facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มิ.ย. 2560 20:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14
แบบอักษร

                                                            ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 14

หลังจากสงครามอันแสนเลวร้ายจบสิ้นลงแล้วท่ามกลางความดีใจของทุกคนที่ผ่านพ้นนรกบนดินมาได้ในที่สุด เริ่มปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของประชาชนขึ้นมาบ้าง เฉินจิ้งเหอนายกรัฐมนตรีกลับเข้าไปในรัฐสภาประกาศชัยชนะเหนือจักรวรรดิญี่ปุ่นและสัญญาว่าจะนำประเทศเข้าสู่ความสงบโดยเร็วที่สุด

เฉินหย่งหนานยังไปๆมาๆระหว่างบ้านและที่ตั้งของกองกำลังทหารแห่งชาติ เขายังต้องดูแลงานทหารหลังสงครามให้เรียบร้อย เหวินเป่าที่เฝ้ามองจึงได้แต่แอบน้ำตารื้นเมื่อเห็นวีรบุรุษของเขาแต่เพียงชั่วครู่ เขาไม่กล้ารับอาสาเหม่ยฮัวไปดูแลหย่งหนานเมื่อกลับถึงบ้านอีก เพราะกลัวหัวใจตนเองจะบอบช้ำไปยิ่งกว่าเดิม

ในช่วงนั้นเหวินเป่าจึงช่วยงานด้วยการรับอาสาเป็นผู้ดูแลฟางซินแทนเหม่ยฮัว ฟางซินเองก็เต็มใจเพราะเอ็นดูหนุ่มน้อยอยู่มาก บัดนี้เหวินเป่าอ่านหนังสือได้บ้างแล้วหากเป็นคำที่ไม่ยากนัก ฟางซินมักจะให้เขาฝึกให้คล่องด้วยการอ่านหนังสือให้เธอฟัง

“วันนี้อ่านเล่มนี้นะเหวินเป่า คำไหนยังสะกดไม่ได้ก็ถามฉันนะ”

“ครับนายหญิง”


เหวินเป่ารับหนังสือเก่าเล่มหนึ่งมาอย่างยินดี นิสัยใฝ่รู้ของเขาทำให้การอ่านเขียนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในยามว่างเหวินเป่าก็มักจะนำตำราของฟางซินมาฝึกอ่านและเขียนตาม เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เล่าเรียนหนังสือหากชีวิตนี้มีโอกาส


“ม่านประเพณี”


ชื่อหนังสือในมือทำให้เหวินเป่าขมวดคิ้วด้วยความคุ้นเคยในชื่อนั้น ฟางซินจึงบอกให้เขารู้


“นิยายที่เธอเล่นงิ้วอย่างไรล่ะ”


เหวินเป่าร้องอ๋อ เขารีบเปิดหนังสือตั้งแต่หน้าแรกและอ่านให้ฟางซินฟังเพราะตัวเองก็อยากจะอ่านเนื้อความด้านในเช่นกัน หากแต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆจนถึงตอนที่ความรักถูกขัดขวางเพราะอีกฝ่ายเป็นบุตรสาวของคหบดีแต่คนที่รักเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเหวินเป่าก็ถึงกับกลั้นก้อนสะอื้นในคอ


“เศร้าเหลือเกินนะ”


ฟางซินอดรำพึงออกมาไม่ได้


“เหตุใดชีวิตของคนเราจึงต้องถูกบังคับให้ขึ้นอยู่กับคำว่าเหมาะสมทั้งที่หัวใจมิได้มีรัก ฉันเองก็ต้องแต่งงานใช้ชีวิตคู่เพราะคำนั้น ดีกว่าแม่นางเอกในนิยายก็ตรงที่ได้สามีเป็นคนดีรักครอบครัว หากไม่ใช่พี่หย่งหนานแล้วก็ไม่รู้ว่าบัดนี้ชีวิตจะเป็นเช่นไรบ้าง ขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ได้ใจร้าย”


“โธ่ นายหญิง”


เหวินเป่ามองฟางซินที่นอนพักอยู่บนเตียงด้วยความเห็นใจ หากแต่หญิงสาวผอมบางกลับส่งยิ้มมาให้เขา


“ฉันไม่เป็นไรหรอกเหวินเป่า ตอนนี้ฉันมีสามีและลูกที่ดี มีบริวารที่ดี ถึงตายไปก็ไม่เสียดายแล้ว นี่ เหวินเป่า เธอยังจำเพลงงิ้วที่ร้องในคืนนั้นได้ไหม ร้องให้ฉันฟังทีเถอะ ฉันอยากฟังเหลือเกิน”


หนุ่มน้อยวางหนังสือในมือลง เขารำลึกถึงถ้อยความของบทเพลงที่จำได้ขึ้นใจก่อนจะส่งเสียงแว่วหวานออกมาขับกล่อมให้สตรีผู้มีพระคุณได้รับฟัง



                โอ้ว่าอกเอ๋ย ไฉนเลยจึงแสนช้ำ                                           

เพราะรักต้องกลืนกล้ำน้ำตาอาดูร

รักแท้ถูกขัดขวาง หนทางใจสลายสูญ                                

ข้านั้นเฝ้าเทิดทูนแต่ระกำด้วยคำคน

ความรักเกิดจากจิต แต่กลับปลิดจากชิวหา      

เหลื่อมล้ำเพราะเงินตราบังคับฟ้าให้แยกเรา

แม้ใจอยากเคียงคู่ กับยอดชู้ที่แสนเศร้า                                             

ความฝันพลันมัวเมาต้องจากกันจนวันตาย

โอ้ว่าฟ้าเอ๋ย ไฉนเลยจึงกลั่นแกล้ง                                     

รักนั้นมิเสแสร้งหากถูกแย่งให้ลาล่วง

ต่างคนต่างชนชั้นแม้บากบั่นสู้หนักหน่วง                                           

ยังแพ้แก่คนลวงจนเจ็บทรวงแทบขาดใจ                                            

หลับตาเถิดนะพี่ ถึงชีวีจะห่างหาย                                     

ใจน้องไม่กลับกลายรักพี่ชายจนวายปราณ

ชาตินี้ต้องแคล้วคลาด แต่ทุกชาติขอสุขสม                                       

กายใจให้พี่ชมเพียงผู้เดียวตลอดกาล



น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้มเมื่อเหวินเป่าสะท้อนอยู่ในหัวอกของเขา ปลายเสียงสั่นเครือจนต้องกัดริมฝีปากสะกัดกั้นเสียงสะอื้น ฟางซินที่หลับตาฟังเสียงหวานราวกับระฆังแก้วอย่างเพลิดเพลินจึงเปิดเปลือกตามองเขาด้วยสายตาของผู้ใหญ่ปรานีเด็ก


“เธอร้องเข้าถึงบทเพลงราวกับคนที่มีความรักไม่สมหวังนะเหวินเป่า หากฉันไม่ได้ดูแลเธอมาคงคิดว่าเธอกำลังหลงรักใครอยู่ในตอนนี้”


เหวินเป่าสะดุ้งเฮือก เขาได้แต่ก้มหน้ามองมือของตนเองที่วางอยู่บนตักอย่างรู้สึกผิดจนไม่อาจสู้ตาฟางซินได้ เขาชังหัวใจเหลือเกินที่บังอาจคิดถึงบุรุษที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอาจเอื้อม


“ผมเพียงแต่คิดว่าหากผมเป็นอิงไถหรือซันป๋อ ผมควรจะทำเช่นไรดี ต่อสู้เพื่อความรักหรือยินยอมให้อีกฝ่ายจากไปเพื่อไม่ต้องผิดประเพณีครับนายหญิง”


“ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เธอรักเขาจะคิดเช่นไรด้วย เขาพร้อมที่จะต่อสู้ไปพร้อมเธอหรือว่าโอนอ่อนต่อคำครหา”


ฟางซินส่งยิ้มให้เหวินเป่าด้วยความอ่อนเพลีย


“ไปพักบ้างเถอะเหวินเป่า เหนื่อยกับฉันมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวฉันเองก็จะพักผ่อนเสียหน่อย”


“ครับนายหญิง”


ดูแลจนสตรีบอบบางหลับสนิทไปแล้วเขาจึงได้ก้าวออกไปจากห้อง เวลานี้สายัณห์เพิ่งจะราแสงไปจากท้องฟ้าจนมีเพียงแสงโพล้เพล้ในยามอาทิตย์อัสดง เหวินเป่าจึงเดินไปยังบ้านหลังใหญ่เผื่อว่าจะไปช่วยเหลืองานของคนรับใช้ที่บ้านหลังนั้น หากทว่าเมื่อเดินไปถึงสวนต้นไม้หลังบ้านเขากลับพบบุรุษผู้ครอบครองหัวใจของเขาอย่างไม่คาดคิด


“นายท่าน!”


ร่างสูงงามสง่าผ่าเผยอยู่ในชุดทหารเต็มยศ เฉินหย่งหนานหันขวับมาตามเสียงเรียกจนกระทั่งได้สบตากับดวงตาเรียวหวาน เขามองสีดำขลับในดวงตานั้นอย่างยากจะถอนสายตา


“เหวินเป่า”


หัวใจของชายหนุ่มชาติทหารพลันพองฟูขึ้นมาอย่างน่าเจ็บใจที่ไม่อาจตัดใจได้สักครา หลังจากสงครามโลกจบสิ้นไปเป็นเดือนแล้วและเขาก็ยังทุ่มเทกายใจให้กับงานเพื่อให้บรรเทาความคิดถึงร่างโปร่งตรงหน้าลงบ้าง แต่หย่งหนานก็รู้ว่าเขาทำไม่ได้ ใบหน้าของคนในปกครองยังก่อกวนหัวใจของเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


“นายท่านกลับบ้านเร็วนะครับวันนี้”


ทุกทีหากยังไม่ใกล้ยามสองเหวินเป่าก็ยังไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เขาแอบฟังเดินย่ำอยู่ในบ้าน แต่วันนี้หย่งหนานกลับบ้านเมื่อตะวันตกดินเท่านั้น


“งานของฉันเบาบางลงบ้างแล้ว ต่อจากนี้ชีวิตประจำวันคงเข้าสู่ปกติเช่นคนอื่นเขาบ้าง”


เหวินเป่ามองใบหน้าอันตรากตรำจากงานหนักด้วยความเทิดทูน


“นายท่านคงเหนื่อยมาตลอดตั้งแต่มีสงคราม”


“นั่นสินะ ตอนนี้คงได้พักผ่อนเสียให้หายเหนื่อย”


หย่งหนานอดใจไม่ได้ที่จะสืบเท้าก้าวไปหาร่างโปร่งบางนั้นราวกับมีแรงดึงดูด เขาจ้องหน้าหวานเสียจนฉ่ำใจขณะที่ เหวินเป่าได้แต่หลบสายตา เลือดอุ่นในกายอันไร้เดียงสาเดือดพล่านจนแก้มสุกปลั่ง


“ฉันคิดถึงเธอ”


หย่งหนานเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาต้องเอ่ยคำเช่นตนเองเป็นชายหนุ่มที่กำลังเกี้ยวพาราสีบุคคลอันพึงใจ เมื่อมันหลุดจากปากแล้วเขาก็นึกอยากจะกัดลิ้นตนเองนัก


“คิดถึงว่าเธอจะสบายดีไหม แผลที่คอเป็นอย่างไรบ้าง”


เหวินเป่าก้มหน้างุด เขาไม่กล้าประสานสายตากับดวงตาอันฉายแสงสว่างยิ่งกว่าดาวบนท้องฟ้านั้นเลย หัวใจดวงน้อยเต้นไหวระรัวจนเขากลัวว่ามันจะหลุดออกมานอกทรวงอก


“หายดีแล้วครับ ไม่เหลือร่องรอยแล้ว”


“ไหนกัน ขอฉันดูรอยแผลหน่อยเถิด”


พลันปลายนิ้วใหญ่ก็เชยคางมนให้แหงนขึ้น หย่งหนานจ้องมองลำคอระหงด้วยความเป็นห่วง ครั้นเมื่อไม่พบรอยแผลเป็นเขาจึงได้วางใจ สายตาจึงได้เลื่อนขึ้นมองดวงตาเรียวจนกระทั่งสบตาซึ่งกันได้ที่สุด


นัยน์ตาคู่นี้ช่างดึงดูดอย่างน่าประหลาด หย่งหนานไม่สามารถละสายตาให้ห่างไปได้ ต่างก็จ้องมองเข้าไปให้ลึกกว่าสิ่งที่ปกปิดไว้ จนไม่รู้เลยว่าความห่างของใบหน้านั้นแคบลงเรื่อยๆ หัวใจของเหวินเป่าเองก็พลันลืมสิ้นเสียทุกอย่างเมื่อลมหายใจของจมูกโด่งนั้นเป่ารดอยู่ตรงข้างแก้ม


“เด็กน้อยของฉัน”


“นายท่าน”


เสียงนั้นแผ่วเบาแต่กลับชัดเจนอยู่ในความรู้สึก ความต้องการของหัวใจทำให้เหวินเป่าเงยหน้าและพริ้มตาลงอย่างลืมตัว ริมฝีปากของเขาถูกสัมผัสเพียงเจือจางด้วยความหยุ่นชื้น แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้เขาเตลิดจนกู่ไม่กลับ


“คุณชายหย่งหนานครับ”


พลันสะดุ้งสุดตัวกันทั้งคู่เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกของบ่าวรับใช้มาแต่ไกล เหวินเป่าผลักบ่ากว้างให้ห่างออกจากเขาด้วยความตกใจ หนุ่มน้อยหายใจหอบลึกและหันหลังให้กับบุรุษที่ทำให้เขาเกือบจะกระทำผิดต่อศีลธรรม


“อากุย ฉันขอโทษ”


ได้ยินเสียงสำนึกผิดดังจากเบื้องหลัง เหวินเป่าทั้งอับอายและสำนึกผิดจนน้ำตาเจียนไหล ไหล่บางคู้สั่นไหวจนหย่งหนานยิ่งนึกสงสาร เขาโกรธตัวเองนักที่สร้างตราบาปลงในจิตใจอันแสนบริสุทธิ์นี้


 “มีอะไรรึ”


ตัดใจหันไปถามบ่าวที่เพิ่งจะวิ่งมาถึง บ่าวรับใช้รีบกล่าวทันที


“ท่านนายกเรียกให้ไปพบที่ห้องโถงเดี๋ยวนี้ครับ และให้ตามเด็กเหวินเป่าไปด้วย”


คิ้วเข้มขมวดลงทันที เหวินเป่าเองก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมาด้วยความแปลกใจ หย่งหนานพยักหน้าให้กับบ่าวผู้นั้น


“ฉันจะรีบไป”


ร่างสูงหันไปมองเด็กในปกครอง หย่งหนานสงสัยว่าผู้เป็นลุงของเขาต้องการพบเหวินเป่าด้วยเหตุใด เมื่อมีสติแล้วหย่งหนานจึงได้ถอนหายใจกับความพลุ่งพล่านของแรงปรารถนาที่ช่างรุนแรงอย่างน่าตกใจ


“ไปหาคุณลุงกันเถอะเหวินเป่า”


“แต่ว่าผม...”


เหวินเป่าเบิกตากว้างด้วยความหวาดหวั่น แม้จะมาอาศัยอยู่ในเขตรั้วของเฉินจิ้งเหอมาเป็นเวลาเกือบครบปีแต่เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับเจ้าของบ้านเลยสักครั้ง และการที่ต้องเข้าพบผู้นำสูงสุดของประเทศทำให้เหวินเป่าตื่นเต้น


“อย่ากลัวไปเลย คุณลุงท่านใจดี มาเถอะตามฉันมา”


มือใหญ่คว้ามือบางมากุมไว้และดึงเบาๆให้ก้าวตามแผ่นหลังไปยังห้องโถงกว้างสำหรับรับแขกเป็นทางการ หย่งหนานนึกแปลกใจที่มีผู้มาเยือนในยามพลบค่ำเช่นนี้ คงต้องเป็นเรื่องด่วนบางอย่างที่จิ้งเหอจะแจ้งต่อเขาแต่เหตุใดต้องเรียกเหวินเป่ามาด้วยก็สุดปัญญาที่จะเดาได้


เหวินเป่าก้าวเดินตามหย่งหนานที่จูงมือเขามาจนกระทั่งถึงห้องโถงกว้างที่มีโต๊ะรับแขกตัวยาวแสนงดงามตั้งอยู่กลางห้อง หนุ่มน้อยเบิกตากว้างด้วยความสงสัยเมื่อเห็นบุรุษหลายคนนั่งอยู่กับเฉินจิ้งเหอประมุขของบ้านที่หันขวับมามองเขาทันทีเมื่อหย่งหนานพาไปถึง เมื่อมือใหญ่ปล่อยมือเขาเหวินเป่าก็ยืนตัวลีบเล็กต่อหน้าทุกคนที่มองเป็นตาเดียว


“ผมมาถึงแล้วครับคุณลุง”


จิ้งเหอพยักหน้ารับโดยที่ยังไม่หยุดมองเหวินเป่าอย่างพิจารณา


“เด็กคนนี้หรือที่หลานเคยเล่นให้ลุงฟังว่าเกิดจากแม่ที่เป็นหญิงคณิกา”


หย่งหนานหันไปมองเหวินเป่าอย่างให้กำลังใจก่อนจะตอบผู้เป็นลุง


“ใช่ครับคุณลุง มีอะไรงั้นหรือครับ”


หย่งหนานสังหรณ์ใจ เขากวาดสายตามองอาคันตุกะอย่างรวดเร็วเมื่อพวกเขาลุกขึ้นยืนและเดินตรงมาหยุดต่อหน้า เหวินเป่าที่ยิ่งสั่นด้วยความตกใจ


“พวกเขามาจากญี่ปุ่นและเป็นตัวแทนจากสมเด็จพระจักรพรรดิ”


คำพูดของจิ้งเหอยิ่งทำให้คิ้วเข้มของหย่งหนานแทบจะขมวดเป็นปม


“สาห์นจากนายพลเจ้าชายคิริซาวะที่มีก่อนปลิดชีวิตตนเองและได้ส่งไปยังพระราชวังของสมเด็จพระจักรพรรดิแจ้งว่า นายพลเจ้าชายคิริซาวะมีทายาทที่เกิดจากหญิงจีนคนหนึ่ง”


หัวใจของหย่งหนานกระตุกทันที เขาหันขวับไปมองเหวินเป่าที่ยืนตกตะลึงหน้าซีดเผือด จิ้งเหอกล่าวต่อไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ


“เจ้าชายคิริซาวะมีความสัมพันธ์กับหญิงคณิกาคนหนึ่งและรับเลี้ยงไว้เป็นเวลากว่าสามเดือนในช่วงที่เดินทางมาพักในนานกิงเมื่อเกือบสิบแปดปีที่แล้ว แต่หญิงคนนั้นหนีหายไปโดยที่เจ้าชายคิริซาวะก็ไม่รู้ว่าไปไหน จนกระทั่งก่อนสงครามโลกจบสิ้นลง เขาได้พบกับใครคนหนึ่งที่สวมใส่จี้ห้อยคอซึ่งเขาเคยมีไว้ในครอบครองและได้มอบให้กับหญิงคณิกาผู้นั้น เขาเพิ่งจะรู้ว่าตนเองมีบุตรชายและบุตรชายของเขาอยู่ในการดูแลของพันตรีเฉินหย่งหนาน”


“คุณลุง!”


“ไม่!”


เหวินเป่าตะโกนดังลั่น เขาถอยกรูดจากผู้ชายทั้งหลายที่ยืนสงบอยู่ตรงหน้า มือน้อยเอื้อมมาจับที่จี้ห้อยคอที่สวมอยู่ภายในเสื้อปกตั้ง เขากระชากเชือกคล้องเก่าคร่ำจนขาดวิ่นติดมือและทำท่าราวกับจะโยนมันทิ้งด้วยความเกลียดชัง


“อากุย”


หย่งหนานพุ่งเข้าไปหาทันที เขาคว้าต้นแขนของเหวินเป่าไว้เพื่อหยุดการกระทำนั้นและดึงเชือกพร้อมจี้ห้อยคอมาจากมือของเหวินเป่าพลางจ้องผ่านคราบฝุ่นไคลต่างๆให้เข้าไปถึงเนื้อใน พลันดวงตาของเขาจึงเบิกกว้างอย่างตระหนก


ดอกเบญจมาศ!


จี้กระดำกระด่างนั้นเป็นรูปดอกเบญจมาศชัดเจน หย่งหนานหันไปมองเหวินเป่าที่ส่ายหน้าไปมาไม่ยอมรับความเป็นจริงที่มาเยือนอย่างกะทันหัน ตัวแทนบุรุษจากญี่ปุ่นพูดอะไรบางอย่างที่เหวินเป่าไม่เข้าใจและเมื่อพูดจบเฉินจิ้งเหอจึงได้เป็นผู้ถ่ายทอดใจความให้ฟัง


“เธอเป็นทายาทของพระญาติแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น มีสิทธิในความเป็นราชนิกุลจากบิดาของเธอ หากเธอจะกลับไปใช้สิทธินั้นที่บ้านเกิดก็ได้”


“ไม่ไป ผมไม่ใช่คนญี่ปุ่น ผมเป็นคนจีน”


 เหวินเป่าตัวสั่น ภาพแห่งความโหดร้ายประดังเข้ามาในความทรงจำจนน้ำตาไหล


“แต่เธอเป็นบุตรของนายพลคิริซาวะนะเหวินเป่า ไม่สิ เจ้าชาย”


บุรุษตรงหน้ากล่าวเสียงขม เพียงพริบตาร่างโปร่งบางที่ก่อกวนหัวใจของเขาก็กลับกลายจากเด็กไร้สกุลไปเป็นราชนิกุลของเกาะญี่ปุ่นอันแสนสูงส่งแม้จะพ่ายแพ้แก่สงครามหากแต่ก็ยังรอดพ้นจากการตกเป็นอาชญากรสงครามเพราะทรงเป็นเพียงหุ่นเชิดของรัฐบาลที่ขึ้นเถลิงอำนาจใช้พระราชอำนาจโดยที่พระองค์ไม่ได้เห็นชอบด้วยกับการสงคราม


บัดนี้ เด็กน้อยที่หย่งหนานช่วยเหลือเกื้อกูลจากความต่ำตมกลับอยู่สูงจนเขามิอาจไขว่คว้าได้อีกแล้ว



                                                      TBC




ความคิดเห็น