facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2560 17:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 12




“นายท่าน!”



เหวินเป่าใจหายวาบเมื่อมองเห็นแผ่นหลังกว้างเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับหัวใจดวงน้อยร้าวรานปริ่มจะขาดใจ เหวินเป่าเริ่มเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกโหยหาเหล่านั้นมันคืออะไร เขานึกชังความรู้สึกตนเองที่มันไม่ได้ซื่อตรงอย่างที่ควรจะเป็น



มันเป็นความปรารถนาบางสิ่งบางอย่างที่มากเกินขอบเขตในสิ่งที่มิใช่ของตนนอกเหนือไปจากความเคารพและบูชาหย่งหนานที่เปรียบเป็นวีรบุรุษสำหรับเขา และยิ่งผิดต่อสตรีแสนดีอย่างฟางซินที่เป็นเจ้าของหย่งหนานโดยแท้จริง เหวินเป่าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดหากแต่เขาก็ห้ามความรู้สึกของตนเองมิได้



ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นแตะไล้ที่กลีบปากของตน สัมผัสเพียงแผ่วเบาเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมายังตราตรึงอยู่ในหัวใจพร้อมกับที่เจ้าของสัมผัสนั้นทอดทิ้งเขาไปอย่างรวดเร็วแต่เหวินเป่าไม่นึกแปลกใจ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้นต่างค้ำคออยู่ศีลธรรมที่ไม่อยากทำร้ายให้ใครต้องเจ็บช้ำ



“นายท่านของเธอไปทำงาน เราต้องเข้าใจเขานะเหวินเป่า”



คำพูดของฟางซินดึงสติให้เหวินเป่ากลับคืนสู่ความเป็นจริง หนุ่มน้อยหักห้ามใจและหันมาสบตากับภรรยาของหย่งหนาน



“ครับนายหญิง”



“หากจะต้องร่วมชีวิตกับผู้นำ เราจำเป็นต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพราะยังมีคนอีกมากที่เขาทุกข์ และรอให้ผู้นำของเขาเข้าไปช่วยเหลือ”



“นายหญิงคงต้องอดทนมาก”



เหวินเป่าเฝ้ามองฟางซินที่ทรุดนั่งบนเก้าอี้แทนหย่งหนานด้วยความชื่นชม ฟางซินเผยรอยยิ้มอย่างคนเข้าใจโลก



“ยิ่งเป็นผู้นำคน ความรับผิดชอบก็ยิ่งมากมายตามไปด้วย เราซึ่งเป็นผู้ร่วมชีวิตที่เขาเลือกแล้วก็ต้องเข้าใจสภาพนั้น ในเมื่อยอมรับที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเขา เราก็ต้องส่งเสริมให้เขาได้ปฏิบัติเพื่อภารกิจที่เขารับผิดชอบ”



ฟางซินถอนหายใจพลางขยับตัวลุกขึ้นยืน



“มานี่เถอะเหวินเป่า มาช่วยฉันเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้นายท่านของเธอ อีกหน่อยฉันจะได้ไหว้วานให้เธอเป็นธุระเรื่องนี้แทนหากว่าฉันทำมันไม่ไหว”



ได้ยินเสียงรถยนต์ทหารขับออกไปจากรั้วนอกบ้านจนกระทั่งลับเสียงไป เหวินเป่ากลืนก้อนสะอื้นลงคอและตัดใจจากความอาดูรเหล่านั้นอีกครั้ง จากกันเมื่อแปดปีที่แล้วและได้พบหน้าเพียงไม่กี่วันก่อนห่างไกลอีกคำรบ การจากกันครั้งนี้ยิ่งปวดร้าว ฤาเขาและหย่งหนานจะไม่มีวาสนาได้พบเห็นหน้ากันเช่นใจปรารถนา



พรหมลิขิตขีดเส้นให้พานพบหากแต่คงลืมให้บั้นปลายนั้นมาบรรจบพบกัน







6 สิงหาคม ค.ศ.1945



แม้ว่าเยอรมันและอิตาลีจะยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองและปล่อยให้จักรวรรดิญี่ปุ่นสู้รบเพียงลำพังแต่รัฐบาลของสมเด็จพระจักพรรดิก็ยังไม่ยอมแพ้ถึงแม้ประชาชนในประเทศรวมถึงเหล่าทหารจะสูญเสียเป็นจำนวนมาก การต่อสู้ในภาคพื้นเอเชียจึงดำเนินต่อมาหลังจากวันที่เยอรมันยอมแพ้กว่าสามเดือน ในประเทศญี่ปุ่นเครื่องบินของอเมริกาบินเข้าทิ้งระเบิดทั้งโตเกียว โอซาก้า นาโงย่า จนแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง เรือบรรทุกน้ำมันก็ถูกโจมตีจมกลางทะเลจนไม่มีเรือขนส่งเสบียงไปยังฐานทัพต่างๆ



ช่วงนี้หย่งหนานทุ่มเทให้กับงาน เขาเข้าไปช่วยหลือเฉินหยางซุนในการวางแผนการต่อสู้ งานหนักทำให้เขาลืมเลือนเรื่องส่วนตัวไปบ้างยกเว้นในเวลาที่เขาพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ เวลานั้นที่ยังมีใบหน้าของเด็กหนุ่มหลินเหวินเป่าปรากฏให้เห็น หย่งหนานเกลียดหัวใจตนเองนักเมื่อการไม่ได้พบหน้าเหวินเป่าถึงสามเดือนกลับไม่ได้ทำให้เขาลืมเลือนเด็กหนุ่มได้เลย



“ได้ข่าวว่าสหรัฐอเมริกากำลังวางแผนจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับญี่ปุ่น”



หยางซุนเอ่ยกับเขาในวันหนึ่ง



“แต่ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร”



“สงครามยืดเยื้อนานเต็มที อเมริกาคงต้องการให้สงบราบคาบโดยเร็ว”



หย่งหนานเองก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เขายังไม่ไว้วางใจแม้จะรู้ว่าญี่ปุ่นอยู่ในช่วงหลังติดกำแพง จะถอยก็ไม่ได้จะสู้ก็มีแต่เพลี่ยงพล้ำ เขาคงสนทนากับหยางซุนต่อหากจะไม่ถูกขัดด้วยสัญญาณโทรเลขจากฝ่ายสื่อสาร สองพี่น้องจึงได้ตื่นตัวและก้าวไปยังห้องรับสัญญาณ



“ข่าวด่วนที่สุดครับ” นายทหารประจำการผู้หนึ่งกล่าวทันทีเมื่อเห็นเจ้านายก้าวเข้าไป หยางซุนรีบรับใบรายงานทางโทรเลขทันที เมื่ออ่านจบเขาก็เบิกตากว้าง



“สหรัฐอเมริกาส่งระเบิดปรมาณูลูกแรกที่เพิ่งคิดค้นได้ทำลายเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นเมื่อสักสองชั่วโมงที่ผ่านมา”



“แล้วผลเป็นอย่างไรครับ”



หย่งหนานถามอย่างตระหนก เขารู้ว่ามีนักวิทยาศาสตร์คิดค้นสูตรระเบิดที่มีแสนยานุภาพร้ายแรงนี้ แต่ไม่นึกว่าอเมริกาจะตัดสินใจใช้มันทันทีที่ผลิตได้สำเร็จ



“มีผู้เสียชีวิตร่วมแสนคนแล้ว ฮิโรชิมาเมืองที่มีโรงงานผลิตอาวุธและที่ตั้งของกองทัพทหารพังราบเป็นหน้ากลอง”



ระเบิดนิวเคลียร์ลูกนั้นมีชื่อว่า “The Boy” มันระเบิดกลางอากาศสูงกว่าพื้นดินในระดับ 600 เมตร  ความร้อนของมันมากถึง 3800 องศาเซลเซียสและทำให้ประชาชนชาวฮิโรชิมาล้มตายทันทีกว่าเจ็ดหมื่นคนและเสียชีวิตในภายหลังจากนั้นในปีเดียวกันด้วยความทรมานอีกกว่าเจ็ดหมื่นคน (ที่มา :ผู้แต่ง)



แม้ว่าจะอยู่คนละฝ่ายแต่หย่งหนานก็นึกเห็นใจชาวญี่ปุ่นที่ต้องมาพบจุดจบในคราวนี้หากแต่เขาก็ต้องระวังสถานการณ์ในจีนเช่นกัน



“คราวนี้ญี่ปุ่นกลายเป็นเสือจนตรอกอย่างแท้จริงแล้ว ผมไม่ไว้ใจทหารญี่ปุ่นในเมืองจีนเท่าไหร่ เกรงว่าเจ้าชายคิริซาวะอาจจะทำอะไรบางอย่างเช่นหาทางถอยทัพไปที่บ้านเกิดเพื่อช่วยเหลือที่ตั้งสุดท้าย ผมจะไปลาดตระเวนดูความเคลื่อนไหวของเขา”



เจ้าชายคิริซาวะ ยาคุริที่ควบตำแหน่งนายพลจอมทัพของกองกำลังทหารญี่ปุ่นในเมืองจีนเร่งนำพลเคลื่อนไหวมาเมืองท่าอย่างเงียบๆ หยางซุนพยักหน้ารับทันที



“ไปเถอะ พี่จะรีบนำข่าวนี้ไปรายงานกับคุณพ่อ หากมีคำสั่งด่วนพี่จะรีบให้คนส่งข่าวให้นายรู้”



หย่งหนานเร่งฝีเท้าไปยังรถยนต์ลาดตระเวน เขานึกเป็นห่วงประชาชนหากญี่ปุ่นยังไม่ยอมแพ้ในสงครามและยืนยันจะสู้อย่างหัวชนฝาต่อไป







ฝนที่สาดซัดลงมาเมื่อยามบ่ายจัดทำให้อากาศทั้งชื้นทั้งอบอ้าว เหวินเป่าที่ต้องดูแลเด็กชายเฉินฮุ่ยจงซึ่งไม่สบายตัวนัก เขาต้องคอยเช็ดเนื้อตัวให้คุณชายตัวน้อยที่ร้องโยเยจนกระทั่งหลับปุ๋ยไปในยามค่ำ หากแต่งานของเหวินเป่าก็ยังไม่หมดเมื่อได้ยินเสียงไอของฟางซินนายหญิงของบ้านหลังเล็ก



สามเดือนที่ผ่านมาเหวินเป่าอยู่ในบ้านหลังน้อยรวมไปถึงได้เข้าไปรู้จักกับคนงานในบ้านหลังใหญ่และบ้านของเฉินหยางซุนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งไปแล้ว ฟางซินสอนให้เขาเขียนอ่านหนังสือในยามว่างและด้วยความหัวดีเหวินเป่าจึงเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาอ่านตัวอักษรจีนที่ไม่ยากนักได้พอแตกฉาน ฟางซินเองก็เอ็นดูและไว้ใจเด็กหนุ่มเพราะความนอบน้อมนั่นเอง



เหวินเป่าเคาะประตูห้องของฟางซินที่มีเหม่ยฮัวดูแลอยู่ด้านใน เขาก้าวเข้าไปเมื่อเหม่ยฮัวเปิดประตูรับด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก



“ฮูหยินตัวร้อนและไอหนักมาก”



“งั้นหรือครับ” เหวินเป่ากังวลใจเมื่อมองไปเห็นร่างบอบบางนอนคุดคู้อยู่ในผ้าห่ม“ทำอย่างไรดีครับพี่เหม่ยฮัว”



“พี่ให้ฮูหยินรับประทานยาฝรั่งที่มีอยู่ไปแล้วและหมั่นเช็ดตัวตามที่หมอฝรั่งเคยสอนไว้ อีกสักพักไข้ก็คงลดลงแต่ยาฝรั่งมันหมดเสียแล้วล่ะ พี่กลัวฮูหยินมีไข้กลับกลางดึกจะไม่มียาให้รับประทานซ้ำอีก”



“ผมจะไปซื้อยาฝรั่งที่ว่านั่นเอง พี่เหม่ยฮัวบอกผมทีว่ามันอยู่ถนนเส้นไหน”



“ดีจริงเหวินเป่า พวกผู้ชายในบ้านก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเสียหมดแล้วเหลือแต่พวกผู้หญิงเท่านั้น จะหาใครพึ่งพาก็ลำบากเหลือเกิน เธอไปที่โรงพยาบาลนะและบอกกล่าวกับพวกเขาว่ามารับยาให้ฮูหยินเล็กสกุลเฉิน พวกเขาจะจัดยามาให้เธอกลับมา”



เหวินเป่ารับคำก่อนจะวิ่งออกไปยังหน้าประตูรั้ว ในยามค่ำคืนเช่นนี้เขามองไม่เห็นรถลากแม้แต่คันเดียว หนุ่มน้อยตัดสินใจกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังโรงพยาบาลของหมอฝรั่งแม้ว่ามันจะไกลจากบ้านอยู่มาก หากแต่ความเป็นห่วงในอาการของฟางซินทำให้เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิดจนกระทั่งถึงที่หมายและกระทำตามที่เหม่ยฮัวสั่งไว้ ไม่นานนักเขาก็ได้รับห่อยามาถืออยู่ในมือ แม้จะเพิ่งหายเหนื่อยแต่เหวินเป่าก็ไม่หยุดรอ เขารีบวิ่งกลับย้อนไปเส้นทางเดิมทันที



เพราะเป็นยามดึกผู้คนต่างกลับเข้าไปในบ้านเรือนกันหมดแล้ว เหวินเป่าที่กำลังวิ่งผ่านท่าเรือเล็กๆก็พลันชะงักเมื่อเขามองเห็นกองกำลังทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งกำลังเดินแถวอย่างเงียบเชียบไปยังเรือลำเล็กที่จอดรออยู่ ดวงตาของเขาพลันตระหนกด้วยความหวาดกลัวเหวินเป่าไม่ต้องการเผชิญหน้ากับพวกนั้น



ตัดสินใจเลี่ยงหลบวิ่งไปยังตรอกเล็กเพื่อใช้เส้นทางใหม่ หนุ่มน้อยวิ่งไม่คิดชีวิตอยู่ในความมืดสลัวเพราะความตกใจเหวินเป่าจึงมองไม่เห็นว่าสุดทางของตรอกเล็กที่เชื่อมสู่ถนนอีกเส้นหนึ่งนั้นมีร่างของใครบางคนยืนอยู่ เหวินเป่าจึงวิ่งเข้าชนอย่างจังกระทั่งล้มลงก้นจ้ำเบ้าห่อยากระเด็นหลุดมือ เขารีบลนลานควานหาห่อยานั้นด้วยความหวงแหนก่อนจะเงยหน้ามองบุรุษที่มิได้สะเทือนเลยเมื่อเขาวิ่งชน



เหวินเป่าเบิกตากว้างเนื้อตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว บุรุษตรงหน้าเป็นชายสูงวัยผมสีดอกเลาใบหน้าดุดันสวมใส่ชุดทหารของญี่ปุ่น บนบ่ามีเครื่องประดับมากมายที่เหวินเป่าเดาว่าเขาน่าจะมียศสูงศักดิ์เทียมฟ้า และเมื่อบุรุษผู้นั้นถูกเหวินเป่าวิ่งเข้าชน ดวงตาคู่นั้นก็พลันเกรี้ยวกราด มือใหญ่กระชากแขนของเหวินเป่าจนตัวลอยขึ้นมาพร้อมกับดึงมีดพกคมวับพร้อมจะลงมือปลิดชีวิต เหวินเป่าหลับตาลงเมื่อรู้ว่าลมหายใจตนเองคงปลิดปลิว

แม่จ๋า ลูกจะไปอยู่กับแม่แล้ว รอลูกอีกแค่อึดใจเดียว



เสียงคมมีดตวัดวูบมาจ่ออยู่ตรงลำคอหากแต่มันกลับเงียบเสียงลง เหวินเป่าที่หลับตากลั้นลมหายใจถึงกับสำลักเมื่อเขาสูดลมหายใจเข้าไปอีกครั้ง เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นจนกระทั่งได้สบตากับเจ้าของมีดคมที่มองเขาอย่างแปลกใจ



“เธอ” เสียงภาษาจีนแปร่งๆหลุดจากชายสูงวัยผู้นั้นเมื่อเขาจ้องหน้าเหวินเป่าพักใหญ่



“เธอเป็นคนญี่ปุ่นงั้นรึ”








เหตุการณ์ยังคงสงบเมื่อหย่งหนานนั่งรถลาดตระเวนกับลูกน้องของเขาจนเกือบทั่วเมือง จนรถลาดตระเวนนั้นผ่านมายังถนนหน้าบ้านของเฉินจิ้งเหอนายกรัฐมนตรี เขาจึงสั่งให้พลขับจอดรถลงหน้าบ้านและก้าวเดินไปยังภายในเขตรั้ว



“พักก่อนเถอะ ขอเข้าไปในบ้านสักหน่อย” เขากล่าวกับลูกน้อง



ตั้งแต่เมื่อตัดสินใจห่างจากบ้านเพื่อตัดใจจากความปรารถนาหย่งหนานยังไม่ได้กลับมาอีกเลย เขาเชื่อว่าเวลาผ่านพ้นไปนานถึงสามเดือนความปราถนารุ่มร้อนนั้นคงจะเบาบางลงบ้างแล้ว หย่งหนานถือโอกาสนี้กลับบ้านและเดินเข้าไปหาภรรยาของเขา



“คุณชาย” เหม่ยฮัวที่ยังอยู่ภายในห้องของเขาเพื่อดูแลฟางซินเอ่ยทักอย่างดีใจและเมื่อร่างบอบบางนั้นได้ยินเข้าก็จึงลุกจากการนอนขึ้นมา



“พี่คะ กลับมาแล้วหรือคะ”



หย่งหนานรีบตรงเข้าไปประคองภรรยาทันที รู้สึกได้ว่าเนื้อตัวของฟางซินอุ่นกว่าปกติ



“ฮูหยินมีไข้หนักค่ะเมื่อหัวค่ำ” เหม่ยฮัวรีบแจ้งต่อเจ้านาย “ตอนนี้ไข้ลดลงบ้างแล้วแต่ก็ยังตัวรุมๆอยู่”



“ฉันขอโทษต่อเธอนะฟางซิน” หย่งหนานสำนึกผิด เขาช่างเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลย“ฉันขอโทษที่ขาดการเอาใจใส่เธออย่างที่ควรจะทำ”



“อย่าพูดเช่นนั้นเลยค่ะ ภาระของพี่สำคัญกว่าน้องเข้าใจดี ตอนนี้เหตุการณ์เป็นเช่นไรบ้างคะ”



“อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ฮิโรชิมา ผู้คนญี่ปุ่นล้มตายไปเกือบแสน”



“โธ่เอ๋ย เกลียดสงครามนัก เมื่อไหร่จะจบสิ้นสักทีนะ”



ฟางซินอุทานด้วยความสังเวชใจ สงครามอันยาวนานช่างเลวร้ายเหลือเกิน หย่งหนานลูบไหล่ภรรยาด้วยความเข้าใจ



“อีกไม่นานแล้วฟางซิน นี่เป็นมาตรการสุดท้ายที่สัมพันธมิตรตัดสินใจยุติสงคราม”



ปลอบโยนภรรยาก่อนจะชะงักเมื่อหัวใจแล่นไปหาสมาชิกอีกคนของบ้าน หย่งหนานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป



“เหวินเป่าล่ะ”



“คงอยู่ในห้องกระมังคะ น้องมัวแต่จับไข้ยังไม่เห็นเหวินเป่าเลย”



“เหวินเป่าไปโรงพยาบาลค่ะ” เหม่ยฮัวรีบกล่าว “ยาฝรั่งของฮูหยินหมด เหวินเป่าอาสาไปรับยามาให้เพราะเกรงว่าหากฮูหยินมีไข้อีกจะไม่มียารักษา”



“อะไรนะ นี่มันดึกแล้วเหวินเป่ากล้าไปได้อย่างไร”



ฟางซินอุทานอย่างตกใจเมื่อรู้ว่าเหวินเป่าเสี่ยงอันตรายเพราะตน ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดเผือดกว่าเดิม หย่งหนานเองก็ตกใจราวกับหัวใจหล่นหาย



“ฉันจะไปรับเหวินเป่า เธออยู่ได้ใช่ไหมฟางซิน”



ภรรยารีบพยักหน้ารับทันที



“ไปเถอะค่ะพี่ไม่ต้องเป็นห่วงน้อง ที่บ้านยังมีผู้คนอีกหลายคน พี่รีบไปรับเหวินเป่าโดยเร็วเถอะค่ะ น้องไม่ไว้ใจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้”



มองภรรยาอย่างขอบคุณที่เข้าใจ หย่งหนานรีบวิ่งออกมายังด้านนอกรั้วบ้านทันทีด้วยหัวใจที่ไม่อยู่กับตัวอีกแล้ว รถยนต์ลาดตระเวนของเขาไม่มีทหารอยู่เลยเพราะต่างแยกย้ายกันไปพักตามที่เขาสั่ง หย่งหนานกระโดดขึ้นรถและขับมันออกมาเพียงลำพัง



ขับไปถึงโรงพยาบาลและถามด้วยความร้อนใจจึงรู้ว่าเหวินเป่ารับยาออกจากโรงพยาบาลมาได้พักใหญ่ ความห่วงกังวลก็ยิ่งถาโถมหนักเมื่อไม่เห็นร่างโปร่งย้อนกลับมาทางเดิม หย่งหนานตัดสินใจจอดรถไว้ริมถนนและวิ่งตามหาคนที่เข้ามาก่อกวนหัวใจของเขาตามตรอกซอกซอยด้วยความว้าวุ่น จนกระทั่งเห็นเงาตะคุ่มในความมืดตรงทางแยกหย่งหนานก็รีบตรงเข้าไปทันที






คำถามนั้นเสียดแทงใจของเหวินเป่าอย่างที่สุด เขาเกลียดสายเลือดครึ่งหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายที่มิใช่ความเป็นจีนของเขา ความเกลียดชังนั้นทำให้เหวินเป่าหลงลืมความหวาดกลัวเสียสิ้น เด็กหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความชิงชัง



“ไม่ ไม่ใช่เลย ผมเป็นคนจีน”



ดวงตาของผู้สูงวัยยังคงจับจ้องและประสานสายตาราวกับจะมองให้ลึกไปถึงเส้นเลือดและหัวใจของเหวินเป่า คมมีดจ่ออยู่ตรงคอเลื่อนลงช้าๆมายังสร้อยคอที่เหวินเป่าใส่ติดมาตั้งแต่เด็กอันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่มารดาเหลือไว้ให้โดยปกติเขาจะใส่เสื้อปิดบังมันไว้ แต่เป็นเพราะอากาศอบอ้าวทำให้เหวินเป่าปลดกระดุมเม็ดบนออกจนเผยให้เห็นสิ่งที่เขาซุกซ่อนอยู่



“เธอมีสายเลือดญี่ปุ่น ถึงแม้จะไม่ยอมรับ”



ชายสูงวัยผู้นั้นยังคงยืนกรานตอกย้ำความเจ็บปวดแก่เหวินเป่า หนุ่มน้อยมองอีกฝ่ายด้วยความเกลียดชัง



“ผมเป็นคนจีน และผมไม่มีสายเลือดญี่ปุ่นของคุณ พวกคุณฆ่าแม่ผม พวกคนเลว”



น้ำตาแห่งความเกลียดชังไหลรินลงมา ภาพแห่งความเลวร้ายในวัยเด็กทำให้เหวินเป่าเต็มไปด้วยความคับแค้น



“ฆ่าผมสิ ในเมื่อพวกคุณเห็นคนจีนไม่มีค่า ฆ่าผมเสียให้ตายตามพวกของผมเสียให้สาแก่ใจของคุณ”



ดวงตาดุดันนั้นเบิกโพลง คมมีดบาดเข้าผิวหนังตรงลำคอจนแสบร้อน เหวินเป่าหลับตาลงอีกครั้งเมื่อเขารู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ปล่อยเขาไปอีกแล้ว



“หยุดนะ!”



น้ำเสียงแสนคุ้นหูคุ้นใจดังขึ้นโดยพลัน หัวใจของเหวินเป่ากระตุกเมื่อรับรู้ว่าใครที่ก้าวมาขวางทางตายของเขา



“ปล่อยคนของผมเดี๋ยวนี้”



บุรุษในชุดนายทหารของกองทัพจีนปรากฏกายขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว ยั้งคมมีดที่จ่ออยู่ตรงลำคอเนียนนุ่ม



“กรุณาปล่อยคนของผมเดี๋ยวนี้ ท่านนายพลคิริซาวะ”



TBC



ความคิดเห็น