ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2560 13:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8
แบบอักษร

8

        นั่งจ้องโทรศัพท์มาค่อนคืน เมื่อไม่มีสัญญาณอะไรผมเลยลุกไปอาบน้ำปะแป้งหน้าขาววอกเตรียมเข้านอน หนังตากำลังจะหย่อน เสียงริงโทนธรรมดาก็ดังขัด เปลือกตาที่ปรือลงรีบลืมขึ้น มือรีบคว้าโทรศัพท์มาเปิดดู...ไอ้เม่นวีดีโอคอลมาหา แล้วผมต้องทำยังไง ระหว่างสับสน มือก็เผลอไปกดรับเฉย หน้าไอ้เม่นเลยปรากฏขึ้นมา แว๊บแรกที่มันเห็นหน้าผม เห็นมันดูตกใจนิดๆ 

        (นั่นพี่ม่านหรือเด็กห้าขวบวะ) ดูมันทักผมสิครับ พูดจบมันก็หัวเราะเสียงแหลม 

       “กวนตีนว่ะ” ผมด่ามันไป กะอีแค่เอาแป้งเด็กป้ายเต็มหน้าแค่นั้น เมื่อก่อนตอนเป็นเด็ก แม่ชอบประแป้งแบบนี้ให้ โตมาเลยติด เวลานอนอยู่ห้องคนเดียวไม่ต้องไปไหน ผมก็มักจะเอาแป้งมาทาให้หน้าขาววอก แป้งเด็กมันทำให้หน้าเนียนนุ่มเหมือนก้นเด็ก “โทรมามีไร กูจะหลับแล้วเนี่ย” โวยวายไป แต่ปลายสายเอาแต่หัวเราะหน้าผม 

       (เดี๋ยวนะ ผมขอขำก่อน ตลกพี่ว่ะ แม่ง) ไอ้เม่นมันนั่งขำ นอนขำจนผมอยากจะยื่นเท้าเข้าไปในหน้าจอเพื่อถีบ (ขำจนปวดท้องอะ)

        “อยากไปขำต่อให้นรกไหม ไอ้ห่า” โมโหครับ ทำเอาความมั่นใจหายหมด 

        (โห อย่างอนผมสิ ไม่ขำก็ได้) เบ้ปากใส่ไอ้เม่น ตอนนี้มันใส่เสื้อยืดคอวีสีขาว ผมเปียกดูเหมือนเพิ่งสระผม 

           “ทำไมไม่เช็ดผมให้แห้งวะ เดี๋ยวแม่งเป็นหวัด” พูดออกไปลืมคิด พอสติมาก็แทบอยากตบหัวตัวเอง ต่างจากอีกฝั่งที่ทำตาโตแล้วรีบลุกไปเอาผ้ามาเช็ด “ยิ้มเหี้ยอะไร” ด่าไอ้เม่นและตัวเองครับ

           (ก็พี่เป็นห่วงผม โคตรดีใจ) 

          “อย่ามาเว่อร์ แล้วทำไมมึงโทรมาดึกขนาดนี้วะ กูจะหลับอยู่แล้วเนี่ย” 

              (พี่...รอผมโทรหาเหรอ เชี่ย ดีใจว่ะ) 

           “มะ ไม่ใช่เว้ย กูหมายถึงมึงโทรมากวนตอนกูจะหลับ” เหตุผลผมฟังขึ้นใช่ไหม ไม่น่าพลาดเพราะปากมากเลยไอ้ม่าน “มึงอาบน้ำแล้วเหรอวะ” รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนครับ ไม่อยากเห็นยิ้มตาหยีของมัน 

          (อาบเสร็จก็โทรหาพี่เลย ที่จริงจะโทรหาตั้งแต่หัวค่ำ แต่พอดี...) สีหน้ากับท่าทางอ้ำอึ้งของปลายสายทำให้ผมขมวดคิ้ว (พอดี...)

            “กูไม่ได้อยากรู้ ไม่ต้องเล่า” ผมว่า สีหน้าไอ้เม่นดีขึ้น มันยิ้มบางๆ ส่งมาให้ 

           (ไว้ผมจะเล่าเรื่องของผมให้พี่ฟัง) 

         “ก็กูบอกว่าไม่อยากรู้ เอ๊ะ ไอ้นี่”  

           เสียงหัวเราะอีกฝั่งทำให้ผมต้องยิ้มออกมา ชีวิตคนเราต่างก็มีเรื่องทั้งนั้น แม้แต่คนรวยๆ ก็ยังมี โชคดีที่พ่อกับแม่ของผมอยู่อย่างพอเพียงและเลี้ยงให้ผมเป็นคนคิดดี ไอ้ม่านคนนี้เลยดี๊ดีเช่นนี้แล

           (พี่ม่าน ทำอะไรอยู่ ผมเรียกตั้งหลายครั้ง) มัวแต่หลงตัวเองจนสะดุ้งกับเสียงไอ้เม่น

             “ก็...คิดเรื่องรายงานสิวะ กูไม่ได้ว่างเหมือนมึง” 

         (โห พ่อคนขยัน) หน้ามันโคตรกวนตีน (พรุ่งนี้ผมเรียนเช้า พี่เรียนบ่ายนี่ ไว้ตอนเย็น...)

        “ไม่ต้องมารับกู”

            (ขี้ตู่ ผมไม่ได้บอกจะไปรับสักหน่อย) ฉิบหาย ไอ้เชี่ยเม่นเล่นผมแล้ว (แหม อยากให้ผมไปรับเหรอ ใช่ไหม พี่นี่โคตรน่ารักว่ะ)

            “ไอ้เม่น ไม่ใช่โวย” ผมโวยวายไปแต่คนอยู่อีกด้านแม่งเอาแต่หัวเราะ
 
          (พี่น่ารักจริงๆ นะ ขนาดหน้าขาวๆ ยังปิดแก้มแดงไม่อยู่เลย พี่เขินผม ผมรู้)

         “พอเลย กูจะนอนแล้ว” รีบตัดจบก่อนจะถูกไล่ต้อนหนักกว่านี้ “แค่นี้นะ”

         (เดี๋ยวๆ) เสียงตะโกนเรียกยั้งมือของผมไม่ให้กดปิด 

            “อะไรอีกวะ มึงนี้เซ้าซี้จริง”

                 (ผมแค่จะบอกราตรีสวัสดิ์ หลับฝันดี แล้วก็ อย่าลืมฝันถึงผมด้วยล่ะ) แลบลิ้นใส่เด็กรุ่นน้องของเพื่อนที่มันเสี่ยว (คืนนี้ไม่ได้กอดพี่ ผมคงนอนไม่หลับแน่เลย)

         “อย่ามาเพ้อไอ้ห่า แค่นี้นะ หลับเลยมึง” กดวางปุ๊บผมก็ล้มตัวนอน ไม่ มึงอย่ายิ้มไอ้ม่าน มึงต้องทำตัวเฉยๆ เข้าไว้ เชี่ยเอ้ย ทำไมผมต้องยิ้มด้วยว่ะ มองเพดานแป๊บเดียวก่อนดึงผ้าห่มเน่าขึ้นคลุมหน้าข่มตานอนหลับ 

          ผมกำลังจะตกหลุมรักมันแน่ๆ 

          “โห หน้ามึงโคตรโทรม ไปทำอะไรมาวะ” ไอ้มีนทักผมหลังจากอยู่ในสภาวะทิ้งตัวนั่งข้างมัน “ได้ยินกูไหมไอ้มู่” อยากเงยหน้าจากโต๊ะ แต่ตาผมยังลืมไม่ขึ้นเลย 

         “แค่กูขับรถมาได้ก็บุญแล้วไอ้ห่า” ปากขยับตอบ ขนาดถูกตบหัว ผมยังไม่รู้เลยว่าใครทำ 

       “กูว่าเป็นบุญคนอื่นต่างหากไอ้ห่า ทีหลังถ้าง่วงก็อย่าขับ เกิดไปชนคนอื่นตายขึ้นมาจะทำไง ทำอะไรไม่คิด สมองน่ะมีไหมวะ” เสียงบ่นยาวขนาดนี้ทำให้รู้เลยว่ามือหนักที่ตบเข้าหัวผมเป็นมือใคร 

          “มึงเรียนจบควรไปบวชนะไอ้เชี่ยเกมส์” ผมต่อสู้กับความหนักของหน้าเพื่อจะด่าเพื่อนตัวเอง 

       “เออ ไม่จบกูก็จะบวชอยู่แล้ว” ได้ยินคำตอบปุ๊บ พวกผมก็พากันหัวเราะ ที่จริงไอ้เกมส์มันก็คิดจะบวชทดแทนบุญคุณพ่อกับแม่มันช่วงปิดเทอมครับ

        “ใต้ตามึงน่ากลัวมาก” เสียงแน่วแทรกขึ้นมา พวกที่หัวเราะต่างก็หันมาสนใจหน้าผมแทน “อายครีมมึงควรซื้อ” 

          “กูแค่นอนไม่หลับ” ผมว่า

         “ทำไม คิดเรื่องไอ้เด็กนั่นเหรอ” ไอ้มีนรีบจี้

       “ไม่ใช่เว้ย กูคิดเรื่องรายงานไอ้ห่า อย่าเปิดประเด็น” ยื่นมือโบกหัว แต่ไอ้มีนมันโยกหลบ “ว่าแต่ เรื่องปิดห้องเชียร์เป็นยังไงบ้าง” 

      “เปลี่ยนเรื่องเลยนะมึง” ไอ้เจแขวะ แต่ผมไม่สน มันขำก่อนจะบอกความลับ “ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ปีนี้กูคิดจะรับแบบสร้างสรรค์ตามที่อาจารย์เขาว่ามา”

        “ยังไงวะ” คงจะมีแค่ผมคนเดียวที่ไม่เข้าใจ ก็แหม ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพี่ว๊าก เวลาประชุมอะไรก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง 

            “ถึงเวลามึงก็รู้เอง” ถูกปิดประเด็นเฉย แม่ง

         “กูเกลียดมึงมาก” ตะโกนกราดใส่หน้าเพื่อนตัวเอง แต่พวกมันกลับหัวเราะ 

         “เอาน่า ไม่มีอะไรหรอก สนุกๆ” ไอ้เกมส์วาดแขนมากอดคอแล้วดึงหัวผมไปซุกในวงแขนเป็นมัดของมัน “มึงเถอะ เรื่องไอ้เด็กนั่นควรเอาให้มันชัดเจน พวกกูเป็นห่วง” 

       “ชัดเจนเหี้ยอะไร” พยายามดึงหัวออกจากแรงหนีบจากกล้ามแขนของไอ้เกมส์ 

         “แหม เอามันไปซุกหอขนาดนั้น” ถลึงตาใส่อีแน่ว นับวันปากมันจะยิ่งร้าย สงสารแฟนของมันมาก “ที่พวกกูพูดก็เพราะห่วงมึงนั่นแหละ เด็กนั่นมาจากการส่งไม้ต่อจากไอ้กลอยเพื่อนมึง ความจริงใจมันจะมากแค่ไหนกัน” 

           “อีแน่วพูดถูก” ไอ้มีนยกนิ้วโป้งส่งให้คนพูดดี

         “กูรู้น่า กูไม่ได้ใจง่าย...มั้ง” คำห้อยท้ายผมพูดอยู่ในลำคอ “เออๆ ถ้ายังไงกูจะบอกพวกมึง ขอบใจนะเว้ย ที่ห่วงกู” ผมเปลี่ยนจากดึงหัวออกเป็นกอดเอวไอ้เกมส์ มันยืดตัวสะดุ้งก่อนรีบปล่อยผมทันที “เขินกูเหรอ” 

        “เขินพ่อง เดี๋ยวเรทติ้งกูตกเว้ย” ผมขำท่าทางของเพื่อน พวกมันปากร้ายแต่ใจดี แถมยังรักและหวังดีกับผมทุกคน “ไม่ต้องทำตาเยิ้ม กูไม่ตาถั่วชอบมึงแบบไอ้เม่นอะไรนั่นหรอก ขนลุกสัด” 

         “ไอ้เชี่ย” 

           มิตรภาพของพวกผมมันเกิดขึ้นจากการเขม่น มาตอนนี้รักกันปานจะดูดดม แต่พวกเราไม่กินกันเองแน่นอน และไม่แย่งกันด้วย เพราะคนละสเปค 

         แม้วันนี้พวกผมปีสามจะมีเรียน แต่ปีหนึ่งก็มีแข่งกีฬาชิงแชมป์ในวันสุดท้าย ซึ่งแอบได้ยินเสียงบ่นเสียดายของรุ่นน้องที่จะต้องถูกเกณฑ์เข้าห้องเชียร์อีกครั้ง ก็แหม ชีวิตคนเรามันก็ต้องมีขึ้นมีลงกันบ้าง เดี๋ยวนะ ผมว่าเริ่มไม่เกี่ยวแล้ว แต่ก็เอาเถอะ อย่าใส่ใจในคำพูดผมเลย 

          พอดีผมเป็นคนจริงจังและจริงใจไม่จิงโจ้ จุ๊กกรู๊ว

        หลังจากหมดคาบเรียน พวกผมก็พากันยกโขยงใหญ่มาที่หน้าตึก บรรดาเหล่าปีสองกับปีหนึ่งที่นั่งล้อมวงคุยกันอยู่เห็นผมและเพื่อนๆ เดินมา ต่างก็พากันยกมือไหว้ส่งเสียงขานซะดัง แต่พอเห็นว่าในกลุ่มมีพี่ว๊ากอยู่ด้วย เสียงนกแตกรังเลยเงียบกันหมด รู้สึกเหมือนพาไอ้พวกนี้มากดดันรุ่นน้อง...ทำไมผมนิสัยไม่ดีวะ

        แล้วนี่ผมจะด่าตัวเองทำไม

           “วันนี้คณะเรามีแข่งอะไรบ้างวะ” ผมเดินแยกไปถามน้องปีสองซึ่งตำแหน่งมันคือน้องรหัสผู้เลอเลิศ นั่นเพราะมันเป็นลูกคุณหนูแต่ดันอยากทำไร่ หวังเดินตามรอยพ่อหลวงของปวงชน ผมนับถือมันนะครับ ลูกคนรวย มือเท้านุ่มเนียนต้องมาจับจอบจับเสียมขุดดินจนตอนนี้มือมันด้านกว่าผมอีก 

         “เหลือเปตองพี่” ไอ้เตหันมาตอบผม มันส่งยิ้มโชว์ฟันเหล็กสีฟ้า 

            “เมื่อไหร่มึงจะเอาเหล็กออกวะ โคตรเกะกะ” ผมหยอกมันตั้งแต่มันเข้ามาปีหนึ่งแล้วล่ะครับ ที่จริงก็ไม่ได้ตลกอะไร แต่มันขัดกับหน้าขาวๆ ของมัน 

            “พี่ม่านล่ะก็ พูดซะเหล็กดัดฟันผมอยากฝังเข้าไปในเหงือก” พูดจบมันก็หัวเราะพาผมขำไปด้วย “แล้วพวกพี่มาที่นี่เพื่อกดดันพวกผมเหรอ” 

             “อย่าใส่ร้ายกูไอ้เหี้ย พวกกูแค่มาพักผ่อนบ้างอะไรบ้าง” บอกมันไป ผมปรายตามองเด็กปีหนึ่งที่สวมเสื้อสีประจำคณะสำหรับกีฬาเฟรชชี่ “นอกจากฟุตบอลมีอะไรได้ที่หนึ่งบ้างวะ” 

            “ไม่มีครับ” หันไปมองคอแทบเคล็ด นี่คณะผมได้แชมป์แค่ชนิดเดียวหรือนี่ ปีที่แล้วว่าแย่แล้วนะ ปีนี้ยังมาลดลงอีก “แต่ก็ได้ที่สองที่สามมาหลายอยู่” 

          “เออๆ ดีละ อย่างน้อยก็ได้รางวัล พวกมึงจะได้ไม่ถูกจัดหนักมาก” อันนี้ผมกระซิบครับ เพราะพวกปีสองต้องถูกเล่นงานแน่นอนอยู่แล้ว มันอยู่ในแผนทั้งนั้น 

           “ผมเตรียมใจไว้แล้ว” ไอ้เตยิ้มรับ ผมตบบ่ามันเบาๆ แล้วเดินกลับไปหาเพื่อน พวกมันก็ถามนิดๆ หน่อยๆ เพราะส่วนใหญ่ต่างก็จ้องไปที่เหล่ารุ่นน้อง 

        นี่พวกผมไม่ได้มากดดันจริงๆ นะ   
    
         นั่งคุยไป เหล่รุ่นน้องไปไม่นานก็แยกย้าย กีฬาที่เหลือก็ปล่อยให้ปีสองดูแล ส่วนผมแยกกับเพื่อนเพราะพวกมันต้องไปเตรียมการปิดห้องเชียร์ วุ่นวายน่าดู 

         ผมเดินกลับไปที่รถเตรียมกลับหอ แต่มือถือในกระเป๋ากางเกงยีนส์ดันร้องขัดจังหวะ หยิบออกมาดูก็เห็นหน้ายิ้มตาหยีก่อน ไม่ใช่ผมตั้งรูปไอ้เม่นนะครับ มันแอบเอาไปถ่ายแล้วก็ตั้งค่าสายเรียกเข้าเอง 

       “โทรมาเพื่อ?” บอกขณะขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย 

      (โห ทักแบบนี้ผมต้องตอบว่ายังไงละครับ) น้ำเสียงติดขำตอบกลับมา ผมเบ้ปากอมยิ้มหมั่นไส้ (พี่เรียนเสร็จหรือยัง)

             “ทำไม จะมารับกูเหรอ” แกล้งถามไปอย่างนั้นแหละครับ เวลานี้ไอ้เด็กปลายสายมันคงรอเรียนคาบบ่าย 

            (ให้ไปรับจริงๆ ไหมล่ะ) ดูความกวนของมัน

            “เฮอะ” ผมพ่นเสียงขำออกมา 

           (เอาจริงๆ สิ ให้ผมไปรับไหม) 

           “จะมารับทำไม เรียนของมึงไป กูจะกลับหอแล้ว” เตรียมสตาร์ทรถ แต่มือกลับจิ้มแต่พวงมาลัย 

           (โหย ให้ความหวังแล้วก็จากไปว่ะ) ถ้าไอ้เม่นอยู่ใกล้ๆ ผมคงตบหัวมันไปแล้ว คำพูดกับน้ำเสียงแบบนี้ (ผมเลิกเรียนแล้วจะรีบกลับไปหานะครับ) 

         “มาหาทำไม กลับบ้านมึงนู้นไป” ปากก็ไล่ แต่ทำไมต้องยิ้มวะ “แค่นี้นะ กูจะขับรถแล้ว” 

        (ขับรถดีๆ นะครับ อย่าเอาแต่คิดถึงผมจนใจลอย) 

           ติ๊ด... ผมรีบกดปิดทั้งที่ปลายสายยังพูดไม่ทันจบดี ไม่ไหวหรอกครับ ฟังมันจบผมอาจจะยิ้มเป็นคนบ้าก็ได้ แค่นี้ก็แทบเป็นบ้าอยู่แล้ว 

        การจราจรยังคงหนาแน่นเช่นทุกวัน ผมฟังเพลงไปด้วยขับรถไปด้วย พอดีกับเพื่อนรักต่างมหาลัยโทรมา ใจจริงไม่อยากจะรับ แต่กลัวมันจะมีเรื่องสำคัญ (เช่นการกินฟรี) ถึงโทรมาหา 

       “ว่าไงมึง” กรอกเสียงถามไป 

         (ทำไรอยู่วะ รับช้าเหี้ยๆ) ไอ้กลอยแจกสัตว์เลื้อยคลานอีกแล้ว 

          “ขับรถ” 

         (อ่าว มึงขับรถแล้วรับโทรศัพท์ได้ไง ตำรวจจับนะมึง)
 
             “แล้วมึงจะโทรมาหากูทำไมเล่า” 

               (นี่กูผิดเหรอ มึงว่ากูเป็นคนผิดเหรอ) 

           น้ำเสียงมันโคตรตอแหล

         “คุณกลอยโทรมา มีเรื่องอะไรมิทราบ” 

           (ของเด็ด ของดี ของฟรีตลอดงาน สนหรือเปล่าเพื่อนม่าน) ไอ้กลอยว่าไปหัวเราะไป (ถ้ามึงสน ปลายทางคือหอพี่โชนะคืนนี้ กูกับมึงเลิกกัน) 

          ผมกระพริบตาปริบๆ จ้องมือถือตัวเองที่ยังไม่ได้พูดล่ำลาอะไรไป แต่ไอ้กลอยกลับวางสายไปเฉย เออ เลิกก็ได้วะ เดี๋ยวนะ ไอ้กลอยบอกคืนนี้เหรอ แล้วไอ้เม่นล่ะ ผมต้องโทรไปบอกให้มันกลับบ้านสินะ คิดได้ก็รีบยื่นมือไปหยิบ พอกดเบอร์มันปุ๊บ ก็เพิ่งนึกได้ว่ามันคงเรียนอยู่ เอาไว้ส่งข้อความบอกมันเอา 

             ขับรถกลับถึงหอก็ส่งข้อความหาไอ้เม่นบอกให้มันกลับบ้านเพราะผมมีธุระ จากนั้นก็ส่งข้อความหาไอ้อัธ ไม่รู้มันจะไปด้วยหรือเปล่า ถ้ามันไป ผมจะได้ให้มันมารับ ประหยัดน้ำมันไปอีก 

         ทำนั่นทำนี่จนใกล้ค่ำ ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวรอเพื่อนอัธสุดหล่อให้มารับ ฉีดน้ำหอมสุดโปรดจนหอมฟุ้งไปทั่วห้อง ช่วงเวลาสูดความสดชื่น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมา ผมเดินฮัมเพลงที่ดังจากแลปท็อปตัวเองไปเปิดรับเพื่อน บานประตูไม้เปิดออกก็เจอเพื่อนตัวเองยืนหน้านิ่งอยู่ 

            “มึง...” ผมคงจะไม่ทำตาโตตกใจหากไม่เห็นไอ้เม่นยืนทำหน้านิ่งอยู่ข้างๆ เพื่อนผมด้วย ฉิบหายล่ะ “มึงมาได้ไงวะ” 

         “มึงถามใคร กูหรือไอ้เด็กนี่” ไอ้อัธถามเสียงโคตรนิ่ง ดูจากแววตาเพื่อนผมแล้ว มันพร้อมหาเรื่องได้ทุกเมื่อหากรุ่นน้องอยากมี ไอ้เม่นได้ยินก็เหล่ตามองคนถามด้วย ก่อนจะหันมาจ้องหน้าผม 

            กดดันสุดๆ

       “เอ่อ...” ทำไมต้องอึกอักวะ (ด่าตัวเอง) 

            “พี่ม่านจะไปไหนหรือครับ” ไอ้เม่นถามออกมา มันเดินเบียดเพื่อนผมมายืนข้างๆ ไอ้อัธมองตาเป็นมัน ผมล่ะกลัวจะมีเรื่องกันจริงๆ 

             “กูจะไป...” 

         “เสือก” 

       ตาโตมองไอ้อัธที่ขัดขึ้นมา ผมรีบจับแขนไอ้เม่นทันที กลัวมันพุ่งไปหาเรื่อง คนหนึ่งก็เพื่อน อีกคนหนึ่งก็...เอ่อ รุ่นน้อง ผมไม่อยากให้ใครต้องมีเรื่องกัน 

      “กูจะไปกินเหล้า” ผมตอบเพื่อเรียกสายตาของไอ้เม่นให้หันมามอง กลัวจ้องตากับไอ้อัธมากๆ ไม่คนใดก็คนหนึ่งจะท้องไปซะก่อน 

      “ที่ไหน ผมไปด้วย” ตอนนี้รู้สึกปวดตา เพราะต้องมองเพื่อนที ไอ้เม่นที เหนื่อยจริงๆ 

           “มึงไปไม่ได้หรอก” ผมบอก ไอ้เด็กที่จับแขนผมขมวดคิ้วสงสัย “กูไปกินที่ห้องพี่โช แฟนไอ้กลอย” จบปุ๊บ คนเซ้าซี้ก็นิ่งไป ผมคิดว่ามันจะเข้าใจ แต่เปล่าเลย มันยังพยักหน้าจะไปด้วย “ห้องพี่โชนะ” 

        “อืม ผมรู้” กระพริบตามองคนบอกว่ารู้ ผมก็รู้ว่ามันเคยเกือบมีเรื่องกับพี่โชที่คณะ ขืนพามันไปก็เหมือนพามันไปให้ถูกรุมน่ะสิ 

            “ไอ้เม่น” เริ่มอ่อนใจนิดๆ 

       “นะพี่ม่าน ผมไปด้วย” คราวนี้ผมหันไปมองเพื่อนตัวเอง ไอ้อัธยักไหล่ก่อนหันหลังพิงกำแพงหน้าห้อง “พี่ม่าน ผมสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรให้พี่เขาขัดใจ นะครับ” 

          “ไม่ต้องทำน้ำเสียงตอแหล” ด่ามันไป “เออๆ แต่มึงห้ามก่อเรื่องนะเว้ย” 

          ไอ้เม่นพยักหน้ายิ้มตาหยี ผมผลักหัวมันนิดๆ ก่อนเดินกลับเข้าไปเอากระเป๋าเป้ พอออกมาก็เหล่ตามองเพื่อนสนิทตัวเอง ไอ้อัธเดินนำไปแล้ว ผมเลยต้องเดินข้างไอ้เม่นแทน นี่มันรู้หรือเปล่า ว่ากำลังจะเข้าสู่ดงคนโหด 

          รถคัมรี่ของไอ้เม่นขับตามมินิสีดำของไอ้อัธ ส่วนผมจะนั่งมากับใครถ้าไม่ใช่รถคันหลัง แต่ก็ดีนะครับ ขืนให้ไอ้เม่นไปนั่งรถไอ้อัธ หรือให้ไอ้อัธมานั่งรถไอ้เม่น แบบนั้นคงไปไม่ถึงแน่ อาจมีเรื่องข้างถนนสักเส้นก็เป็นได้ ระหว่างทาง ไอ้เม่นยังพูดคุยน้ำเสียงธรรมดา เล่าเรื่องเรียนบ้าง เพื่อนบ้าง ผมก็ฟังๆ ไป ถามมาก็ตอบ สมองตอนนี้มีแต่คำพูด คำตอบที่จะต้องใช้เวลาเจอคนอื่น 

          ลำบากไอ้ม่านอีกแล้ว

      พอรถสองคันจอดใต้ตึกปุ๊บ ผมก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ยิ่งใกล้ห้องมากเท่าไหร่ เหมือนลมหายใจมันติดๆ ขัดๆ ไอ้เม่นท่าจะดูผมออก มันรีบกุมมือแล้วบีบเบาๆ อยากบอกเหลือเกินว่าเป็นแบบนี้เพราะมันนั่นแหละ ฮ่วย 

          ไอ้อัธกดกริ่งหน้าประตูเรียกคนด้านใน ช่วงยืนรอ เหงื่อผมผุดขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ มือที่จับกับไอ้เม่นก็ชุ่มไปหมดแต่มันก็ไม่ยอมปล่อย จังหวะที่ประตูห้องเปิดออก ผมแทบกลั้นหายใจ 

          “ซื้อของเข้ามาหรือปะ...เปล่า เชี่ย” ไอ้กลอยถามหน้าระรื่นก่อนจะค่อยๆ เหวอแล้วแหกปากชี้นิ้วมาที่คนข้างๆ ผม “มึง...มึง” คราวนี้มันกราดนิ้วมาที่ผมที ไอ้เม่นที 

          “หลีกๆ กูหนัก” ไอ้อัธแค้นเสียงขำในลำคอก่อนเดินแทรกแฟนเจ้าของห้องเข้าไปด้านใน เหลือแค่ผม ไอ้เม่น แล้วก็ไอ้กลอยที่อ้าปากค้าง 

             ดูเหมือนสติเพื่อนรักผมจะเตลิด ไอ้กลอยมันขยับตัวให้ผมกับไอ้เม่นเข้าห้อง เมื่อกี้มันแค่เริ่มต้น ความฉิบหายมันต่อจากนี้ต่างหาก แค่ผมกับไอ้เด็กข้างๆ เข้าไปยืนด้านใน ทุกสายตาต่างก็พุ่งเข้ามาหา นั่นไม่น่าสนใจเท่าสายตาหนึ่งที่เหมือนหอกแหลมคมพุ่งเข้ามาปัก 

        พูดได้แค่ห้าคำ...ฉิบหายละทีนี้

............................................................................

ความคิดเห็น