ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 กล่องของขวัญที่แหลกเหลว

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 กล่องของขวัญที่แหลกเหลว

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 598

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2560 22:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 กล่องของขวัญที่แหลกเหลว
แบบอักษร

ตอนที่ 6 กล่องของขวัญที่แหลกเหลว

 

คำพูดโต้ตอบกับปลายสายทางโทรศัพท์ของเอกพล ทำให้ธนูและภูผาหันขวับมาจ้องหน้าเขาแทบจะพร้อมเพรียงกัน ด้วยเพราะทั้งคู่นั้นต่างก็เป็นผู้ที่ได้รับรู้ข้อมูลของคดีนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม จึงมีเพียงชวินคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงนั่งเปิดเมนูอาหาร โดยไม่ได้ให้ความสนใจอากัปกิริยาที่เปลี่ยนไปของนายตำรวจหนุ่มตรงหน้า

ครับๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ”

บทสนทนาจบลงในไม่กี่ประโยคคำพูด ถึงอย่างนั้นความหมายของมันก็ทำให้เอกพลรู้สึกสะเทือนใจ และนึกกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง แม้จะคาดเดาอยู่แล้วว่าเหตุการณ์ร้ายต้องลงเอยแบบนี้

...จริงอยู่ที่อาจต้องพบกับบทสรุปเช่นนี้ตลอดชีวิตการเป็นตำรวจ แต่ก็นับว่านี่คือครั้งหนึ่งที่เขาไม่สามารถช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกเอาไว้ได้

พบศพของทั้ง 3 คนแล้วเหรอ?” ภูผาเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน หลังจากที่เอกพลเก็บโทรศัพท์มือถือใส่ซองหนังบริเวณเข็มขัดเรียบร้อยแล้ว

เปล่า... เจอแค่คนเดียวคือภรรยาของคุณสุจริต” เจ้าของคดีตอบน้ำเสียงแหบแห้ง พร้อมกับผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ฉันไปก่อนแล้วกันนะ ถึงจะแค่ตามสืบให้เป็นการส่วนตัว แต่คุณสุจริตก็แจ้งกับทางนั้นไปแล้วว่าฉันเป็นผู้รับผิดชอบคดี นอกเหนือจากตำรวจท้องที่”

สีหน้าของเอกพลไม่สู้ดีนัก เมื่อต้องกล่าวถึงชื่อของผู้ที่ต้องพบกับความสูญเสียอย่างคุณสุจริตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเมื่อรู้ดีว่าเจ้าทุกข์จะรู้สึกเช่นไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เขาไปพบศพที่ไหนครับพี่เอก?” ธนูชิงตั้งคำถาม ก่อนที่นายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่จะทันได้ผละออกไป

สมุทรสาคร... คงต้องขับรถไปอีกเป็นชั่วโมง” เอกพลถอนหายใจหนักๆ ให้กับจุดหมายปลายทางที่คาดไม่ถึง และพยายามฝืนยิ้มฝืดๆ ให้กับชวินที่เงยหน้าขึ้นมองด้วยท่าทางงุนงง

ขับรถระวังๆ ล่ะ ใจเย็นๆ อย่าซีเรียส นายเองก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องออกมาเป็นแบบนี้” ภูผาเอ่ยเตือนสติได้ตรงกับสิ่งที่กำลังอยู่ในความคิดของอีกฝ่าย ตามประสาเพื่อนสนิทที่รู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี

อืม...ขอบใจมาก” เอกพลพยักหน้ารับ ชายหนุ่มฝืนยิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง แล้วจึงหันหลังเดินออกไป โดยมีสายตาของธนูและภูผามองตามด้วยความเป็นห่วง

พึ่งรู้ว่าผู้กองเอกพล เซนซิทีฟกับเรื่องของคนอื่นขนาดนี้เลยนะครับ แบบนี้กว่าจะเกษียณคงเป็นโรคซึมเศร้าก่อนแน่ๆ” ชวินโพล่งทำลายความเงียบขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ชนิดที่สมควรเรียกได้ว่า ปากเสีย

ใครจะเย็นชาได้อย่างนายเล่า แบบนี้คงไม่ได้ตายเองแน่ๆ!” ธนูแกล้งกวนประสาทหน้าตาย และแน่นอนว่าคำพูดที่เขาได้รับกลับมาก็คือ...

แกน่ะสิ!

เอาน่าๆ สองคนนี้นี่เจอหน้ากันไม่ได้เลย พี่ขอโทษแล้วกันที่นัดชวินกับน้องธนูมา” ภูผาพยายามไกล่เกลี่ย โดยยกความผิดให้เป็นของตนไปเสีย แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล

ไม่เกี่ยวกับผู้กองหรอกครับ หมอนี่ปากเสียอยู่แล้ว ทำยังไงก็คงไม่หาย” ธนูชำเลืองมองบุคคลที่ 3 ผู้ซึ่งตนหมายความถึง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค หากแม้นว่าพนักงานเสิร์ฟที่กำลังรอรับออเดอร์อยู่ข้างๆ เป็นมนุษย์ประเภทเดียวกับเป้าหมายด้วยเช่นกัน

นายเองก็มีหมาขึ้นอืดอยู่ในปากไม่ใช่หรือไง” ชวินสวนกลับทันควัน แล้วหันไปสั่งอาหารเที่ยงกับพนักงานเสิร์ฟที่ยืนยิ้มเจื่อนๆ รออยู่

หมาในปากฉันมันจะออกมาก็เพราะเจอหมาในปากนายนั่นแหละ หัดเก็บๆ ซะบ้างสิ!” ธนูตอบโต้ แล้วหันไปสั่งอาหารกับพนักงานเสิร์ฟเช่นกัน

ผมว่าผู้กองมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมก็พูดมาเลยดีกว่าครับ ก่อนที่ผมจะจัดการกับหมาในปากไอ้เจ้าบ้านี่” ชวินบอกภูผาเสียงขุ่น ตายังชำเลืองมองใบหน้ากวนๆ ของธนู เหมือนอยากจะทำตามสิ่งที่พูดบัดเดี๋ยวนี้

โอเคๆ งั้นเดี๋ยวพี่เข้าเรื่องเลยแล้วกัน” ภูผายิ้มฝืดๆ ให้กับคำพูดของชวิน ชายหนุ่มสั่งอาหารเป็นคนสุดท้าย แล้วรอจนกระทั่งพนักงานเสิร์ฟเดินออกไป จึงเริ่มต้นพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ตนต้องนัดสองหนุ่มรุ่นน้องมาหาเรื่องทะเลาะกันถึงที่นี่

คือตอนนี้เนี่ย มีนักธุรกิจชาวต่างชาติมาลงทุนทำธุรกิจส่งออกในไทยค่อนข้างมาก แล้วก็มีบางรายที่เอาเรื่องธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้า แต่เบื้องหลังลักลอบค้ายาเสพติด พี่เลยอยากถามชวินในฐานะที่เป็นคนในว่า มีนักธุรกิจหน้าใหม่คนไหนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ น่าสงสัย อย่างเช่นรวยเร็วผิดปกติบ้างไหม?

คำถามตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมของภูผา ทำให้ทั้งธนูและชวินต่างพากันชะงักไปนิดหนึ่ง โชคดีที่ตำแหน่งโต๊ะของพวกเขาอยู่ในมุมอับ และภายในร้านก็มีลูกค้าไม่มากนัก คนทั้งหมดจึงสามารถพูดคุยเรื่องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางกันได้อย่างสะดวกจิตสบายใจ

มีครับ” ชวินให้คำตอบแทบจะในทันที ราวกับสิ่งที่ออกมาจากปากของเขานั้น ไม่ได้ผ่านการใช้สมองตรึกตรองเลยแม้แต่น้อย

เฮ้ๆ ทำไมตอบง่ายดายขนาดนี้ล่ะ นี่นายคิดบ้างหรือเปล่าเนี่ย หรือเป็นคำตอบที่ใช้สมองสุ่มเลือกออกมา” ธนูทักท้วง เมื่อเห็นว่าชวินตอบคำถามของภูผาแบบขอไปที เหมือนมันเป็นแค่โจทย์เลขกล้วยๆ ของเด็กอนุบาล 1

ฉันคิดแล้วววว” ชวินลากเสียงยาวท้ายประโยค สีหน้าท่าทางบ่งบอกถึงความรำคาญตัวเกะกะที่นั่งอยู่ข้างๆ ชนิดสุดจะทานทน

ที่ว่ามีน่ะ ชวินรู้จักกับคนคนนั้นเป็นการส่วนตัวหรือเปล่า?” ภูผาตัดบทที่อาจจะยืดยาวของทั้งคู่ ด้วยการตั้งคำถามข้อต่อไป

ก็ไม่เชิงครับ คนในวงการเดียวกันก็ต้องรู้จักกันเป็นธรรมดา ตัวผมเองไม่เคยคุยกับเขาหรอก แต่พ่อกับพี่เคยคุยกับเขาหลายครั้งแล้ว” สายข่าวจำเป็นคนใหม่นั่งพิงพนักเก้าอี้รายงานเสียงเรียบ เพราะยังไม่หายจากอารมณ์ขุ่นมัวที่สะสมมาตั้งแต่พบหน้าธนูเมื่อชั่วโมงก่อน

แล้วเขาที่ว่านั่นเป็นใคร?

คราวนี้ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ยื่นหน้าเข้าไปถามเสียงเบา พลอยให้ธนูต้องยื่นหน้าเข้าไปเงี่ยหูฟังด้วยอีกคน

นักธุรกิจไต้หวันแต่พูดภาษาไทยคล่องปร๋อ กลายเป็นโต้โผรายใหญ่ส่งออกงานฝีมือไทยเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ชื่อ หลี่ เหวิน” ชวินเบาเสียงลงนิดหนึ่ง เมื่อต้องเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามของบุคคลที่ 3 ซึ่งไม่แน่ว่าลูกน้องและบริวารอันมากมายของคนคนนั้น จะมาหลงวนเวียนอยู่แถวนี้บ้างหรือไม่ แต่เพราะคำตอบของชวินนั่นเองที่ทำให้ธนูถึงกับนั่งตัวแข็ง ในเมื่อจดจำได้ดีว่านี่คือชื่อของนักธุรกิจ ผู้ที่อริศรารู้สึกคับคล้ายคับคลาว่าคุ้นหน้าเหมือนเคยพบเจอกันมาก่อน

นายรู้ได้ยังไงว่าหมอนั่นทำธุรกิจส่งออกบังหน้า!?” ธนูถามสวนขึ้นทันควัน จนชวินหันมาจ้องหน้าเขา รวมทั้งทำให้ภูผาซึ่งกำลังจะตั้งคำถามเดียวกันถึงกับอ้าปากค้าง

ก็ผู้กองเขายกตัวอย่างเองนี่ ว่าอย่างเช่นพวกรวยเร็วผิดปกติ” ชวินตอบเสียงขุ่น เขาคิดว่าธนูเตรียมจะตั้งป้อมซักไซ้เขาเพราะไม่เชื่อถือในคำพูดของเขา ทั้งที่ความจริงแล้วธนูเพียงต้องการหาข้อมูลมาหักล้างความกังวลของตนเท่านั้น

นายก็ต้องคิดพิจารณาเองด้วยสิ ว่าสาเหตุที่เขารวยเร็วมันเข้าข่ายหรือเปล่า หรือที่เขารวยเร็วเพราะมีพ่อแม่กระเป๋าหนักคอยหนุนหลังหมุนเงินให้ตลอดเวลา”

คำพูดของธนูฟังดูราวกับจะเสียดสีครอบครัวของชวินอย่างไรชอบกล

หมอนั่นเคยให้สัมภาษณ์ว่า พ่อที่เป็นมหาเศรษฐีชาวไต้หวันเป็นแค่พ่อเลี้ยง แล้วก็ให้เงินมาลงทุนที่ไทยแค่ 5 ล้านเท่านั้น...” ชวินตอบข้อโต้แย้งของธนู หากแต่ไม่ทันได้พูดจบประโยค...

แค่ให้สัมภาษณ์จะพูดยังไงก็ได้นี่ บางที 5 ล้านที่ว่า อาจจะเป็น 5 ล้านดอลล่าร์ หรือไม่ก็ 5 ล้านยูโรล่ะมั้ง” ธนูโพล่งขัดคอขึ้นอย่างไม่เกรงใจ แน่นอน... มีหรือที่ไฮโซชวินจะยอมแพ้ลูกตำรวจคู่ปรับตัวเอ้

เวลาหมอนั่นไปไหนมาไหน ก็มีบอดี้การ์ดคอยประกบหน้าหลังซ้ายขวา เสียยิ่งกว่านายกรัฐมนตรี” ทายาทเจ้าของธุรกิจนำเข้า ส่งออกรายใหญ่เล่าแจ้งแถลงไข ถึงความน่าสงสัยที่ตนสืบรู้มาอีก

ตอนอยู่ไต้หวันเขาอาจจะมีศัตรูขี้อิจฉาเยอะก็ได้ เลยเคยชินกับการมีบอดี้การ์ดห้อมล้อมรอบด้านไง” ธนูมิวายกวนประสาท ด้วยคำพูดที่คล้ายกับกำลังเสียดสีความรู้สึกลึกๆ ในใจชวินอยู่แผ่วๆ

หมอนั่นซื้อรถยุโรปไว้ใช้ตั้งหลายคัน แถมยังมีเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว บ้านที่อยู่ก็อย่างกับคฤหาสน์  ตึกที่ใช้เปิดบริษัทก็ซื้อเงินสด ชุดที่ใส่ก็ยังสั่งตัดเอาทั้งนั้น” ข้อมูลอันแน่นปึ้กของชวินไม่ได้หมดแค่นั้น

ก็เขาเป็นลูกเลี้ยงมหาเศรษฐีนี่ เอาเด็กมาเลี้ยงทั้งทีก็ต้องเลี้ยงให้มันดีๆ หน่อย คนอื่นจะได้ไม่นินทา พอโตมาหมอนั่นก็เลยเคยชินกับความสะดวกสบาย ถ้าใช้ของเหมือนคนทั่วไปแล้วขี้กลากขึ้น เผลอๆ ของพวกนั้นก็อาจจะเป็นอภินันทนาการจากคุณพ่อเลี้ยงก็ได้ ใครจะไปรู้” ข้อโต้แย้งชนิดครอบจักรวาลของธนูก็ยังไม่ได้หมดแค่นี้

หมอนั่นมีหมอประจำตัวคอยตามขนาบตลอดด้วย ทั้งๆ ที่ก็เห็นแข็งแรงดี ไม่น่าจะเจ็บป่วยตรงไหน” ความพยายามของชวินยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

นายรู้ได้ยังไงว่าหมอนั่นไม่ได้เจ็บป่วย ความจริงแล้วอาจจะบอบบาง อ่อนแอ เลยกลัวว่าตัวเองจะทนสภาพอากาศและมลพิษในประเทศไทยไม่ได้ก็ได้นี่ ถึงต้องมีหมอประจำตัวคอยส่งยาดมให้ ภายใต้หน้ากากอันสวยงาม จะมีกลากเกลื้อนเชื้อราอยู่บ้างมันแปลกตรงไหน” ความพยายามของธนูก็ยังคงมีอยู่อย่างเหลือเฟือเหลือจะกล่าวเช่นกัน

รถแล้วก็อสังหาริมทรัพย์ที่หมอนั่นซื้อ จะจดทะเบียนเป็นชื่อของหมอประจำตัวคนนั้นทั้งหมด ทั้งๆ ที่หมอที่ว่านั่นก็ไม่ใช่ญาติ แถมยังเป็นคนไทยอีกด้วย” ชวินงัดข้อมูลลับล่าสุดออกมา หวังให้ฝ่ายตรงข้ามตกตะลึงพรึงเพริดไปกับสิ่งที่ได้รับรู้ แต่มันจะใช่แบบนั้นแน่หรือ

มันก็ต้องใช้ชื่อคนไทยซื้อนี่แหละจะได้ไม่ยุ่งยาก แล้วหมอบ้านเราที่ไปทำงานต่างประเทศก็มีถมไป เขาอาจจะดูแลรักษากันมาตั้งแต่หมอนั่นยังไม่หย่านมก็ได้ หรือถ้าเกิดเป็นหมอหนุ่มๆ เขาก็คงจะเป็นคู่ขากัน มีอะไรก็ต้องแบ่งสรรปันสินสมรสให้ถูกต้องไว้ก่อน”

ราวกับกำลังทำหน้าที่ทนายประจำตัวของหลี่ เหวิน ธนูสามารถหยิบยกเหตุผลขึ้นมากล่าวอ้างจนข้อกล่าวหาของชวินเป็นอันตกไปทั้งหมด ขณะที่ภูผาได้แต่นั่งเก็บข้อมูลอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ

ฉันว่านายไม่เหมาะจะไปเป็นอัยการหรอก สำนักเขาแปดเปื้อนเปล่าๆ ไปนั่งทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาเถอะ ไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมว่ามันเหมาะกับนาย มากว่าพวกที่นั่งทำหน้าที่อยู่ตอนนี้เสียอีก” ชวินอดที่จะแขวะกัดการกระทำของธนูไม่ได้ เขาสู้อุตส่าห์ประมวลผลข้อมูลต่างๆ ในหัวสมองออกมาอย่างสุดกำลัง แต่ดูคำพูดแต่ละคำแต่ละประโยคที่เขาได้รับสิ

นายน่ะสิ!” ธนูกลายเป็นฝ่ายหยิบยืมเอาคำที่ชวินเคยใช้กับตนมาใช้กับชวินบ้าง นายมากกว่ามั้ง ที่สนใจอัตชีวประวัติหมอนั่นขนาดนี้ จะเปลี่ยนใจจากยัยบัวหิมะมาชอบไม้ป่าเดียวกันหรือไง?” ปิดท้ายด้วยการตั้งคำถามที่ทำเอาชวินถึงกับควันออกหูเป็นกาน้ำเดือด

จะบ้าหรือไง! ฉันไม่เคยมีรสนิยมแบบนั้น ไม่คิดจะมีด้วย แล้วก็อย่ามาเปลี่ยนชื่อให้บัวด้วย เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่เตือน” ไฮโซหนุ่มชี้หน้ากวนประสาทๆ ของเจ้าของคำพูด ด้วยความโมโห นี่ถ้าเขาศรัทธาในกฎหมายไทยมากกว่านี้อีกสักหน่อยล่ะก็ เขาจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าบ้านี่ ให้ปั้นหน้าทะเล้นไม่ได้อีกเลยชั่วชีวิตนี้

อาหารที่สั่งได้แล้วครับ” พนักงานเสิร์ฟวัยรุ่นร่างท้วมคนเดิม ยกถาดอาหารของสามหนุ่มมาที่โต๊ะ พลางยิ้มเจื่อนๆ ให้กับบทสนทนาที่บังเอิญได้ยินเข้า

ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่านายอิจฉาเขาล่ะสิ อายุหมอนั่นก็พอๆ กับพี่ชายนาย แต่ดันทำธุรกิจประสบความสำเร็จ ทั้งที่ได้เงินลงทุนจากพ่อเลี้ยงมาแค่ 5 ล้าน” ธนูมิวายแกว่งเท้าหาเสี้ยน ทันทีที่พนักงานเสิร์ฟคล้อยหลังออกไปจากโต๊ะ ราวกับอยากจะยั่วให้อีกฝ่ายโกรธเกรี้ยว กระทั่งเส้นเลือดในสมองแตก ล้มหงายหลังตึงโชว์แขกโต๊ะอื่นในร้าน

ใช่! ฉันอิจฉาหมอนั่น เหตุผลก็ตามอย่างที่นายว่ามานั่นแหละ”

คราวนี้คำพูดของชวินกลับทำให้ธนูกลายเป็นฝ่ายที่นั่งเอ๋อค้างไปในบัดดล เช่นเดียวกับภูผาที่ชะงักมือซึ่งกำลังจะตักข้าวเข้าปาก ไม่มีใครคาดคิดว่าชวินจะให้คำตอบเช่นนี้

เฮ้ๆ อย่าบอกนะว่าข้อมูลทั้งหมดเมื่อกี๊ก็...

นี่นายให้ข้อมูลผู้ต้องสงสัยด้วยความรู้สึกอคติเนี่ยนะ แบบนี้มันจะไปใช้ได้ยังไง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการใส่สีตีไข่หมอนั่นหรอก!” ธนูโวยวาย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมที่จะใช้ระดับเดซิเบลต่ำ เพื่อไม่ให้บทสนทนาเล็ดรอดออกไปสู่สาธารณะชนรอบโต๊ะ

ข้อมูลของฉันไม่มีการใส่สีตีไข่ ทุกอย่างเป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ แล้วมันก็เป็นแค่เรื่องพื้นๆ ที่เห็นๆ กันอยู่ด้วย” ชวินยืนยันหนักแน่น

แต่ฉันกับผู้กองไม่ได้เห็นเหมือนนาย พวกฉันไม่ใช่คนในวงการ แล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่านายไม่ได้ใส่สีตีไข่อะไรเลย นายอาจจะทาสีโปสเตอร์ให้หมอนั่น แล้วเอาไปชุบแป้งทอดในกระทะก็ได้นี่” ธนูยังไม่เลิกพูดจาแปลกๆ ชวนให้ฟ้องหมิ่นประมาท แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องเลิกเป็นกังวลเรื่องของผู้ชายที่ชื่อ หลี่ เหวิน ไปด้วย

ขอบใจนะที่ช่วยชี้โพรงให้ เดี๋ยวฉันนี่แหละจะเอานายชุบสีย้อมผ้า แล้วยัดใส่ถุงดำโยนลงทะเลอันดามันไปซะ”

คำขู่ของชวินช่างล่อแหลมเสี่ยงคุกตะรางเสียเหลือเกิน เรื่องนี้ธนูรู้ดีอยู่แล้ว!

ผู้กองครับ ผมบันทึกเสียงหมอนี่ไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าผมเป็นอะไรไปล่ะก็ ผู้กองจับหมอนี่ได้เลยนะครับ ไม่มีใครที่ไหนอีกแล้ว” ธนูหันไปทางภูผา พร้อมกับส่งโทรศัพท์มือถือของตน ซึ่งกำลังเปิดโปรแกรมบันทึกเสียงอยู่ให้เป็นหลักฐาน

เฮ้ย! เจ้าบ้า! นี่แกบันทึกเสียงฉันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ คิดจะแบล็คเมล์ฉันใช่ไหม!?” ชวินกลายเป็นฝ่ายโวยวายใส่ธนู เขาพยายามยื้อแย่งโทรศัพท์จากมือของเจ้าบ้าที่นั่งอยู่ข้างๆ หากแต่ธนูก็สามารถหลบหลีกได้เสียทุกครั้ง

สอบปากคำพยานก็ต้องมีการบันทึกไว้อยู่แล้ว เพราะถ้าเกิดคุณๆ ทั้งหลายกลับคำให้การขึ้นมา จะได้มีหลักฐานไว้ยืนยันยังไง!” จอมกะล่อนให้เหตุผล พลางยักคิ้วกวนๆ อย่างเป็นต่อ

คนอย่างฉันไม่เคยกลับคำพูด!” ชวินตอบสวนเสียงขุ่น

แสดงว่านายจะฆ่าฉันยัดถุงดำจริงๆ อย่างนั้นสินะ”

ไม่ว่าจะเลือกเดินไปทางไหนหรือเลือกตอบไปในทางใด ชวินก็หนีไม่พ้นต้องตกหลุมพรางที่ธนูขุดดักไว้วันยันค่ำ

ไอ้เจ้าบ้า!” ไฮโซหนุ่มชี้หน้าคู่ปรับตลอดกาลด้วยส้อมแหลมเปี๊ยบในมือ ทั้งผูกอาฆาตและคล้ายจะอยากใช้มันเสียบกลางหน้าผากของอีกฝ่ายให้ดับแดดิ้นไปโดยพลัน แทนการจับยัดถุงดำถ่วงทะเลให้ขึ้นอืดเกยตื้นกลับเข้าฝั่ง

สองคนนี้ทะเลาะกันมากๆ ระวังคนอื่นเขาจะนึกเข้าใจผิดว่าเป็นคู่ขากันล่ะ” ภูผาถือโอกาสที่ทั้งคู่กำลังตักข้าวเข้าปาก โพล่งสิ่งที่ก่อให้เกิดความสามัคคีระหว่างสองหนุ่มได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ไม่มีทาง!” ทั้งธนูและชวินพูดขึ้นพร้อมกัน ซ้ำยังหันมามองสบตากัน และต่างปั้นหน้าราวกับฝ่ายตรงข้ามเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ไม่มีใครเคยพบมาก่อนอีกด้วย

ถ้าข้อมูลของผมมันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ผมก็ต้องขอโทษผู้กองไว้ด้วยแล้วกันนะครับ นอกจากหมอนั่นแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นมีใครน่าสงสัย ผมอาจจะรู้จักคนน้อยไป หรือคนพวกนั้นพยายามปกปิดความน่าสงสัยของตัวเองก็อาจเป็นไปได้” ชวินหันไปทางภูผา ถึงอย่างนั้นก็ยังมิวายชำเลืองมองธนู ซึ่งกำลังชำเลืองมองมาทางเขาเช่นกัน

ไม่หรอก มีข้อมูลบางส่วนที่สมควรนำไปขยายน่ะนะ ขอบใจชวินมากที่ช่วยให้ข้อมูล ถ้าวันหลังพี่มีอะไรสงสัย คงต้องขอความร่วมมืออีก” ภูผายิ้มให้ชายหนุ่มรุ่นน้องอย่างจริงใจ เป็นการบ่งบอกว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นไม่ใช่แค่เพื่อรักษาน้ำใจ เรื่องนี้ธนูเองก็รู้ดี

คราวหน้าผู้กองติดต่อไปที่เบอร์โทรศัพท์ของผมเลยก็ได้ครับ ผมจะเลิกปิดเครื่อง แต่คงเปลี่ยนเป็นตั้งปฏิเสธสายเป็นรายบุคคลแทน ถ้ายังมีเจ้าบ้าโรคจิตแถวนี้โทรไปก่อกวนอีก” ชวินยังไม่เลิกชำเลืองมองธนู ตลอดเวลาที่พาดพิงไปถึง เจ้าบ้า ที่ว่า ตรงข้ามกับธนูซึ่งเลิกต่อล้อต่อเถียง และเอาแต่นั่งเคี้ยวข้าวเงียบๆ สีหน้าครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างในข้อมูลที่ได้รับรู้มาจากปากชวิน

 

ขณะที่อีกมุมหนึ่งใต้ผืนฟ้าสีคราม เอกพลกำลังขับรถมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟมหาชัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทางเจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจภูธรมหาชัย จังหวัดสมุทรสาครนัดหมายไว้ โดยชายหนุ่มจำต้องเร่งความเร็วรถเกินกว่าระดับความเร็วที่ตนเคยใช้ในยามเร่งด่วน รวมทั้งเลือกเดินทางด้วยเส้นทางลัดตามที่สืบค้นได้จากจีพีเอส เพื่อให้สามารถไปถึงยังจุดหมายได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง

เอ่อ... ใช่ผู้กองเอกพลจากกองปราบฯ หรือเปล่าครับผม?

ทันทีที่ชายหนุ่มขับรถเข้ามาจอดบริเวณตลาดสดมหาชัยใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวนวัยกลางคนนายหนึ่ง ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมารอต้อนรับอยู่ตรงประตูรถ ราวกับคอยท่าอยู่นานแล้ว

ใช่ครับ ผม... เอ่อ... คงไม่ได้มาช้าไปใช่ไหมครับ?” เอกพลเป็นฝ่ายถามกลับไปบ้าง ด้วยสีหน้าที่ยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเสียชีวิตของภรรยาคุณสุจริต

ไม่ครับ! ไม่ช้าหรอกครับ ทางเราก็ยังตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่เลย เพราะร้อยเวรแกปักใจเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นแค่อุบัติเหตุหรือการฆ่าตัวตายน่ะครับผม” อีกฝ่ายรายงานความคืบหน้าโดยละเอียด แต่กลับยิ่งสร้างความสงสัยให้กับเอกพล เพราะดูเหมือนนี่จะไม่ใช่แค่การพบศพธรรมดาๆ เสียแล้ว

มันมีเงื่อนงำอะไรหรือครับ หรือผมจะเข้าใจผิดไปเอง ที่ว่าพบศพนี่ศพอยู่ในสภาพไหนกันแน่ครับ ร้อยเวรเขาถึงคิดแบบนั้น?” เอกพลนิ่วหน้าเครียดยิ่งกว่าเดิม จนผู้อาวุโสกว่าพลอยยืนย่นหน้าไปด้วย

สงสัยร้อยเวรแกคงเมากลิ่นเลือดน่ะครับผม เลยอธิบายเพี้ยนไป เรียนเชิญผู้กองไปสัมผัสด้วยตาตัวเองดีกว่า ผมสิบตำรวจเอกเก่งกาจ เพชรแจ้ง จะขออนุญาตนำทางไปยังสถานที่เกิดเหตุครับผม!” นายสิบจากสถานีตำรวจท้องที่ยืนทำความเคารพปิดท้ายประโยคคำพูดแบบเป็นพิธีรีตอง สองหนุ่มต่างวัยยืนทำความเคารพกันอย่างตำรวจ ก่อนที่เจ้าบ้านจะเดินนำทางไปยังจุดเกิดเหตุ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟและตลาดสดเท่าใดนัก

เอ่อ... ผู้กองครับ ผมลืมไปเลย อันนี้อุปกรณ์เสริมสำหรับคดีนี้ครับผม”

กลุ่มไทยมุงซึ่งล้วนยืนวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วโมงก่อน ภายใต้โฉมหน้าของ หน้ากากอนามัย รวมทั้งเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหัวใสที่ยังคงเดินขายหน้ากากอนามัย กันอย่างโจ๋งครึ่มชนิดไม่เกรงใจตำรวจ เตือนให้สิบตำรวจเก่งกาจฉุกคิดถึงสิ่งที่เจ้าบ้านควรอำนวยความสะดวกให้แก่อาคันตุกะผู้มาเยือน เพื่อไม่ให้แขกบ้านแขกเมืองต้องตกเป็นเหยื่อการค้าหน้ากากอนามัย เฉกเช่นที่เจ้าบ้านอย่างพวกตนต้องประสบพบเจอมาแล้ว ร้อยเวรของเขาได้กล่าวไว้และเขายังจดจำมันได้ดี

ขอบคุณครับ” เอกพลรับหน้ากากอนามัยผ้าสีขาวสะอาดมา และใช้มันโดยไม่ต้องถามหาเหตุผล ในเมื่อทั้งภาพผู้คนรอบข้างที่ได้เห็น รวมไปถึงคำพูดที่เคยหลุดออกมาจากปากนายสิบตำรวจท้องที่ ซึ่งกำลังเดินแหวกกลุ่มไทยมุง นำหน้าเขาเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุบริเวณรางรถไฟ ก็คงเป็นเสมือนคำตอบที่ดีอยู่แล้ว

 

ขออนุญาตครับ กระผมพาผู้กองเอกพลจากกองปราบปรามมาแล้วครับผม!” สิบตำรวจเก่งกาจเข้าไปรายงานผู้บังคับบัญชา ขณะที่เอกพลซึ่งพึ่งเดินตามหลังเข้ามา ก็ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีภาพอันน่าสยดสยองที่สุดในชีวิตของเขา!!

 

จบตอน

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว