ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 ทางแยกที่คดเคี้ยว

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ทางแยกที่คดเคี้ยว

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 626

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2560 00:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ทางแยกที่คดเคี้ยว
แบบอักษร

ตอนที่ 8 ทางแยกที่คดเคี้ยว

งานศพของคุณสมหญิงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่วัดใกล้บ้าน ซึ่งจะมีการสวดพระอภิธรรมรวม 3 คืน โดยในคืนที่ 2 และ 3 นั้น ทางโรงแรมแมนฮัตตันและครอบครัวของเอกพล รับเป็นเจ้าภาพภายในงานตามลำดับ ขณะที่ผู้มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นเพื่อนของคุณสุจริต เพื่อนของคุณสมหญิงที่รู้จักกับคุณสุจริต เพื่อนของบุตรสาวทั้งสองที่รู้จักกับคุณสุจริต กับบรรดาตำรวจนอกเครื่องแบบที่เอกพลขอกำลังให้มาช่วยกันสังเกตการณ์ผู้ต้องสงสัย

“คุณธนูสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาแก่แบบนี้ ดูแล้วเท่จังครับ” พงศ์ซึ่งเป็น 1 ในทีมตำรวจนอกเครื่องแบบภายในงาน และอยู่ระหว่างถูกพักราชการเช่นเดียวกับภูผา มองการแต่งกายตั้งแต่หัวจรดเท้าของธนูอย่างชื่นชม รวมทั้งตั้งท่าจะติดตามชายหนุ่มไปทั่วทุกหนแห่ง ถ้าไม่ถูกเอกพลดึงคอเสื้อยืดเสียแทบย้วยคามือ

“ตั้งใจทำงานหน่อยสิ รู้ว่าปลื้ม รู้ว่าไอดอล แต่มันจะทำให้คนอื่นเขาสงสัย” ผู้กองหนุ่มตำหนิอีกฝ่ายด้วยเดซิเบลระดับกระซิบกระซาบ แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้พงศ์ถึงกับจ๋อยสนิทแล้ว

“อย่าเสียใจไปเลยครับพี่พงศ์ เดี๋ยวผมเดินตามพี่พงศ์เองก็ได้” ธนูยิ้มทะเล้น จนเกือบโดนเอกพลสวนหมัดใส่อีกคน

...วันนี้จอมกะล่อนอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาแก่ กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหนัง ซ้ำยังหวีผมเสียเรียบแปล้ ทำให้ภาพรวมดูสุขุมและแก่กว่าวัยไปมาก ส่วนเอกพลนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีกรมท่า กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหนัง เมื่อบวกกับใบหน้าที่ดูเคร่งเครียดแล้ว จึงดูราวกับสองหนุ่มกำลังจะมาประชันความแก่กันบนเวทีกลางศาลา โดยมีเจ้าของเจดีย์บรรจุอัฐินับร้อยบริเวณนี้เป็นกองเชียร์

“เราก็ทำเป็นเล่นไป จำให้ดีเลยว่าในงานวันนี้และอีก 3 วันที่เหลือ ธนูคือน้องชายของพี่ แล้วพวกเราก็เป็นญาติห่างๆ ของคุณสุจริตด้วย” เอกพลย้ำด้วยเสียงระดับกระซิบกระซาบอีก

“อ้าว! ไม่ใช่น้องเขยหรอกหรือครับ?” ธนูถามกลับด้วยเสียงระดับเดียวกัน ถึงอย่างนั้นก็ดังพอที่จะทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินและหันมาฟาดมือใส่เขา

“โอ๊ย!! อะไรของเธอน่ะอ้อ เธอเล่นเป็นน้องสาวฉันไม่ใช่หรือไง ลืมบทเหรอ อยู่ดีๆ มาตีพี่ชายแบบนี้ เดี๋ยวมือเท่าไม้พายอันใหญ่หรอก” ธนูร้องโอดโอยและโอดครวญ ซ้ำยังขุดกฎแห่งกรรมขึ้นมาสั่งสอนอริศรา จนเกือบถูกหญิงสาวเล่นงานอีกรอบ

“ตาบ้า! คนที่เล่นนอกบทน่ะคือนายไม่ใช่หรือไง” เธอประท้วงคำพูดเมื่อครู่ของเขา พร้อมกับตีหน้ายักษ์กลบเกลื่อนแก้มแดงๆ ของตัวเอง อริศราเองก็อยู่ในชุดแซกลายดอกไม้โทนขาวดำ โชว์เรียวขาเนียนๆ ทำเอาหนุ่มๆ ภายในงานพากันชำเลืองมองกันเป็นทิวแถว

“นอกบทที่ไหน ก็น้องสาวพี่เอกยังมีอีกไม่ใช่เหรอ อยู่กับพ่อแม่เธอที่ใต้ ชื่อหมูปิ้งไง” ธนูมิวายเล่นลิ้น หน้าทะเล้นอีกตามเคย หากแต่อริศรากลับไม่รู้สึกขบขันตามไปด้วย ในเมื่อหมูปิ้งที่ว่าคือสุนัขพันธุ์อัลเซเชียนที่พ่อกับแม่ของเธอเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้ไปรับราชการที่นั่น และมันก็ดูจะชอบธนูเอามากๆ

เอ... หรือนั่นจะเป็นเพราะเขาเป็นเจ้าของอัลเซเชียนหนุ่มสุดหล่อที่ชื่อ ลัคกี้ ก็ไม่ทราบได้

“อ๋อ! ถ้าจะเอาแบบนั้นก็ได้ งั้นนายก็เลิกยุ่งกับชีวิตฉันไปเลยนะ เพราะฉันไม่อยากแย่งแฟนน้องสาวของฉัน” อริศราสะบัดหน้าใส่ธนู แล้วเดินไปยืนกอดอกหน้าตูมอยู่ข้างๆ เอกพลแทน เป็นเวลาเดียวกับที่คุณสุจริตเดินออกมาจากศาลาสวดพระอภิธรรม เพราะได้ยินเสียงอันดังของทั้งคู่

“สวัสดีครับผู้กอง ขอบคุณมากๆ นะครับที่มา ผม... ขอบคุณจริงๆ” คุณสุจริตตรงเข้ามายกมือไหว้เอกพล จนชายหนุ่มรวมทั้งธนูและอริศราต้องรีบยกมือไหว้ทำความเคารพอีกฝ่ายเช่นกัน

“อย่าขอบคุณเลยครับ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นความรับผิดชอบของผมเหมือนกัน” ผู้กองหนุ่มก้มหน้านิ่ง และลอบถอนหายใจให้กับเรื่องราว ซึ่งเขายังคงตอกย้ำตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า เป็นเพราะความล่าช้าของตน

“ไม่ใช่ความผิดของผู้กองหรอกครับ อย่าโทษตัวเองเลย ตัวผมก็พอจะทำใจได้แล้ว ไม่ได้คิดอะไรมากแล้วล่ะครับ” คุณสุจริตฝืนยิ้มบางๆ เหมือนจะพยายามปลอบประโลมทั้งตัวเองและเอกพลไปพร้อมๆ กัน

“ครับ ขอบคุณครับ” เอกพลยิ้มเจื่อนๆ ตอบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องด้วยการบอกแผนสังเกตการณ์ผู้ต้องสงสัยภายในงานให้คุณสุจริตได้รับทราบ

“เอ่อ... คุณสุจริตครับ ในงานศพวันนี้จนถึงวันฌาปนกิจ จะมีตำรวจนอกเครื่องแบบแฝงตัวอยู่กับแขกที่มาร่วมงานด้วยนะครับ ส่วนพวกผมในฐานะที่เป็นเจ้าภาพคืนที่ 3 ผมอยากขอร้องให้คุณสุจริตช่วยแนะนำกับคนอื่นว่า พวกผมเป็นญาติห่างๆ น่ะครับ จะได้ไม่มีคนสงสัย” ชายหนุ่มชี้แจง ตาชำเลืองมองไปรอบตัวเพื่อสำรวจว่ามีใครกำลังจับตามองตนอยู่หรือไม่

“ได้ครับ ขอบคุณผู้กองอีกครั้งนะครับ” คุณสุจริตมีสีหน้าดีขึ้นนิดหนึ่ง เมื่อเห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะจับกุมตัวคนร้ายของผู้กองหนุ่มมือดีแห่งกองปราบปราม

“ครับ เอ่อ...” เอกพลก้มหัวให้อีกฝ่าย แล้วฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ลืมแนะนำเลย อ้อ ธนู นี่คุณสุจริต เจ้าทุกข์ที่พี่ทำคดีอยู่ คุณสุจริตครับ นี่อ้อน้องสาวของผม แล้วก็ธนู คู่หมั้นของน้องสาวผมครับ”

ทั้งอริศราและธนูต่างยกมือไหว้คุณสุจริตอีกครั้ง โดยที่อีกฝ่ายก็รีบรับไหว้พร้อมรอยยิ้ม ถึงอย่างนั้นประโยคคำพูดปิดท้ายของเอกพลก็มิวายทำให้สองหนุ่มสาวชะงักไป ในเมื่อทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการหมั้นหมาย หรือแม้แต่จะหาฤกษ์หมั้นเลยด้วยซ้ำ

“พี่เอก!” อริศราสะกิดพี่ชายเป็นเชิงทักท้วง หากแต่อีกฝ่ายก็แกล้งทำหูทวนลมเสีย เช่นเดียวกับธนูที่ยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขันของพงศ์และบรรดาจ่าทั้งหลาย

“ขอบคุณทุกท่านมากๆ นะครับที่มาร่วมงาน เอ่อ... ตามสบายเลยนะครับ ผมขอตัวไปเช็คของที่ต้องถวายพระอีกที” คุณสุจริตยิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในศาลา เป็นเวลาเดียวกับที่ชาย – หญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามาภายในงาน

“ผู้กองเอกพล สวัสดีค่ะ” เธอคนนั้นตรงเข้ามาทักทายเอกพล ทำเอาชายหนุ่มซึ่งหันมาตามเสียงเรียก ถึงกับชะงักไปด้วยอาการตกตะลึง และยิ่งตะลึงเมื่อได้เห็นชายหนุ่มที่เดินเคียงคู่มากับเธอ

“คือ... ดิฉันจะมาแจ้งผลการชันสูตรศพเบื้องต้น แล้วก็มีเรื่องต้องสอบถามสามีของผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมด้วยน่ะค่ะ”

คำพูดของเธอเรียกสติเอกพลให้กลับคืนมา และแม้จะยังงุนงงกับภาพตรงหน้า แต่เขาก็รีบส่งสัญญาณให้พงศ์พาแพทย์หญิงคนสวยประจำสถาบันนิติเวชไปพบคุณสุจริต ก่อนจะหันกลับมาทางชายหนุ่มอีกคน ซึ่งยังคงยืนยิ้มอยู่ที่เดิม หลังจากที่เธอคนนั้นคล้อยหลังออกไปแล้ว

“นายรู้จักคุณหมอเธอด้วยเหรอ?” ผู้กองหนุ่มมือดีแห่งกองปราบปราม เอ่ยถามผู้กองหนุ่มมือดีแห่งกองปราบปรามอีกคนด้วยความสงสัย

“คุณนิน่ะเหรอ รู้จักสิ ก็เธอเป็นคนชันสูตรศพผู้ต้องหาคดียาเสพย์ติด ที่ทำให้พวกฉันต้องถูกพักงานอยู่นี่ไง” ภูผาตอบยิ้มๆ แต่นั่นดูจะเป็นคำตอบที่ทำให้เอกพล รู้สึกเหมือนกำลังถูกสายฟ้าผ่าลงตรงกลางหัวใจอ่อนๆ มากกว่า

“คุณหมอเธอชื่อคุณนิเหรอ?” เอกพลกล้ำกลืนถามย้ำกับเพื่อนสนิท ถึงชื่อเสียงเรียงนามของนางในฝันที่ตนไม่เคยรู้

“ใช่ เธอชื่อนิรดาน่ะ เป็นแพทย์นิติเวชคนใหม่ของกรมตำรวจ ที่น้องธนูเคยพูดถึงไง” ภูผายังคงตอบคำถามพร้อมรอยยิ้ม โดยไม่รู้เลยว่าเจ้าของคำถามกำลังถูกฟ้าผ่ากลางใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“อ๋อ ผู้กองก็เลยใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ใช่ไหมครับ?” ธนูเอ่ยปากแซวผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้แต่หัวเราะรับ โดยไม่รู้เลยว่านั่นยิ่งทำให้คนฟังอย่างเอกพล รู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางศีรษะเพิ่มขึ้นอีกแห่ง

“พี่เอกเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” อริศราหันมาถามพี่ชายด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นเอกพลยืนหน้าซีด ตัวแข็งเป็นหุ่นยนต์ขึ้นสนิม

“เอ่อ... เปล่าๆ พี่ไม่ได้เป็นอะไรหรอก” คนเป็นพี่ยิ้มเจื่อนๆ และใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะหักลบกลบเกลื่อนความรู้สึกมากมายในใจ แต่แล้ว...

“ไม่ใช่ว่าพี่เอกกำลังช็อกหรอกหรือครับ ที่ผู้กองภูผาดันมาจีบสาวคนเดียวกันซะได้” จู่ๆ จอมกะล่อนอย่างธนูก็โพล่งแทงใจดำเอกพลเสียสุดแรงเกิด นอกจากนี้ความหมายของคำพูดนั้นยังเรียกให้ทั้งอริศราและบรรดาจ่าๆ ทั้งหลายหันมามองสองนายตำรวจหนุ่มเพื่อนซี้กันเป็นตาเดียวด้วย

“พูดอะไรน่ะน้องนู เดามั่วแบบนี้ไม่ดีมั้ง” เอกพลรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ถึงอย่างนั้นอาการหลบเลี่ยงที่จะสบสายตาของชายหนุ่มก็คือสิ่งที่บ่งบอกความผิดปกติได้เป็นอย่างดี

“ผมไม่ได้มั่วนะครับ แล้วก็รู้ด้วยว่าพี่เอกกำลังจะถอดใจยกสาวให้เพื่อน”

นอกจากจะถูกคำพูดของธนูแทงใจดำแล้ว เวลานี้เอกพลยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกฟ้าผ่ากลางศีรษะ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่เหลือชิ้นดีอีกด้วย

“ของแบบนี้มันต้องวัดใจกันสักตั้งสิครับ ยังไม่ทันลงแข่งจะรีบถอนตัวทำไม ผู้กองภูผาก็คิดเหมือนผมใช่ไหมครับ?” ธนูหันไปขอเสียงสนับสนุนจากภูผา มองดูคล้ายการประกาศศึกชิงนางกลางลานวัด ท่ามกลางเหล่ากองเชียร์จากกองปราบปรามซึ่งล้วนตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกแทงข้างไหน

“ก็...ถ้ามันเป็นอย่างนั้นนะครับ” ภูผาแบ่งรับแบ่งสู้ คล้ายยังไม่ยอมรับว่าตนขายขนมจีบแพทย์หญิงนิรดาจริงหรือไม่ เป็นโอกาสให้เอกพลเบี่ยงเบนประเด็นกลับไปที่ธนูแทน

“ท่าทางน้องนูจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากเลยนะเนี่ย เห็นให้คำแนะนำอย่างกับผู้เชี่ยวชาญ”

คำพูดของเอกพลทำให้ธนูรู้สึกเหมือนมีอสุนีบาตผ่าเฉียดศีรษะไปอย่างหวุดหวิด และไม่แน่ว่าคราวหน้ามันอาจผ่าลงตรงกลางกระหม่อมของเขาก็ได้ จากฝีมือของผู้หญิงตาขวางที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่ชายของเธอนั่นแหละ

“ไม่เคยมีเลยครับ ผมแค่พูดไปตามที่คิดต่างหาก พี่เอกอย่าหาเรื่องตายฟรีตายอนาถให้ผมสิครับ” จอมกะล่อนพูดพลางชำเลืองมองอริศรา ซึ่งยืนปั้นหน้าเป็นม้าหมากรุกอยู่ใกล้ๆ

“งั้นต่อไปนายคงต้องมีประสบการณ์เยอะแน่ๆ เพราะหมูปิ้งมันออกจะเนื้อหอมขนาดนั้น” หญิงสาวรื้อฟื้นเรื่องราวความปากพล่อยของธนูขึ้นมาแก้เผ็ด จนชายหนุ่มถึงกับสะอึก เพราะรู้ดีว่าอาการงอนระดับนี้อาจต้องตามง้อถึง 7 ชั่วโคตร หากแต่ไม่ทันที่เขาจะได้แก้ตัว

“คุณสุจริตว่ายังไงบ้างครับ?” ภูผาเอ่ยถามนิรดาที่เดินกลับเข้ามาพร้อมพงศ์ เป็นเหตุให้ทุกคนตรงนั้นหันไปจ้องมองเธอกันเป็นตาเดียว

...วันนี้คุณหมอคนสวยอยู่ในชุดเดรสลูกไม้แขนยาวสีขาวสะอาด เข้ากับผมดัดลอนใหญ่ ดูราวเจ้าสาวที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูวิวาห์ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เสียก็แต่ชายหนุ่มผู้ที่เธอสนทนาด้วยนั้น กลับสวมเชิ้ตสีข่าว ผูกไทค์ และสวมกางเกงขายาวสีดำ ซึ่งไม่เข้ากับมาดเจ้าบ่าวเอาเสียเลย

“ภรรยาของเขาไม่มีโรคประจำตัว และไม่ได้กินยาอะไรเลยในรอบปีนี้ค่ะ” นิรดาตอบคำถามของภูผาด้วยใจความที่สร้างความงุนงงให้กับบรรดาผู้ฟัง ยกเว้นใครคนหนึ่งที่พอจะเข้าใจและล่วงรู้ถึงผลการชันสูตรได้จากคำพูดดังกล่าว

“ผู้กองขโมยซีนเจ้าของคดีหมดเลยนะครับเนี่ย” ธนูแซวสองนายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่ ก่อนจะหันไปทางแพทย์หญิงนิรดาบ้าง “คุณหมอตรวจพบสารบางอย่างในร่างกายของผู้ตายใช่ไหมครับ และถ้าผมเดาไม่ผิดมันน่าจะเป็นแอมเฟตามีน สารเสพติดประเภทออกฤทธิ์ต่อระบบจิตประสาท ส่วนประกอบสำคัญของยาบ้า”

คำพูดของธนูก่อให้เกิดรอยยิ้มฉาบบนใบหน้าของภูผา ซึ่งเป็นบุคคลเพียงคนเดียวในที่นั้นที่ทราบผลการชันสูตรศพคุณสมหญิง นอกเหนือจากแพทย์นิติเวชอย่างนิรดา ขณะที่นิรดาเองก็จ้องมองธนูด้วยความสงสัยในตัวตนและความสามารถของชายหนุ่ม

“ใช่ค่ะ ทางเราตรวจพบสารแอมเฟตามีนในร่างกายของผู้เสียชีวิต ก็เลยมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อจะได้นำไปสรปุรวมกับผลพิสูจน์อื่นว่า สารดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเสพยาเสพย์ติดหรือไม่น่ะค่ะ”

คำตอบของนิรดาสร้างทั้งความตื่นเต้นและเคร่งเครียดให้กับเหล่าคนฟังที่อยู่รายรอบ เพราะแม้ความฉลาดของธนูจะปรากฏเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์ แต่ความซับซ้อนของคดีนั้น ก็ชวนให้วิตกว่าฆาตกรใจโฉดในครั้งนี้จะลอยนวลไปได้หรือไม่

“ระหว่างที่ตอบคำถามของคุณหมอ สามีผู้ตายมีพิรุธบ้างไหมครับ?” ธนูตั้งคำถามต่อไปอีก และเพราะคำถามประหลาดๆ ที่หลุดออกมาจากปากของเขานั่นเอง ที่ทำให้ชายหนุ่มตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอีกครั้ง

“เฮ้ๆ น้องนูคุณสุจริตเขาเป็นเจ้าทุกข์นะ ไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย ทำไมถามอะไรแบบนั้นล่ะ!?” เอกพลทักท้วงด้วยความตกใจกับสิ่งที่อยู่ในความคิดของสายสืบรุ่นน้อง

“มีถมไปไม่ใช่หรือครับ ที่เจ้าทุกข์ดันกลายเป็นคนร้ายตอนปิดคดีเสียเอง ผมแค่ตั้งข้อสงสัยให้กับทุกคนที่มีความเป็นไปได้นะครับพี่เอก ยังไม่ได้ตั้งข้อหาให้เขาสักหน่อย” ธนูชี้แจงอย่างเป็นการเป็นงาน โดยมีเสียงสนับสนุนของใครอีกคนดังต่อท้ายประโยคด้วย

“ถูกต้องแล้วล่ะครับผู้กองเอกพล ในฐานะตำรวจเราจะใช้ความรู้สึกตัดสินคนมากกว่าที่จะใช้พยานหลักฐานไม่ได้นะครับ” ร.ต.ท.นพดลเดินอกผายไหล่ผึ่งตรงเข้ามา พร้อมนายสิบตำรวจเก่งกาจ ทั้งคู่สวมเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ผูกเนคไทค์สีดำเช่นเดียวกับภูผา และเป็นที่แน่นอนแล้วว่าแผนปลอมตัวเป็นญาติห่างๆ ของคุณสุจริต ซึ่งเอกพลนัดแนะกับคนของตนไว้อย่างดิบดีนั้น กำลังจะพังไม่เป็นท่าจากฝีมือผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ทั้งหลายที่ทยอยเข้าร่วมงาน

“ใครน่ะคะพี่เอก อ้อไม่คุ้นหน้าเลย?” อริศรากระซิบถามพี่ชายถึงแขกผู้มาเยือนคนล่าสุด แต่ถึงแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น...

“อ้อ ธนู นี่ผู้หมวดนพดล กับหมู่เก่งกาจจาก สน.มหาชัย... หมวดนพดลครับ หมู่เก่งกาจครับ นี่อ้อน้องสาวของผม ธนูสายสืบประจำกองปราบฯ แล้วก็ที่ยืนอยู่กับคุณหมอตรงนั้น ผู้กองภูผาจากกองปราบปรามครับ” เอกพลแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน และซ่อนความกังวลไว้ภายใต้รอยยิ้มเจื่อนๆ ดูเหมือนแขกผู้มาร่วมงานศพคุณสมหญิงในวันนี้ จะเป็นตำรวจเสียกว่าครึ่ง คล้ายๆ งานเลี้ยงรุ่นโรงเรียนนายร้อยอย่างไรพิกล

“ผมจะมาแจ้งข่าวความคืบหน้าของคดีน่ะครับ เลยถือโอกาสมาร่วมงานศพด้วย” ร.ต.ท.นพดลบอกจุดประสงค์ในการมาอย่างไม่อ้อมค้อม โดยมีนายสิบคู่ใจคอยประกบหลังราวกับบอดี้การ์ด

“พบเบาะแสแล้วหรือครับ!?” เอกพลนิ่วหน้าถาม เขาเองก็อยากปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุด หากแต่มันคงไม่ง่ายขนาดนั้น เมื่อผลชันสูตรศพปรากฏออกมาว่า มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายของผู้เสียชีวิตเช่นนี้

“ครับ... จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าผู้ตายซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาลงแถวตลาดสด และไม่ยอมจ่ายค่าโดยสาร จึงถูกคนขับค้นตัวเอาเงินในกระเป๋าสตางค์ไป” เจ้าของท้องที่อันเป็นสถานที่เกิดเหตุหยุดถอนหายใจหนักๆ เปิดโอกาสให้เอกพลตั้งคำถามต่อ

“แล้วพบตัวคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างคันนั้นหรือยังครับ?”

คำถามของเอกพลก่อให้เกิดเสียงถอนหายใจ ตามมาจากเจ้าของใบหน้าเครียดๆ อีก

“นั่นแหละครับปัญหา”

คำตอบของ ร.ต.ท.นพดล ยิ่งเพิ่มรอยย่นและความเคร่งเครียด บนใบหน้าของเอกพลให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว

“ถ้าผมเดาไม่ผิด ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นเป็นทะเบียนปลอมใช่ไหมครับ?” ธนูดึงความสนใจของทุกคนให้กลับมาอยู่ที่เขาอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้หมวดนพดลซึ่งหันขวับมาจ้องหน้าสายสืบจอมกะล่อนประจำกองปราบปรามอย่างทึ่งๆ

“สาบสืบกองปราบฯ นี่ความสามารถไม่ใช่ย่อยนะครับ” นายตำรวจหนุ่มจากสมุทรสาครเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้ม “ใช่ครับ! ป้ายทะเบียนของมอเตอรไซค์คันนั้น เป็นทะเบียนปลอมที่เจ้าของมาแจ้งหายเมื่อ 2 เดือนก่อน แต่ยี่ห้อและรุ่นรถแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

นอกจากจะแจกแจงรายละเอียดของความคืบหน้าให้เอกพลฟังแล้ว ร.ต.ท.นพดลยังให้ความสนใจสายสืบกองปราบฯอย่างธนูไม่น้อย เห็นได้ชัดจากการที่เขามักหันหน้าสลับไปมาระหว่างสองหนุ่ม เหมือนอยากได้ความเห็นเพิ่มเติม เพื่อทดสอบความสามารถของเป้าหมายอีกครั้ง

“บางทีมอเตอร์ไซค์คันนั้นคงถูกขายเข้าตลาดมืด พร้อมทะเบียนไปแล้วล่ะครับ” ธนูเองก็รู้และพร้อมจะโชว์ภูมิตามความต้องการของอีกฝ่ายเต็มที่

“แสดงว่าคนร้ายไม่ได้มีคนเดียวจริงๆ” เอกพลสรุปเสียงเครียด แต่กลับถูกเสียงของใครอีกคนดังกลบ จนทุกคนพากันหันไปมองต้นเสียงภายในศาลาสวดพระอภิธรรมอย่างพร้อมเพรียง

“ฆ่าแม่ยาย ฆ่าเมียฉันแล้ว แกยังกล้าเสนอหน้ามาเหยียบที่นี่อีกเหรอ!!”

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชายหนุ่มผิวเข้ม ร่างเล็ก วัย 20 ต้นๆ เจ้าของเสียงคือลูกเขยของคุณสุจริต 1 ในเจ้าทุกข์ผู้ที่ต้องพบเจอกับความสูญเสียเช่นกัน และแน่นอนว่าบุคคลอันเป็นต้นเหตุแห่งเสียงด่าทอในครั้งนี้ ก็คือ...

“คุณหมอรจเลข!!” อริศราปิดปากอุทานชื่อของคนคนนั้นด้วยความตกใจ ทันทีที่หันไปเห็นหญิงสาวเจ้าของผมหยักศกเคลียบ่า ในชุดเสื้อแขนยาวสีขาว กระโปรงสีดำ แบบที่เคยสวมใส่ทุกครั้งในยามปฏิบัติหน้าที่ทันตแพทย์

“ซวยแล้ว!” เอกพลพึมพำ พลางชำเลืองมองน้องสาวคนเดียวของตัวเอง ซึ่งกำลังยืนอ้าปากค้างไปกับภาพที่ได้เห็น และคำพูดที่ได้ยิน แม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าทั้งคู่อาจต้องพบหน้ากันภายในงาน หากแต่เอกพลก็ไม่ได้คาดคิดว่ามันจะออกมาในสภาพนี้

“ไอ้เอก! ขอโทษคุณหมอเขาเดี๋ยวนี้เลย บุญของพวกเราเท่าไหร่แล้วที่เขายอมมางาน ยังไม่รู้จักสำนึกอีก” คุณสุจริตตำหนิลูกเขยเสียงดังพอกัน ก่อนจะหันไปทางทันตแพทย์สาวอายุคราวลูกที่ยืนนิ่งอยู่ใกล้ๆ “ผมต้องขอโทษคุณหมอจริงๆ นะครับ ขอโทษแทนเจ้าเอกมันด้วย ที่มันเป็นคนไม่มีสมองไม่มีความคิดอย่างนี้”

ท่าทางนอบน้อมของคุณสุจริต ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเอกวัฒน์เป็นอย่างมาก ตรงข้ามกับเอกพลซึ่งยืนนิ่งอึ้งไปตั้งแต่พบว่าตนและลูกเขยของคุณสุจริตมีชื่อเล่นเดียวกัน ด้วยความรู้สึกเหมือนคำด่าทอเหล่านั้นได้ถูกส่งตรงมาถึงตนแบบเดลิเวอรี่

“ไม่เป็นหรอกค่ะคุณอา คุณอาอย่าคิดมากเลยนะคะ” ทันตแพทย์หญิงรจเลขบอกคุณอาสุจริต ด้วยอากัปกิริยานอบน้อม แต่ในสายตาของเอกวัฒน์แล้ว นั่นคือการเสแสร้งแกล้งทำมากกว่า

“เหอะ! ทำเป็นพูดดี ที่มานี่ก็เพราะกลัวผีคนที่ตัวเองฆ่า 3 คน ตามไปหักคอถึงที่ร้านใช่ไหมล่ะ” ชายหนุ่มยังไม่หยุดปรักปรำแขกผู้มาเยือนคนล่าสุด

“ไอ้เอก! ฉันบอกให้แกหยุด แล้วขอโทษคุณหมอไม่ได้ยินหรือไง เมาแล้วอาละวาดนี่มันนิสัยแกจริงๆ” คุณสุจริตตวาดลูกเขยเป็นเชิงปราม พร้อมกับคว้าต้นแขนของอีกฝ่าย ดึงให้ออกห่างจากรจเลข

“พ่อนั่นแหละเงียบไปเลย! มีแต่พ่อเท่านั้นแหละที่คิดโง่ๆ” เอกวัฒน์สะบัดแขนอย่างแรงจนคุณสุจริตเสียหลักล้มลงกับพื้น ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมหยุด “เตรียมใจไว้เถอะ พวกคุณตำรวจเขาจะมาลากคอเธอเข้าตะรางวันนี้แหละ อย่ามาทำหน้าชื่นตาบานไปหน่อยเลย นังหมอโรคจิต!” พ่อตัวต้นเรื่องไม่พูดเปล่า แต่ชี้มือมาทางกลุ่มของเอกพล ทำเอานายตำรวจหนุ่มแทบอยากกัดลิ้นตัวเองเสียให้แดดิ้น กับแผนการที่พังพินาศไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ขณะที่รจเลขถึงกับชะงักไป เมื่อมองตามมือของคู่กรณีแล้วสบสายตาเข้ากับอริศราที่กำลังจ้องมองมาเช่นกัน

“ว่าแต่ฉันคุณเองก็มีมูลเหตุจูงใจเหมือนกันไม่ใช่หรือคะ ทั้งแม่ยายและน้องเมียไม่ปลื้มคุณ แถมภรรยาของคุณก็ดูเหมือนจะปันใจให้คนอื่นแบบไม่ปิดบังด้วย” รจเลขหันกลับมาตอบโต้คำพูดของเอกวัฒน์ ด้วยสีหน้าที่เยือกเย็นพอๆ กับน้ำเสียง แต่นั่นเองที่ทำให้อีกฝ่ายโมโหจนเลือดขึ้นหน้า

“หุบปากไปเลยนังตัวดี!!” เอกวัฒน์กระโจนเข้าไปบีบคอทันตแพทย์สาว หากแต่ยังช้าไปกว่าธนูที่พุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อของเขาไว้ได้ทัน และไม่เพียงแค่นั้น...

“อ๊ากกกก!!”

เสียงร้องของเอกวัฒน์ดังลั่นศาลา เมื่อถูกธนูบิดแขนจับใส่กุญแจมือที่ชายหนุ่มขอยืมมาจากพงศ์เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ท่ามกลางความตกตะลึงของแขกเหรื่อภายในงาน

“ถ้าไม่หยุด คุณนั่นแหละจะต้องเข้าไปนอนในตะรางคนแรก!” ธนูสำทับปิดท้าย ระหว่างที่จ้องหน้าผู้ต้องสงสัยคนใหม่อย่างเอกวัฒน์ เจ้าทุกข์ที่มีโอกาสเป็น 1 ในกลุ่มคนร้ายสูงที่สุดในเวลานี้!!

จบตอน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว