ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#CS [Marietta’s Side] วันที่ดิฉันได้สังเกตเห็น...ถึงโลกนี้ที่งดงาม...

ชื่อตอน : #CS [Marietta’s Side] วันที่ดิฉันได้สังเกตเห็น...ถึงโลกนี้ที่งดงาม...

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2560 15:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#CS [Marietta’s Side] วันที่ดิฉันได้สังเกตเห็น...ถึงโลกนี้ที่งดงาม...
แบบอักษร

 **มุมมองสาวเมด มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องนะคะ ควรอ่าน ก่อน#09**

 

Chapter#CS

 

[Marietta’s Side] วันที่ดิฉันได้สังเกตเห็น...ถึงโลกนี้ที่งดงาม...

  CS-Character's Side

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

          โลกของพวกเรา--สายเลือดเซเลเวียนน์ทั้งหมดนั้นไม่เคยสวยงาม....

 

          หลังจากที่พระเจ้าริบคืนเอาความรักไปจากพวกเรา เซเลเวียนน์ก็หมดอำนาจมนตราลง หากแต่พวกเราไม่เคยหยุดนิ่ง เพื่อที่จะแก้ไขความผิดบาปทั้งหมด ลงทัณฑ์เจ้าพวกคนเขลาเมอเนแควนน์ เซเลเวียนน์บ่มเพาะไว้ซึ่งความแค้น ในที่สุดพวกเราก็สามารถสร้างอาวุธชิ้นใหม่ขึ้นมาได้

 

          ความรักอาจถูกพระเจ้าทวงคืนไป หากแต่กระแสมนตรานั้นคือชีวิตของมนุษย์ ...ยังคงไหลเวียนอยู่ในร่าง ทุกกระแสโลหิตกลั่นเป็นมนตรา ทุกลมหายใจต่างเข้าออกเป็นละอองมานา

 

          พวกเราใช้มันเป็นต้นกำเนิดของวิชาซึ่งจะมาทดแทนความรักของพระเจ้า-----

 

          ดิฉันคิดว่าบางที พวกเราอาจร่วงหล่นลงไปตั้งแต่แองเจิ้ลจากไป และพวกเราอาจจมลงอย่างไม่มีวันหวนกลับนอกจากความฝันเฟื่องนับแต่พระเจ้าเลือกสาปแช่งและเกลียดชังพวกเรา หากทว่า-----

 

          พวกเรากลายเป็นความมืดมิดนับตั้งแต่เลือกที่จะพึ่งพาในสิ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้าอีกต่อไป

 

          เซเลเวียนน์คิดค้นการใช้พลังออร่าจากมานาในร่างกายมนุษย์ เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพทางร่างกายอย่างเหนือขีดจำกัด พวกเราฝึกที่จะกลายเป็นสัตว์ประหลาด มีศาสตราอาวุธเป็นเพื่อนรู้ใจ

 

          -----ไม่มีเซเลเวียนน์คนไหนที่เข่นฆ่าไม่เป็น

 

          กระทั่งดิฉันเอง ก่อนจะได้มารับใช้นายท่านอาซาเซล ---ก็ได้พบกับความทรงจำสีเลือดเข้าซะแล้ว

 

 

 

 

          เซเลเวียนน์ที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นเมดและบัทเลอร์ของท่านอาซาเซล - รวมทั้งดิฉัน - พวกเราต่างมีที่มาที่ไปอันหลากหลาย หากสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเราต่างถูกคัดเลือกมาอย่างดีที่สุด นับตั้งแต่รูปลักษณ์ ความสามารถ กิริยา หรือกระทั่งสายเลือด

 

          เพราะดิฉันนั้นมาจากสายตระกูลที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งสายตระกูลหลักสูงสุดอย่างเดลทีของท่านผู้นำยังไว้ใจในความภักดีของสายตระกูลดิฉัน ทั้งตัวบิดาและมารดาเองต่างก็เป็นเซเลเวียนน์เลือดบริสุทธิ์ไม่มีเจือปนใดๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น กระทั่งคุณสมบัติเฉพาะตัวพื้นฐานของดิฉันก็ยังไร้ตำหนิ

 

          ด้วยสาเหตุทั้งหมดนั้น----

 

          -----ดิฉันจึงได้รับหน้าที่ในการดูแลใกล้ชิดต่อนายท่านอาซาเซลนับตั้งแต่ยังเป็นทารก

 

          ตั้งแต่แรก---นอกจากดวงตาคู่นั้นที่ทำให้ดิฉันตระหนักเสมอว่าร่างตรงหน้าคือ [แองเจิ้ล] ดิฉันก็ยังไม่รู้สึกอะไร

 

          ----กระทั่งวันนั้นที่ท่านอายุได้ราว 6 เดือน

 

          นายท่านอาซาเซลกลับกลายเป็นเด็กทารกที่แสนเงียบขรึม ท่านไม่ร้อง ไม่งอแง ไม่เล่นซน ไม่ออดอ้อน ดิฉันไม่เคยมีลูกจึงไม่อาจทราบว่าท่านแปลกไปจากเด็กคนอื่นๆ มากเพียงใด แต่รับรู้ได้ว่าท่านต่างออกไป

 

 

 

 

          เวลาผ่านไป เนิ่นนานเพียงใด ดิฉันมิได้ใส่ใจนับจนแน่ชัด ...ทุกๆ วันของดิฉันยังคงดำเนินต่อไปเฉกเช่นปกติ

 

          เช่นเดียวกัน นายท่านอาซาเซลเองก็ยังคงเป็นแองเจิ้ลที่แสนงดงามและแสนสง่าเฉกเช่นทุกครั้งไม่ว่าเวลาไหน สถานการณ์ใด ที่น่าตื่นตะลึงคือดิฉันพบว่าออร่าของมานาท่านนั้นแข็งแกร่งขึ้นในทุกๆ ครั้งที่พบกัน

 

          ----นี่คือแองเจิ้ล

 

          ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในใจของดิฉัน

 

          บางครั้งท่านมีการกระทำที่แปลกประหลาด หากแต่แม้ว่าจะนึกสงสัยเพียงใด ดิฉัน - พวกเรา - ได้แต่นิ่งเฉย กลืนกินความรู้สึกและอารมณ์ทุกอย่างให้หายไปเสีย

 

 

 

 

          แองเจิ้ลคืออะไร?

 

          ดิฉันไม่สามารถตอบมันได้อย่างแท้จริง แต่หากจะให้นิยามแล้ว ดิฉันรู้สึกว่า บุตรแห่งพระเจ้าก็คือผู้ที่สามารถเติบโตอย่างสง่างาม และแข็งแกร่งขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดสอนสั่งหรือบอกกล่าว

 

          ...นายท่านอาซาเซลเป็นเช่นนั้น

 

          เมื่อสมควรยืน ท่านยืน เมื่อสมควรวิ่ง ท่านวิ่ง เมื่อสมควรแก่การพูด ท่านพูด

 

          ทุกๆ อย่างพัฒนาไปตามลำดับขั้น โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดสอนสั่ง ทุกการพัฒนาของท่านเป็นไปอย่างรอบคอบและมั่นคง ---- คงไม่มีเด็กคนไหนสามารถเป็นได้เช่นนี้

 

 

          นายท่านอาซาเซล----

 

          ท่านผู้นั้น---ผู้ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความสง่างามตั้งแต่ยังเล็ก เต็มเปี่ยมไปด้วยรัศมีอันเรืองรองของแองเจิ้ลที่ไร้ผู้เทียบเคียง เจิดจ้าเสียจนสายตาพร่ามัว และสายเลือดเซเลเวียนน์ในกายได้ร้องสั่งให้อยากก้มลงคุกเข่าหมอบแทบเท้าคู่นั้นในทุกๆ ครั้งเพียงแค่ท่านมองมา.....

 

 

 

 

 

          ด้วยตัวตนเช่นนั้นของท่าน ดิฉันจึงยิ่งรู้สึกถึงระยะห่างนั้นมากขึ้นทุกที... ทุกที...

 

 

 

          และเมื่อหันมองกลับไป----

 

          ----ดิฉันก็พบว่าข้างกายนายท่านอาซาเซลโดดเดี่ยวเหลือเกิน

 

 

 

          ดิฉันรับรู้แต่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ นายท่านอาซาเซลก็คือแองเจิ้ลผู้งดงาม คือตัวตนที่แสนวิเศษ เพราะเช่นนั้นท่านจึงโดดเดี่ยว ยืนอยู่บนจุดสูงสุดที่ไม่มีใครอาจเอื้อมถึง ---- ไม่เคยมีใครสามารถเข้าไปในโลกของท่านได้

 

 

 

          ดิฉันเคยเข้าใจเช่นนั้น----

 

          -----เข้าใจว่าท่านคือตัวตนผู้สูงส่ง...เคยเข้าใจว่าไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจสามารถยืนอยู่เคียงข้างท่านได้...

 

 

 

          จนกระทั่ง----คนคนนั้นได้ก้าวเข้ามา...

 

 

 

          'ท่านเอลิออตเต้'

 

          พี่ชายแท้ๆ ของนายท่านอาซาเซล......

 

 

 

          ครั้งแรกที่ได้เจอคนคนนั้น เขาช่างเฉยชาและว่างเปล่าราวกับตุ๊กตาแก้วที่แสนงดงามและหม่นหมอง รอยยิ้มบนใบหน้านั้นถึงแม้จะสุภาพแต่กลับกดดันราวกับทุกสิ่งนอกเหนือจากเขานั้นอ่อนแอ....

 

          บางทีอาจจะเป็นเพราะกลิ่นอายแห่งความแข็งแกร่งและออร่ามนตราที่ดุดันของเขา... ดิฉันได้ยินมาว่าท่านเอลิออตเต้นั้นเป็นเซเลเวียนน์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นนี้ แม้แต่ท่านชายจากสายตระกูลหลักอย่างเมียร์ก็ยังพ่ายแพ้ไปในรอบชิงตำแหน่งคนข้างกายนั้น

 

          มีหลายคนนึกเปรียบเทียบท่านเอลิออตเต้กับท่านว่าที่ผู้นำฯ หากแต่เพราะไม่มีคำตอบแน่ชัด ในที่สุดเรื่องราวร่ำลือนี้ก็ได้ถูกลืมเลือนไป

 

          และดิฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขารู้ตัวหรือไม่ หากแต่ทุกๆ คนต่างก็กริ่งเกรงเขาโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตำแหน่ง 'คนข้างกาย' ที่เปรียบดั่งหัวหน้าทั้งหมดของพวกเราเลย

 

 

 

          นายท่านอาซาเซลนั้นเป็นตัวตนที่โดดเดี่ยว----

 

          ----ยืนอยู่ในโลกที่แสนสว่างและสูงส่งอย่างเดียวดาย...

 

          ....

 

          และ---ท่านเอลิออตเต้เองก็มีตัวตนที่โดดเดี่ยวเช่นกัน

 

          -----กระทั่งคนทั้งคู่ได้พบกัน สายสัมพันธ์บางสิ่งก็ได้ถูกถักทอขึ้นอย่างงดงาม...

 

 

 

          ดิฉันไม่แน่ใจนักว่ามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่ท่านเอลิออตเต้มักจะมีรอยยิ้มที่ 'พิเศษ' ในหลายๆ ความหมายเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้านายท่านอาซาเซล และนายท่านอาซาเซลเองก็มีการแสดงออกที่ 'พิเศษ' ต่อท่านเอลิออตเต้เช่นกัน

 

 

 

          -----มันค่อยๆ ถักทอไปทีละน้อย ในที่สุดก็แข็งแกร่งและไม่อาจทำลายมันลงได้อีกต่อไป...

 

 

 

          หลังจากเหตุการณ์สาดน้ำชาที่สวนต้องห้ามฤดูใบไม้ผลิในปีนั้น เรื่องราวหลายอย่างได้เกิดขึ้นภายในคฤหาสน์หลักของเซเลเวียนน์เขตนี้...

 

          ...ความเปลี่ยนแปลงของท่านเอลิออตเต้หลังเหตุการณ์นั้นหันไปในทิศบวก ขณะที่เมดบัทเลอร์หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยและเข้าใจในตัวของนายท่านอาซาเซลดี จึงได้รู้สึกหวั่นเกรงหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น

 

          ----หากแต่ดิฉันไม่ใช่

 

          เพราะว่าได้รับใช้นายท่านอาซาเซลมาอย่างยาวนาน อาจจะเป็นหนึ่งในคนที่ัรับใช้ท่านมายาวนานที่สุด ดิฉันจึงรู้ดีว่านายท่านอาซาเซลไม่ใช่คนร้ายกาจ ถึงจะไม่ชอบยิ้ม แต่ก็ไม่ตำหนิหรือดุด่าใครโดยง่าย อาจจะไม่แสดงออกว่าใจดีมาตรงๆ แต่หลายครั้งก็คิดถึงคนรอบตัวแม้จะไม่มีใครทันสังเกต

 

          ----ดิฉันรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยน

 

          แม้ว่านายท่านอาซาเซลจะค่อนข้างมีอารมณ์ที่รุนแรง ในแง่ที่ว่ามักจะฉุนเฉียวหรือไม่พอใจอะไรได้ง่าย ทว่าสุดท้ายสิ่งที่ท่านทำในเวลานั้นก็คือไล่พวกเราออกไปและอยู่คนเดียวเงียบๆ

 

          หลายครั้งดิฉันคิดว่าท่านอาจจะเหงา ไม่สิ--- ท่านคงจะเหงา

 

          แต่ถึงดิฉันจะเศร้าและเข้าใจ ดิฉันก็ไม่อาจก้าวข้ามผ่านเข้าไปยังโลกของท่านได้อยู่ดี

 

          ----สายเลือดและจิตวิญญาณของดิฉันไม่ยอมรับมัน

 

          หากแต่ตอนนี้มันไม่เป็นไรแล้ว...

 

          เพราะข้างกายของท่านไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป มันยังมีเขาคนนั้นอยู่เคียงข้าง

 

           ...

 

 

          'ท่านเอลิออตเต้'

 

           ...

 

 

          นับตั้งแต่คนผู้นี้ปรากฎตัว บนใบหน้าของนายท่านอาซาเซลมักจะมีรอยยิ้มปรากฎขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ถึงจะไม่ใช่รอยยิ้มที่บริสุทธิ์นุ่มนวลแบบที่ควรจะเป็น หากแต่เมื่อเทียบกับใบหน้าเรียบเฉยของท่านในอดีตแล้วทุกอย่างก็ดีกว่ามาก

 

          ดิฉันรู้สึกโล่งใจจริงๆ

 

          แม้กระทั่งท่านเอลิออตเต้เอง รอยยิ้มเฉยชาและหน้ากากอันว่างเปล่านั้นก็ค่อยๆ ถูกเติมเต็มเข้าไปอย่างเชื่องช้าและอ่อนโยน สายตาของเขามักจะจดจ่ออยู่กับนายท่านอาซาเซลเสมอ รับรู้ความต้องการของท่านได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าผู้ใด

 

          ดิฉันรู้สึกนับถือมากจริงๆ

 

          ...ราวกับว่าได้พ่ายแพ้ให้กับความพยายามและความรักของคนผู้นี้

 

          ต้องรักอยู่มากเพียงใดกัน? ท่านเอลิออตเต้จึงสามารถมองเห็นนายท่านอาซาเซลได้ทุกสิ่งราวกับโลกทั้งใบของเขาก็คือนายท่านอาซาเซล?

 

 

 

 

          ท่านเอลิออตเต้นั้น ยามที่อยู่เบื้องหน้านายท่านอาซาเซลกับยามที่อยู่กับพวกเราแล้วนั้นแตกต่างกันมาก

 

          ------เพราะว่านายท่านอาซาเซลนั้นพิเศษ

 

          รอยยิ้มของเขาจึงปรากฎอยู่เพียงเพื่อนายท่านอาซาเซลเพียงเท่านั้น

 

          ทว่าเมื่อยามไม่มีนายท่านอาซาเซลอยู่นั้น ท่านเอลิออตเต้เป็นคนที่น่ากลัว --- น่ากลัวในแบบที่น่ากลัวจริงๆ --- เขามักจะมองมาที่พวกเราด้วยสายตาประหลาดที่ทำให้ขนลุกชัน ดิฉันไม่อาจทราบว่าเขาคิดเช่นไรอยู่ หากแต่มันช่างเป็นดวงตาที่น่ากลัวอย่างแท้จริง

 

          หลายครั้งเขามักจะปรากฎตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่มีใครสามารถสังเกตเห็น เฝ้ามองพวกเรา และเริ่มลงมือกระทำบางสิ่งอย่างไร้ความปราณีในทันที หากว่าพวกเราล้ำเส้นเกินไปแม้เพียงนิดเกินกว่าที่ควรจะเป็นต่อนายท่านอาซาเซล

 

          นอกจากนี้ ท่านเอลิออตเต้ยังเอาใจใส่ในรายละเอียดเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องอาหารการกิน อุปกรณ์เครื่องใช้ และอุปกรณ์จิปาถะทั้งหมด เขาจะตรวจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกสิ่งที่มอบให้แก่นายท่านอาซาเซลจะต้องไร้ตำหนิและได้มาตรฐาน ไม่สิ-- เกินกว่ามาตรฐานเสมอ

 

          หากผิดพลาดไป เช่นกันที่เขาจะไร้ความปราณีในทันที

 

          ทว่า-----

 

          ระดับความสมบูรณ์แบบที่ท่านเอลิออตเต้ต้องการนั้น บางครั้งดิฉันก็ไม่เข้าใจมากนัก

 

          เคยมีเมดคนหนึ่งเผลอทำถ้วยชาชุดโปรดของนายท่านอาซาเซลหล่นแตก ในขณะที่เธอหวาดกลัว ท่านเอลิออตเต้เพียงตำหนิและลงโทษกักบริเวณอย่างเหมาะสม

 

          และเคยมีเมดคนหนึ่ง 'เผลอ' ทำเส้นผมของเธอร่วงหล่นไว้บนเตียงนอนของนายท่านอาซาเซล

 

          -----หลังจากนั้นดิฉันไม่เคยได้เห็นเธออีกเลย

 

 

 

 

          ครั้งต่อมา ดิฉันไม่แน่ใจว่ามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อใด หากแต่นายท่านอาซาเซลเริ่มคัดเลือกเหล่าเมดและบัทเลอร์ออกไปทำหน้าที่อื่นอย่างเงียบๆ คนรอบข้างที่คอยติดตามท่านเริ่มลดน้อยลง น้อยลง...

 

          ดิฉันรู้สึกว่าโชคดีที่ไม่ได้ถูกย้ายไปทำหน้าที่อื่น

 

          ส่วนสำหรับท่านเอลิออตเต้นั้น ดิฉันไม่คิดว่าเขาจะถูกย้ายไปทำหน้าที่อื่นแน่แท้อยู่แล้ว

 

          -----เพราะว่าเขานั้น 'พิเศษ' ออกไป

 

          ไม่ใช่เพราะตำแหน่งคนข้างกาย หากแต่พิเศษออกไปในสายตาของนายท่านอาซาเซล

 

          ดิฉันไม่แน่ใจว่ามันมีความอิจฉาริษยาซุกซ่อนอยู่ในใจของดิฉันหรือไม่ หากแต่ทุกครั้งที่หัวใจเริ่มดำมืด เมื่อได้มองภาพพวกเขาที่ยืนอยู่ข้างกัน ราวกับอยู่ในโลกที่ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ ดิฉันก็ได้แต่ยอมรับมัน

 

          อย่างน้อยท่านเอลิออตเต้ก็สามารถมอบสิ่งที่นายท่านอาซาเซลต้องการได้

 

          'ความอบอุ่น'

 

          ดิฉันคิดว่านั่นอาจเป็นสิ่งที่นายท่านอาซาเซลขาดไป

 

          -----และโหยหามัน

 

 

 

 

          มีครั้งหนึ่ง วันนั้นเป็นเวรของดิฉันในการปฏิบัติการรับใช้นายท่านอาซาเซลในยามเช้า แต่ที่ดิฉันไม่คาดคิดไว้ก็คือการได้พบท่านเอลิออตเต้อยู่ในห้องนอนของนายท่านอาซาเซล

 

          -----อยู่บนเตียงนอนเดียวกัน

 

          โลกของดิฉันหมุนติ้ว รู้สึกเหมือนความเชื่อทั้งหมดพังทลาย ราวกับว่าไม่อาจสามารถเชื่อสายตาของตัวเองได้

 

          ในระหว่างที่ดิฉันกำลังตื่นตะลึงและรู้สึกไม่อาจยอมรับได้ต่อความจริงนี้ ท่านเอลิออตเต้ก็ได้จ้องมองมาด้วยดวงตาที่น่ากลัวจนตัวของดิฉันสั่น สายเลือดในร่างกรีดร้องอย่างหวาดผวาและหวาดกลัว รอยยิ้มของเขายังคงฝังลึกอยู่ในหัวใจของดิฉันกระทั่งทุกวันนี้

 

          หากให้ดิฉันนิยาม มันเป็นรอยยิ้มของ 'ปีศาจ'

 

          ท่านเอลิออตเต้แย้มยิ้มออกมาแบบนั้น แล้วเอ่ยบอกให้ดิฉันจากไป พร้อมกับคำสัญญาว่าจะไม่มีทางเอ่ยบอกสิ่งที่ดิฉันเห็นออกไปไม่ว่าเช่นไรก็ตาม

 

          -----ราวกับเป็นคำสัญญาต่อ 'ปีศาจ' ไม่มีผิด

 

          ดิฉันจำเป็นต้องยอมรับต่อคำสัญญานั้น ในระหว่างที่กำลังรู้สึกคิดว่าท่านเอลิออตเต้อันตรายเกินไป อันตรายเกินกว่าจะคู่ควรอยู่เคียงข้างนายท่านอาซาเซลที่แสนวิเศษนี้

 

 

 

          ตอนนั้นเองเสียงของ 'เทวดา' ก็ได้ดังขึ้น

 

 

 

          "หืม? ตื่นแล้วหรือครับ? ท่านอาร์ส?"

 

          น้ำเสียงที่นุ่มนวล อ่อนหวาน เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักราวกับแสงสว่างทั้งหมดทั้งมวลของโลกทั้งใบ

 

          ----ดิฉันไม่อาจห้ามตัวเองได้ หากแต่ได้แต่หันหลังกลับไปทั้งๆ ที่ไม่ควร

 

          มือของดิฉันยังแตะค้างไว้ที่ลูกบิดประตู เหม่อมองภาพอันสวยงามตรงหน้าด้วยหัวใจที่ัสั่นไหว....

 

          "อือ.... เอลิออธเหรอ.....?"

 

          น้ำเสียงที่ไร้ความระมัดระวังตัวและเกราะป้องกันถึงเพียงนั้นของนายท่านอาซาเซล ดิฉันเพิ่งจะเคยได้ยินมันเป็นหนแรก น้ำเสียงที่ราวกับว่าท่านนั้นเป็นเพียงเด็กน้อยตัวเล็กคนหนึ่งอย่างแท้จริงเพียงเท่านั้น

 

          "ครับ ผมเอง"

 

          "ยัง...ไม่อยากตื่นเลย...."

 

          พวกเขา...มองดูราวกับภาพวาด....

 

          ....ภาพวาดของเทวดาสองพี่น้องบนเตียงนอนสีขาว...ผ้าม่านโปร่งแสงพลิ้วไหวสะบัดราวกับปุยเมฆบริสุทธิ์...

 

          "ถ้าเช่นนั้นก็นอนต่ออีกนิดเถอะครับ"

 

          สิ้นเสียงนั้น ริมฝีปากของท่านเอลิออตเต้ก็ตราประทับลงที่หน้าผากของนายท่านอาซาเซลอย่างนุ่มนวล...

 

          ----หัวใจของดิฉันสั่นไหวจนแทบกระดอนออกมาจากอก...

 

 

 

 

          ...ทุกอย่างพร่างพรายไปทั้งหมด

 

          ...งดงามเสียจนตาของดิฉันแตกพร่าระยิบระยับ

 

 

 

          วันนั้นเองที่ดิฉันเพิ่งจะได้เริ่มต้นสังเกตเห็น...ถึงโลกนี้ที่งดงาม....

 

 

 

          และหลังจากวันนั้น...

 

          ...ดิฉันก็คอยเฝ้ามองโลกที่งดงามนี้ต่อไปด้วยหัวใจสุขสงบ

 

 

 

          นายท่านอาซาเซลที่มีท่านเอลิออตเต้อยู่เคียงข้างนั้น--- ไม่อยากจะให้ภาพนี้เลือนหายไปเลยล่ะเจ้าค่ะ....

 

 

 

          จนกระทั่ง---- พวกเขาได้เข้ามา....

 

          -----สายตระกูลเมียร์

 

 

 

 

 

          วันนั้นที่นายท่านอาซาเซลใกล้ถึงกำหนดการณ์ที่จะต้องเข้าพิธีเพื่อรับสืบทอดพลังแห่งความเป็นแองเจิ้ลนั้น เพราะว่าไม่มีผู้ใดสามารถติดตามท่านไปได้ ในใจของดิฉันรู้สึกหวั่นเกรง----

 

          ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วที่อารมณ์ของท่านเอลิออตเต้ดูจะไม่ปกตินัก และยิ่งสั่นไหวอย่างน่ากลัวมากขึ้นเมื่อวันพิธีกรรมใกล้เข้ามา พฤติกรรมดังกล่าวนั้นยิ่งทำให้ดิฉันรู้สึกหวั่นใจมากขึ้น

 

          -----คุณรู้อะไรมากันแน่คะ...? ท่านเอลิออตเต้?

 

          เพราะอารมณ์ที่ไม่คงที่ของท่านเอลิออตเต้ทำให้เขาดูน่ากลัวกว่าทุกทีจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ คนที่จะเรียกรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าเขาได้มีเพียงแต่นายท่านอาซาเซล

 

          ดิฉันเฝ้ามองทุกอย่างอยู่อย่างใกล้ชิด

 

          ก่อนจะค่อยรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นท่าทางของนายท่านอาซาเซลที่ดูจะควบคุมทุกอย่างได้ - มันน่าจะไม่มีปัญหา - ท่านเอลิออตเต้อาจจะกังวลมากเกินไปจนไม่ทันสังเกต เพราะเมื่อเป็นเรื่องของนายท่านอาซาเซลแล้วเขามักจะคิดกังวลมากกว่าปกติอยู่เสมอ

 

          ดิฉันเฝ้าภาวนาให้ทุกสิ่งผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

 

          และแล้ววันนั้นก็มาถึง-----

 

 

 

 

          พวกเราเดินทางออกจากเขตหวงห้ามของแองเจิ้ล เหล่าเมดบัทเลอร์ทั้งหมดทั้งคุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้า เพราะบางส่วนก็ถูกโยกย้ายไปบริเวณอื่นบ้างแล้วนั้น ต่างก็มารวมตัวกันทั้งหมด

 

          -----พวกเราต่อแถวเป็นขบวนยาวเหยียด มีความสำรวจและจริงจังมากกว่าทุกที

 

          นำหน้าด้วยนายท่านอาซาเซลและท่านเอลิออตเต้ - และดิฉันอยู่ค่อนไปทางหัวแถว

 

          ตลอดสองข้างทางมีเหล่าเซเลเวียนน์สายตระกูลหลักและตระกูลสูงทั้งหลายยืนเรียงรายอยู่เพื่อหวังจะได้พบหน้านายท่านอาซาเซลสักครั้ง

 

          นั่นสินะ ดิฉันอาจจะได้เฝ้ามองนายท่านอาซาเซลมาถึงหกปี-----

 

          -----แต่สำหรับพวกเขา ...โอกาสไม่เคยมาถึง

 

 

          เลือดในกายของดิฉันร่ำร้องยินดี ยิ่งยามเมื่อพวกเรามาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูอาคารพิธี เลือดในกายก็ยิ่งเดือดพล่านด้วยคำว่า [โชคชะตา]

 

          จิตวิญญาณของดิฉันกู่ร้อง หากเมื่อเมียงมองไปทางนายท่านอาซาเซลและท่านเอลิออตเต้ก็พลันตื่นตระหนก

 

          สายตาของพวกเขาแลกเปลี่ยนความห่วงใย นั่นทำให้ดิฉันอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองเหล่าเซเลเวียนน์คนอื่นๆ ..ไม่--- พวกเขายังไม่รู้ตัว โชคดีที่มีเพียงดิฉันซึ่งได้สังเกตคนทั้งคู่มาอย่างลึกซึ้งเท่านั้นจึงเข้าใจสายตาเหล่านั้น

 

          แต่แล้ว-----

 

          ----จิตใจของดิฉันก็กรีดร้องด้วยสัญญาณอันตราย

 

          ท่านเอลิออตเต้เลือกที่จะละทิ้งทุกอย่าง ทั้งตัวตนทุกสิ่ง ประเพณี กฎระเบียบ โชคชะตา เพียงเพื่อที่จะไขว่คว้านายท่านอาซาเซลไว้

 

          กระซิบร้องเอ่ยขอคำพูดที่ไม่มีผู้ใดกล้า

 

          [ขอให้กลับมา]

 

          [ขอให้อย่าทิ้งไป]

 

          [ขอให้อย่าหายไป]

 

          คำพูดเหล่านั้นเอง ---ก็ดังวนเวียนอยู่ในจิตใจของดิฉัน

 

          -----หากไม่กล้าเอื้อนเอ่ย...

 

 

 

          ใช่แล้ว ท่านเอลิออตเต้นั้น 'พิเศษ' ก็เพราะว่าเขาได้ก้าวเข้าไปสู่โลกของนายท่านอาซาเซล ถูกตอบรับ ถูกโอบกอดไว้ด้วยฝ่ามือคู่นั้นที่แสนอบอุ่น-----

 

          ...

 

          "ฉัน...จะกลับมา"

 

          ....ได้รับรอยยิ้มที่งดงามนั้น

 

          "เพราะงั้น..ยิ้มสิ"

 

          ....ได้รับความสำคัญ

 

          "ยิ้มให้ข้า...เอลิออธ"

 

          ....โลกที่สว่างไสวใบนั้น....ได้เปิดรับ 'เขา' เข้าไป....

 

          ....

 

 

          ดิฉันรู้สึกอิจฉาริษยา---

 

          -----แต่ที่เหนือกว่านั้น...คือความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ในครั้งนั้นเอง

 

 

 

 

          ท่านเอลิออตเต้เลือกแล้ว เลือกที่จะเดิมพันทุกสิ่ง เขาสามารถยินยอมสูญเสียทุกสิ่งอย่าง

 

          -----ยกเว้นนายท่านอาซาเซล

 

 

 

 

          แล้วดิฉันเล่า?

 

          ดิฉัน----ก็ควรที่จะเลือกได้เสียที

 

 

 

          ไม่เพียงแต่สังเกตเห็น ไม่เพียงแต่เฝ้ามอง----

 

          -----ถึงเวลาแล้วที่ดิฉันจะต้องลงมือ

 

 

 

          เลือกเส้นทางโชคชะตาแห่งอนาคตนี้เสียที-----

 

          -----ต่อให้จุดจบคือการมอดไหม้ไปก็ตาม

 

 

 

          ท่านเอลิออตเต้สอนให้ฉันได้รู้ว่า หากต้องการ แค่เพียงเฝ้ามองนั้นไม่เพียงพอ - ไม่อาจทำให้ได้รับมันมา

 

          -----ดิฉันอาจจะ 'รัก' นายท่านอาซาเซลอย่างลึกล้ำ หากแต่ดิฉันจะไม่มีทางได้รับความไว้ใจ และสายตาที่มองมา หากว่าดิฉันยังกระทำเช่นคนไร้ตัวตนในสายตาของท่านต่อไปเช่นนี้

 

 

 

          -----อยากได้บางสิ่ง ดิฉันต้องวางเดิมพัน

 

 

 

          ดิฉันมองท่านชายแห่งสายตระกูลเมียร์ - ท่านเมลเซฟาร์ - ท่านชายผู้พ่ายแพ้ให้แก่ท่านเอลิออตเต้ในท้ายที่สุดจนต้องสูญเสียตำแหน่งคนข้างกายนายท่านอาซาเซลไป

 

          -----อาจเป็นความแค้น? ริษยา? อาฆาต? เจ็บปวด?

 

          ดิฉันคงไม่ทราบเพราะดิฉันไม่ใช่ 'เขา'

 

          แรกเริ่มไม่มีสายตระกูลใดสามารถแตะต้องท่านเอลิออตเต้ได้เพราะมันไม่มีเหตุผลให้ลงมือกระทำ แต่ดิฉันเองก็รับรู้ดีว่าหลายตระกูลเฝ้าหมายตาตำแหน่งของท่านเอลิออตเต้นั้นไว้ ...เพื่อส่งมอบมันให้กับคนของตัวเอง

 

          -----ยิ่งมองเห็นนายท่านอาซาเซลเปิดใจให้แก่ท่านเอลิออตเต้

 

          ความเพ้อฝันที่ว่าอาจจะ 'ควบคุม' นายท่านอาซาเซลได้ผ่านทางตำแหน่งที่ว่านี้จึงบังเกิดขึ้น

 

          -----แพร่กระจายลุกลามดุจดั่งเนื้อร้าย

 

          สายตระกูลเมียร์ใช้เหตุผลนั้นในการสั่งปลดท่านเอลิออตเต้ และเพราะสายตระกูลหลักสูงสุดอย่างเดลทีไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว ท่านผู้นำตระกูลได้เริ่มวางมือเพื่อส่งต่อตำแหน่งให้คนรุ่นใหม่ ส่วนท่านว่าที่ผู้นำฯ เองก็ยังอยู่ในอาคารพิธีนั้น

 

          -----ทุกอย่างเป็นใจให้เกินไป

 

          ดิฉันได้แต่บอกให้ตัวเองใจเย็นและคิดให้มากๆ มองดูท่านเอลิออตเต้ที่ถูกคุมตัวจากไป

 

 

 

          ดิฉันเลือกแล้ว เลือกที่จะเดิมพันทุกสิ่ง

 

          -----และดิฉันนี่เองที่จะเป็นหมากสำคัญซึ่งทำให้แผนการของพวกมันล่มสลาย

 

 

 

          ดิฉันต้องใจเย็น ใจเย็นเข้าไว้

 

          -----โลกนี้ที่สวยงามน่ะ ดิฉันจะปกป้องเอาไว้เอง....

 

 

 

          คิดอยู่แบบนั้น ขณะเหม่อมองไปยังฟากฟ้าสว่างเจิดจ้าเหนืออาคารพิธีและตัวคฤหาสน์ทั้งหมด ฝนขนนกสีขาวได้ร่วงหล่นลงมา ยามแตะสัมผัส มันอ่อนโยน-----

 

 

 

          นายท่านอาซาเซลได้กลายเป็น [แองเจิ้ล] โดยสมบูรณ์แล้ว...

 

          ดังนั้น----ทุกๆ อย่างจะต้อง...ไม่เป็นอะไร.....

 

 

 

          เพราะดิฉันต้องการเฝ้าสังเกตนายท่านอาซาเซลและท่านเอลิออตเต้ ดังนั้นจึงได้กระทำหลายสิ่งไว้อย่างรอบคอบ หนึ่งในนั้นคือดิฉันปลอมแปลงออร่าส่วนหนึ่งของดิฉันแฝงไปกันกับออร่าของท่านเอลิออตเต้ และเลือกที่จะจดจำกลิ่นอายพิเศษและลักษณะมานาของพวกเขาทั้งสองไว้อย่างลึกซึ้ง

 

          -----โชคดีจริงๆ ที่ดิฉันรอบคอบไว้ก่อน

 

          ดิฉันแอบลอบออกไปจากคฤหาสน์หลักในเขตของนายท่านอาซาเซล ขณะนี้ท่านนั้นยังคงหลับใหลอยู่ และสายตระกูลเมียร์ก็ยึดครองพื้นที่ข้างกายนายท่านอาซาเซลไปจนหมดสิ้น

 

          -----สายตระกูลเดลทีไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร ค่อนข้างทำให้ดิฉันแปลกใจ

 

          ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่เพราะสายตระกูลเดลทีสั่งห้ามไว้ พวกเมียร์จึงไม่อาจเคลื่อนย้ายท่านเอลิออตเต้ออกไปจากคฤหาสน์หลักได้

 

          -----นับว่าเป็นโชคดีของดิฉัน

 

          เพราะสายตระกูลเมียร์เลือกใช้งานแต่คนของตัวเอง จึงสะดวกมากที่ดิฉันจะออกเคลื่อนไหว และเพราะสายตระกูลเดลทีห้ามไว้ไม่ให้เคลื่อนย้ายท่านเอลิออตเต้ออกไป การตามหาเขาจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก

 

 

 

 

          ดิฉันมาถึงคุกใต้ดินที่คุมขังในที่สุด มองเข้าไปในความมืดที่มีเพียงแสงสลัว เสียงหยดน้ำหยดดังติ๊งๆ เป็นจังหวะสุดแสนจะหลอนประสาท จมูกได้กลิ่นเลือดเจือจาง

 

          ดวงตาของดิฉันวาวโรจน์ขึ้นมา --- พวกแกจะไม่ได้รับการให้อภัย!

 

 

          -----ดิฉันจะเฝ้ารอการลงทัณฑ์ของแองเจิ้ลที่จะมาถึงพวกคุณ....!

 

 

          คิดแบบนั้นแล้วค่อยๆ สงบหัวใจลง หยิบตะเกียงออกมาจุดไฟเชื่องช้า แสงสีส้มแผ่ขยายออก รุกรานความมืดมิดให้หมดไป ...และแล้วดิฉันก็ได้มองเห็นร่างนั้นในกรงขัง

 

          เสื้อผ้าเปรอะขาด ผิวกายซีดเซียว รอยแดงคล้ำปะปนกับแดงสดเลือนลางบนผิวนั้น

 

 

 

 

          -----หากแววตาของเขาเลื่อนลอย

 

          ว่างเปล่ายิ่งกว่าวันแรกที่พวกเราได้พบกัน----

 

 

 

          ท่านเอลิออตเต้มีนายท่านอาซาเซลเป็นโลกทั้งใบ---

 

          -----เวลานี้เขากลับถูกพรากออกมาจากโลกใบนั้น

 

 

 

          หัวใจของดิฉันเจ็บปวด.....

 

          และแล้วดิฉันก็เลือกที่จะคุกเข่าลง วางตะเกียงไว้ที่พื้นเบื้องหน้า

 

 

 

          -----หัวใจตัดสินแล้วที่จะเอ่ยปฏิญาณ...

 

 

 

          "ท่านเอลิออตเต้...." ดิฉันเอ่ยกระซิบ "ดิฉัน มารีเอตต้า ลูฟา เซเลเวียนน์----"

 

          ค่อยๆ เปลี่ยนท่าเป็นการเอ่ยสาบานปฏิญาณตนอย่างสูงสุดช้าๆ.....

 

 

 

 

          "ขอให้สัตย์สาบานแก่ท่าน ---ว่าดิฉันผู้นี้จะปกป้องนายท่านอาซาเซลไว้เอง..."

 

 

          ดวงตาของดิฉันนิ่งสงบ เชื่อมั่น เฝ้ามองไปยังดวงตาเลื่อนลอยคู่นั้นอย่างมั่นคง

 

 

 

 

          "สถานที่ข้างกายของนายท่านอาซาเซลนั้นมีเพียงท่านเอลิออตเต้เท่านั้นที่คู่ควร... และดิฉันจะช่วยรักษามันไว้ให้ท่านอย่างแน่นอน..."

 

          "เพราะอย่างนั้น--- ได้โปรดเข้มแข็งไว้เถิดนะคะ"

 

 

 

 

          แววตาเลื่อนลอยคู่นั้นเริ่มกระพริบแสงอย่างอ่อนจาง....

 

 

 

          "ฝาก 'ท่านอาร์ส' ด้วย.... ผมไว้ใจคุณนะ มารี"

 

 

 

          นั่นเป็นเสียงของ 'เทวดา' -----

 

          -----เทวดาผู้ถูกพวกมันย่ำยีซึ่งความรัก

 

 

 

          "ด้วยชีวิตของดิฉัน.... ความปราถนานั้นดิฉันจะรักษาไว้เองค่ะ"

 

 

 

          ----และพวกเราจะต้องลงทัณฑ์พวกมัน

 

 

 

 

          ใช่แล้ว....

 

 

 

          โลกที่สวยงามใบนี้.... ดิฉันจะปกป้องมันไว้เอง....

 

          -----ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม

 

 

 

          [END:Marietta's Side, วันที่ดิฉันได้สังเกตเห็น...ถึงโลกนี้ที่งดงาม]

 

 

 

 

 

           //วกเรือกลับเนื้อเรื่องหลักแล้วววว~ มาต่อจากหมาเข้าคุกกันเถอะ!

           //วันนี้นำเสนอ 'มารีเอตต้า' เมดสาวผู้กลายเป็นสาววายไม่รู้ตัว--- พวกเซเลเวียนน์นั้นมองโลกไม่สวยค่ะ (ก็ตระกูลถูกทำร้ายด้วยความแค้นและสิ้นหวังมา 300 ปี) เติบโตมาไม่ดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะสายตระกูลเล็กๆ ที่ไร้ชื่ออย่างเจ้าหมา หรือสายตระกูลชั้นสูงที่ถึงจะไม่ใช่ตระกูลหลักแต่ก็มีเกียรติอย่างคุณเมด จนวันที่เธอได้เปิดประตูสู่โลกใหม่ โลกแห่งวาย----แค่กๆๆๆๆ!!! เอ้ยยย โลกแห่งความภักดีต่อนายเหนือ(?)

          ----ก็เลยตั้งใจไว้แล้วว่าจะเดิมพันทุกสิ่งเพื่อปกป้องความสัมพันธ์และโลกอันงดงามนี้

          เพราะเป็นสาวเมดตระกูลเซเลเวียนน์ก็เลยไม่ธรรมดาไม่ใช่น้อย ตระกูลนี้ อธิบายจากพลังที่พวกเขาใช้ก็น่าจะรู้กันแล้วเนอะ เรียกว่าเป็นตระกูลนักฆ่าแทนผู้พิทักษ์ไปแล้วก็ว่าได้ล่ะ สิ่งที่ตระกูลนี้เก่งคือการลอบสังหาร การเข่นฆ่า การใช้อาวุธ และการเป็นหนึ่งเดียวกันกับความมืด...

          ----ก็เพราะเป็นศาสตร์และพลังที่ถูกสร้างมาด้วยความแค้นในช่วงระยะเวลา 300 ปีที่ผ่านมานี้นี่นา~

          มารีเอตต้านั้นเป็นเหมือนภาพสะท้อนกลายๆ ของเอลิออตเต้ในเกม คือปราถนาจะอยู่เคียงข้างอาซาเซล แต่กลับไม่เคยกล้าเดินเข้าไปจริงๆ ..จึงได้แต่มอง แต่---ตอนนี้พอเห็นเจ้าหมาเลือกทางเดินแล้ว เธอเองก็เลยตัดสินใจเลือกแล้วเหมือนกัน มาปฏิวัติตระกูลเซเลเวียนน์กันเถอะค่ะ! ----ส่วนสายตระกูลเดลทีนั่นน่ะ พวกเขาเหมือนจะคิดอะไรได้การณ์ไกลกว่านะเจ้าพวกเมียร์ โฮะๆๆ (ไอ้แก่ที่อาร์สคุงเจอในห้องพิธีก็คนของตระกูลเมียร์ค่ะ---- แค่ก!)

----------------------------------

ตอบคอมเม้นต์

ศิริรัตน์ : ดีใจที่อ่านแล้วสนุกนะค้า~ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ด้วยจ้า~

 

 

 

ความคิดเห็น