ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 อ้างว้าง

ชื่อตอน : บทที่ 1 อ้างว้าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ม.ค. 2564 21:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 อ้างว้าง
แบบอักษร

บทที่ 1 อ้างว้าง 

 

เรือนแก้วหลังน้อยที่เจินหมิงพระราชทานให้นางตั้งอยู่กลางดงบุปผาสีชาด เดิมทีจะพระองค์จะพระราชทานตำหนักแก้วหลังใหญ่ แต่นางได้ปฏิเสธออกไป หลังใหญ่โตเกินไปดูไปให้ความรู้สึกอ้างว้างนักและไม่ได้สร้างประโยชน์อันได้แก่นาง เนื่องจากนางอาศัยเพียงแค่คนเดียว 

หากตอนนี้เรือนแก้วของนางแต่เดิมที่นางอาศัยเพียงลำพัง หาได้มีเพียงนางตนเดียวไม่ แต่ภายในเรือนแก้วห้องนอนของนางมีร่างของปีศาจหนุ่มผู้หนึ่งนอนรักษาตัวผ่านมาสองราตรีแล้ว 

คราวแรกนางตกใจเป็นอย่างมากเมื่อพบว่ามีผู้ฝ่าปราการเหมันต์เข้ามาได้ จะขับไล่ก็ใช่ที ด้วยมโนธรรมที่มีอยู่ในใจแม้จะมีน้อยและไม่ได้เอาออกมาใช้บ่อยก็ตาม 

ร่างที่โชกไปด้วยโลหิตสีแดงดำเข้มพร้อมบาดแผลเต็มร่างกาย หากแต่นางทราบเพียงว่าโลหิตแดงดำเกิดจากยาพิษ แต่ปีศาจตนนี้ได้รับพิษอะไรนางเองก็หารู้ได้ ด้วยความที่ไม่สนใจศึกษาเรื่องยาพิษอย่างละเอียด รู้เพียงแค่พิษเบื้องต้นและวิธีแก้ไม่กี่ชนิด 

นางจึงดูแลรักษาตามการสังเกตจากอาการได้เท่านั้น หากจะใช้เวทมนตร์เกรงว่านอกจะเกิดภัยต่อตัวเขา อาจจะทำให้ปีศาจตนนั้นอาการทรุดลงกว่าเดิม ด้วยสายเวทมนตร์และไอเทพปีศาจที่ต่างเผาพันธุ์กัน โดยส่วนมากแล้วร่างกายของปีศาจมิอาจรับเวทมนตร์รักษาจากเผ่าสวรรค์ได้ เช่นเดียวกันกับเหล่าเทพและเทพธิดาไม่อาจรับเวทมนตร์จากเผ่าสวรรค์ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้โอสถทั่วไปเพื่อบรรเทาอาการ 

นางเดินประคองถ้วยกระเบื้องสีงาไร้ลวดลายใดๆ ภายในมีโอสถสีเขียวเข้มบรรจุอยู่เกือบเต็ม กลิ่นของมันช่างไม่น่าพิสัยอย่างยิ่ง นางได้แต่อดกลั้นทนดมมันทั้งตอนเคี้ยวโอสถและได้นางแต่หวังว่าสักวัน นางจะสามารถคิดค้นโอสถที่มีรสชาติ สรรพคุณและกลิ่นที่ดียิ่ง 

โอสถชนิดนี้นางหาได้จากสมุนไพรที่ปลูกภายในสวนเหมันต์มวลผกาและสมุนไพรบางชนิดที่เจินหมิงพระราชทานให้แก่นาง ที่สามารถขึ้นในพื้นที่อากาศหนาวและทดแทนสมุนไพรเหล่านั้นที่ไม่สามารถขึ้นในพื้นที่อากาศหนาวได้ 

ไอควันร้อนลอยฟุ้งขึ้นมา บ่งบอกได้อย่างดีว่าโอสถนี้เพิ่งปรุงเสร็จ แม้กลิ่นของมันจะไม่น่าพิสมัยสักเท่าไร แต่เจ้าปีศาจจอมบุกรุก ท่านก็ทนกินเอาหน่อย กลิ่นของมันแม้จะรุนแรงไปหน่อยก็มิเสียหายหากเพียงรอดชีวิตได้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความอดทนของตัวเจ้าในกลิ่นของมัน 

 

เดิมทีนางเองเคยช่วยชีวิตปีศาจเช่น เว่ยลี่อิงเพียงตนเดียว ส่วนคนรอบข้างนางอย่างเช่น ท่านพ่อ ท่านเองกล่าวว่าเป็นชายชาติทหาร บาดเจ็บนิดหน่อย ไม่ถึงตายหรอก นอกจากนั้นนางรู้ว่าบิดานอกจากห่วงหน้าตา อีกทั้งกลัวนางเสียใจยามเห็นบิดาบาดเจ็บ ท่านพ่อของนางน่ารักที่สุดสำหรับนางเสมอ 

 

เมื่อบาดเจ็บคราใด หากท่านทนได้ ก็เดินวุ่นอยู่ที่เรือนของนาง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้เป็นไร นางทำได้แค่ส่ายหน้า และทนเวียนหัวกับบการเดินวนเข้าวนออกไม่หยุด ความอยู่ไม่นิ่งของท่านพ่อ แต่หากคราใด เจ็บหนักจะพักรักษาตัวให้ไหวแล้วค่อยกลับมา และด้วยเกรงว่าหากช้าแม้นิดเดียว เหล่าทวยเทพจะบังอาจมาล่อลวงบุตรสาวของตนที่ทั้งรักทั้งหวงไปจากอ้อมอกบิดา นางคิดถึงเรื่องนี้ทีไร ความสุขใจถาโถมเข้ากลางใจ ความห่วงใยจากท่านพ่อมีความสำคัญสำหรับนางเสมอ รอยยิ้มงดงามปรากฎขึ้นอย่างคนคลายกังวล ยามนึกท่าน ผู้เดียวมีความสุข ทำให้นางสบายใจได้ 

 

ส่วนเจิงหมิงนั้น หากไม่สบายกายคราวใด มักจะถูกล้อมไปด้วยบรรดาเทพโอสถทั้งหลายเต็มตำหนัก คอยถวายงานปรนนิบัติกันให้วุ่นวาย เขาเองก็บ่นรำคาญบรรดาเทพโอสถเหล่านี้ให้นางฟังอยู่บ่อยๆ 

 

ร่างของคนตรงหน้าที่นอนหลับใหลแลดูผ่อนคลายจากความระแวงในคราวแรกนัก แม้ตอนนี้จะไม่ค่อยคล้ายกับปีศาจหนุ่มที่บุกรุกสวนเหมันต์มวลผกาเข้ามาแล้วเอากระบี่เหล็กสีเงินประกายม่วงด้ามกระบี่ของมันประดับด้วยหยกสีดำตรงเข้าพาดคอนาง ก่อนจะหมดแรงสิ้นสติ 

 

เปลื้องแรงของนางอีกต้องแบกเขากลับเข้าเรือนแก้วเพื่อรักษาตัว จะใจร้ายโยนตัวเขาออกจากสวนก็ทำไม่ลงด้วยบางครั้งตนเองยึดถือคุณธรรม ฟื้นมาหวังว่าคงไม่เอากระบี่ฟันนางหรอกนะ หากเขาทำเช่นนั้นเล่า อย่างมากก็แค่ตาย... 

“เจ้าปีศาจ ท่านตื่นมารับโอสถก่อนเถิด” นางวางถ้วยโอสถไว้บนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเขย่าตัวปีศาจนั้นให้ฟื้นขึ้นมา ปีศาจนัยน์ตาสีขาวเทาเคลือบน้ำเงินราวกับก้อนน้ำแข็งยักษ์ที่ลอยเหนือพื้นมหาสมุทรลืมตามองมายังนาง พยายามลุกขึ้น แต่ลุกไม่ไหว นางเองเห็นดังนั้นก็ได้เลยเข้าไปช่วย พยุงปีศาจตนนั้นให้นั่งพิงหัวเตียง 

‘เจ้าปีศาจนี้ คราวบาดเจ็บดวงตากลับเป็นสีขาวเทาเคลือบน้ำเงินเช่นนั้นเขาเป็นใครกัน ดวงตาสีเช่นนี้คล้ายกับปีศาจชั้นสูง หากแต่ใบหน้าเขากับเหมือนใครบ้างคนที่ช่างคุ้นเคย ดูท่าแล้วเวทมนตร์คงกล้าแกร่งไม่น้อยที่เดียว บาดแผลของเจ้านั้น ก็แทบไม่เหลือร่องรอย แต่น่าจะเหลือเพียงพิษที่น่าจะรุนแรงอยู่ที่ยังไม่สลายไป’ 

 

ในดินแดนปีศาจ สิ่งที่จะบ่งบอกยศถาบรรดาศักดิ์ได้ดีที่สุด คือ สีของดวงตาเมื่อครั้นบาดเจ็บ แต่ยามปกติ สีของดวงตาไม่สามารถบอกชนชั้นได้ หากเป็นปีศาจนั้นบาดเจ็บ ก็ไม่สามารถปกปิดชนชั้นได้ ยิ่งชนชั้นสูงโอกาสที่จะโดนโจมตียิ่งสูง ปีศาจชนชั้นล่างบาดเจ็บ ดวงตาของมันจะเป็นสีแดง หากชนชั้นสูงจะเป็นสีอ่อน แต่สีขาวเทาเคลือบน้ำเงินนั้น นางเองไม่เคยได้ยิน มาดว่าคงจะเป็นปีศาจที่มีความพิเศษอยู่ก็เป็นได้ นางเองคิดมากไปเริ่มปวดหัวเสียแล้ว ช่างมันเถอะ 

 

จากนั้นนางก็พยายามป้อนโอสถให้แก่ปีศาจหนุ่ม ในวันแรกแม้เขาจะขัดขืน นางเองก็จำวิธีบังคับให้ปีศาจตนนี้กินโอสถที่นางปรุงคราวแรกมิได้แล้ว ช่วงนี้ไม่รู้เหตุใดนางมักจะลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ คล้ายพลังของนางถูกดูดดึงไปที่ใด หากรู้ไม่ แต่อย่างไร ก็แล้วไปเถอะ แค่ตอนนี้ปีศาจตนนี้กินยา พักฟื้นอาการดีขึ้น นางจะโยนเขาออกไปทันที 

 

เมื่อเห็นเขากินโอสถเสร็จแล้วนางจึงช่วยเขาพยุงให้นอนอีกครั้ง 

 

“เจ้าปีศาจ เจ้านอนต่อเถอะให้ ร่างกายจะได้ฟื้นตัว หลังจากนั้นเมื่อหายดี ท่านจะไปไหนก็ตามแต่ เพียงตอนนี้ท่านนอนก่อนเถอะ” นางกล่าวเมื่อปีศาจหนุ่มตนยังพยายามจะลุกขึ้น ราวจะออกไปข้างนอก แต่ช่างไม่เจียมสังขารตัวเองบ้างเลย นางมองเขาด้วยสายตาเบื่อหน่าย ช่างดีรั้นดีจริง! กล่าวจบก็กำลังจะเดินจากไป แต่ต้องชะงักเมื่อมีอะไรจับที่อาภรณ์สีแดงสดของนางที่สวมใส่อยู่ตอนนี้ 

 

“เจ้ามีนามว่าอะไร” เสียงแหบพร่าเฉกเช่นผู้ป่วย ไม่มีแรง กล่าวถามนาง ดวงตาขาวเทาเคลือบน้ำเงินจ้องเขม็งมายังนาง 

 

“เจ้าล่ะ นามว่าอะไร” นางสบสายตาของเขาและเลือกไม่ตอบแต่กลับเลือกที่จะถามเขากลับออกไปแทน แต่เขาเองนั้นนิ่งเงียบ จ้องมองหน้านางด้วยแววตาเรียบเฉย “เจ้าไม่บอกชื่อแกข้า มิเป็นไร ข้าก็ไม่บอกเจ้า ถือว่าเสมอ อืม...บุคคลเช่นข้าเดิมไม่ถือหรือยึดติดต่อสิ่งใดอยู่แล้ว เจ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไร ดูจากลักษณะแล้ว เจ้าบอกหรือไม่บอก หาได้เกิดผลใดต่อชีวิตข้าหรอก เพียงตอนนี้เจ้ารักษาตัวให้หายก็เพียงพอ อย่าได้สร้างความลำบากกายและใจให้ข้าก็แล้วกัน และ...” นางกล่าวไม่ทันจบเจ้าปีศาจไร้มารยาทกลับพูดแทรก 

 

“ที่นี่ที่ไหน” แม้นางจะเป็นคนช่วยชีวิตเขามีบุญคุณต่อเขามากเพียงใดก็แล้วแต่ แต่การให้นางรู้นามของตน ถือเป็นเรื่องไม่สมควร ทราบไปก็ไม่เกิดประโยชน์ รั้งแต่มีโทษ หากคนอื่นรับรู้ว่านางช่วยเขา ไม่นาน นางอาจจะได้รับอันตรายจากพวกที่บังอาจทำร้ายเขา 

 

“สวนเหมันต์มวลผกา” นางตอบกลับเจ้าปีศาจไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หาได้มีอารมณ์ใดแอบแฝงไม่ 

 

“บุปผาสีชาด เจ้าเป็นผู้ปกป้องสวนแห่งนี้” 

 

“ท่านพักผ่อนต่อเถิด หากรู้ที่อยู่แล้ว หากหายดีเมื่อไรก็ควรรู้ที่ไปเช่นกัน” ก่อนนางเดินจากไปก่อนจะมีเสียงแผ่วเบาดังขึ้นมาอีกคราหนึ่ง 

 

“ขอบใจ” คำสั้นๆที่เอ่ยออกมาก่อนที่จะหลับตา และมือของเขาปล่อยอาภรณ์ของนาง นางหันมามองเล็กน้อยก่อนจะจากไปพร้อมถ้วยกระเบื้องสีงาที่ภายในไร้โอสถที่เขาจัดการมันเรียบร้อยแล้ว 

 

หลังจากนำยาไปให้ปีศาจแล้ว เทพธิดาสาวอย่างนางย่อมมีหน้าที่ต้องทำต่อ วันนี้เป็นวันแรมห้าค่ำ ซึ่งทุกแรมห้าค่ำ จะเป็นวันบุปผาสีชาด นางจะต้องร่ายคาถาผู้ปกป้องบุปผาสีชาดแห่งสวนเหมันต์มวลผกาในยามอู่ (11:00-12:59) เพื่อดูแลรักษาบุปผาสีชาดในการถ่วงสมดุลกับดอกไม้สามฤดู 

 

ในการใช้คาถาร่ายมนต์บุปผาสีชาดนั้นจะว่าง่ายก็ไม่ง่าย จะว่ายากก็ไม่ยาก แต่หลังจากวันบุปผาสีชาดสามราตรี พลังของผู้ปกป้องจะสูญเสียชั่วคราว เรี่ยวแรงคล้ายกับมนุษย์บนโลก จะไม่มีพลังวิเศษใดๆ และจะกลับมาฟื้นมาในแรมเก้าค่ำ 

 

สองมือหงายขึ้นตรงหน้า พร้อมแสงสีแดงที่เปล่งประกายสีทอง ดวงจิตตั้งมั่น สายตาแน่วแน่จ้องมองไปยังดงบุปผาสีชาด อาภรณ์สีชาดที่นางสวมใส่อยู่ตอนพลิ้วไหวไปตามแรงลม สายลมพัดแรงหอบเอากลีบบุปผาสีชาดลอยสูงขึ้นเหนือดงของมัน ต่างลอยละลิ่วไปหมุนเข้าตามทิศทางลม บางส่วนพัดมาปะทะเข้ากับร่างของนาง ดวงตาทั้งสองหลับลง ก่อนจะร่ายมนต์คาถาบุปผาสีชาดในใจ เวลาผ่านเนินนานไปจากช่วงเวลาที่เปล่งความสว่างไสวถึงขึ้นสุด 

 

จนบัดนี้เหลือเพียงแค่แสงจากศิลาหินขาวเท่านั้น ที่เปล่งแสงสีขาวให้ความสว่างในพื้นที่เท่านั้น มนตราสีแดงที่เข้มถึงขีดสุดก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเป็นดำ อ่อนลงเป็นสีเทาและขาวจนกระจ่างใสมิอาจมองเห็น สายลมพัดรุนแรงสงบลงเป็นอันสิ้นสุดพิธี เทพธิดาโฉมงามเหนือผู้ใดที่ใช้เรี่ยวแรงไปกับการร่ายมนต์บุปผาสีชาดไปหลายชั่วยาม 

 

ร่างบางทรุดตัวลงข้างแท่งศิลาหินขาวด้วยความอ่อนแรง ริมฝีปากปรากฎโลหิตสีแดงเข้มจนเกือบดำประกายทองออกมา มือเล็กเรียวบางเช็ดโลหิตมุมปากออก ก่อนหลับตาพักฟื้นให้เรี่ยวแรงกลับมาก่อนจะหมดราตรี มิฉะนั้นร่างกายของนางเองจะบาดเจ็บยิ่งกว่าเดิม  หญิงสาวหลับไปได้เพียงสองชั่วยาม ก็ฟื้นลืมตาขึ้นมา ร่างกายของนางคราวนี้ ต้องใช้เวลารักษานานกว่าครั้งอื่น ปกติเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น ร่างกายของนางก็จะหายดีเป็นปกติ เกิดอันใดขึ้น คิ้วเรียวงามขมวดเป็นปมบนใบหน้าด้วยความสงสัยปนกังวล 

 

ในตอนนี้เป็นยามจื่อ (23:00 – 00:59) ความเงียบสงบของสวนเหมันต์มวลบุปผาในค่ำคืนนี้ ทำให้จางหลินที่นั่งพิงแท่งศิลาหินขาวถอดถอนหายใจอีกครา 

 

แม้สวรรค์บริเวณแห่งอื่นจะสว่างอยู่เสมอ แต่ต่างกับสวนเหมันต์มวลผกาที่คล้ายกับโลกมนุษย์ มีทั้งกลางวันและกลางคืน มีมืดมีสว่างแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืนคือ ความเงียบเหงา อ้างว้างที่นางต้องเผชิญ 

 

“กาลก่อนก็ดีหรอก ไร้ความวุ่นวาย แต่เหตุใดกาลนี้จึงแลคล้ายเหมือนสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในกรงเช่นนี้” สายตาเหลือบไปมองยังเรือนแก้วที่ภายในมีเพียงปีศาจบาดเจ็บสาหัสนอนพักฟื้นอยู่ ก็จะหันกลับมามองไปยังดงบุปผาสีชาดเฉกเช่นทุกวัน แม้บริเวณนี้จะมืดเพียงใด แต่ก็ยังคงมีศิลาหินขาวให้เปล่งแสงให้ความสว่าง มือขาวผ่องสองข้างต่างร่ายมนต์ แสงสีแดงประกายทองปรากฎบางสิ่งตรงหน้าขึ้น ‘กู่ฉิน’ เครื่องดนตรีแกะสลักจากไม้อย่างวิจิตรงดงามที่ฮ่องเต้เจินหมิงพระราชทานให้นาง  

“เทพมีเวทมนตร์ก็ดีอย่างนี้นี่เอง พรุ่งนี้ข้าก็จะเหมือนคนธรรมดาอีกครั้งแล้วสินะ” ก่อนที่จะปลายนิ้วเรียวจะบรรเลงทำลายความเงียบสงบแสนอ้างว้าง ณ ดินแดนแห่งนี้ ระบายความทุกข์ ความอ้างว้างภายใจ ขับข้องเสียงร้องอย่างแผ่วเบา    

“ค่ำคืนจันทราทอดทิ้งนภา 

เหลือเพียงข้านี้อยู่ห่างไกล 

ขาดญาติมิตรเศร้าโศกอยู่ร่ำไป 

ไร้ผู้ใดเคียงข้างทุกราตรี 

ขอเพียงหนึ่งสหายมิทิ้งกัน 

ร่วมกันครื้นเครงบรรเลงชั่วชีวี 

ฝากความหวังไว้เพียงกู่ฉินนี้ 

 

 

มีเพื่อนดียอดมิตรนิรันดร...” 

 

 

 

ราตรีดวงจันทราลาลับผ่านพ้นไปแล้ว ในยามเช้าบุปผาสีชาดในดงของสวนเหมันต์มวลผกาล้วนแข่งขันกันเบ่งบานต้อนรับรุ่งอรุณ แสงสว่างกระทบใบหน้างาม ส่งผลให้ดวงตางามลืมตาขึ้นมา มือเล็กเรียวบางยกกู่ฉินที่ตั้งบนตักลงพื้นแก้ว ก่อนจะลุกขึ้นยกมันอีกคราวเพื่อไปเก็บในเรือนแก้ว แม้เรือนแก้วจะหลังนี้จะเล็กแต่ก็แบ่งเป็นส่วนชัดเจน ยามนี้นางเองไม่มีพลังมนตราวิเศษใดเฉกเช่นเทพธิดาทั่วไป มีแค่เรี่ยวแรงเฉกเช่นมนุษย์สตรีธรรมดา 

 

เมื่อเดินมาทางหลังเรือน ซึ่งเป็นห้องเก็บเครื่องดนตรีของนาง ด้วยเหตุที่ห้องนี้ไม่มีประตู นางจึงสามารถเดินถือกู่ฉินเข้าไปอย่างง่ายได้ ด้านหน้าของนางเป็นชั้นวางเก็บเครื่องดนตรีชิ้นเล็กน้อยใหญ่อย่างเป็นระเบียบ 

 

ผีผาตัวใหญ่ที่ด้านหน้าและด้านหลังของมันแกะสลักลวดลายของบุปผาสีชาด ต่างกันที่ด้านหน้ามีเม็ดทับทิมสีแดงเข้มส่องประกายประดับเรียงกันคล้ายเป็นเป็นสีของภาพวาดอย่างสวยงามวางพิงกับที่พิงไม้สีดำเข้มอย่างเป็นระเบียบ ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยเป็นชั้นวางกู่เจิ้ง 

 

ตัวของเครื่องดนตรีแกะสลักเป็นทิวทัศน์ดวงจันทร์เมื่อมองจากตำหนักเร้นจันทราที่ท่านเคอล่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นท่านอาชายเป็นคนแกะสลักด้วยตนเองส่งมอบให้แก่นาง ที่ขอบชั้นวางหินสีขาวประดับด้วยหยกสีแดง เช่นเดียวกับทางด้านซ้ายเป็นชั้นวางกู่ฉินที่ตกแต่งเช่นเดียวกัน 

 

นางได้ยกกู่ฉินวางลง ส่วนคงโหวที่ตั้งอยู่ถัดไป ส่วนหัวของมันประดับเป็นรูปนกเต้นระบำเย้ยสุริยา ก่อนที่นางจะเดินออกไปล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนอาภรณ์ 

 

ร่างบางที่สวมใส่อาภรณ์สีหวาน ได้เดินออกมาจากตัวเรือนแก้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังคงมีปีศาจหนุ่มที่ตนได้ช่วยเหลือไว้ นอนรักษาตัวในห้องของนาง ดังนั้นนางจึงตัดสินใจเดินไปยังครัวหลังเรือน ก่อนจะถึงห้องครัวนางได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้น 

 

“เพล้ง!!!” 

 

 

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงอันไพเราะของนางกล่าวขึ้นอย่างตกใจ สองเท้าของนางได้ก้าวเท้าไปด้วยความรวดเร็ว มือเล็กเรียวบางราวหยกขาว ได้ผลักประตูห้องนอนของนาง เห็นปีศาจหนุ่มที่ควรจะนอนพักที่บนเตียง กลับทรุดลงข้างเตียงคล้ายคนหมดแรงล้มลง 

 

นางจึงรีบสาวเท้าเข้าไปอย่างรวดเร็ว หมายจะเข้าไปประคองปีศาจหนุ่มตนนั้น แต่กลับกลายว่าร่างที่ดูเหมือนไม่มีแรงของชายหนุ่ม จะสามารถเหวี่ยงนางขึ้นบนเตียงได้ ด้วยความตกใจนางทำอันใดไม่ถูก เวทมนตร์ก็หาไม่มี ยามนี้ขับขันเกินไป พยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกลุ้มของปีศาจหนุ่ม แม้ปีศาจหนุ่มร่างกายจะบาดเจ็บเช่นไร ก็ย่อมต้องมีแรงมากว่าเทพธิดาอย่างนางที่ตอนนี้ไม่มีเวทใดๆ เรี่ยวแรงเพียงตอนนี้ก็เฉกเช่นมนุษย์สตรีในเมืองมนุษย์ 

 

ร่างปีศาจหนุ่มขึ้นคร่อมเหนือร่างของนางอย่างรวดเร็ว แม้นางได้พยายามจะผลักไส ผลักเยี่ยงไร เจ้าปีศาจก็ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด 

 

 

 

 

 

 

 

✍TALK WITH NALINARIN 

 

อธิบายเพิ่ม 

 

ไทม์ไลน์ เฉพาะตอน 

 

● ขึ้น 15 - แรม 2ค่ำ คือ ช่วงที่สวนเหมันต์มวลผกาไร้ปราการ ใครก็สามารถเข้าได้ แต่หลังจากที่จางหลินมาอยู่สองหมื่นปีแล้ว 

 

☾ แรม 3 ค่ำ มีปีศาจที่ได้รับบาดเจ็บบุกรุกเข้าสวนเหมันต์มวลผกา 

 

☾แรม 5 ค่ำ จางหลินตั้งทำพิธีคาถาผู้ปกป้องบุปผาสีชาดแห่งสวนเหมันต์มวลผกา 

 

 

แต่ในกรณีที่บอกว่าหลังจากสามราตรี จางหลินจะไม่มีเวทมนตร์ คือช่วง แรม 6-8 ค่ำ นั้นเอง 

 

เรียงไทม์ไลน์แค่นี้ก่อนนะคะ ตามบทที่1 กลัวว่าใครงง 

 

--- ถึงบุคลิกจางหลิน 

 

จางหลินนี้ถ้าเป็นเทพที่มีนิสัยธรรมดา จริงแล้วๆ จางหลิน ชอบความสงบ 

 

แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนชอบอยู่คนเดียว 

 

การที่มีคนมาชอบ จางหลินก็รู้สึกดีนั้นแหละ 

 

แต่ด้วยความที่หลายครั้ง คนที่มาชอบเราคือคนที่เพื่อนชอบ 

 

แล้วพอเพื่อนไม่สมหวัง กลับมาทำตัวแย่ใส่นาง 

 

ก็ไม่แปลกที่นาง จะไม่คบเพื่อนคนอื่น เพราะกลัวประวัติศาสตร์ช้ำรอย 

 

อีกอย่างด้วยความเป็นบุตรของแม่ทัพ เป็นคนที่ชอบคนจริงใจ 

 

และส่วนตัวนางเองก็ถือเป็นจริงใจผู้อื่นเป็นเรื่องสำคัญ 

 

เพราะนางถือคติคบคนไม่จริงใจ คบไปก็เปล่าประโยชน์ 

 

แต่จริงๆแล้วจางหลินเป็นคนขี้เหงา และสิ่งที่ต้องการมากที่สุดมีคนอยู่เป็นเพื่อน 

 

ด้วยนิสัยและบุคลิกของเว่ยลี่อิงหลายอย่างทำให้จางหลินเปิดใจคบเป็นเพื่อน 

 

จากบทที่แล้ว คาดไม่ถึงว่านางยังคงเหลือความสามารถในความนึกคิดอยู่ในสมองเป็นบ้าง 

 

ประมาณเย้ยหยันตัวเอง น้อยใจในโชคชะตา 

 

คือเดิม จางหลินนี้เป็นคนที่เก่งมาก แต่ก็งามมากเกินไป 

 

สุดท้าย ตัวเองไม่ได้ทำอะไร ก็โดนโยนมาที่ที่ใครก็ไม่อยากมา 

 

อยู่นานไปก็ปลง นิ่ง ไม่คิดไร คิดไปก็เท่านั้น 

 

 

ความคิดเห็น