ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ม.ค. 2564 21:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

บทนำ 

 

​ ภาพเบื้องหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่งสายตาทอดยาวไปยังดงดอกไม้สีแดงสดคล้ายโลหิตต่างเชิดชูแข่งกันเบ่งบานอย่างงดงาม ลำต้นของมันมีหนามแหลมคมคอยเกาะเกี่ยว ใบแหลมขอบหยักสีเขียวเข้มจนเกือบคล้ำ ดอกของมันไม่มีเพียงแค่ความงามหากแต่ยังส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจฟุ้งไปทั่ว  

นางใช้นิ้วเรียวเด็ดมันขึ้นมา หนามแหลมกล้าทิ่มแทงผิวปรากฏโลหิตสีแดงประกายทองหยดน้อย แต่หากชั่วพริบตากลับหายวับไปทันใด เจ้าของมือสวยมองด้วยอาการเฉยชา ไม่แสดงอาการใดๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติ ก่อนจะโยนบุปผางามในมือทิ้งไป ล้มตัวลงนั่งศีรษะพิงแนบแท่งศิลาหินขาวดวงตากลมโตสีเปลือกไม้กฤษณาพริ้มหลับลง เส้นผมสีดำขลับหนานุ่มยาวสลวยจรดลงพื้นแก้ว 

เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม ความสงบสุขที่เกิดขึ้นดำเนินต่อ แต่มิทันไรก็... 

“หลินเอ๋อร์” เสียงเล็กแหลมของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้น ใบหน้าของคนผู้นั้นช่างน่ารักน่าทะนุถนอม เรือนร่างเล็กบางสวมใส่อาภรณ์สีม่วงเม็ดมะปราง บนศีรษะนางประดับรัดเกล้าหยกสีแดงห้อยลงมาเข้ากับสีชุดที่นางส่วมใส่ ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายความสดใสราวกับคนที่อารมณ์ดีเป็นนิจ จมูกโด่งเรียวสวย ริมฝีปากที่แย้มยิ้มตลอดเวลา สองเท้าประดับด้วยรองเท้าลวดลายหงส์งามสีขาวก้าวเท้าวิ่งมา 

ตากลมโตเปล่งประกายงดงามลืมตาขึ้นหลังจากหลับใหลเป็นเวลานาน “ลี่อิง ปีศาจเยี่ยงเจ้า มิเพียงแต่อาจหาญขึ้นมาบนสวรรค์ชั้นฟ้าบุกรุกพื้นที่เขตต้องห้าม กลับกล้าหาญทำลายความสงบในพื้นที่ที่เทพธิดาเช่นเราดูแลอีกทั้งยังรบกวนเรามิหยุดหย่อนอีก” เสียงหวานใสกล่าวตำหนิ ปีศาจฝันกล้าเทียมฟ้า ซึ่งถือเป็นสหายเพียงหนึ่งเดียวที่มาหานางและมักจะหาเรื่องราวชวนขบขันให้นางฟังอยู่บ่อยๆ แต่หาได้สร้างความขุ่นหมองเคืองใจแก่ปีศาจตนนั้นไม่ 

“หลินเอ๋อร์ แม้เจ้าจะกล่าวตำหนิเรา เหตุใดจึงใช้น้ำเสียงหวานแสนไพเราะเช่นนั้นเล่า ข้ากลัวเสียที่ไหน ยิ่งเจ้าดุ ข้ายิ่งชอบ ไม่ว่าหน้าตา นิสัย แม้กระทั่งน้ำเสียง เหตุไฉนถึงดีงามไปเสียหมดเช่นนี้เล่า แต่วันนี้ที่ข้ามาหาเจ้า ข้ามีเรื่องสนุกๆให้เจ้าช่วยด้วยนะ” รอยยิ้มอย่างสดใสปรากฏบนใบหน้าน่ารักเจ้าของเสียง เว่ยลี่อิงองค์หญิงแห่งแคว้นเว่ยหาสำนึกไม่ กลับตอบเทพธิดาสาวทั้งมือไม้ยังไล้เรียงสัมผัสกับใบหน้าของคนงามอย่างไม่ได้เกรงใจเจ้าของใบหน้าแม้แต่หน่อย และเปลี่ยนบทสนทนาไปยังจุดประสงค์ที่ตนตั้งใจมาหาในคราวแรก 

หญิงสาวที่นั่งอยู่ หาได้แปลกใจกับท่าทีผู้มาหาตนไม่ แม้นางจะดุกี่ครั้งกี่คราว ปีศาจสาวตรงนางหาได้ใส่ใจไม่กลับเฉไฉเปลี่ยนเรื่องราวเป็นประจำ 

“หลินเอ๋อร์ ข้าน้อยนามเว่ยลี่อิงองค์หญิงแห่งแคว้นเว่ยดินแดนปีศาจ ข้าน้อยได้ข่าวคราวเกี่ยวกับแท่งศิลาบ่วงเวรบ่วงกรรมหรือแท่งศิลาท้งกู่ ลี่อิงเองเกิดความใคร่อยากรู้อยากเห็น ลี่อิงเองได้ยินข่าวมาอีกว่า ท่านเคอล่าได้เก็บท่งกู้นั้นไว้บนสวรรค์แทนที่จะเก็บยังใต้พิภพปล่อยให้เทวราชผู้ปกครองยมโลกอย่างเช่นท่านหานต้าตงควบคุมดูแลไป ลี่อิงอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าท้งกู่ที่เขาร่ำลือกันหนักหนามันเป็นแบบไหน แต่ติดที่ลี่อิงเมื่อเทียบฐานะ แต่อย่างไรก็ตามยังเป็นปีศาจต่างดินแดนหาใช่ นางฟ้าเทพธิดาเฉกเช่นหลินเอ๋อร์ ไม่สามารถเข้าไปตำหนักนั้นได้เพียงลำพัง นอกจากให้หลินเอ๋อร์พาสหายรักผู้นี้ไปด้วย” เว่ยลี่อิงกล่าวไปพร้อมถูศีรษะออดอ้อนที่ไหล่เล็กที่ดูเปราะบางไปทุกส่วนของร่างกายของเทพธิดาสาวไปด้วย 

 

แท่งศิลาบ่วงเวรบ่วงกรรมหรือแท่งศิลาท้งกู่ แท่งหินที่คอยดูดซับและบรรจุกิเลสของมนุษย์ ต่างเป็นที่กล่าวขวัญกันมาเนินนาน เนื่องจากแท่งศิลานั้น เดิมที่อยู่ที่ใดต่างไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แม้ว่าเจินหมิงผู้ปกครองสวรรค์ ก็มิล่วงรู้ 

ครั้นเมื่อท่านเคอล่าผู้เป็นพระอนุชาของพระองค์เสด็จไปปราบปรามพญางูเขียวหมื่นพิษแห่งเทือกเขาอู่ถงที่คอยทำร้ายมนุษย์ไม่เพียงแต่บริเวณที่ตนอาศัยอยู่ มาดว่าจะบุกรุกทำลายไปทั่วดินแดนมนุษย์ 

แม้แต่เทพผู้รักษาในดินแดนโลกมนุษย์ก็มิอาจต้านทานความแข็งแกร่งของมันได้ จำต้องยืนฎีการ้องขอความช่วยเหลือจากสวรรค์ ท่านเคอล่าต่อสู้กับมันอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน โดยใช้กระบี่จันทราฟาดฟันเข้าตรงกลางดวงจิต 

สุดท้ายพญางูเขียวหมื่นพิษปราชัยให้แก่ท่านเคอล่า ก่อนสิ้นใจได้นำแท่งศิลาบ่วงเวรบ่วงกรรมหวังจะใช้มันดูดพลังฟื้นคืนร่างให้แก่ตนและดูดดวงจิตของเคอล่าและมอบพลังทั้งหมดให้ตัวเอง แต่ร่างกายและจิตที่บอบช้ำกลับกลายเป็นที่สังเวชให้แก่แท่งศิลาแทน  

 

จางหลินถอนหายใจเล็กน้อยก่อนกล่าว “ลี่อิง ถึงแม้ว่าตำหนักเร้นเดือนจันทราที่ท่านเคอล่าดูแลอยู่ ข้าสามารถนำพาเจ้าเข้าไปได้ก็จริง แต่จำต้องคอยคืนเดือนดับเสียก่อน จึงจะเข้าไปได้ แต่ข้าเกรงว่าแม้จันทรคราสหากท่านอาเคอล่าเห็นข้าพาเจ้ามา อาจจะไม่ยอมให้ทั้งข้าและเจ้าเข้าไปแม้แต่เขตตำหนัก” ใบหน้าขององค์หญิงแห่งเผ่าปีศาจโศกเศร้าทันทีเมื่อได้ยิน พิงซบหลินเอ๋อร์สหายต่างเผ่าพันธุ์ต่างดินแดนก่อนจะกล่าวแผ่วเบาสะท้อนจิตใจอันเจ็บปวดล 

“ลี่อิงไม่เข้าใจเหตุใด ท่านเคอล่าเกลียดชังลี่อิงเช่นนั้น แค่หน้าของลี่อิงท่านยังมิเคยแม้แต่จะมองมาทั้งๆ ที่เราเผ่าสวรรค์กับปีศาจหันมาเป็นมิตรได้เป็นสองแสนปีแล้ว ต่างฝ่ายก็ต่างไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติ” น้ำตาหยดหนึ่งล่วงหล่นจากดวงตา อีกข้างคลออยู่เบ้าตา สุดท้ายทนกักเก็บความชอกช้ำใจไม่ไหวได้แต่ปล่อยเสียงร้องกอดกายซบอกจางหลิน 

เทพธิดาดังเช่นนางแม้จะเห็นกิริยานี้อยู่บ่อยครั้งทำได้เพียงแค่เอ่ยปลอบสหายคนสนิท เว่ยลี่อิงหลงรักท่านเคอล่าผู้เป็นอาของนางหมดหัวใจ เรื่องนี้นางรู้ดี แต่เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าเว่ยลี่อิงนั้นหาได้รักท่านอาอย่างแท้จริง หากเพียงแค่ยึดติด... แม้เรื่องจะเป็นเช่นนั้น แต่นางไม่เข้าใจเหตุไฉนท่านอาเคอล่าถึงเมินเฉยกับปีศาจตนหนึ่ง นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งทันใดนั้นคล้ายมีแสงสีขาวเสียงดังปังขึ้นในห้วงความคิด 

เดิมทีปกตินางเป็นคนเฉยชาต่อสรรพสิ่งรอบกาย ไม่เคยใส่ใจคิดเรื่องใดให้ปวดหัวมาเนินนาน เพราะเรื่องวุ่นวายต่างๆ ที่นางล้วนมิได้กระทำ แต่เป็นเคราะห์กรรมปางอันใดก็สุดจะนึกคิดได้ที่ทำให้ชีวิตของนางวุ่นวาย แต่สุดท้ายแล้วได้มาอาศัยอยู่ที่นี้ซึ่งเงียบสงบเหนือที่ใด เลยมิได้คิดเรื่องใด ความคาดหวังของนางตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่อยู่ให้ครบอายุขัยแล้วดับสิ้นไป 

คาดไม่ถึงว่านางยังคงเหลือความสามารถในความนึกคิดอยู่ในสมองเป็นบ้าง รอยยิ้มอันงดงามปรากฏบนใบหน้าเทพธิดา หากใครได้มองต้องตกอยู่ในห้วงความลุ่มหลงของมันเป็นแน่แท้ ก่อนจะเลือนหายไป 

มือเล็กเรียวขาวผ่องประกายหยกละจากการโอบกอดปลอบใจสหาย แสงสีทองปรากฏขึ้นบนกลางฝ่ามือ ในมือเมล็ดสีทองใสกระจาง เว่ยลี่อิงรู้สึกคล้ายมีแสงสีทอง ก็หันไปมองด้วยความสนใจคลายลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ 

“ลี่อิงเจ้าอย่าโศกเสียใจไปเลย ท่านอาเคอล่าอาจจะไม่หาได้โกรธเกลียดเจ้า ท่านอาเคอล่าเองท่านน่าจะมีเหตุผลอย่างอื่นที่เราหารู้ไหม รับเม็ดรักษ์นี้ไป เมื่อมันโตงอกเป็นดอกผกาโลหิตคราวใด เมื่อนั้นทุกอย่างก็จะกระจางเอง และประเดี๋ยวคืนเดือนดับอีกสิบสามราตรีข้างหน้า ข้าจะพาเจ้าไปเยือนตำหนังเร้นเดือนดาราเอง” ทันทีเทพธิดากล่าวให้คำมั่นสัญญาจบลง ลี่อิงปีศาจสาวก็กอดเจ้าของคำมั่นสัญญาด้วยความดีใจ 

หลินเอ๋อร์มักจะช่วยเหลือนางได้ทุกเรื่องเสมอ ไม่ว่าเรื่องใดหลินเอ๋อร์ช่างมีเมตตายิ่งนัก นางเองช่างนิสัยแย่เสียจริงมักรบกวนหลินเอ๋อร์อยู่เลย คราวก่อนนางได้ยินว่าเสด็จพี่เว่ยชางเหวินเพิ่งได้ต้นยางผินของบรรณาการแคว้นจิน ผลของมันสีแดงสดช่างน่ากินเหลือเกิน รสชาติของมันก็ช่างหวานละมุนปนเปรี้ยวนิดหน่อย อร่อยเหลือเกิน นางมักจะชอบไปขโมยผลมันมากินเสมอ 

 ดังนั้นเพื่อหลินเอ๋อร์ นางจะไปทูลขอเสด็จพี่ด้วยตนเองให้สมกับเกียรติของหลินเอ๋อร์ ของที่นางชอบจะกินหรือทำอะไร นางย่อมไม่สนใจวิธีการอยู่แล้ว แต่ของหลินเอ๋อร์ เทพธิดาผู้งดงามแสนใจดีจะให้กินของที่ขโมยจากวังหลวงแห่งแคว้นเว่ย ดินแดนปีศาจได้อย่างไรกัน คิดได้ดังนั้นปีศาจสาวจึงเอ่ยกล่าวคำลาแก่สหาย ปีศาจสาวแสนซนจากไปความเงียบสงบแห่งสวนเหมันต์มวลผกาย่อมกลับคืนมา​ 

 

 

หลินเอ๋อร์หรือจางหลิน เดิมทีหาได้เป็นเทพธิดาผู้ปกป้องดูแลบุปผาสีชาดแห่งสวนเหมันต์มวลผกาไม่ เป็นเพียงบุตรสาวของจางเฉินแม่ทัพพิทักษ์​อุดร 

จางหลินเป็นเทพธิดาที่มีความงามเป็นหนึ่งเหนือเทพธิดาองค์ใดในสวรรค์ ด้วยใบหน้างดงามพร้อมไปด้วย ดวงตากลมโตคล้ายทอประกายของดวงดารา เมื่อคิ้วเรียวเสี้ยวดวงจันทร์ จมูกโด่งเรียวงาม ริมฝีปากบางแดงสดราวเคลือบสีชาดอย่างเป็นธรรมชาติ ผิวขาวผ่องใสประกายหยกขาวล้วนแต่น่ามองทั้งสิ้น รูปร่างงดงามเหนือผู้ใด ส่วนที่ควรเว้าก็เว้าได้งดงาม ที่ควรมีก็เหลือล้นรับกับรูปร่างสูงโปร่ง 

 

แต่ด้วยเหตุนี้เองใบหน้างดงามกลับสร้างความวุ่นวายให้แก่เผ่าสวรรค์เมื่อเหล่าเทพต่างทะเลาะกันวุ่นวายเพื่อแย่งชิงเทพธิดาเพียงหนึ่งเดียว แต่ด้วยจางเฉินผู้เป็นพ่อที่ทั้งรักทั้งหวงบุตรสาวเพียงคนเดียวก็มิอาจทำใจยกนางให้แก่องค์เทพองค์ใดองค์หนึ่ง 

เทพเจินหมิงเทพผู้ปกครองสวรรค์เมื่อทราบเรื่องเหล่าทวยเทพทะเลาะกันจนเสียงานเสียการ เพียงเพราะความงามของเทพธิดาสาวเพียงองค์เดียวก็เกิดความโกรธ เดิมทีพระองค์มิใคร่ชอบเรื่องชู้สาวอยู่แล้ว หากจะลงโทษกลุ่มเทพทั้งหมดนั้น อาจจะทำให้สวรรค์วุ่นวายกว่าเดิม จึงลงโทษเทพธิดาสาวที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายแทน ประกอบกับผู้ดูแลปกป้องสาวเหมันต์มวลผกาต้องการละสังขารเข้าสู่ปรินิพานทำให้ร้างผู้ปกป้อง 

ในสวนเหมันต์มวลผกามีดอกไม้ที่สำคัญอย่างบุปผาสีชาดที่ถ่วงสมดุลกับดอกไม้อื่นอีกสองฤดู จำเป็นต้องมีผู้ปกป้องดูแลทุกเดือน การจะแก้ไขโดยการพระราชทานสมรสนางให้แก่ใครคนใดคนหนึ่งในบรรดาเทพพวกที่วุ่นวาย ก็เกรงว่าจะวุ่นวายมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว 

แต่เหล่าเทพพวกนั้นก็หาได้ไม่ลงโทษไม่ จัดการเพิ่มงานกิจที่พวกเขาดูแลให้มากกว่าสี่ห้าเท่า หากผู้ใดได้ทำงานผิดพลาด จำต้องลงไปดูแลโลกมนุษย์มิอาจกลับขึ้นมาอีก ผลจากเหตุการณ์ พระองค์ได้เทพที่ทำงานขึ้นขันขึ้น เขารู้ดีว่าเทพเหล่านี้ไม่ได้กลัวเรื่องจะลงไปดูแลโลกมนุษย์ หากแต่กลัวพลาดโอกาสพบเจอยอดโฉมงามเหนือเทพธิดาตนใดในสวรรค์อย่างจางหลิน และสุดท้ายเขาผู้ได้ผลประโยชน์ ได้ผู้ดูแลบุปผาสีชาดและปกป้องสวนเหมันต์ผกา และอีกอย่างการลงโทษที่รุนแรงมากที่สุด ย่อมเป็นจิตใจ หาใช่ร่างกายไม่ 

บุปผาสีชาดแต่เดิมกำเนิดในฤดูเหมันต์ที่แสนหนาวเหน็บต่างไม่มีผู้ใดอยากดูแล ดังนั้นเจินหมิงจึงให้จางหลินดูแลพร้อมยกตำแหน่งองค์หญิงให้แก่หญิงสาวภายหลังที่พบใบหน้า เนื่องจากต้องตาในความงาม หากพระองค์จะนำมาไว้ข้างกายเป็นนางสนมก็มิได้ ดังนั้นจึงมอบตำแหน่งพระราชบุตรีบุญธรรมให้ เป็นองค์หญิงจางหลิน 

จางเฉินได้ทราบว่าบุตรสาวต้องไปดูแลบุปผาสีชาดเกรงว่านางจะอยู่อย่างลำบากจึงทูลขอแท่งศิลาหินขาวอย่างลับๆ แท่งศิลาหินขาวที่แสนเยือกเย็นสามารถต้านความหนาวเหน็บของฤดูเหมันต์ให้นางสามารถได้อยู่อย่างสบายไม่ต้องทนความหนาว พระองค์จึงพระราชทานให้ โดยมิให้มีเทพองค์อื่นล่วงรู้ 

 จางเฉินนั้นแสนจะสบายใจที่บุตรสาวของตนมิต้องให้เทพหนุ่มองค์ใดได้พบเจอ แม้จะห่างไกลไม่ได้อยู่ข้างกาย แต่เมื่อตนว่างจะแวะเวียนไปเยี่ยมเสมอ 

จางหลินทราบดีว่าเจินหมิงต้องตาต้องใจในความงามตน แต่ต้องระงับความในใจไว้ แล้วมอบตำแหน่งให้ตนเป็นพระราชบุตรีบุญธรรม ตนได้ดำรงยศเป็นองค์หญิงก็ยากที่ผู้ใดจะได้ตบแต่ง และถือเป็นการห้ามปรามจิตใจของเจินหมิงด้วย 

 

แม้เจินหมิงจะมิแสดงออกให้ผู้ใดล่วงรู้ แม้แต่ท่านพ่อของนางที่เชี่ยวชาญในสายตาบุรุษมั่วแต่กังวลเรื่องของนางยังไม่ทันได้สังเกตเลยมิทราบความในใจ แต่แววตาเช่นนั้นเพียงแวบเดียว เทพธิดาเช่นนางได้รับสายตาที่แสนเสน่หานางมามากมาย ย่อมมองไม่ผิด เหล่าทวยเทพแม้ถูกลงโทษเพียงเพิ่มงามที่พวกเขาดูแล ถือมิได้หนักอันใดในความคิดบรรดาเทพอย่างพวกเขา แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาต่างทำให้พวกเขาเมื่อทราบข่าวต่างใจแทบสลาย เมื่อไม่มีโอกาสได้พบกับโฉมงามอีก 

การเข้าสวนเหมันต์มวลผกามิใช่เรื่องง่าย เกรงว่าเพียงก้าวเข้าไปบริเวณนั้นต้องได้รับกับความหนาวเย็นแทบจะสิ้นดวงจิตดับอายุขัย แม้ตอนแรกจะมีเทพใจกล้าไม่กลัวความตาย ต่างได้ลอบเข้าไป แค่เฉียดเข้าไปก็แทบจะแข็งตาย 

ส่วนจางเฉินเองมีหยกประดับหินขาวสามารถเดินเข้าไปในมวลเหมันต์มวลผกาด้วยความสบายใจ เสียงคร่ำครวญของเหล่าเทพจางเฉินเหลือบมองเหล่าเทพที่บาดเจ็บด้วยสาแก่ใจ บังอาจมายุ่งกับบุตรสาวสุดที่รักของเขา สาแก่ใจแม่ทัพพิทักษ์​อุดรอย่างเขาจริงๆ หากทราบเช่นนี้เขาจะทูลองค์เทพเหนือหัวตั้งนานแล้ว 

แต่หารู้ไม่ว่าหากกราบทูลขอแต่ตอนนั้นอาจจะต้องบุตรสาวแสนงดงามที่ตนทั้งรักทั้งหวงให้เป็นนางสนมแก่องค์เหนือหัวของตนอย่างแน่นอน    

จางหลินเดิมไม่ค่อยคบหาใครเป็นสหาย มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อห้าหมื่นปีก่อนนางเคยคบหาเทพธิดาอยู่สองสามองค์ ผลสุดท้ายพวกนางต่างริษยาตนเหตุเพียงเพราะเทพที่พวกนางหมายปองกับมาหลงรักตน ต่างพากันรวมหัวทรยศหักหลังนาง สร้างความเสียใจและความวุ่นวายให้แก่นางเป็นอย่างมาก ทำให้นางไม่คิดจะคบหาใครเป็นสหายอีกเลย 

 

เวลาล่วงเลยผ่านมาสองหมื่นปี แต่เขตมนต์เหมันต์หาได้ลดปราการลง ทวยเทพต่างถอดใจที่ฝ่าฝืน หันมาทำหน้าที่ตน เผื่อจะเข้าตาองค์เหนือหัวจะได้ทูลขอพระราชทานองค์หญิงจางหลินให้เป็นรางวัล  

แต่เหล่าทวยเทพเหล่านั้นหารู้ไม่ ว่าปราการเหล่านั้นมีช่วงเวลาที่อ่อนแอเหมือนกัน หากแต่ช่วงขึ้นสิบห้าค่ำถึงแรมสองค่ำจางหลินนั้นไม่สามารถวางปราการได้ ได้แต่อาศัยพลังของแท่งศิลาหินขาวในการตั้งปราการ 

 

หากแต่มีวันหนึ่งจากหลินถือวันวางเวท ซึ่งเป็นธรรมเนียมของสวรรค์ ที่จะงดใช้เวทมนต์ของตน โดยแต่ละปีนั้น จะมีวันวางเวทต่างกัน โดยมิมีผู้อื่นทราบ จางหลินเองไม่สามารถวางปราการเหมันต์และยืมพลังจากศิลาหินขาว และวันนั้นเอง สวนเหมันต์มวลผกาโดนบุกรุกโดยปีศาจสาวตนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากการโดนปองร้าย 

ด้วยความสงสารนางจึงให้การรักษาให้ที่พักพิง ไม่นานนางและปีศาจสาวนามว่าเว่ยลี่อิงก็ได้เป็นสหายกันในที่สุด เว่ยลี่อิงมักจะมาหานางบ่อยๆ ด้วยนางกลัวว่าไม่นานจะมีผู้อื่นบุกรุกและเกิดเหตุไม่คาดฝันเข้ามาสร้างความวุ่นวายอีก นางจึงวางปราการเหมันต์และใช้ พลังแท่งศิลาหินขาวอย่างแน่นหนา และมอบหยกประดับหินขาวหนึ่งอันให้ลี่อิง 

ตั้งแต่นั้นมาบุคคลที่สามารถเข้ามายังสวนเหมันต์มวลบุปผา นอกจากบิดาแท้ๆ พระบิดาบุญธรรมของนาง และท่านอาเคอล่า ก็มีเพียงเว่ยลี่อิง องค์หญิงแห่งแคว้นเว่ยดินแดนปีศาจ 

คราแรกก่อนที่ลี่อิงกับนางจะเป็นสหายกัน นางเองตอนแรกเวลาไม่มีใครมาเยี่ยมก็รู้สึกเหงาบาง ผ่านนานไปก็เริ่มชิน ท่านพ่อนางมาเยี่ยมเดือนละครั้ง ส่วนพระบิดาบุญธรรมช่วงไหนไม่วุ่นวายกับพระราชกรณียกิจมากเกินไปก็จะมาหานางบ่อยเท่าที่พระองค์สามารถ 

หากแต่เหล่าเทพทั่วไปคิดแค่ว่าบิดามาเยี่ยมบุตรสาว ด้วยความที่องค์ฮ่องเต้ยังมิได้มีบุตรหรือฮองเฮาข้างกาย แต่นางรู้ดีว่าพระองค์หาได้คิดเช่นนั้นไม่ แม้ว่าแววตาเฉกเช่นตอนนั้นจะไม่ได้ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่คราวนั้น นางในตอนนี้ก็ปฏิบัติเฉกบุตรสาวกับบิดาต่อพระองค์ 

ส่วนท่านอาเคอล่านั้นไม่ได้เยี่ยมนางสักเท่าไรนัก แต่นางก็สนิทกับท่านพอสมควร ท่านอามักส่งมอบเครื่องดนตรีต่างๆ ให้นาง และมีบางคืนเดือนดับที่นางแวะไปหาท่านบ้าง 

❆⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯❆ 

☃ ฤดูเหมันต์ คือ ฤดูหนาว 

 

 

ความคิดเห็น