งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 12
แบบอักษร

 

พี่น้องสองสาว 

 

 

 

 

เขาควรจะรู้สึกอย่างไร ระหว่างร้องไห้ดีใจกับการที่ได้พบพ่อแท้ ๆ อย่างไม่คาดฝัน หรือก่อนนั้นควรจะร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่แม่สั่งให้ทำดี แต่แปลกที่น้ำตาเขาไม่ยักจะไหล มีก็แต่รอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่บนใบหน้า อยู่ ๆ ก็อยากหัวเราะเยาะตัวเองขึ้นมาเสียดื้อๆ จะโทษใครได้ในเมื่อเลือกที่จะปกป้องด้วยการปกปิด มันจึงสมควรแล้วที่ต้องแบกรับทุกความรู้สึกผิดนี้ไว้กับตัวเอง ไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจมันต่างก็ทำงานสอดประสานกันจนล้าไปหมด ลำพังแค่เดินลงไปชั้นล่าง ใออัยยังต้องใช้มือจับราวกั้นไว้ กลัวว่าตนเองจะหมดแรงแล้วลงไปนอนกองกับพื้นเอา แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปขั้นต่อไป เสียงเข้ม ๆ ทว่าคุ้นหูก็เอ่ยเป็นเชิงดุขึ้นเสียก่อน

“ทำอะไรของนาย เดินให้มันดี ๆ หน่อยสิ” กวีมองคนที่กำลังเดินลงบันไดมาหาตนด้วยแววตาตำหนิ มีที่ไหนเดินใจลอยแบบนั้น เกิดตกลงมามันไม่จบแค่แข้งขาหักหรอกนะ

“คุณวี หายไปไหนมาครับ” พอเท้าแตะขั้นท้ายสุด ใออัยก็รีบพุ่งมาหาเจ้านายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็นพร้อมขยับปากถามทันที

“แถวนี้แหละ แล้วนายไปยืนเป็นนางเอกเอ็มวีอะไรอยู่บนนั้น หรือว่าอยู่ ๆ เกิดอยากวัดพื้นบ้านว่ามันแข็งหรือเปล่า ว่าไง” แม้จะตอบคำถามแต่แววตาตำหนิก็ไม่ได้ลดลงตามคำหยอกเลยสักนิด

“นางเอกอะไรกัน ต้องพระเอกไม่ใช่เหรอครับ” คนตัวเล็กบอกกลับ พูดมาได้ว่าเขาเป็นนางเอก ท่าทางกวีจะพูดผิดเสียแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เล่นเอาคนฟังยืนหน้าออกสีเลยทีเดียว

“นั่นสำหรับคนอื่นมองแต่ไม่ใช่สำหรับฉัน” ใออัยเขินอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่คล้ายจะมีความหมายหรือสายตาจริงจังที่ส่งผ่านมากันแน่ น่าแปลกเพียงแค่เจอหน้ากวีความรู้สึกหลากหลายที่เกิดก่อนหน้านั้นกลับปลิวหายไปเสียหมด ทั้งที่เมื่อครู่ยังคิดไม่ตกเลยแท้ ๆ ว่าต้องร้องไห้กับเรื่องไหนดี กวีมักเข้ามาในตอนที่ใออัยกำลังรู้สึกแย่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะครั้งก่อนหรือครั้งนี้ก็เป็นกวีที่เข้ามาทำให้มันหายไปแม้จะไม่ถาวร แต่ก็มากพอที่จะให้ใออัยรู้สึกสบายใจ

“ผม คือ”

“อ้ำอึ้งอยู่ได้ นายยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะว่าไปทำอะไรอยู่บนนั้น” แม้จะรู้สึกชอบใจกับอาการที่คนตรงหน้าเป็นอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าความอยากรู้ก่อนหน้าเขาจะไม่ได้รับคำตอบ มีไม่กี่เหตุผลที่ใออัยจะขึ้นไปชั้นบน หนึ่งในนั้นก็คงเป็นเพราะน้าสาวของเจ้าตัวนั่นแหละ

“ไปหาคุณน้าครับ” ซึ่งก็เป็นอย่างที่กวีคิด

“แล้วทำไมถึงได้เหม่อขนาดนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะให้ฉันวิ่งออกไปรับตัวนายเหมือนในละครก็คงไม่ได้หรอกนะ” คำพูดนี้ถึงกับทำให้ใออัยหลุดยิ้มกว้าง นับวันกวียิ่งหาคำมาเปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมันคงจะเป็นปาฏิหาริย์ที่น่าเหลือเชื่อและคนที่กวีวิ่งมามาแล้วโอบอุ้มก็คงไม่ใช่เขา เพราะนั่นเป็นบทของนางเอกที่ไม่ใช่บทของนายร้ายอย่างใออัย

“ผมจะรอวันนั้นครับ” ใออัยขยับปากรับด้วยแววตาเจือความเศร้า แม้จะมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ประดับอยู่ แต่มันก็ไม่สามารถปกปิดความกังวลที่มีให้รอดพ้นสายตากวีไปได้ แต่กระนั้นกวีก็ไม่ได้ถามออกไป เลือกที่จะถามไปถึงเรื่องอื่นแทน

“แล้วนี้กินข้าวกลางวันมาหรือยัง นึกว่านายจะกลับมาช้ากว่านี้เสียอีก ฉันเลยกินไปก่อนแล้ว” ถ้าไม่กินนะสิแปลก นี้มันก็บ่ายสองจะสามอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นใออัยก็ยังแอบซึ้งกับความห่วงใยที่ชายหนุ่มมอบให้ แม้มันจะเป็นแค่คำพูด ใออัยก็รู้ดีว่ากวีคิดแบบนั้นจริง เท่าที่อยู่ด้วยกันมากวีเป็นคนที่ใจดีมากและดีกับเขาในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องเสื้อผ้าราคาแพง ๆ ที่ครั้งก่อนกวีเป็นคนจัดการให้ ทั้งที่เขาบอกว่าไม่ต้องการแต่สุดท้ายของพวกนั้นก็ถูกส่งมาถึงที่บ้านเสียเสร็จสรรพ หรือทางด้านความรู้สึก กวีก็มอบแต่ความรู้สึกดี ๆ ให้ แล้วมันถูกหรือที่เขาจะทำร้ายคนที่ดีกับเขาขนาดนี้ได้ลงคอ

“เรียบร้อยแล้วครับ” ขยับปากตอบเสร็จ ใออัยก็เคลื่อนรถเข็นสีเงินออกไปยังบริเวณโต๊ะชุดที่ตั้งอยู่ในมุมโปรด ซึ่งกวีเองก็ไม่ได้คัดค้าน

“เป็นอะไรหรือเปล่า” จะเป็นเพราะบรรยากาศเงียบ ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาทั้งสองหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบที่ทำให้กวีถามออกไป แต่คนที่ยืนหันหน้าออกไปทางแปลงดอกไม้กลับเพียงหันมามองด้วยรอยยิ้มแล้วส่ายหน้า ซึ่งก็แปลว่ากวีจะไม่มีทางได้คำตอบ ถ้าเปรียบกวีเป็นคนปากแข็ง ใออัยก็คงเป็นคนปากหนัก ซึ่งมันก็ไม่ได้แย่แต่ใช่ว่ามันจะดี เวลาที่ตัวเองอยากพูดแต่ไม่สามารถพูดระบายความในใจออกมาให้ใครฟังได้ มันคงจะอัดอั้นน่าดู สักวันหวังว่าเด็กคนนี้จะยอมเห็นเขาเป็นที่พึ่งและยอมพูดอะไรให้รับฟังบ้าง “จริงสิ ฉันมีเรื่องที่ต้องบอกนาย”

“ครับ” คนตัวเล็กมามองด้วยแววตาฉงน

“วันศุกร์นี้ฉันต้องไปต่างจังหวัด นายก็ต้องไปกับฉันด้วยในฐานะผู้ดูแล”

“ต่างจังหวัด”

“จะไม่ถามหน่อยเหรอ ว่าไปที่ไหน” เหมือนใออัยจะพึมพำกับตัวเองแต่ก็ไม่ถามอะไรออกมา กวีจึงต้องเอ่ยถามขึ้นมาเอง ตาคมเพียงมองคนตัวบางที่ยืนนิ่งอยู่คล้ายกดดันให้ใออัยต้องถาม แต่ก็ไม่จริงจังอะไร และใออัยเองก็ดูจะเข้าใจเลยยิ้มออกมาน้อย ๆ กับอาการของกวี

“ไปที่ไหนเหรอครับ”

“ถ้าฉันไม่บอกให้ถาม ก็คงจะไม่ถามใช่ไหม”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพียงแต่ผมไม่กล้าถาม” ใออัยขยับปากว่าอย่างถ่อมตน ในเมื่อเจ้านายหนุ่มอยากไปมีหรือที่ลูกจ้างอย่างเขาจะถามละลาบละล้วงแบบนั้น จะไม่เรียกเจ้านายก็ไม่ได้เพราะใออัยพึ่งรู้เรื่องสมุดบัญชีเงินฝากที่กวีทำไว้ให้ แม้จะบอกว่าไม่เป็นไร แต่คนอย่างกวีหรือจะยอมให้ใออัยปฏิเสธ

“กลัวฉันขนาดนั้นเลยเหรอ” คนนั่งอยู่กลับเข้าใจไปอีกทาง เลิกคิ้วถามด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้

“เปล่าครับ ก็เป็นลูกจ้างไปถามแบบนั้นมันคงดูไม่ดี” ประโยคยาว ๆ ที่ไม่มีเสียงถูกขับออกมา แต่กะนั้นกวีก็ยังเข้าใจ

“แล้วอยากเป็นอย่างอื่นไหม” สายตาคมกริบที่มองมาขณะพูดทำให้คนฟังเผลอสบเข้า แค่นั้นก็สามารถเรียกเลือดฝาดบนแก้มใออัยได้เป็นอย่างดี ทั้งที่คำพูดยังไม่ได้บอกชัดเลยแท้ ๆ ว่าอยากให้เจ้าตัวอยู่ในฐานะอะไร “จะไม่ตอบฉันหน่อยเหรอ”

“ตอบอะไรครับ”

“ที่ฉันถาม ไม่อยากเป็นอย่างอื่นกับฉันบ้างเหรอ” กวียิ้มกริ่มกับคำพูดของตน ที่เขาก็มั่นใจว่าใออัยจะต้องเข้าใจ แม้จะทำตัวไม่ถูกยามกวีถาม แต่ถึงอย่างนั้นใออัยก็จะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้อนอยู่เพียงฝ่ายเดียว เพราะมันคือสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“แล้วคุณวีล่ะครับ อยากให้ผมอยู่ในฐานะอะไร” และแน่นอนกวีเองก็คาดไม่ถึงว่าใออัยจะถามกลับมาแทนจะตอบ อึ้งไปนิดหน่อย แต่ครู่เดียวก็ส่งยิ้มบาดใจไปให้อีกฝ่ายตามเดิม อย่างนี้สิถึงจะสนุก ใครบอกเด็กคนนี้ใสซื่อกัน นี้มันลูกแมวที่แอบซ่อนเล็บไว้ดี ๆ นี่เอง สายตาท้าทายอย่างนั้นคงคิดว่าเขาไม่กล้าตอบสินะเด็กน้อย

“ที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้ นายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ” ใออัยไม่เข้าใจ กวีเขาหมายถึงอะไรกัน เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าตัวหวัง ที่อยากเห็นคืออาการไปไม่เป็นของคนช่างแกล้งต่างหาก แต่นี้อะไรพอใออัยถามกวีกลับถามกลับมาอีกเสียได้ ดวงตาสวยมองมาอย่างงงงวย ยังเร็วไปที่ลูกแมวอย่างใออัยจะทันเกมส์ของอดีตเสือตัวพ่อย่างกวี “ไม่เข้าใจจริง ๆ สินะ ทั้งที่ฉันสัมผัส ฉันกอด ฉันจูบ” ไม่ทันที่กวีจะพูดจบคนตัวเล็กก็รีบพุ่งมาปิดปากหนาไว้ทันที ว่าแล้วเชียวสายตาเจ้าเล่ห์แบบนั้นไว้ใจได้ที่ไหน หาเรื่องทำให้ใออัยอายได้ตลอด ดีนะที่มองไปเห็นป้าอิ๋วเดินผ่านมาเมื่อกี้เลยหยุดคำพูดกวีไว้ทัน ไม่เช่นนั้น ใออัยคงอายมากกว่าที่เป็นอยู่จนอยากเอาหน้ามุดดินหนีเป็นแน่ ลำพังครั้งก่อนพี่นิดก็ทีหนึ่งแล้ว หวังว่าป้าแกคงจะไม่ได้ยิน เห็นเดินรีบ ๆ ออกไป แต่ใออัยเองที่พลาดไม่ยอมมองว่าคนสูงวัยที่ว่านั้นมีอาการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มแสนกว้างที่กลั้นเอาไว้ไม่ไหวจนต้องยกสองมือขึ้นมาปิด หรือแม้แต่คำพูดเบา ๆ ที่ใออัยไม่ทันฟังว่าป้าแกเผลออุทานออกมาว่า 'คุณพระช่วย' ก็ด้วย

“คุณมัน” ปากอวบสีสวยขยับขมุบขมิบหน้าบึ้งตึงทั้งที่มือเรียวก็ยังปิดปากอีกคนอยู่แบบนั้น ขึงตาใส่ก็แล้วแต่กวีก็ไม่ยักจะกลัวแถมยังส่งสายตาหยอกล้อมาให้ไม่ขาด พอจะชักมือกลับก็โดนมือหนาจับไว้เสียพร้อมกับฟันคมที่กัดลงมาบนฝ่ามือจนคนตัวเล็กสะดุ้ง เล่นเอาคนโดนหยอกหน้าแดงไปหมดเมื่อกวีกดจูบบนรอยฟันนั้นเบา ๆ

“อยากกัดและอยากจูบอย่างอื่นด้วยจัง แต่ไม่รู้ต้องทำยังไงเจ้าของของมันถึงจะยอม” เหมือนตกอยู่ในภวังค์เมื่อสายตาคมสบขึ้นมามอง หัวใจเต้นเร็วและแรงเหมือนมันจะหลุดออกมากับสัมผัสนุ่มนวล แต่พอรู้สึกตัวก็รีบชักมือกลับซึ่งกวีก็ยอมปล่อยแต่โดยดี พร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มคล้ายพอใจอะไรบางอย่าง

“ยอมอะไร ใครเขาจะยอม” ริมฝีปากสวยขยับถามอย่างรนราน พยามกลบเกลื่นความอายทั้งที่ทำยังไงก็ปิดไม่มิด ถ้าเป็นเด็กหนุ่มคนอื่นกวีก็คงจะไม่กล้าทำและคงจะดูตลกเมื่อมาทำท่าทางแบบนี้ให้เห็น แต่กับใออัยกวีดันมองเห็นแต่ความน่ารัก น่าเอ็นดูไปเสียได้

“นั่นสินะ ยอมอะไรนะ ถ้ารู้ก็บอกฉันด้วยแล้วกัน” ก็ยังไม่วายจะแกล้งต่อ ยักคิ้วหลิ่วตาให้จนคนฟังหน้าเห่อร้อนหนักกว่าเดิม

“ไม่รู้ ไม่เห็นจะรู้เลย” ใออัยข่มความอายเชิดหน้าขึ้นมาขยับปากตอบพลางคิดหาเรื่องมาเบี่ยงประเด็นที่ว่า เรื่องอะไรมาแกล้งเขา ก็รู้ว่าอายยังจะแกล้งกันต่ออีก “ต่างจังหวัด ใช่ไปต่างจังหวัดจะไปที่ไหนครับ” ในที่สุดก็หาทางเลี่ยงคำตอบพบ แต่อาการก็ยังไม่นิ่งสนิทจนกวีนึกขำจนต้องส่งเสียงในลำคอ

“เปลี่ยนเรื่อง”

“ผมเปล่า”

“ครั้งนี้รอดตัวไปนะเด็กน้อย” กวีว่าหยอกแต่คนฟังขมวดคิ้มมุ้นไม่พอใจ เรื่องอะไรมาว่าเขาเด็ก อายุใออัยยี่สิบสามแล้วต่างหาก

“แล้วไปที่ไหนครับ” เมื่อรอฟังกวีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตอบเลยต้องถามใหม่ เอาแต่จ้องหน้าเขา จ้องขนาดนั้นลุกมากินเลยดีไหม เกิดกวีลุกขึ้นมาได้จริงคงเป็นใออัยที่ต้องมานึกเสียใจเองเป็นแน่ ที่แอบไปท้าทายอีกคนอยู่ในใจอย่างนั้น

“หัวหิน”

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนแรกไม่คิดว่าจะถึงขั้นเบื่อ ก็แค่หงุดหงิดและแอบติดจะรำคาญอยู่หน่อย ๆ ลำพังงานที่ทำก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ที่เห็นวุ่นวายอยู่ก็คงจะเป็นตัวปัญหาที่กำลังตามเขาต้อย ๆ เหมือนในตอนนี้

“นี่นาย นาย” นาย ใครชื่อนายไม่ทราบ คนเดินนำก็ยังทำหูทวนลมไม่เลิก แม้ว่าจะได้ยินเสียงห้าวแต่แหลมไม่น้อยจากคนข้างหลังเรื่อย ๆ ก็ตามที “นาย ฉันเรียกได้ยินไหม นายร้อยกรอง ฉันบอกให้หยุด”

“อะไร” เจ้าของชื่อเพียงกรอกตามอง ก่อนจะหันเพียงซีกหน้าไปขานรับ แต่ขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าหยุดเดิน ไอ้บ้านี่ตั้งใจกวนประสาทกันชัด ๆ เขาก็เรียกตั้งนาน เดินตามจนคนมองก็ยังไม่คิดจะสนใจ มากไปแล้วนะ ในเมื่อเดินตามแล้วไม่ทันอย่างนั้นเปลี่ยนเป็นวิ่งแทนก็แล้วกัน ดูสิจะหนีไปไหนพ้น คิดได้ดังนั้นคนตัวเล็กก็ออกตัววิ่งไปยืนตัดหน้า ยกแขนกางกั้นขวางทางเดินของร้อยกรองทันที

“นายนี่มัน” พูดได้แค่นั้นก็หยุดหอบหายใจแต่ก็ไม่ถึงกับตัวโยน จนคนที่ยืนอยู่ต้องเลิกคิ้วมองด้วยความรำคาญ สลัดยังไงก็ไม่หลุด เลี่ยงออกมาแล้วก็ยังตามไม่เลิก อะไรของเจ้าเด็กนี่ จะอยากรู้อะไรนักหนา “หูนายไม่ดีหรือไง ฉันเรียกตั้งนานทำไมไม่หยุด ฉันเหนื่อยนะรู้ไหม”

“เรื่องของนาย เกี่ยวอะไรกับฉัน” ยิ่งคำพูดที่แสดงออกมาว่าไม่ยีหระต่อการกระทำของเขา ธาราก็ยิ่งโมโห ถ้าไม่ใช่เพราะอยากรู้เรื่องเพื่อนจะวิ่งตามมาทำบ้าอะไร

“คิดว่าฉันต้องง้อนายหรือไง”

“ใช่” ตอบอย่างมั่นใจพร้อมยักคิ้วซ้ายให้ทีหนึ่ง แต่นั้นทำเอาคิ้วของอีกคนเกือบกระตุก

“ไอ้ ไอ้” ธารากัดฟันอย่างข่มใจ ก็ได้ คราวนี้เขาจะยอมให้ จะด่าไปก็กลัวว่าจะไม่รู้เรื่องที่อยากถาม วันพระไม่ได้มีหนเดียวหรอกนะนายร้อยกรอง ฝากไว้ก่อนเถอะ “แล้วจะบอกฉันได้หรือยัง”

“เรื่อง” ก็ยังเลิกคิ้วกวนไม่เลิก แถมยังดันกระพุ้งแก้มด้วยท่าทางกวนสุดขีด ท่องไว้นะธารา เย็นไว้อย่าเผลอไปต่อยหน้าคนตรงหน้าเข้า

“อย่ามาเล่นลิ้น นายก็รู้ว่าฉันถามเรื่องอะไรอยู่”

“เล่นลิ้นอะไร ลิ้นฉันอยู่นี่” ซ้ำยังแลบลิ้นออกมาให้ดูประกอบกับคำพูด “ส่วนลิ้นนายก็”

“อย่ามาตลก” อารมณ์ขึ้นง่ายจังแฮะ แหย่นิดหน่อยก็โมโหเสียแล้ว หยอกสักนิดคงจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง

“ดูหน้าสิ แดงเพราะโกรธหรืออายกันนะ”

“นายร้อยกรอง”

“ครับ” ยังมีหน้ามายิ้มรับอีก ชกสักทีดีไหมนั้น ธาราก็ได้แต่นึกอยู่ในใจ

“ฉันถามนายดี ๆ แล้วนะ ตกลงว่าใออัยอยู่ที่ไหน”

“ทำไมจะต้องบอก แฟร์ ๆ กันหน่อยไหม นายบอกฉันก็บอก ว่าไง”

“แต่นายมันไม่น่าไว้ใจ” ก็จริงอย่างที่เจ้าตัวว่า เพราะถ้าเขาได้ข้อมูลนั้นมาก็ไม่ต่างจากเด็กคนนี้หักหลังเพื่อนรักของตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าร้อยกรองจะเอาไปใช้เพื่อทำลายใออัยเสียหน่อยแต่คนใออัยรักนั้นก็ไม่แน่

“ฉันสมควรไว้ใจนายอย่างนั้นสิ”

“ใช่ เพราะฉันเป็นเพื่อนของใออัย” สายตาแน่วแน่ที่ส่งกลับมา ทำให้ร้อยกรองต้องจ้องกลับ มาดูกันสักตั้งว่าใครจะเป็นฝ่ายที่ยอมเพื่อความต้องการของตัวเองก่อน เขาอยากจะรู้นักว่าเด็กคนนี้จะซื่อสัตย์ต่อเพื่อนตนเองได้มากแค่ไหนกัน ยิ่งถ้ามีความรักแล้วจะต้องเลือกระหว่างหัวใจกับเพื่อน ธาราจะเลือกอย่างไหนกันแน่

 

 

 

 

 

 

 

 

“หนูอัยคะ หนูอัย” เสียงป้าอิ๋วดังขึ้นพร้อม ๆ กับที่ร่างอวบเดินเข้ามาในครัวและในมือก็กำลังถือซองกระดาษตรงมาทางเขา “มีจดหมายมาถึงค่ะ”

“จดหมาย” ใออัยแค่พึมพำยืนทำหน้าฉงน ใครกันที่ส่งมา แต่พอเห็นชื่อก็เผยรอยยิ้มดีใจจนคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นหันมามอง ด้วยความที่ไม่เคยเห็นระความสงสัย แต่ใออัยไม่ได้สนใจเพียงแต่ขยับปากบอกนิดที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าฝากที่เหลือด้วย ก่อนจะเดินออกไป

“จดหมายใครเหรอป้า”

“ฉันจะไปรู้หรือไง แกก็อย่าถามมาก รีบ ๆ ยกอาหารออกไปสักที นี่จะเลยเวลาอยู่แล้ว” ป้าอิ่วตอบคำถามของนิดที่ถามขึ้นเมื่อใออัยเดินออกไปและไม่วายที่จะหันไปสั่งงาน

“แหม่ป้า ฉันก็อยากรู้นี้นา”

“จะไปอยากรู้ทำไม เร็ว ๆ เข้า ดูสิมีแต่ของน่าอร่อย ฉันเห็นอย่างนี้แล้วปลื้มแทนคุณวี”

“ปลื้มของอะไรป้า” พอเห็นแววตาเพ้อฝันของป้าแก นิดก็ไม่วายจะถามขึ้นอีกครั้ง

“แกนี่มัน ทีอย่างนี้ล่ะไม่รู้ แต่เรื่องที่ไม่อยากให้รู้ดันสาระแน่ดีนัก”

“อ้าว” อะไรของแก ถามดี ๆ มาว่ากันเสียได้ นิดได้แต่ทำหน้าเหรอหรา

“ก็เรื่องหนูอัยไงย่ะ ดูสิทำอาหารก็เป็น กริยาก็เรียบร้อย หน้าก็สวย โอ๊ยไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้อีกแล้ว” พูดพลางเอามือทาบอกอย่างปลาบปลื้ม

“แต่สุดท้ายก็เป็นผู้ชายอยู่ดี ป้าต้องทำใจบ้างนะ”

“เอ๊ะ นางนี่”

“มา พวกเรายกของออกไปดีกว่าเดี๋ยวคุณวีจะหิว” ไม่รอให้โดนบ่นอีกรอบก็แย้งพูดไปเรื่องอื่นเสียก่อน ไม่ใช่ไม่เข้าใจสิ่งที่ป้าแกหวังเพราะนิดเองก็คิดไม่ต่างกันเลย แต่ความเป็นจริงก็อยู่ตรงหน้า ใออัยแค่มาดูแล พอกวีหายยังไงก็ต้องแต่งงานกับนราภัทรอยู่ดี แม้จะรู้ว่าระหว่างทั้งสองคนจะเกินเลยไปแล้วก็ตาม แต่คำสัญญาของพ่อแม่คนเป็นลูกจะกล้าทำลายมันเชียวหรือ แต่พอเลี้ยวพ้นขอบประตูกลับต้องอุทานอย่างตกใจ “อุ้ย คุณหนูอัย มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ พี่ตกใจหมด”

“ขอโทษครับ" ขยับปากบอกและส่งยิ้มไปให้ แต่ก็ดูจะเป็นรอยยิ้มฝืด ๆ จนคนที่มองรู้สึกผิด หวังว่าคงจะไม่ได้ยินอะไรที่เธอพูดหรอกนะ

“มายืนอยู่ตรงนี้นานหรือยังคะ” ใออัยก็ทำเพียงส่ายหน้า นิดเลยเริ่มสบายใจกลัวคนไม่มีเสียงจะเสียใจเอา “อย่างนั้นพี่ว่าคุณหนูอัยไปดูแลคุณวีดีกว่านะคะ ตรงนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“ครับ” รับคำเสร็จก็หมุนตัวออกมา ที่จริงเขามาทันได้ยินที่พี่นิดกับป้าอิ๋วพูดกันทุกคำ ใออัยแค่ตั้งใจจะเอาจดหมายไปเก็บในห้องแล้วกลับมาทำงานที่ค้างอยู่ต่อ แต่ก็ต้องชะงักเพราะเรื่องที่ทั้งคู่คุยกันอยู่ ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังแต่คำที่นิดพูดมันจี้ใจจนก้าวขาไม่ออก เขาลืมคิดไปเลยว่าเขาเป็นผู้ชายและกวีก็เป็นผู้ชาย ลืมแม้กระทั่งว่าต้องคำนึงถึงความเหมาะสมที่ว่าแม้ต่อให้เขาไม่ใช่ผู้ชาย คนอย่างเขาก็ไม่คู่ควรกับกวีสักนิด

“อร่อยดีนะ” ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีหรือจะได้ยินคำนี้จากปากของกวี แต่ก็นั้นแหละ พอไม่มีอคติมาขวางเขาก็ไม่จำเป็นที่ต้องบิดเบือนความจริง แต่คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ทำเพียงแค่ยิ้มรับคำชม ซึ่งกวีก็ไม่ได้นึกเอะใจอะไร ตักกับข้าวที่อยู่ใกล้มือใส่จานให้คนทำคล้ายอยากจะให้ชิม

“ขอบคุณครับ”

“ฉันว่านายมีแววด้านนี้นะ คิดอยากเปิดร้านบ้างไหม” แต่คู่สนทนาก็ทำเพียงส่ายหน้า “ทำไมล่ะ มีธุรกิจเป็นของตัวเองมันดีออกนะ หรือกลัวเรื่องเงินทุน ไม่ต้องกลัวถ้าน้านายไม่ช่วยเดี๋ยวฉันช่วยนายเอง”

“ทำไมเหรอครับ” คิ้วเรียวขมวดมุ่นไม่เข้าใจ มีเหตุผลอะไรถึงต้องช่วย

“สนใจไหมล่ะ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะ” กวียิ้มเจ้าเล่ห์ ซึ่งใออัยก็พอจะเดาออกว่าสิ่งที่อีกคนต้องการคืออะไร จึงเลือกส่ายหน้าแทนคำตอบ “ทำไมล่ะ ลองฟังก่อนสิ นายอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ”

“มันไม่เหมาะ” ใออัยขยับปากบอกหลบสายตาคาดคั้นแต่แวววาวจากอีกฝ่าย แต่นั้นยิ่งทำให้กวีฉงนจนต้องว่างช้อนส้อมเพื่อคุยอย่างจริงจัง เขามั่นใจว่าใออัยต้องเข้าใจถึงสิ่งที่อยากจะสื่อ ในเมื่อรู้ความหมายแล้วอะไรกันที่ทำให้คิดว่าเรื่องที่เขาอยากให้เป็นมันถึงดูไม่เหมาะ ก็ในเมื่อความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่ก็ดูจะไปได้สวยและเป็นไปตามทิศทางของมันขนาดนี้แล้ว

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ” ขยับปากพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะชักชวนให้ทานมื้อเที่ยงกันต่อ “คุณวีทานข้าวต่อดีกว่านะครับ” ซึ่งกวีก็ไม่ได้ขัด เพราะดูท่าต่อให้เขารั้นจะถาม ใออัยก็คงไม่คิดจะตอบเขาอยู่ดี

 

 

 

 

 

คล้อยบ่ายวันนี้ดูท่าบ้านบดินทร์อารักษ์จะมีแขก แถมดูเหมือนว่าหนึ่งสาวในนั้นจะเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา ที่นาน ๆ จะมาสักที ส่วนอีกคนใออัยไม่รู้จักแต่หน้าตาก็สวยไม่ได้น้อยไปกว่ากัน เพื่อให้ทั้งสามได้คุยกันตามประสาคนรู้จัก คนนอกอย่างเขาจึงต้องถอยออกมา ที่จริงมันก็แค่ข้ออ้างของใออัย เขาแค่ไม่อยากเห็นภาพที่มันตอกย้ำความรู้สึกแล้วทำให้ตัวเองเจ็บปวดก็เท่านั้นเอง ใครจะรู้ว่าเขารู้สึกผิดต่อผู้หญิงคนนี้มากแค่ไหน ที่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับคู่หมั้นของเธอ

“น้ำกับฟ้ามีธุระอะไรหรือเปล่า” เจ้าของบ้านเอ่ยถาม เมื่อเจอสองสาวพี่น้องที่บอกว่าแวะมาเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากมาย แม้จะแอบขัดใจที่บ่ายนี้เขาควรได้อยู่กับใออัยตามลำพังเหมือนทุกวัน

“ดูพี่วีพูด ถ้าไม่มีธุระน้ำคงมาหาพี่วีไม่ได้ใช่ไหมคะ” คนฟังกลับทำท่าทีน้อยใจ จนคนเป็นน้องต้องยิ้มเก้อ ๆ ออกมากับการแสดงนั้นไม่ได้ พี่สาวเธอดูโอเวอร์เกินสถานการณ์จริง ๆ

“ไม่ใช่อย่างนั้น พี่แค่แปลกใจ นาน ๆ ทีพี่ถึงจะเห็นเรามาพร้อมกันได้”

“คือพี่น้ำจะมาเยี่ยมพี่วี แล้วฟ้าเองก็ไม่ได้มาเยี่ยมพี่วีนานแล้ว เลยขอพี่น้ำมาด้วยค่ะ” ฟ้า หรือ ภัคพรเป็นคนบอกเพราะตั้งแต่เริ่มเข้ามหาลัย เธอมาบ้านนี้แทบนับครั้งได้ ทั้งเรียนทั้งกิจกรรมทำให้เธอไม่อาจแวะเวียนมาเยี่ยมคนที่มีศักดิ์เป็นพี่ได้ ส่วนเหตุผลที่แท้จริงคงต้องยกให้พี่สาวของเธอเป็นคนพูด เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเธอแม้ตัวเองจะต้องเข้าไปเกี่ยวด้วยก็ตาม

“ที่จริงน้ำก็อยากมาตั้งนานแล้ว แต่งานที่บริษัทคุณพ่อนะสิคะ มันรัดตัวจนน้ำไม่มีเวลา” คนพูดว่าพลางออเซาะคู่หมั้นหนุ่ม พลางเอาหัวหัวซบไหล่หนาแต่สายตาส่งแววออดอ้อนให้คนก้มมามอง

“ไม่เห็นต้องลำบากกันเลย พี่ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย ออกจะสบายไปด้วยซ้ำ วัน ๆ ก็เอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ ยังต้องรบกวนเราสองคนให้มาเยี่ยมอีก เสียเวลาเราสองคนเปล่า ๆ” คนพูดไม่ได้มีเจตนาประชด เพราะพูดไปตามความจริง แต่คนฟังอย่างภัคพรกลับรู้สึกแปลก ๆ ซึ่งต่างกับพี่สาวคนสวยที่ดูจะไม่เข้าใจอะไร ยังคงยิ้มหน้าบานกอดแขนกวีที่นั่งอยู่บนโซฟาไม่ยอมปล่อย เธอไม่คิดว่านราภัทรจะแสดงละครเก่งขนาดนี้ เรื่องทำงานที่บอกกวีไปก็ใช่จะจริง แต่ละวันเห็นเอาแต่ช็อปปิ้ง เที่ยวกลับดึกดื่น จนคุณพ่อต้องบ่นอยู่บ่อยครั้ง

“พี่วีก็ พูดเหมือนเราเป็นคนอื่นคนไกลกันไปได้ ยังไงอีกไม่นานน้ำก็ต้องมาคอยดูแลพี่วีอยู่แล้ว”

“หมายความว่ายังไง พี่ไม่เข้าใจ ทำไมเราต้องมาดูแลพี่” กวีขมวดคิ้วเล็ก ๆ คล้ายฉงนในคำบอกกล่าว

“เรื่องหมั้นไงคะ หรือพี่วีลืมเรื่องนี้ไปแล้ว น้ำน้อยใจนะคะนี่” ว่าจบนราภัทรก็แสร้งทำหน้าบึ้งตึง แต่ในสายตาน้องสายร่วมสายเลือดมีหรือจะดูไม่ออก เลยได้แต่มองอย่างเอือม ๆ จนคนพี่ต้องถลึ่งตามอง

“พี่ไม่ได้ลืม แต่พี่คิดว่าตอนนี้มันยังไม่เหมาะ” พอกวีได้ฟังกลับยิ่งรู้สึกลำบากใจ ไม่คิดว่าคุณลุงจะส่งเจ้าตัวมากดดันเขาด้วยตัวเอง ไม่ใช่นราภัทรไม่ดี แต่เรื่องของหัวใจไม่มีใครบังคับกันได้ เมื่อก่อนเคยมองหญิงสาวยังไงก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และยิ่งตอนนี้หัวใจของเขา เผลอไผลไปกับใครอีกคนแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ที่จะทำใจให้รักนราภัทรได้

“แล้วเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะคะ หรือต้องรอให้มีคนแย่งพี่วีไปจากน้ำก่อน” เหมือนจะคุยกันเงียบ ๆ เป็นการส่วนตัว แต่อยู่ ๆ นราภัทรกลับพูดประโยคหลังขึ้นมาเสียงดัง ทำให้คนที่ถือถาดใส่น้ำมาเสิร์ฟชะงัก ซึ่งก็เรียกสายตาอีกสองคู่ให้หันไปมอง

“พี่น้ำ พูดอะไรนี่” คนออกปากห้ามปรามคือน้องสาว ก่อนที่ภัคพรจะหันมายิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับคนที่เข้ามาใหม่ ซึ่งใออัยก็ทำเพียงยิ้มตอบและเลือกที่จะหลบสายตาเชือดเฉือนจากนราภัทรที่ส่งมาให้ กับกวียิ่งแล้วใหญ่ คนตัวบางแทบจะไม่มองหน้าด้วยซ้ำ รู้อย่างนี้ให้พี่นิดเป็นคนเอาน้ำมาให้คงเสียดีกว่า “ใช่พี่ใออัยหรือเปล่าคะ” พอจะเลี่ยงออกมากลับโดนคำถามจากหญิงสาวที่อายุน่าจะน้อยกว่ารั้งไว้ ใออัยจึงพยักหน้ารับ ไม่คิดว่าเธอคนนี้จะรู้จักตนเอง

“ฟ้ารู้จักคนดูแลพี่ด้วยเหรอ” กวีถามอย่างสงสัย เพราะมั่นใจว่าใออัยกับภัคพรไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วไปรู้ชื่อกันตอนไหน เขาก็ยังไม่ได้แนะนำให้รู้จักเลยด้วยซ้ำ

“ค่ะ พี่ภาสพูดให้ฟัง บอกว่าพี่ใออัยเป็นผู้ชายที่สวยมากแต่ไม่คิดว่าจะสวยขนาดนี้ น้ำรู้สึกอายยังไงก็ไม่รู้” เธอแค่พูดออกมาตามความจริงที่ได้ฟังและก็เป็นจริงอย่างที่ได้ยินมา แม้จะโดนสายตามองจิกกัดมาจากพี่สาวเธอก็ทำเมินเสีย ยิ้มแย้มราวกับไม่รับรู้อะไร เธอรู้สึกถูกชะตากับผู้ชายหน้าสวยคนนี้อย่างประหลาด ทั้งที่พึ่งเคยเจอหน้ากันแท้ๆ แต่กลับอยากพูดคุยด้วยแต่ไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่น ส่วนคนที่ได้รับฟังคำตอบก็แสดงสีหน้าต่างกันออกไป

“ก็แน่สิ ในเมื่อพี่ภาสเขาสนใจใออัยเขาก็ต้องบอกว่าสวยอยู่แล้ว แต่แล้วไงก็เป็นผู้ชายอยู่วันยังค่ำ” นราภัทรยักไหล่ลอยหน้าลอยตาพูด ไม่สนใจเจ้าของเรื่องสักนิดว่าจะรู้สึกยังไง เรื่องอะไรที่เธอต้องไปยอมรับว่ามันหน้าตาดี

“พี่น้ำ”

“ทำไม” ถึงน้องสาวจะร้องเตือน เธอก็ยังไม่สนใจ มองหน้าคล้ายไม่พอใจใออัยอยู่เนือง ๆ ภัคพรถอนหายใจหน่าย ๆ กับนิสัยของพี่ตัวเอง ก่อนหันไปขอโทษอีกคนอย่างเสียไม่ได้

“ฟ้าขอโทษแทนพี่น้ำด้วยนะคะ” ใออัยพยักหน้าแล้วยิ้มให้กับรอยยิ้มเจือน ๆ นั้น ก่อนจะเดินออกมา อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจ้าของบ้านที่ตอนนี้ก็มองมาที่เขานิ่ง ๆ กวีไม่คิดจะพูดอะไรเพื่อห้ามคู่หมั้นตัวเองเลยเหรอ หรือที่จริงแล้วก็ต้องการผลักไสใออัยไปให้คนอื่นเหมือนที่นราภัทรว่า  ใออัยรู้ดีว่าตัวเองกำลังน้อยใจอย่างไม่มีเหตุผล ก็แค่แอบหวังว่ากวีจะเอ่ยอะไรออกมาบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นความจริงนั้น เขาไม่ได้อยากสานสัมพันธ์กับภาสนัยสักนิด แม้อีกฝ่ายจะคิดอะไรเกินเลยกับตนเองก็ตาม แต่ใครเลยจะรู้ว่าคนที่เอาแต่นิ่งเงียบต้องข่มโทสะมากแค่ไหน กวีไม่ชอบเลยที่ว่าที่คู่หมั้นสาวพูดออกมาแบบนั้น ถ้าพูดอะไรออกไปนราภัทรก็คงหาเรื่องใออัยไม่จบสิ้น แค่ดูก็รู้ว่าหญิงสาวไม่ได้เป็นมิตรกับผู้ดูแลเขาสักเท่าไหร่ ยิ่งสีหน้าหม่นหมองของคนที่เดินออกไปมันยิ่งทำให้เขาอยากรีบตามออกไป แต่ก็ทำอย่างที่ใจคิดไม่ได้

“พี่วีคะ” เสียงที่ดังอยู่ข้างหูไม่ได้ทำให้กวีหันไปสนใจ เพราะยังเอาแต่มองตามใออัยจนนราภัทรต้องส่งเสียงแข็ง ๆ เรียกอีกรอบ “พี่วี”

“ครับ น้ำว่าอะไรนะ”

“คือคุณพ่อบอกว่าพี่วีจะไปหัวหินสุดสัปดาห์นี้ น้ำขอไปด้วยไห้ไหมคะ” แม้จะไม่พอใจที่กวีเอาแต่สนใจหลานของนางงูพิษ แต่เธอก็ยังสามารถพูดด้วยน้ำเสียงเจือแววออดอ้อนออกมาได้

“แต่พี่ไปเรื่องงานนะ น้ำคงไม่สนุก อีกอย่างพี่คงไม่สามารถพาน้ำไปเที่ยวได้” กวีพยายามเลี่ยง ไม่นึกว่าพ่อของฝ่ายหญิงจะรู้เรื่องนี้ด้วย และที่ไปหัวหินคราวนี้ก็ใช่จะเป็นเรื่องงานเสียทีเดียว

“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยค่ะ น้ำแค่อยากไปดูแลพี่วี นะคะ นะ ยายฟ้าก็ไปด้วย นาน ๆ ทีพวกเราจะได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน” สุดท้ายกวีก็ทัดทานไม่ออก เลยต้องตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้

“ก็ได้ครับ” คงจะมีแค่นราภัทรที่ดีใจ แค่ภัคพรดูจากสีหน้ากวีแล้วก็พอจะรู้ว่าไม่ได้อยากให้ตนกับพี่สาวไปด้วย อาจจะด้วยเรื่องงานหรืออะไรหลาย ๆ อย่าง แต่เธอก็ใช่จะขัดคำสั่งของพ่อและพี่สาวได้ เลยทำได้แค่นั่งเงียบ ๆ ปล่อยให้นราภัทรคุยกับกวีไป สุดท้ายเมื่อรู้สึกเบื่อเลยขอตัวออกไปเดินเล่นด้านนอกรอเวลากลับ

ภัคพรไม่เข้าใจพี่สาวของเธอเอาเสียเลย ก็ในเมื่อตอนแรกไม่เห็นจะมาดูดำดูดีกวีสักนิด แต่ตอนนี้กลับตาลปัตรนอกจากจะทำเป็นสนใจ เข้าใจไม่ผิดหรอก พี่สาวเธอแค่ทำเป็นสนใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก่อนที่กวีจะประสบอุบัติเหตุคงพูดได้ว่านราภัทรนั้นรักชายหนุ่มอย่างเต็มปาก แต่คงจะเรียกว่ารักได้หรือไม่นั้นก็ไม่อาจรู้ เพราะถ้ารักจริงความรักคงไม่เปลี่ยนไปเพียงเพราะอีกฝ่ายเดินไม่ได้แบบนี้ แล้วนี้ยังมาพาลคนอื่นอีก ทั้งที่ใออัยก็ไม่เห็นจะมาทำอะไรให้ ออกจะน่ารักเสียขนาดนั้น คุณพ่อเองก็เหมือนกัน ก็น่าจะรู้ว่ากวีคงอึดอัด ยังจะส่งเธอกับพี่สาวมาคุยเรื่องขอตามไปหัวหินด้วยอีก ขณะคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ก็หันไปเห็นคนที่กำลังมองหาเข้าพอดี

“พี่ใออัย” ลองเรียกดูแต่เจ้าตัวก็ไม่ยักจะได้ยิน เลยเดินเข้าไปใกล้ๆ จนเกือบชิดใออัยก็ยังไม่รู้สึกตัว หญิงสาวจึงรู้สึกอยากแกล้ง ใช้มือจี้ไปที่เอวทั้งสองข้างของคนที่นั่งเหม่อจนเจ้าตัวสะดุ้งหันมามองอย่างตกใจ

“คุณฟ้า” ใออัยขยับปากพึมพำชื่อคนที่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง ตามที่เธอใช้แทนตัวเองก่อนหน้านั้น

“พี่อัยทำอะไรอยู่ ฟ้าเรียกตั้งนานไม่ได้ยินเหรอ” แต่คนตรงหน้าก็ไม่เห็นพูดอะไรออกมา เอาแต่ทำหน้าสงสัย มองมาเหมือนไม่เข้าใจ หรือว่าเธอทำอะไรผิด “ฟ้าเรียกพี่อัยเฉย ๆ ได้ใช่ไหมคะ” ซึ่งใออัยก็พยักหน้าแต่ก็ยังไม่คลายความระแวงลง ด้วยไม่เข้าใจว่าทำไมภัคพรถึงได้มาทำตัวสนิทสนมกับตัวเองนัก มีด้วยหรือทั้งที่พึ่งเคยเจอกันกลับมาจี้เอวเล่นจนเขาสะดุ้งแบบนี้ พอจะถามออกไปก็กลัวว่าเธอจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาอยากสื่อ เลยได้แต่รอฟังเธอพูดเงียบๆ แต่นั้นยิ่งสร้างความรู้สึกผิดให้เกิดแก่คนมือซน นึกไปว่าใออัยคงโกรธเธอที่เล่นไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่แบบนี้ “พี่อัยโกรธฟ้าที่จี้เอวพี่อัยเหรอ ฟ้าขอโทษนะคะ ฟ้าลืมตัว”

“ไม่ใช่ คือ คือพี่” ละลำละลักบอก แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสื่อสารแบบไหนดี กลัวหญิงสาวจะไม่เข้าใจ แต่ภัครพรกลับยื่นสมุดเล่มบางพร้อมปากกามาให้

“ฟ้ารู้ค่ะ ว่าพี่อัยพูดไม่ได้ ฟ้าไม่ได้ดูถูกหรือรังเกียจนะคะ ฟ้าแค่อยากคุยด้วย” ภัคพรยิ้มให้อย่างจริงใจ แม้จะฉงนว่าทำไมหญิงสาวถึงอยากพูดคุยกับตัวเอง แต่ใออัยก็ไม่ลืมที่จะชวนอีกคนหนึ่งนั่งด้วยกันบนม้านั่งข้างแปลงดอกไม้ที่เจ้าตัวนั่งอยู่เมื่อครู่ การสนทนาเริ่มต้นที่หญิงสาวเป็นคนชวนคุย แอบแปลกใจนิดหน่อยที่นิสัยพื้นฐานของเธอไม่ได้มีท่าทีรังเกียจเขาเหมือนพี่สาว เอาแต่บอกว่าเขาสวย ชมใออัยน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ จนเจ้าตัวอดเขินกับคำเหล่านั้นไม่ได้

“ทำไมอยากคุยกับพี่” ใออัยยื่นสมุดส่งให้คนข้างกายที่เอาแต่นั่งยิ้มมองดอกไม้ พอถามกันไปมาหลายประโยค จึงได้รู้ว่าภัคพรอายุห่างจากตัวเองเพียงปีเดียว

“ไม่รู้สิคะ น้ำแค่รู้สึกถูกชะตากับพี่ อีกอย่างพี่ชายของฟ้าเองก็ดูอยากจะสนิทสนมกับพี่ด้วย” เธอว่าพร้อมหันมาทำตาเป็นประกายใส่ คนตัวบางทำตัวไม่ถูกยิ้มแห้ง ๆ ส่งไปให้ “ทำไมทำหน้าแบบนั้นเหรอคะ พี่อัยไม่ชอบพี่ภาสเหรอ พี่ชายของฟ้านิสัยก็ดี ทำงานก็เก่ง แถมดูเป็นผู้ใหญ่อีก หน้าตาก็หล่อด้วย”

“ฟ้าก็รู้ว่าพี่เป็นผู้ชาย” สมุดเล่มเดิมถูกยกมาใช้และส่งคืนให้คนที่ดูตั้งใจคุยกับเขาจนเกินเหตุ

“ไม่เห็นจะแปลก สมัยนี้เขาเปิดกว้างกันแล้วนะพี่อัย ลองเปิดใจดูไม่เสียหายหรอกค่ะ” ที่พูดเพราะเธอคิดแบบนั้นจริง ๆ เพื่อนที่มหาลัยของเธอเองก็มีทั้งชายรักชาย หญิงรักหญิงเกลื่อนไปหมด ถ้าพี่ชายเธอจะรักจะชอบผู้ชายขึ้นมาก็ไม่เห็นจะแปลก

“แล้วฟ้ารับได้เหรอ” ดวงตาหวานมองสบกับตาสวยของภัคพรอย่างจริงจัง

“รับได้สิคะ พี่ภาสรักใครฟ้าก็รักด้วย” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มอย่างจริงใจ แม้แววตาจะมีความเศร้าปะปนมาด้วย แต่ใออัยก็ไม่ได้เอะใจอะไร

“แต่เรื่องของหัวใจ มันบังคับกันไม่ได้นะน้องฟ้า” พอก้มลงอ่านเสร็จ ก็ต้องหันมามองเจ้าของลายมือสวยอย่างมีเลศนัย

“พี่อัยพูดเหมือนกำลังรักใครอยู่ ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันคะ”

“ทำไมถึงไม่คิดว่าเป็นผู้หญิงบ้างล่ะ” เจ้าของลายมือส่งยิ้มให้สาวน้อยอย่างนึกขบขัน ใบหน้าของเธอยู่นิดหน่อยกับคำตอบของเขา นี่ใจคอเธอจ้องจะจับคู่เขาแต่กับผู้ชายหรือไง แต่ใออัยก็ไม่นึกโกรธ กลับรู้สึกเอ็นดูภัคพรเสียมากกว่า เพราะดูเธอสดใส น่ารักสมวัย แค่ได้คุยกันไม่นานใออัยถึงกลับอยากมีน้องสาวขึ้นมาเลยทีเดียว

“ก็ดูหน้าตาพี่สิ หุ่นอีก” ใออัยมองตาคนพูด แปลกอะไร เสื้อเชิ้ตแขนยาวสามส่วน แล้วก็กางเกงผ้าขาสั้นสูงกว่าเข่าขึ้นมา มีอะไรแปลกหรือ แต่พอได้ฟังคำเฉลยใออัยถึงกลับหน้าขึ้นสี “พี่อัยสวยมาก ตัวก็เล็ก ผิวก็ขาว ดูสิแขนฟ้ากับแขนพี่เท่ากันเลย ขาก็ด้วย ขนขาก็ไม่มี เหตุผลแค่นี้ก็เพียงพอที่พี่จะมีสามีมากกว่าภรรยาแล้ว”

“ดูพูด” ท่าทางใออัยเหมือนหัวเราะขบขันทำให้เธอรู้สึกสบายใจ ก่อนหน้าเห็นเอาแต่ทำหน้าหม่นหม่อง ถ้าเดาไม่ผิด พี่สาวของเธอก็คงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้ใออัยคิดมาก

“จริง ๆ นะคะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากสวยน้อยกว่าคนรักตัวเองหรอก” หลังจากนั้นก็พูดกันอีกนิดหน่อย ก่อนจะชวนกันกลับเข้าไปในบ้าน

“ไปไหนกันมา ฉันรอแกตั้งนานแล้วนะยายฟ้า” พอเข้ามาไม่ทันไรก็เจอเข้ากับน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าคนพูดกำลังหงุดหงิด จะไม่เธออารมณ์เสียได้ยังไง มีที่ไหนไปนั่งคุยกับเด็กใบ้นี้ตั้งนานสองนาน รู้ทั้งรู้ว่าเธอเกลียดมันแล้วน้าสาวของมันมากแค่ไหน แต่คนเป็นน้องหรือจะเข้าใจ ถามอย่างสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า

“ทำไมเหรอคะ”

“ถ้ายังไงน้ำกลับก่อนนะคะพี่วี” นราภัทรไม่ได้ตอบน้องสาว หันไปหอมแก้มคู่หมั้นหนุ่มอย่างไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ใออัยเองที่เห็นภาพนั้นเข้าเต็มตาถึงกับยืนนิ่งค้าง รอยยิ้มเย้ยหยันคล้ายผู้ชนะที่ส่งมา ทำให้คนมองหลบตาเสหน้าไปอีกทาง เธอคว้ากระเป๋าแบรนด์ดังขึ้นสะพาย ก่อนจะเดินมามาหยุดข้างใออัยที่ความสูงแทบจะไม่ต่างกันแล้วกระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน “หัดเจียมตัวซะบ้าง อย่าสะเออะมาเทียบชั้นฉันอีก” ว่าจบก็สะบัดหน้าหนี เดินเชิดหน้าไม่ได้รอน้องสาวที่หันมาไหว้ลาคนทั้งสองอย่างรีบ ๆ แล้วตามออกไป

ใออัยไม่ได้หันไปมองว่าสองสาวนั้นเดินออกจากบ้านไปหรือยัง หรือว่าสนใจเสียงรถที่แล่นออกไปสักนิด เจ้าตัวเอาแต่กำมือไว้แน่น ทำไมจะไม่รู้ว่านราภัทรเกลียดตัวเองเพราะเรื่องอะไร ไม่ใช่ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกเจ็บแปลบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ดูก็รู้ว่านราภัทรจงใจให้ใออัยได้เห็น ทั้งที่ไม่อยากมองแต่ไม่อาจละสายตาได้ เหมือนอยากจะย้ำตัวเองถึงความเป็นจริงตรงหน้า คิดแล้วอยากจะหัวเราะ ทั้งที่ปากบอกกับหญิงสาวคนน้องว่าเป็นผู้ชาย แต่ผู้ชายที่ไหนกันจะมารู้สึกแบบที่เขาเป็นอยู่ นี่ยังไม่นับรวมถึงเรื่องที่เขากับกวีกระทำต่อกันอีก รู้ดีว่ามันไม่สมควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ต่อให้พยายามหนีมันมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาก็ห้ามความรู้สึกของตัวเองไม่ได้จริง ๆ

“มันไม่ใช่อย่างที่นายคิด ฉันเองก็ไม่รู้ว่าน้ำจะทำแบบนั้น” เหมือนโดนฉุดออกจากภวังค์ ใออัยหันไปมองคนพูดด้วยสายตาที่กวียากจะคาดเดา ห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบ ถ้าไม่ใช่ว่าคิดเข้าข้างตัวเองมากไป ที่ใออัยมีสีหน้าแบบนั้นคงเป็นเพราะเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้น แม้แต่กวีเองก็ไม่ได้ตั้งตัว จึงทำได้พึ่งแค่อธิบาย

“ครับ” ซึ่งดูเหมือนใออัยจะรับรู้ เพราะเจ้าตัวขยับปากตอบรับก่อนจะยิ้มบาง ๆ ออกมา ก่อนเดินเข้ามาใกล้พร้อมขยับปากถาม “เมื่อยไหมครับ”

“นิดหน่อย” กวีตอบพร้อมกับรอบมองสีหน้าอีกคนไปด้วย แต่ใออัยก็เหมือนจะทำเมินรีบจัดแจงจะพากวีลุกไปทำกายภาพตามปกติ เมื่อเห็นแบบนั้นกวีกลับรู้สึกไม่สบายใจ ใออัยทำเหมือนรับรู้แต่มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อเจ้าตัวไม่ยอมเข้าใจ พอใออัยเดินเข้ามาใกล้อีกนิด มือหนาเลยฉวยเอาข้อมือเล็กแล้วกระตุก ทำเอาคนไม่ทันระวังตัวเซไปนั่งแหมะบนหน้าตักแกร่ง ด้วยความตกใจใออัยจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าขากวีนั้นขยับออกห่าง เพื่อรอรับร่างของตัวเองไว้

“คุณวี” ใออัยขยับปากอย่างรน ๆ พยายามขยับกายลุกขึ้น แต่กวีไม่ยอมปล่อยใช้สองแขนรัดแน่นจนคนตัวเล็กขยับตัวแทบไม่ได้ "ปล่อยนะครับ เดี๋ยวใครมาเห็น” ว่าพลางสอดสายตามองไปรอบๆอย่างระแวง ประสบการณ์มันเขาบอกแบบนั้น ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่ใออัยคิด เพราะห่างออกไปไม่มากตรงประตูทางเข้าห้องรับแขก มีสองสาวต่างวัยกำลังจับมือกันและปิดปากที่อยากจะยิ้มของตัวเองไว้แน่น ป้าอิ๊วกับนิดก็แค่จะมาดูว่าใออัยมีอะไรให้ช่วยไหม แต่ที่ไหนได้กลับได้เห็นภาพหวานแหวแบบนี้แทน

“เห็นก็เห็นไปสิ กลัวอะไร” หน้าด้านเกินคุณเขามีอีกไหม ตัวเองไม่อายแต่คนอื่นเขาอาย ตากลมโตถลึ่งมองคนพูดอย่างไม่อยากเชื่อหู เมื่อดิ้นไม่หลุดเลยจำต้องปล่อยให้ตนเองนั่งอยู่ในท่านั้นแล้วสะบัดหน้าหนีแทน อาการคล้ายหญิงสาวหน่อย ๆ แต่ใครจะสนกัน ในเมื่อใออัยกำลังไม่พอใจในการกระทำของกวีอยู่ “หันมาคุยกันก่อนสิ” แต่ก็ยังนิ่ง กวีจึงใช้มือจับแล้วหันหน้าอีกคนมาแทน

“คุณวี” สิ่งที่เห็นคือแววตาเอาเรื่อง นานมากแล้วที่กวีไม่ได้เห็น พอจะหันหน้ากลับ มือหนาก็ไม่ยอมปล่อย ใบหน้าสวยก็ยิ่งบึ้งตึง ทั้งที่นราภัทรก็ทำแบบนี้แต่กวีกลับรู้สึกว่าคนบนตักเขาน่ารักกว่าเป็นไหน ๆ

“เป็นอะไร หึงเหรอ” เย้าแหย่สักนิด

“ใครหึง” ขยับปากเถียงทันควัน ตาจ้องเขม็ง กวีถึงกลับหลุดขำ จากตอนแรกที่กังวลกลายเป็นโล่งอกและดีใจอย่างบอกไม่ถูก

“นายไง หึงไม่ใช่เหรอที่น้องน้ำหอมแก้มฉัน” ใออัยคิดว่ากวีช่างเป็นคนที่พูดแล้วน่าหมั่นไส้อย่างเป็นที่สุด ไหนจะรอยยิ้มสนุกกับการล้อเลียนเขานั้นอีก มีความสุขมากใช่ไหม

“ผมเปล่า” เรื่องอะไรจะยอมรับ “คุณสองคนเป็นคู่หมั้นกัน ไม่ใช่เรื่องของผม” ปากอวบขยับบอกชัดถ้อยชัดคำ จนคนมองอยากจะกัดเอาเข้าให้

“ยังไม่หมั้นสักหน่อย”

“อีกไม่นานก็ต้องหมั้น” ว่าจบก็หันหนีอีกรอบ ซึ่งกวีก็ไม่ได้ยึดใบหน้านั้นไว้ เลือกกระชับคนในอ้อมกอดแล้วเกยคางหนาไว้บนไหล่บางคล้ายออดอ้อน

“เชื่อฉันสิ งานหมั้นของฉันกับน้องน้ำจะไม่มีวันเกิดขึ้น” ใออัยเลือกที่จะไม่ตอบโต้ แม้จะเผลอดีใจไปกับคำพูดเมื่อครู่ก็ตาม แค่นี้การแสดงออกของตัวเองก็เหมือนสาวน้อยแง่งอนจะแย่แล้ว ทั้งที่คิดว่าอีกคนจะทำแค่กอดแต่ก็ต้องสะดุ้งเพราะสัมผัสชื่นๆข้างลำคอที่น่าจะมีผมนุ่มปกคลุมอยู่ แล้วทำไมกลายเป็นริมฝีปากหยักและจมูกโด่งของคนเจ้าเล่ห์ไปได้ เอียงหนีก็แล้วแต่กวีก็ไม่ยอมหยุด ใออัยจำต้องหันหน้ามาเอาเรื่องแทน กลับกลายเป็นว่าริมฝีปากอวบปะทะเข้ากับจมูกโด่งของกวีอย่างจัง เหมือนตกอยู่ในห้วงเวลาจนไม่อาจขยับใบหน้าหนี สองสายตาที่ประสานสบกันเนิ่นนาน คนที่แพ้เป็นใออัยที่หลุบตามลงเมื่อทนกับสายตาสื่อความหมายนั้นไม่ไหว “ลบรอยสิ ลบรอยเขาออกไปถ้านายไม่พอใจ ใช่ปากของนายลบมัน” ไม่ว่าเปล่ายังขยับปากหนาไปทาบทับบนปากอวบเบา ๆ จนแพรขนตาที่ปิดตาหวานสั่นไหว “ทำให้แก้มของฉันเป็นของนายแค่คนเดียว” ดั่งคล้ายโดนล่อล่วง ไม่รู้อะไรที่ดลใจให้คนตัวเล็กในอ้อมกอดเอี่ยวตัวไปคล้องคอเจ้าของตักหนาไว้ เคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้แล้วจรดริมฝีปากอวบเข้ากับตำแหน่งที่นราภัทรเคยทำตามที่กวีชักนำ พอรู้ตัวก็รีบดีดตัวออกห่างแต่ก็ไม่อาจหลุดเพราะติดที่กวีไม่ยอมปล่อย

“ปล่อยครับ”

“ไม่ปล่อย นายรู้ตัวไหมว่าตัวเองน่ารักแค่ไหน” กวีกระซิบเสียงแหบพร่าข้างหูบางที่แดงก่ำ ลมร้อนกระทบเข้ากับกายบางจนขนลุกตั้งชัน จะเป็นไรไหมที่กวีนึกอยากจูบคนในอ้อมแขนขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ทั้งที่เป็นที่โจ่งแจ้งแต่กลับรู้สึกทนรอไม่ไหว ความยับยั้งใจใกล้หมดลงทุกที ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงแค่ความคิด มือหนารีบโน้มใบหน้าเรียวเข้าใกล้ ตะโบมจูบเข้าใส่เหมือนคนหิวโซจนไม่อาจรีรอได้อีกต่อไป แม้จะตกใจแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธ ใออัยเลือกที่จะหลับตาปิดหูจากทุกสิ่ง ซึมซับเพียงแค่รสจูบแสนหวานที่กวีมอบให้ มันทั้งอ่อนโยน หยอกเย้า เย้ายวน ชวนให้ลุ่มหลง เรียวลิ้นที่พลิ้วไหวจนกายบางสั่นสะท้าน ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับอารมณ์และสัมผัสที่อีกคนคอยป้อนให้อย่างไม่อาจหลีกหนีและไม่คิดจะทำ หัวใจของตัวเองต่อให้คิดจะหนีแค่ไหนก็คงหนีไม่พ้น ยิ่งถ้าเจ้าของหัวใจเป็นคนคว้าเอาไว้ มีหรือที่คนอ่อนต่อรักอย่างใออัยจะต้านทานได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น