facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2560 18:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 13



เสียงเด็ดขาดของนายทหารอายุคราวลูกสามารถหยุดคมมีดลงได้ นายพลเจ้าชายคิริซาวะหันขวับไปยังต้นเสียงที่เขารู้จักเป็นอย่างดี ดวงตาที่มีรอยยับย่นของความอาวุโสจับจ้องอย่างแปลกใจที่เห็นเฉินหย่งหนานมองเขาด้วยโทสะอย่างที่ไม่เคยแสดงออกให้เห็นมาก่อน หลานชายของนายกรัฐมนตรีชาติจีนผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความสุขุมหากแต่ครานี้เขากลับมองเห็นเปลวไฟจากดวงตาคมคู่นั้น



“คนของเธองั้นรึ” คิริซาวะเอ่ยถามหากแต่มือก็ยังจรดคมมีดลงไปบนเนื้อนุ่มอย่างน่าหวาดเสียว



“ผมขอร้องให้ท่านปล่อยคนของผมหากยังเห็นต่อความสัมพันธ์อันดีต่อกัน”



หย่งหนานย้ำชัด มือใหญ่กุมด้ามปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอวอย่างพร้อมที่จะชักมันออกมาลั่นกระสุนเต็มที่หากคิริซาวะจะทำอะไรต่อเหวินเป่าที่ยืนหน้าซีดเผือดภายใต้คมมีด นายพลคิริซาวะประสานสายตากับหย่งหนานพักหนึ่งก่อนจะยอมเก็บมีดและปล่อยมือที่จับกุมเหวินเป่าไว้ เมื่อหนุ่มน้อยเป็นอิสระเขาจึงรีบขยับเท้าก้าวหนีให้ห่างทันที



“ไม่นึกว่าจะได้พบท่านที่นานกิงและอย่างยิ่งในสถานที่เช่นนี้”



เมื่อเห็นว่าเหวินเป่าปลอดภัยไฟในดวงตาก็เริ่มลดความรุนแรงลงหากแต่หย่งหนานก็ยังมองอย่างไม่ไว้ใจผู้กุมกำลังจากจักรวรรดิญี่ปุ่น  คิริซาวะได้ยินดังนั้นสีหน้าจึงยิ่งตึงด้วยความคุกรุ่นเมื่อรู้ว่าบ้านเมืองของตนกำลังเสียเปรียบ



“จงอย่าชะล่าใจพันตรีเฉิน” คิริซาวะเอ่ยอย่างถือดี



“ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังคงฉายแสงและสงครามยังไม่จบ ศพทหารก็ไม่ใช่สิ่งยืนยันความปราชัย”



บุรุษที่ก้าวเข้าสู่วัยชรายืนอกผายไพล่หลังมือไว้ด้านหลังอย่างหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีหย่งหนานเข้าใจดีและเขาก็มิได้ทับถมให้อีกฝ่ายได้อับอายที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ



“ไม่ว่าใครจะได้รับชัยชนะ แต่ประชาชนก็พ่ายแพ้และย่อยยับอยู่ในสงครามอันเลวร้ายครับ ผมเพียงแต่หวังว่าบทสรุปของสงครามจะไม่ทำให้บ้านเมืองของผมบอบช้ำไปยิ่งกว่านี้”



สบตากันอย่างไม่มีหวาดหวั่นและทำให้คิริซาวะยิ่งนึกชื่นชมนายทหารหนุ่มผู้นับเป็นศัตรูผู้นี้อยู่ในใจมากขึ้นไปอีก เฉินหย่งหนานทั้งสง่างามและหาญกล้า เขาอิจฉาเฉินจิ้งเหออยู่ลึกๆที่มีหนึ่งในผู้สืบทอดอำนาจเช่นนี้



“เรื่องนั้นเป็นเหตุการณ์ในอนาคต ไม่มีใครสามารถคาดการได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเราทั้งคู่จะพบกันอีกครั้ง”



นายพลเจ้าชายคิริซาวะผิวปากเป็นเสียงสัญญาณ และเพียงอึดใจรถยนต์ทหารคันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจอดอยู่เบื้องหลังของเขา คิริซาวะจึงเดินกลับไปขึ้นนั่งบนรถยนต์



“อีกอย่างหนึ่ง จงบอกคนของเธอด้วยว่าจงอย่ามาเดินเล่นในยามราตรีเช่นนี้อีก แล้วพบกันใหม่พันตรีเฉิน”



รถยนต์คันนั้นแล่นจากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ความเงียบสงัดในยามราตรี หย่งหนานหันไปมองร่างบางที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ไม่ไกลนักก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อที่รบกวนจิตใจของเขามาตลอดสามเดือน



“อากุย”



“นายท่าน!”



เหวินเป่าโผเข้าหาด้วยความหวาดกลัว เขาเพิ่งรู้ว่าตนเองรอดพ้นความตายมาได้อย่างฉิวเฉียดที่สุด หย่งหนานรับร่างผอมบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างเต็มใจ เขาปล่อยให้เหวินเป่าได้ร้องไห้ระบายความหวาดหวั่นและตระหนกออกมา มือใหญ่ลูบผมนุ่มอย่างอ่อนโยน



“ไม่เป็นอะไรแล้วเด็กดี เลิกกลัวเถิดนะ”



หย่งหนานดันไหล่บางให้พอได้มองเห็นใบหน้าหวานที่มีแต่คราบน้ำตา ดวงตาเรียวเปียกชื้นและยังบอกถึงความตกใจ หย่งหนานเชยคางมนให้แหงนขึ้นจนมองเห็นรอยเลือดซิบๆจากคมมีดที่บาดอยู่บนผิวหนัง เขากัดฟันข่มความโกรธแค้นคิริซาวะที่สร้างบาดแผลอยู่บนร่างกายอันแสนบอบบางนี้ หย่งนานแตะปลายนิ้วเช็ดคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังอย่างแผ่วเบาด้วยความสงสารแต่กระนั้นเหวินเป่าก็ยังสะดุ้ง



“เจ็บมากไหมอากุย”



น้ำเสียงและแววตาช่างอ่อนโยนจนบาดลึกลงไปในใจของเหวินเป่าให้ยิ่งเจ็บกว่าบาดแผลบนผิวหนังนัก ความคิดถึงโหยหาที่อีกฝ่ายทอดทิ้งหันหลังให้เขาโดยไม่หันหลังกลับมาทำให้เหวินเป่าร้องไห้แทนความกลัวเช่นเมื่อครู่ หนุ่มน้อยจึงมองร่างสูงด้วยความเจ็บช้ำ เหวินเป่าปัดมือของหย่งหนานให้พ้นจากปลายคางของเขาและทุบกำปั้นรัวลงไปบนแผงอกแกร่งด้วยความน้อยใจ



“ปล่อย นายท่านปล่อยผมนะ นายท่านทิ้งผมไปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่สนใจสักนิดว่าผมจะรู้สึกอย่างไร”



“อากุย ฟังฉันก่อน”



“ไม่”



กำปั้นน้อยๆยังคงระบายความเจ็บช้ำลงไปไม่หยุดยั้ง หย่งหนานจำเป็นต้องยื้อยุดข้อมือเล็กให้หยุดทำร้ายเขาเสียที



“นายท่านใจร้าย”



หย่งหนานรวบกายอุ่นนั้นเข้ามากอดแม้ว่าอีกฝ่ายจะดิ้นรนขัดขืน วงแขนแกร่งโอบรัดไว้ราวกับกลัวร่างบางนั้นจะหนีหายไปจากเขา หย่งหนานกดคางตนเองลงกับกระหม่อมจนกระทั่งเหวินเป่ายอมหยุดดิ้นรนและร้องไห้โฮอยู่ในอ้อมกอด เขาแอบสูดกลิ่นหอมจากเส้นผมนุ่มนั้นจนเต็มหัวใจ



“ใช่ว่าฉันอยากจะห่างจากเธอ”



เสียงของหย่งหนานแผ่วเบาราวกับไม่ใช่ตัวตนที่เขาแสดงออกต่อหน้าผู้อื่น เหวินเป่าได้ยินหย่งหนานพูดอยู่เหนือศีรษะ ที่ชัดกว่าคือเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ข้างหูเมื่อเหวินเป่าแนบแก้มไปกับทรวงอกอันแสนอบอุ่น



“แต่มันจำเป็นที่ฉันยังไม่สามารถอยู่ใกล้เธอได้มากกว่านี้ ฉันกลัวว่าจะหักห้ามใจมิให้ทำร้ายทุกคนด้วยอกุศลในใจของฉันไม่ได้”



เหวินเป่าฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ คำพูดของหย่งหนานช่างยากเย็นเกินกว่าที่เขาจะแปลความหมายอันซับซ้อนนั้นได้ ตอนนี้เขารู้แต่ว่าอ้อมกอดของหย่งหนานช่างอบอุ่นเหลือเกิน



“นายท่าน”



หย่งหนานคลายอ้อมกอดอย่างเสียดาย เขาเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเหวินเป่าจนหมดก่อนจะสบตาเนิ่นนานโดยไม่พึ่งพาบทสนทนา สุดท้ายเขาจึงประทับริมฝีปากลงไปบนหน้าผากมนพร้อมกับตั้งคำถามในใจว่าเขาจะต้องทรมานกับความรู้สึกนี้ไปอีกนานเท่าใด ใจหนึ่งก็อยากจะให้เหวินเป่ารอจนถึงวันที่เขาพร้อมจะยอมรับหากแต่อีกใจเขาก็ไม่อยากรั้งให้หนุ่มน้อยต้องมาอดทนกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นเพียงความฝันหรือไม่



“กลับบ้านกันเถอะ”



สุดท้ายก็ทำได้เพียงตัดใจปล่อยร่างบางออกจากอ้อมกอดและจูงมือน้อยให้เดินตามต้อยๆไปยังรถยนต์ที่เขาจอดทิ้งไว้ไกลออกไปโดยไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เหวินเป่าเดินตามแผ่นหลังกว้างนั้นจนกระทั่งถึงรถยนต์และก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้างกับหย่งหนานที่กุมมือของเขาเกือบตลอดทางที่ขับรถกลับบ้าน



เส้นทางกลับถึงบ้านสกุลเฉินช่างใกล้กว่าที่คิดจนเหวินเป่าอยากจะให้ถนนเส้นนั้นทอดยาวออกไปไม่มีสิ้นสุด แต่เขาก็ต้องยอมรับความจริงว่าทุกอย่างคือความฝันเมื่อในที่สุดหย่งหนานก็พาเขามาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังเล็ก เหวินเป่าหยุดเดินเมื่อหย่งหนานชะงักฝีเท้าก่อนจะเข้าบ้าน



“สักวันหนึ่ง” หย่งหนานรำพึงเบาๆโดยไม่หันมามองเขา



“หวังว่าฉันจะมีวันนั้นกับเธอนะอากุย”



“ครับ?”



เหวินเป่าเอ่ยถามด้วยความฉงน



“นายท่านหมายถึงวันไหนครับ”



“ช่างเถอะ ฉันเพ้อเจ้ออย่างไม่น่าให้อภัย เข้าบ้านกันเถอะ”



หย่งหนานสะบัดศีรษะราวกับจะขับไล่ความฟุ้งซ่านออกไปจากสมองเสียให้หมดเขาก้าวนำเหวินเป่าให้ตามเข้าไปจนถึงห้องของเขาที่มีฟางซินนอนขดตัวงออยู่กองผ้าห่ม เหวินเป่ารีบรุดไปยังข้างเตียงจนเหม่ยฮัวที่ฟุบหลังอยู่สะดุ้งตื่น



“เหวินเป่า กลับมาแล้วรึ”



เสียงของเหม่ยฮัวปลุกให้ฟางซินลืมตาขึ้นมามองหนุ่มน้อยด้วยความเป็นห่วง



“เหวินเป่าเด็กโง่ ต่อไปอย่าทำให้เป็นห่วงเช่นนี้อีกนะ”



เสียงแหบแห้งของฟางซินทำให้เหวินเป่ายิ่งสงสาร



“โธ่ นายหญิง อย่าเพิ่งดุผมตอนนี้เลยครับ เดี๋ยวจะไอหนักกว่านี้อีก”



“ฮูหยินกำลังมีไข้ค่ะ” เหม่ยฮัวรีบบอกทำให้หย่งหนานรีบก้าวเข้ามานั่งข้างเตียงและ



ประคองฟางซินขึ้นมาอยู่ในอ้อมกอด เหวินเป่าส่งห่อยาที่เขารักษาไว้เท่าชีวิตส่งให้เหม่ยฮัวทันที



“นี่ครับพี่เหม่ยฮัว ยาของนายหญิง”



เหม่ยฮัวรับห่อยามาอย่างดีใจและรีบแก้ห่อเพื่อส่งยาให้หย่งหนานช่วยป้อนยาและน้ำให้ฟางซินได้กินเข้าไป จากนั้นหย่งหนานจึงช่วยให้ฟางซินได้นอนลงไปอีกครั้ง



“ฉันขอโทษที่ดูแลเธอไม่ดีนะฟางซิน ขอเวลาอีกไม่นานฉันจะกลับมาเป็นสามีที่ดีดูแลเธอและลูกให้ดีที่สุด”



หย่งหนานดูแลภรรยาให้หลับตาลง เหวินเป่ามองภาพนั้นอย่างสะท้อนใจและนึกชังตนเองที่คิดอิจฉาผู้หญิงที่น่าสงสารอย่างฟางซิน จึงได้ตัดใจก้าวออกจากห้องไปอย่างเงียบๆและมองภาพของสามีภรรยาด้วยความรันทด



วันนั้นที่หย่งหนานกล่าวถึงอาจจะเป็นแค่ความฝันตลอดไป







หย่งหนานดูแลฟางซินจนกระทั่งไข้ลดลงก่อนจะตัดใจออกจากบ้านอีกครั้งเมื่อฟ้าสาง เขาใจหายเมื่อไม่เห็นใบหน้าหวานของเหวินเป่ายามที่ก้าวขึ้นรถและกลับไปยังที่ตั้งของกองทัพทหารแห่งชาติ เพราะภาระหน้าที่และสถานการณ์อันบีบคั้นหนักขึ้นเรื่อยๆทำให้หย่งหนานจำเป็นต้องวางเรื่องส่วนตัวของเขาไว้ก่อนและมุ่งความสนใจไปที่สงคราม นายกรัฐมนตรีเฉินจิ้งเหอผู้เป็นลุงของเขาก็มาประจำการที่นี่เช่นเดียวกัน



“ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกายื่นคำขาดให้ญี่ปุ่นยอมแพ้เมื่อวานนี้หลังจากส่งระเบิดปรมาณูถล่มฮิโรชิม่าจนย่อยยับเมื่อวันก่อนแต่จักรพรรดิญี่ปุ่นและรัฐบาลก็ยังไม่ยอมแพ้”



เฉินหยางซุนบุตรชายของเฉินจิ้งเหอกล่าวกับบิดาและญาติผู้น้องในห้องประชุมเล็กอย่างตึงเครียด จิ้งเหอขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดให้ทันสถานการณ์



“อเมริกาคงอยากให้สงครามคราวนี้จบเร็วที่สุดก่อนที่โซเวียตจะเข้ายึดญี่ปุ่นก่อนได้ตอนนี้ประเทศมหาอำนาจทั้งสองต่างจับจ้องที่จะเข้าครอบครองผู้พ่ายแพ้”



“แล้วทำไมไม่เลือกทิ้งระเบิดที่เมืองหลวงอย่างโตเกียวล่ะครับ”



หยางซุนเอ่ยถามอย่างสงสัยจิ้งเหอจึงหันมาทางหลานชายของเขา



“หลานคิดว่าทำไมล่ะ ลองตอบข้อข้องใจให้หยางซุนคลายสงสัยหน่อยสิ”



หย่งหนานนิ่งคิดก่อนจะตอบคำถามตามที่เขาเข้าใจ



“ระเบิดปรมาณูมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก สามารถทำให้ทั้งเมืองพังลงในพริบตา หากทิ้งระเบิดที่โตเกียวก็จะทำให้ญี่ปุ่นขาดศูนย์กลางในการบริหารทันที และกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็คงใช้เวลาอีกนานซึ่งคงไม่ใช่สิ่งที่อเมริกาต้องการ พวกเขาต้องการแค่ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้โดยเร็วที่สุดก่อนที่โซเวียตจะฉวยโอกาสบุกเข้าญี่ปุ่นครับคุณลุง”



“เข้าใจถูกแล้ว” จิ้งเหอคลี่ยิ้มอย่างชื่นชม “ทิ้งระเบิดที่โตเกียวแล้วใครจะเป็นผู้มีอำนาจประกาศยอมแพ้เล่า”



“แต่ถึงตอนนี้ญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมแพ้ ช่างดื้อเสียจริง” หยางซุนเบ้ปากหากแต่จิ้งเหอกลับมองอีกอย่าง



“เราควรจะชื่นชมในศักดิ์ศรีของกองทัพญี่ปุ่นที่พวกเขายอมสู้แม้จะรู้ว่าไม่มีทางชนะถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นศัตรูกับเราก็ตาม”



บทสนทนาของผู้นำสกุลเฉินถูกขัดจังหวะด้วยสัญญาณเตือน พวกเขาทั้งสามรีบรุดไปยังห้องบัญชาการทันที จิ้งเหอผู้เป็นประมุขสูงสุดรับข่าวมาอ่านและเงยหน้าแจ้งกับบุตรชายและหลานชายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด



“อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองถล่มเมืองนะงะซะกิของญี่ปุ่นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้เอง”

9 สิงหาคม ค.ศ.1945 สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองชื่อว่า “Fat man”ที่เมืองนะงะซะกิ ที่ระดับความสูง 550 เมตรเหนือพื้นดิน ระเบิดปรมาณูลูกที่สองนี้มีขนาดใหญ่กว่าลูกแรกและมีผลทำให้ประชาชนล้มตายทันทีกว่า 75,000 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 80,000 คนซึ่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา



สงครามโลกครั้งที่สองในประเทศจีนและประเทศต่างๆในภาคพื้นเอเชียเกิดความโกลาหลทันทีรวมทั้งในประเทศไทยและพม่าที่ญี่ปุ่นเข้าไปตั้งฐานทัพ เพราะตอนนี้ฝ่ายอักษะเหลือเพียงญี่ปุ่นที่ยังไม่ยอมแพ้ และในที่สุดเพียงสัปดาห์เดียวหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นถูกทำลายด้วยระเบิดปรมาณูถึงสองลูกสงครามโลกก็สิ้นสุดลง

15 สิงหาคม ค.ศ.1945


รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในสงครามโลกและสงครามมหาเอเชียบูรพาอย่างไม่มีเงื่อนไข



ทหารญี่ปุ่นกลายเป็นอาชญากรสงครามในทันที








กองกำลังทหารญี่ปุ่นถูกกวาดต้อนให้กลับประเทศ ในคราวนั้นกองทัพจีนจึงเร่งกวาดล้างกองทัพจากญี่ปุ่นที่ยังตกค้างอยู่ และหนึ่งในนั้นก็คือนายพลเจ้าชายคิริซาวะ ยาคุริ เมื่อเฉินหย่งหนานเดินทางไปถึงบ้านหลังใหญ่ในช่างไห่ที่เขาเคยไปเยือนมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อแปดปีก่อน



บัดนี้มีเพียงทหารญี่ปุ่นไม่กี่คนที่ยังภักดีและอารักขาอยู่ในบริเวณบ้านหลังใหญ่เมื่อหย่งหนานก้าวเข้าไป ทหารของเขากรูเข้าจับกุมและหากใครไม่ยินยอมก็จำเป็นต้องกำจัด แต่มีเพียงเขาที่เดินเข้าไปในตัวบ้านเมื่อหย่งหนานสั่งห้ามลูกน้องมิให้ติดตาม เมื่อเข้าไปแล้วเขามองเห็นแผ่นหลังของนายพลคิริซาวะในชุดทหารเต็มยศกำลังยืนมองภาพดอกเบญจมาศสีเหลืองอร่ามที่หย่งหนานเคยมองรออยู่แล้ว



“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสินะ”



นายพลคิริซาวะดูชราลงไปกว่าเดิมทั้งที่หย่งหนานเพิ่งจะพบกับผู้นำของกองทัพญี่ปุ่นในจีนเมื่อไม่กี่วันก่อน หากแต่คิริซาวะก็ยังยืนหยัดในศักดิ์ศรีของเขา



“ขอบคุณที่เธอให้เกียรติมาเยือนที่บ้านหลังนี้อีกครั้งพันตรีเฉิน”



หย่งหนานค้อมศีรษะลงให้อีกฝ่าย ถึงอย่างไรเขาก็ยังนับถือคิริซาวะในความเป็นผู้นำที่อยู่รอเป็นคนสุดท้าย



“เรียนตามตรงว่าผมไม่อยากรับหน้าที่นี้เลยครับ”



“เป็นเธอนั่นแหละเหมาะสมที่สุดแล้ว”



คิริซาวะเพียงกดยิ้มลึกที่มุมปาก บุรุษแห่งแดนอาทิตย์อุทัยก้าวมายืนอยู่ตรงหน้าของเฉินหย่งหนาน



“คำขอร้องครั้งสุดท้ายจากอาชญากรสงครามแก่ๆเช่นฉัน ได้โปรดส่งสาห์นฉบับนี้ไปยังสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นอย่างปลอดภัย”



กล่องไม้สีดำขนาดเท่าฝ่ามือปิดผนึกแน่นหนาถูกส่งมาเบื้องหน้า หย่งหนานรับมาและกล่าวรับคำขอนั้น



“ผมรับปากว่ามันจะปลอดภัยจนถึงโตเกียว”



คิริซาวะพยักหน้าอย่างพอใจ เขาก้าวเดินไปยังกลางห้องโถงที่มีเสื่อตาตามิผืนหนึ่งและดาบยาวราวหนึ่งฟุตวางอยู่



“ขอให้ฉันได้รับเกียรติสุดท้ายของการเป็นนักรบด้วยการทำเซปปุกุ และขอให้เธอเป็นคนไคชาคุนินทีเถิด”



“ท่านนายพล!”



หย่งหนานรู้ความหมายที่คิริซาวะกล่าวออกมาเป็นอย่างดี นายพลคิริซาวะชี้ไปยังปืนกระบอกหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ



“โปรดใช้ปืนกระบอกนั้นทดแทนดาบซามูไรเพื่อฉันเป็นครั้งสุดท้าย”



เพราะการขอร้องจากชายชาติทหารที่เป็นถึงราชนิกุลแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิทำให้หย่งหนานมิอาจปฏิเสธ เขาถอนหายใจคราใหญ่ก่อนจะกล่าวอำลา



“ผมขอแสดงความนับถือท่านเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน”



หย่งหนานโค้งคำนับให้คิริซาวะ อีกฝ่ายพยักหน้ารับแล้วจึงก้าวไปนั่งบนเสื่อตาตามิดวงตายับย่นจ้องมองดอกเบญจมาศและก้มคำนับจนหน้าผากจรดพื้นพร้อมกับที่หย่งหนานถือปืนมายืนอยู่เบื้องหลัง



นายพลเจ้าชายคิริซาวะ ยาคุริกำด้ามดาบไว้มั่นอยู่ในมือในขณะที่สายตาไม่คลาดเคลื่อนจากสัญลักษณ์แห่งจักรวรรคิญี่ปุ่น ปลายดาบแหลมคมจ่อเข้ากับหน้าท้องใต้เอวขวา คิริซาวะกลั้นใจกดมันจนลึกเข้าไปในหน้าท้องใต้เอวขวาทันที



เจ้าตัวสะดุ้งเฮือก หากแต่สติยังอยู่ครบแม้โลหิตจะทะลักออกมาทันที คมมีดถูกกรีดมาทางซ้ายและดึงขึ้นด้านบนเพื่อตัดลำไส้ให้ขาด จังหวะนั้นเองที่หย่งหนานเหนี่ยวไกปืนและยิงเข้าที่ศีรษะด้านหลังเพื่อให้ร่างกายของคิริซาวะคว่ำหน้าลงไปกับพื้นตามคำเชื่อของการทำพิธีเซปปุกุ



คิริซาวะสมัครใจที่จะตายอย่างมีเกียรติแทนที่จะตกอยู่ในมือของศัตรู หย่งหนานมองร่างอันไร้วิญญาณของผู้ที่เขานับถืออย่างสะท้อนใจในจุดจบของสงครามที่ร้ายแรงที่สุดของมวลมนุษยชาติ



สุดท้ายชีวิตก็มีเพียงแค่นี้ ไม่ว่าอำนาจจะล้นฟ้า หากแต่สุดท้ายกลับนำสิ่งใดไปไม่ได้สักอย่างเมื่อลมหายใจปลิดปลิว



เฉินหย่งหนานวางปืนไว้ตรงที่เดิม เขาโค้งคำนับอีกครั้งและเดินจากไปจากบ้านของผู้นำทหารญี่ปุ่นที่ไร้ผู้ครอบครอง



                                                         TBC


                         บทนี้โคตรยากกกกก ฮือออ



ความคิดเห็น