์นตรงเข้าไปตรวจร่างกายภรรยาอย่างละเอียดพร้อมทั้งซักถามอาการของฟางซินที่ผ่านมาไปด้วย ระหว่างนั้นหย่งหนานได้แต่มองด้วยความวิตกกังวลและห่วงใยในอาการของภรรยา พักใหญ่กว่านายแพทย์จากอังกฤษจะหยุดตรวจและถอนหายใจออกมา


“ขอเชิญพันตรีเฉินคุยกับผมภายนอกห้องจะได้ไหม”


“พูดเสียที่นี่เถอะค่ะ”


ฟางซินเอ่ยขัดออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง


“ร่างกายนี้เป็นของฉัน ได้โปรดอย่าปิดบังสิ่งใดกับฉันเลย”


มิสเตอร์จอห์นสบตากับหย่งหนาน เขาพยักหน้าให้กระทำตามที่ภรรยาต้องการ มิสเตอร์จอห์นจึงได้แจ้งอาการที่เขาตรวจพบ


“อาการของมาดามเฉินคืออาการของวัณโรค”


ความเงียบเข้าครอบงำภายในห้องจนแทบจะได้ยินเพียงเสียงของลมหายใจ ทั้งหย่งหนานและฟางซินรู้ดีว่าวัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อทางน้ำลายจากการไอจามและยังไม่มียารักษาในตอนนี้


“ทางฝั่งโลกตะวันตกกำลังหาทางวิจัยยาปฏิชีวนะที่จะมารักษาโรคนี้ แต่ก็เพียงอยู่ในขั้นทดลองกับสัตว์เท่านั้น”


“อาการของฉันรุนแรงแค่ไหนคะ”


ดูเหมือนฟางซินจะทำใจได้รวดเร็วกว่า เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งขึ้น


“ค่อนข้างหนักมาก เสียงการทำงานของปอดผิดปกติแล้ว มาดามควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้บุคคลที่มีความเสี่ยงจะติดเชื้อได้ง่ายเช่นคนชราและเด็ก นอกจากนั้นมาดามควรจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากเวลาที่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ผู้อื่น”


มิสเตอร์จอห์นขอตัวกลับหลังจากที่ให้คำแนะนำเสร็จสิ้น หย่งหนานสั่งให้ทหารพาเขาไปส่งที่โรงพยาบาลและทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ฟางซินที่นั่งพิงหัวเตียงโดยมีเหวินเป่าประคองอยู่ทอดถอนหายใจและมีน้ำตาไหลลงมา หย่งหนานก้าวมานั่งเคียงข้างและกุมมือภรรยาไว้อย่างเห็นใจ


“เธอจะไม่เป็นอะไรมากหรอกฟางซิน”


หญิงสาวฝืนยิ้ม ฟางซินมีการศึกษาต่างจากสาวชาวจีนคนอื่นๆ เธอรู้ดีว่าโรคที่เป็นอยู่คืออะไรเพราะเธอเองก็สงสัยอาการที่เป็นอยู่มานานแล้ว


“พี่สบายใจเถอะค่ะ น้องจะขยันไปนั่งตากแดดยามเช้ารับอากาศบริสุทธิ์ จะพยายามกินอาหารให้มากขึ้นเพื่อรักษาตัว จะเป็นห่วงก็แต่เซียวจงที่น้องคงใกล้ชิดลูกไม่ได้ โธ่เอ๋ย ลูกเพิ่งจะสามขวบเท่านั้น”


“ผมจะดูแลคุณชายน้อยเองครับ”


เหวินเป่ารีบรับอาสา เขาไม่รู้ว่าวัณโรคคืออะไรแต่คิดว่าเขาจะหาความรู้จากตำราของนายหญิงได้ไม่ยาก หากแต่ตอนนี้สีหน้าเคร่งเครียดของหย่งหนานทำให้เหวินเป่าเดาว่าโรคที่ฟางซินเป็นอยู่คงร้ายแรงไม่น้อย ฟางซินได้ยินดังนั้นจึงหันมายิ้มให้กับเหวินเป่า


 “ดีจริง มีเหวินเป่าช่วยดูแลเซียวจงอีกแรงฉันก็ดีใจ อย่างไรก็ฝากด้วยนะ”


ฟางซินขยับตัวลงไปนอนและหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน หย่งหนานประคับประคองภรรยาลงนอนและดึงผ้าห่มมาคลุมจนถึงลำคอรอจนกระทั่งฟางซินหลับสนิท เขาสบตากับเหวินเป่าเป็นสัญญาณให้ออกไปจากห้อง ทั้งคู่ออกมายืนนิ่งอยู่ภายนอกด้วยความรู้สึกที่ต่างต้องซ่อนเร้นเอาไว้และยังไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ


“ฟางซินป่วยหนักมาก”


หย่งหนานทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ฝืนความรู้สึกของเขาเหลือเกิน


“ฟางซินเป็นภรรยาและแม่ที่ดี ดีจนฉันไม่อาจทำให้เขาต้องมาเสียใจเพราะการกระทำของฉันโดยเฉพาะในช่วงที่เขาอ่อนแอเช่นนี้”


เหวินเป่าเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยน้ำตา เขารู้แจ้งในความหมายของทุกพยางค์ที่หย่งหนานเอ่ยออกมาเพราะเมื่อครู่ไม่นานมานี้เขาเองก็เกือบเผลอใจทำในสิ่งที่ผิดต่อผู้มีพระคุณของเขาเสียแล้ว


“ผมทราบครับ” หนุ่มน้อยกลั้นก้อนสะอื้น


“ผมเองก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ดึกแล้ว ผมขอตัวไปนอน จะได้ตื่นเช้ามาดูแลคุณชายน้อย”


เหวินเป่าผลุนผลันก้าวยาวๆกลับไปในห้องตนเองทันที เขาคว่ำหน้าลงกับหมอนและร้องไห้ออกมาโดยหวังจะให้หมอนใบนั้นช่วยปิดบังเสียงสะอื้นของเขา หัวใจดวงน้อยเจ็บปวดด้วยมโนธรรมที่ห้ามปรามความต้องการที่ไม่อาจเป็นจริง     






หย่งหนานไปทำงานในตอนเช้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขานอนไม่หลับตลอดทั้งคืนเพราะเหตุการณ์ต่างๆที่ประดังเข้ามาในคืนเดียวจนผู้เป็นลุงสังเกตเห็น


“มีอะไรเกิดขึ้นหรือ”


ถอนหายใจหนักหน่วงก่อนจะเล่าให้ผู้เป็นลุงรู้ว่าภรรยาป่วยเป็นวัณโรค เฉินจิ้งเหอรับรู้เหตุการในบ้านด้วยความเป็นห่วงไม่แพ้หลานชาย


“ผมคงต้องแยกห้องนอน อาจจะต้องไปพักในห้องของเซียวจงก่อน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูแลฟางซินให้ดีที่สุด”


“ดีแล้ว เราเป็นสามีก็ต้องดูแลภรรยาในยามทุกข์ด้วย”


บทสนทนาระหว่างลุงกับหลานจบลงเมื่อทั้งคู่เดินเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภา นี่เป็นการประชุมทางการเมืองเป็นครั้งแรกหลังจากประกาศชัยชนะต่อสงครามโลกและเวลาผ่านไปร่วมสองเดือน เฉินจิ้งเหอก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ของนายกรัฐมนตรีผู้นำสูงสุดในสถานที่แห่งนี้ ส่วนหย่งหนานนั้นทางการเมืองเขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของจิ้งเหอเปรียบเสมือนมือขวาเพราะหยางซุนผู้เป็นบุตรชายไม่นิยมเข้าประชุมในรัฐสภาหน้าที่นี้จึงตกเป็นของเขา


เมื่อเริ่มต้นการประชุมเฉินจิ้งเหอลุกขึ้นเพื่อกล่าวปราศัยนโยบายการปกครองและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติในฐานะของนายกรัฐมนตรี เมื่อกล่าวจบผู้นำฝ่ายค้านจึงได้ลุกขึ้นเพื่อทำหน้าที่ของเขา บุรุษวัยหกสิบปีรูปร่างสูงท้วมหน้าตาเฉกเช่นประชาชนชาวจีนโดยทั่วไปหากแต่เป็นผู้มีอิทธิพลเป็นอันดับสองรองจากเฉินจิ้งเหอ เขาคืออู๋จินไห่ ผู้นำของพรรคสังคมนิยมนั่นเอง


“คำพูดของนายกรัฐมนตรีเฉินเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้”



อู๋จินไห่กล่าวโจมตีตั้งแต่ประโยคแรก


“บ้านเมืองหลังสงครามที่บอบช้ำจะฟื้นฟูได้อย่างไรหากนักการเมืองที่มีอำนาจในมือโกงกินเงินงบประมาณแผ่นดินไปจนพุงกางและโยนเศษก้างปลาให้ประชาชน ความเหลื่อมล้ำของมนุษย์เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด ประชาชนจะได้อะไรตอบแทนเมื่อพวกเขาทำงานตัวเป็นเกลียวหาเงินให้ขุนนางสูบเลือดสูบเนื้อ”


หย่งหนานฟังการปราศัยของอู๋จินไห่อย่างหนักใจ น้ำเสียงของเขาไม่ได้กระโชกโฮกฮากหากแต่เป็นโทนเสียงที่ชวนให้ผู้คนคล้อยตาม แปดปีในช่วงสงครามพรรคสังคมนิยมแทบไม่มีบทบาทในการบริหารแต่หย่งหนานรู้ดีว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังเตรียมการใหญ่รออยู่


และเวลานี้เอง พรรคสังคมนิยมที่เฉินจิ้งเหอเรียกว่าหอกข้างแคร่พร้อมแล้วที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อคว่ำพรรคชาตินิยมลงอย่างที่พวกนั้นวาดหวังไว้


TBC

กดไลก์ กดดาวให้บ้างน้า




ความคิดเห็น