ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#SP [God’s View] Eliotte’s 14th Birthday ของขวัญวันเกิดของคุณพี่ชายพ่อบ้าน

ชื่อตอน : #SP [God’s View] Eliotte’s 14th Birthday ของขวัญวันเกิดของคุณพี่ชายพ่อบ้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2560 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#SP [God’s View] Eliotte’s 14th Birthday ของขวัญวันเกิดของคุณพี่ชายพ่อบ้าน
แบบอักษร

 **เป็นตอนพิเศษค่ะ ถ้าค้างกับเนื้อเรื่องหลักสามารถอ่านข้ามก่อนได้**

 

Chapter#SP

 

[God’s View] ของขวัญวันเกิดของคุณพี่ชายพ่อบ้าน

 #SP-special

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

[อีเว้นท์พิเศษที่ไม่เกิดขึ้นในเกม ::Eliotte’s 14th Birthday]

[คำเตือน: หมายันโชตะค่อนหนักมากในบทนี้(?)]

[ย้อนเวลากลับไปก่อนพิธีแองเจิ้ล]

 

 

 

ดวงตะวันได้ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ทุกอย่างค่อยๆ ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดในยามราตรี เมฆขาวถูกย้อมกลายเป็นสีเทา ลอยเคลื่อนผ่านม่านนภาบดบังดวงดาราและดาวเดือนที่ส่องแสงสว่างนั้นอย่างแช่มช้า

 

เงาร่างหนึ่งบดบังปิดซ่อนตัวเองไว้ในความมืด ทั้งเรือนผมสีราตรีและชุดสีรัตติกาลนั่น ราวกับพระบุตรแห่งค่ำคืน กลืนกันไปกับความมืดมิดในเวลานี้

 

เงาร่างนั้นเคลื่อนไหวอยู่อย่างไร้เสียง หลบหลีกสายตาทหารยามและเหล่าคนรับใช้ในคฤหาสน์หลังใหญ่ สายตาจดจ้องเป้าหมายไปยังบริเวณระเบียงใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกันกับห้องนอนส่วนตัวของผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในคฤหาสน์หลักเซเลเวียนน์แห่งนี้

 

ภายในห้องนั้นมืดสนิทบ่งบอกว่าบุคคลในห้องนั้นได้จอมจมอยู่ในห้วงนิทรา

 

แน่ล่ะ ก็นี่มันเกือบจะเที่ยงคืนแล้วนี่นา...

 

ร่างซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืดใต้เงาต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างจากระเบียงนั้นเอื้อมหยิบนาฬิกาพกเรือนหรูออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ดวงตาสีอำพันหม่นซึ่งดูจะส่องสว่างท่ามกลางความมืดนั้นจดจ้องยังเข็มนาฬิกาอย่างตั้งใจ

 

ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก~ ติ๊ก~

 

กึ๊ง~

 

เสียงดังบ่งบอกถึงเข็มนาฬิกาที่วนเวียนบรรจบครบชั่วโมง ดวงตาอำพันคู่นั้นจึงเปล่งประกายวาววับอย่างยินดี

 

ในที่สุด... ก็ถึงเที่ยงคืนจนได้

 

เขาเก็บนาฬิกากลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ก้าวออกมาจากเงามืดของต้นไม้ใหญ่ไปหยุดอยู่เบื้องหน้าใต้โถงระเบียงนั้น หยิบคว้าเอาตะข้อเชือกออกมาจากใต้ชุดคลุม เหวี่ยงมันเข้าไปเกี่ยวเข้ากับราวระเบียงอย่างชำนาญ แล้วโหนตัวเองปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว

 

ด้วยความคุ้นเคย ผู้บุกรุกยามวิกาลนั้นเดินผ่านระเบียงไปกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าประตูระเบียงซึ่งปิดล็อคสนิทอย่างแน่นหนา คว้าเอากุญแจซึ่งได้เตรียมไว้ออกมา

 

กิ๊ก..กิ๊ก...กึก!

 

ไขเปิดอย่างไม่ร้อนรน และในที่สุดบานประตูก็ถูกเปิดออก... สายลมพลิ้วจากด้านนอกพัดผ่านเข้ามา พัดเอาผ้าม่านโปร่งบางปลิวไสว เมฆหม่นเทาได้เคลื่อนตัวออก แสงจันทร์จึงสาดส่องผ่านช่องว่างของผ้าม่านโบกสะบัดเกิดเป็นแสงเงินสู่ห้องห้องนี้

 

ผู้บุกรุกไม่สนใจสายลมนั้น เพียงแต่ปิดประตูระเบียงกลับไปและล็อคมันกลับคืนอย่างแน่นหนาเช่นเดิม

 

เมื่อไม่มีช่องว่างให้สายลมพัดผ่าน ผ้าม่านนั้นจึงตกลงอีกครั้ง นิ่งสนิท นำเอาแสงจันทร์หายจากไป หลงเหลือเพียงความมืดมิด

 

ผู้บุกรุกขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่พึงใจ ก่อนจะหันไปแง้มเปิดม่านออก แสงจันทร์จึงสาดส่องเข้ามาอีกครั้ง

 

            สาดส่องให้ทั่วทั้งห้องนี้เรืองรองอ่อนจางด้วยแสงเงินบริสุทธิ์นั้น ใจกลางห้อง เตียงนอนหลังใหญ่หรูหราตั้งวางอยู่อย่างโดดเด่น ผ้าม่านโปร่งแสงซึ่งถูกกางล้อมรอบทำให้มองเห็นร่างบนเตียงนั้นเพียงเงาตะคุ่มเมื่อแสงจันทร์ส่องกระทบผ่าน

 

            ตึกตัก! ตึกตัก!

 

            คล้ายกับว่าหัวใจของเขาจะสั่นไหวขึ้นมาจนต้องเอามือกุมหน้าอกข้างซ้ายไว้ ขณะค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปยังเตียงนอนหลังนั้น

 

            ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!

 

            เสียงหัวใจเต้นดังกระหน่ำเข้าไปทุกที ราวกับได้รับรู้ถึงคำว่า “ชีวิต” ผู้บุกรุกเอื้อมมือของเขาแหวกผ้าม่านโปร่งแสงนั้นออก แล้วแทรกตัวเข้าไปอย่างเงียบเชียบ

 

            แสงจันทร์เงินวาว สาดส่องผ่านมาได้เพียงอ่อนจางยังที่แห่งนี้...

 

            หากเส้นผมบลอนด์สว่าง ผิวกายขาวผ่องกระจ่าง และชุดนอนเนื้อนิ่มสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งเปิดเผยเนื้อกายนั้นเพียงบางส่วนจากการเคลื่อนไหวนั้นกลับช่างดูเจิดจ้า

 

           ‘อึ่ก.... ท่านอาซาเซล....

 

            เขาพึมพำอยู่ในใจ ใบหน้าค่อยๆ ก้มลงไปหาร่างซึ่งนอนอยู่บนเตียงนุ่มสีขาวเบื้องล่างนี้อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้

 

            นัยน์ตามันมืดมัวมืดบอดไปหมด สติไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว รู้แต่เพียงว่าคนคนนี้ ร่างเบื้องหน้านี้ซึ่งกำลังหลับใหลอยู่อย่างไร้ปราการป้องกันนั้นช่างน่าจับต้องเกินไป...

 

กดมือวางลงบนเตียง ตั้งไว้ราวกับจะเป็นฐาน คร่อมร่างซึ่งใหญ่โตกว่าของตัวเองไว้บนร่างน้อยๆ นั่นอย่างคุกคาม ก้มลงทีละนิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ค่อยๆ ลดลงไป กระทั่งปลายจมูกกดแนบลงยังแก้มขาวนุ่มนิ่ม กลิ่นหอมบริสุทธิ์แล่นปลาบไปทั่วจนตัวสั่น

 

            คล้ายกับจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาบดเบียดคลอเคลียราวกับไม่อยากแยกห่าง

 

            หลงใหล หลงใหล ยิ่งชิดใกล้เท่าไรก็ยิ่งหลงใหลมากขึ้นเท่านั้น...

 

           ‘...ท่านอาซาเซล

 

            เรียวลิ้นสีจัดแง้มผ่านกลีบปากบางของเขา สัมผัสแตะลงที่ผิวบางของแก้มน้อยนั้น สร้างสัมผัสร้อนชื้นแตะแต้มอยู่

 

           ‘รสชาติของท่านอาซาเซล....

 

            เขาค่อยๆ ไล่เลีย เชื่องช้า.... ราวกับจะเก็บเกี่ยวกอบเกี่ยวรสชาติจากปลายลิ้นสัมผัสนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ....

 

            กระทั่งไปหยุดคลอเคลียอยู่ชิดใกล้กลีบปากน้อยๆ สีอ่อนที่ปิดสนิทนั่น...

 

            ...ดวงตาสีอำพันคู่นั้นหม่นลึกลงคลุ้งไปด้วยเปลวไฟร้อนแรง แล้วฉกริมฝีปากกดลงไปอย่างรวดเร็ว

 

            “อื้อ....!

 

            ...สัมผัสอุ่นชื้นนั้นแตะสัมผัสลงที่ใบหูบาง เมื่อร่างของผู้หลับใหลพลิกตัวหลบหนีไปในท่าตะแคงด้วยสีหน้ายุ่งๆ และเสียงครางเบาๆ ที่บ่งบอกความรำคาญใจนั้น

 

            “อ่า...”

 

           ‘เอลิออตเต้พ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาพร้อมเสียงครางแหบพร่าใส่ที่ข้างหูนั้นจน อาซาเซลต้องหดคอหนีแล้วส่งเสียงครางเครือในลำคอใส่เบาๆ เหมือนต่อว่า

 

           ‘ท่านอาซาเซล....แม้กระทั่งในช่วงเวลาแบบนี้ยังจะสามารถหนีกระผมไปได้อีกนะขอรับ...

 

            เขาพึมพำในใจ รอยยิ้มบางถูกวาดแตะลงที่เรียวปาก ควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติอย่างเชื่องช้า เปลวไฟในดวงตาคู่นั้นจึงค่อยๆ มอดดับลง

 

            ...เก็บซ่อน....ไว้ลึกภายใน....

 

            หากยังไม่ยอมแยกห่างจากร่างเบื้องหน้า คลอเคลียกระซิบอยู่ที่ข้างหู

 

            “ท่านอาซาเซล.... ท่านอาซาเซลขอรับ...”

 

            กระซิบเสียงเบา แหบต่ำ ...ราวกับปีศาจร้ายที่ล่อลวงเหยื่อ

 

            “...หากท่านไม่ตื่น กระผมจะขโมยจุมพิตของท่านไปแล้วนะขอรับ...”

 

            เอ่ยบอกแบบนั้น แล้วแนบปลายจมูกและริมฝีปากคลอเคลียคุกคามขึ้นไปอีกระดับจนคนถูกคุกคามต้องครางอืออาใส่อย่างรำคาญใจ

 

อาซาเซลดิ้นขยับ ใบหน้างดงามของเด็กน้อยนั้นเริ่มขมวดกันยุ่ง ก่อนมือน้อยๆ นั้นจะยกขึ้นผลักดันร่างซึ่งบดเบียดตัวเองนั้นออกไปอย่างรำคาญ แต่เพราะไม่ตื่นดีแรงนั้นจึงแผ่วเบาจนแทบไม่สะดุ้งสะเทือนถึงตัวผู้ถูกกระทำแม้เพียงนิด

 

            เอลิออตเต้หัวเราะแผ่วๆ คล้ายจะเอ็นดู ฝ่ามือค่อยๆ ลูบไล้สัมผัสไปตามเนื้อตัวนุ่มเรียบลื่น ข้างหนึ่งเคลื่อนตัวลงล่าง อีกข้างเลื่อนเลื้อยขึ้นบน

 

            สัมผัสร้อนอุ่นซึ่งไม่มีถุงมือใดมาขวางกั้นนั้นราวกับทำให้เขาเสพย์ติด...

 

            “ท่านอาซาเซล...กระผมจะจูบจริงๆ แล้วนะขอรับ...”

 

            กระซิบเรียกบอกไปอีกทีเป็นดั่งคำเตือนครั้งสุดท้าย อาซาเซลจึงหยีตาปิดแน่นอย่างไม่พอใจ แล้วค่อยปรือตาขึ้นมาอย่างช้าๆ กระพริบปริบๆ ราวกับงุนงงว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

 

            ม่านน้ำตาจางๆ เคลือบอยู่บนลูกแก้วสีฟ้าใสสว่างราวกับเพชรนั่นสะท้อนเป็นเงาวาว

 

            “อือ....” เขาส่งเสียงงึมงำในลำคอ ท่าทางสะลึมสะลือไม่ตื่นดี มือซ้ายยกขึ้นขยี้ตาน้อยๆ และปาดเอาน้ำตาหยดเล็กๆ ที่คลออยู่ตรงหางตา

 

            ก่อนจะที่สติจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง แล้วเบิกตากว้างจ้องมองร่างซึ่งกำลังคร่อมทับตัวเองอยู่ และอยู่ชิดใกล้ขนาดหายใจรดใส่กันนั้นอย่างตื่นตกใจ

 

            “อ...เอลิออธ..!?

 

            เขาร้อง อ้าปากสั่นๆ แล้วรวบแรงผลักร่างตรงหน้าไปอย่างตื่นตระหนกจนสุดแรง หากแต่เอลิออตเต้ก็ไม่ยอมแม้แต่จะเคลื่อนตัวออกห่างให้เพียงนิด ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นที่เริ่มคมชัดนั้นยังประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ และประกายวาววับในดวงตาไม่จางหาย

 

            “ขอรับ เป็นกระผมเอง”

 

            อาซาเซลมีสีหน้าตื่นตระหนกจนน่ากลั่นแกล้งอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับคืนสู่ความเรียบเฉยและเย่อหยิ่งเฉกเช่นยามปกติ ดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งจ้องตอบกลับมาอย่างเยียบเย็น

 

            “นายมาทำอะไรที่นี่ เวลานี้”

 

            น้ำเสียงใสแบบเด็กชายหากฟังดูทรงอำนาจนั้นเอ่ยถามอย่างคุกคาม

 

            …หากแต่เป้าหมายก็ไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน

 

            “มาทวงสัญญาขอรับ”

 

            เอลิออตเต้เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มหยีจนตาแทบจะปิดเป็นจันทร์เสี้ยว คำตอบนั้นทำเอาคนถามอย่างอาซาเซลถึงกับต้องกระพริบตาปริบมองมาอย่างงงๆ

 

            “ทวงสัญญา..?”

 

            “ขอรับ ทวงสัญญา”

 

            พวกเขาทวนคำพูดใส่กันไปมา อาซาเซลคิ้วกระตุกน้อยๆ อย่างที่กำลังคิดในใจว่าคนตรงหน้ามันกำลังกวนเขาอยู่ใช่มั้ย?!

 

            เอลิออตเต้คล้ายจะรู้ความคิดนั้นจึงหัวเราะแผ่วๆ ออกมาอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะขยายคำพูดของตัวเอง อธิบายให้คนตรงหน้า – ภายใต้ร่างของเขา – ได้เข้าใจ

 

            “ท่านอาซาเซลสัญญากับผมไว้นี่นาว่าจะให้ของขวัญวันเกิดแก่กระผม”

 

            คำอธิบายนั้นทำให้สมองของอาซาเซลเริ่มประมวลผล จำได้อยู่ลางๆ ว่าพูดสัญญาออกไปแบบนั้นจริงๆ ตอนที่รู้ว่าจะถึงวันเกิดของเอลิออตเต้แล้ว แต่ว่า...

 

“มันก็ใช่ แต่..

 

...ในเวลาแบบนี้..เนี่ยนะ...?”

 

พูดค้างไว้แบบนั้นแล้วพยายามเหยียดๆ มือออกไปหยิบเอานาฬิกาตั้งเรือนเล็กที่โต๊ะข้างเตียงออกมาอย่างยากลำบากเมื่อร่างตัวเองถูกกักเอาไว้ในอ้อมแขนของคนโตกว่าจนแทบขยับกระดุกกระดิกไม่ได้

 

แต่เหมือนบางคนจะนกรู้ เมื่อเป็นฝ่ายยกมือข้างนึงขึ้นแล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ยื่นนาฬิกาพกเรือนหรูของตัวเองมาให้อย่างรู้หน้าที่

 

อาซาเซลคิ้วกระตุก หดมือที่พยายามเหยียดเอื้อมนั่นกลับมาแล้วคว้านาฬิกาตรงหน้าไปด้วยอากัปกิริยาของคนถูกขัดใจ ก่อนเปิดมันออก มองเข็มนาฬิกาที่ชี้บอกเวลาแล้วก็ยิ่งต้องคิ้วกระตุกขึ้นไปอีกระดับ พาลเอามุมปากเองก็ยังกระตุกไปด้วย

 

“เที่ยงคืนสิบห้า...”

 

“ขอรับ เที่ยงคืนสิบห้า” เอลิออตเต้ยิ้มกริ่ม “เข้าสู่วันเกิดของกระผมไปแล้วตั้งสิบห้านาที ท่านอาซาเซลกำลังจะให้ของขวัญกระผมสายแล้วนะขอรับ?”

 

คนฟังฟังแล้วก็ได้แต่ขบเคี้ยวกัดฟันแน่นอย่างรู้สึกโมโหทั้งสีหน้ายุ่งๆ ก่อนที่อาซาเซลจะถอนหายใจออกมาอย่างคนทำอะไรไม่ได้

 

“ก็ได้ ตกลง จะเอาอย่างนั้นก็ได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเอือมๆ ซึ่งไม่ได้เข้ากันกับเด็กอายุหกขวบสักนิด แต่เพราะเป็นอาซาเซลแล้วถึงได้รู้สึกไม่ขัดตาเลย

 

เด็กน้อยหกขวบบนเตียงยกมือขึ้นกอดอก เงยหน้าขึ้นคุยกับคนบนร่างตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉยเสมือนไม่รู้สึกรู้สาเลยสักนิดว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดู..แปลกประหลาด...และชวนเข้าใจผิดเสียขนาดไหน

 

“ว่ามาสิ นายอยากได้อะไรล่ะ?”

 

เอลิออตเต้ตาวาววับ “อะไรก็ได้จริงๆ เหรอครับ?”

 

            อาซาเซลจ้องมองตอบกลับไปอย่างเย็นชา “ไม่ใช่แบบที่แกคิดอยู่ในหัวแน่นอน”

 

            ...เพราะกำลังหงุดหงิด ก็เลยไม่ทันได้สังเกตถึงคำลงท้ายที่เปลี่ยนไปสักนิด

 

            “ฮะๆๆ กระผม..ก็แค่พูดไปเรื่อย..เท่านั้น” เอลิออตเต้ทำทีเป็นยิ้มเนียนๆ และหัวเราะเปลี่ยนเรื่องไป “กระผม––...ผมน่ะไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยจริงๆ นะครับ”

 

            “ผม..ครับ...?” อาซาเซลเอ่ยทวนคำสรรพนามและลงท้ายของคุณพ่อบ้านพี่ชายตรงหน้าอย่างแปลกใจ แปลกใจที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนวิธีพูดจาขึ้นมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ใช้ กระผมและ ขอรับอย่างพวกเมดและบัทเลอร์คนอื่นๆ มาตลอดเลยแท้ๆ

 

            เอลิออตเต้ยิ้ม โน้มตัวลงมามากขึ้น ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ..และเสียงหัวใจเต้นตึกตักที่ได้ยินเพียงลางๆ อยู่ในอกข้างซ้าย

 

ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านเข้ามาทางผ้าม่านคลุมเตียงโปร่งแสงนี้นั้น มองเห็นเพียงเลือนลางอยู่ในความมืด ภาพสะท้อนที่พวกเขาต่างได้มองเห็นกันและกันนั้น......

 

            ......ล่อลวง งดงาม...ราวกับภาพความฝันในยามราตรี...

 

"วันนี้วันเกิดผมนะครับ ช่วยตามใจผมหน่อยสิ"

 

......กระซิบ...ล่อลวง....ปราถนา...ให้ลุ่มหลง..มัวเมา...

 

“อือ....”

 

...เฉกเช่นตัวผม...ที่ได้ลุ่มหลง...ในคุณ....

 

...

 

...ก็เพราะคุณน่ะใจดี ผมจึงอดใจไม่ได้เลยสักครั้ง...ที่จะไม่หลอกใช้ความใจดีของคุณนั่น...เพื่อความต้องการของตัวผมเองอยู่เสมอ

 

..ท่านอาซาเซล....

 

...

 

สุดท้ายคืนนั้น–––คนใจดีก็เผลอหลวมตัวยอมให้กับคุณพ่อบ้านขี้เนียนเอาเปรียบไปอีกจนได้ ถูกก่อกวนวุ่นวายอยู่ทั้งคืน กว่าจะได้กลับไปนอนอีกครั้งจริงจังก็ปาเข้าไปตั้งเกือบรุ่งสางแล้วนั่นแหล่ะ...

 

อาซาเซลหลับไปแล้ว เหลือก็แต่คุณเจ้าของวันเกิดที่ยังลืมตาอยู่ในความมืดมิดนี้ ....ท่ามกลางแสงสีแดงเรื่ออ่อนๆ ของดวงตะวันที่กำลังแหวกขึ้นมาสู่ฟากฟ้าอย่างเชื่องช้านี้ก็เท่านั้น

 

“หลับฝันดีนะครับ... ท่าน อาร์สของผม”

 

เอลิออตเต้กระซิบบอกเบาๆ แก่นายท่านและน้องชายเพียงคนเดียวของเขา ผู้ซึ่งกำลังหลับใหลอยู่นั้นอย่างนุ่มนวล สองมือค่อยโอบกอดร่างนั้นเข้ามาในอ้อมอก เบียดตัวนอนอยู่ข้างกันบนเตียงเดียวกัน บนหมอนใบเดียวกัน ห่มผ้าด้วยผ้าผืนเดียวกัน...

 

...แทบจะเห็นเป็นภาพออร่าสีชมพูแสนสุขใจพร้อมประกายระยิบระยับและหูหางที่สั่นอย่างบ้าคลั่งของเอลิออตเต้ที่กำลังนอนแข็งทื่อลืมตาเบิกโพล่งอยู่บนเตียง ในมือก็เกาะอาร์สไว้ไม่ยอมปล่อยราวกับกำลังกอดตุ๊กตาที่เพิ่งได้มาเป็นของขวัญและไม่กล้าจับต้องแรงๆ เพราะกลัวว่าจะทำมันพังไม่มีผิด

 

เป็นเวลานาน... คุณพ่อบ้านนับแกะกระโดดข้ามรั้วไปในใจ ระหว่างนั้นก็ค่อยๆ ปิดตาลง ตกลงสู่ห้วงความฝันไปด้วยอีกคนอย่างช้าๆ

 

ใช่––– คืนนี้น่ะราวกับเป็นภาพความฝันเลยล่ะ

 

 

 

อาร์ส...?’

 

คนที่อยู่ๆ ก็ถูกเรียกด้วยชื่อย่อที่เปลี่ยนไปถามขึ้นมาอย่างงงๆ พร้อมเอียงคอมองอย่างสงสัย

 

ครับ ท่านอาร์ส เป็นชื่อเล่นของท่านยังไงล่ะครับ

 

คนเนียนตั้งชื่อเล่นให้บอกด้วยสีหน้ายิ้มๆ แต่กลับแฝงความดื้อเงียบบ่งบอกว่าจะไม่ยอมให้ปฏิเสธ และต่อให้ไม่ยอมรับก็จะเรียกแต่ชื่อนี้ เรียกแต่ชื่อนี้จนมันกลายเป็นชื่อของเขา ...จนต้องยอมรับมันไปอย่างแน่นอน

 

ตามใจสิ จะเรียกอะไรของนายก็เรียกไป ...ก็วันนี้วันเกิดนายไม่ใช่หรือไง?

 

บอกแบบนั้นแล้วเสตาหลบ สะบัดหน้าเชิดไปอีกทางแบบนั้น ช่างเป็นท่าทางที่น่ารักซะจนคนเห็นอดที่จะแกล้งไม่ได้เลยสักนิด

 

งั้นเรียกว่าที่รักก็ได้ใช่มั้ยครับ?’

 

พูดออกไปพร้อมรอยยิ้มกริ่ม ก่อนจะโดนฝ่ามืองามๆ ฟาดเข้าให้อย่างแรงเป็นคำตอบ

 

ผลั้วะ!

 

อ้ะ โอ้ย! ท่านอาร์สตีผมทำไมกันน่ะครับ?’

 

ไอ้เจ้าบ้า! ใครอนุญาติให้เรียกแบบนั้นกันน่ะหา!?’

 

 

 

...ในห้วงความฝัน เอลิออตเต้หลับฝันถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่วาดอยู่บนใบหน้าซึ่งกำลังหลับใหล บ่งบอกว่าเจ้าของของมันนั้นกำลังหลับฝันดีอยู่เพียงใด...

 

 

 

ท่านอาร์ส...ชื่อที่จะมีเพียงแต่ผมเท่านั้นที่เรียกหาท่าน

 

เพียงแค่ผมเท่านั้น.....

 

 

 

เช้าวันใหม่ค่อยมาเยือนอย่างเชื่องช้า ฝูงวิหกโผบินออกจากรังพร้อมเสียงร่ำร้องบอกสัญญาณวันใหม่ คฤหาสน์หลักเซเลเวียนน์ในเขตหวงห้ามของแองเจิ้ลค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสว่างไสวด้วยแสงทองของตะวันที่ค่อยๆ แย้มกระจ่าง

 

เหล่าเมดบัทเลอร์เริ่มออกปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างขยันขันแข็งและเที่ยงตรง----

 

หนึ่งในนั้น - มารีเอตต้าตื่นขึ้นจากนิทราตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นสู่ฟ้า นกกายังไม่ร่ำร้องบอกเสียง วันนี้นั้นเป็นเวรยามของเธอในการปรนนิบัติรับใช้นายท่านของคฤหาสน์อย่าง 'ท่านอาซาเซล'

 

ด้วยเหตุนั้นเธอจึงตระเตรียมตัวตั้งแต่เช้ามืด ชำระล้างกายให้สะอาดกว่าปกติอย่างพิถีพิถัน ทั้งรวบผม แต่งกาย ไม่ว่าสิ่งใดต่างถูกบรรจงแต่งอย่างครบถ้วนรอบคอบและประณีต เธอเฝ้าเพียรตรวจความเรียบร้อยทั้งหมดของตัวเองอยู่ซ้ำๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าทุกสิ่งนั้นไร้ตำหนิ จึงค่อยพยักหน้าน้อยๆ อย่างเคร่งขรึม

 

มารีเอตต้าก้าวเดินออกจากห้องของเธออย่างสำรวม มุ่งตรงไปยังพื้นที่อันสุดแสนจะเงียบสงบเพราะหากไร้ซึ่งความจำเป็นแล้วไม่มีสิทธิ์ที่ผู้ใดจะข้ามผ่าน

 

------และวันนี้มันเป็น 'สิทธิ์' ของเธอ

 

หยุดลงที่หน้าบานประตูไม้สลักเคลือบเงาสวยหรูหรา รอยยิ้มค่อยหลุดออกมาเป็นใบหน้างดงามของเธอก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยและสำรวมกิริยา

 

มารีเอตต้าสูดลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ แล้วเคาะลงที่ประตูแผ่วเบาด้วยน้ำหนักมือที่เท่ากันทุกครั้ง

 

"ขออนุญาตเจ้าค่ะ นายท่านอาซาเซล..."

 

เสียงหวานเอ่ยอย่างนอบน้อม แล้วค่อยๆ กุมมือที่ลูกบิด เปิดประตูเข้าไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังจนไร้เสียงใดๆ แม้เพียงนิด เธอก้มหน้าหรุบตาลง ย่อตัวทำความเคารพอย่างเต็มพิธีที่หน้าประตู ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วก้าวเข้าไปด้านในด้วยกริยางามสง่า

 

"ดิฉันขออนุญาตเข้าไปนะเจ้าคะ"

 

-----ตามมารยาทของสาวเมดที่ดีอย่างพิถีพิถัน เธอไม่ปล่อยให้มีสิ่งใดผิดพลาดไปแม้เพียงนิด

 

นัยน์ตาสีอำพันหม่นคู่งามจ้องมองนิ่งสงบไปเบื้องหน้า ม่านโปร่งแสงสีขาวสว่างกระทบแสงตะวันเป็นความเจิดจ้า มองเห็นร่างด้านในเป็นเพียงเงาตะคุ่ม-----

 

"...เอ๊ะ?" มารีเอตต้าแปลกใจเมื่อสังเกตได้ถึงอะไรบางอย่าง

 

-----เหตุใดเงาร่างเบื้องหลังม่านขาวนั้นจึงแปลกไป?

 

ในฐานะเมดที่แสนรอบคอบและพิถีพิถันแล้ว - โดยเฉพาะเธอที่มั่นใจในความเคร่งครัดนี้มากกว่าใคร - มารีเอตต้าไม่คิดว่าตนจะจดจำเงาร่างของนายท่านของเธอผิดไปอย่างแน่นอน หากทว่าวันนี้กลับไม่เป็นเหมือนทุกที

 

สีหน้าของเธอค่อยเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและระแวดระวัง... สาวเท้าก้าวเดินเข้าไปใกล้เตียงใหญ่โดดเด่นที่กลางห้องนั้นอย่างเชื่องช้ามั่นคง...

 

------และก่อนที่เธอจะก้าวเข้าใกล้จนเอื้อมเปิดม่านออก มือหนึ่งก็พลันแหวกเปิดม่านใสนั้นออกจากด้านใน

 

"...."

 

"...."

 

เป็นความเงียบงัน...

 

มารีเอตต้าสบตาตอบกับคนผู้ซึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงใหญ่นั้นอย่างตื่นตะลึง ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย จิตใจหมุนคว้างจนแทบจะทำตัวไม่ถูก

 

"ท...ท่าน..เอลิออต..เต้...."

 

เธอได้แต่เอ่ยพูดไปอย่างตะกุกตะกักแบบที่ไม่เป็นบ่อยนัก สมองแทบจะหยุดทำงานลงในวินาทีนั้น - นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?? - มารีเอตต้าไม่ทราบ ทว่าส่วนลึกในตัวของเธอกรีดร้อง คร่ำครวญ เว้าวอนให้สิ่งเบื้องหน้าเป็นเพียงภาพลวงตา... เป็นเพียงภาพความฝัน....

 

"ครับ...เป็นผมเอง"

 

แต่มันก็ไม่ใช่------

 

------เอลิออตเต้ยิ้มบาง หากทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเฉยชาจนแทบจะเป็นน้ำแข็งที่ว่างเปล่า

 

เสียงของเขาตีเข้าอย่างแรงที่สติของมารีเอตต้าจนจังงัน รับรู้ในทันทีว่านี่คือความจริง หากแต่ไม่อาจยอมรับได้แม้เพียงนิด

 

"เหตุใด....คุณ..." ....เธอไม่อยากยอมรับ

 

นายท่านอาซาเซลนั้น - บนเตียงของนายท่านอาซาเซลนั้นกลับมีบุคคลอื่นร่วมหลับนอนอยู่.....

 

โดยไม่สนใจต่อความคิดและจิตใจของสาวเมดผู้ยืนอึ้งงันอยู่เบื้องหน้า รอยยิ้มของเอลิออตเต้ยิ่งกดลึกลงไป ลึกลงไป พร้อมกับน้ำเสียงเย็นชาที่เอ่ยบอก ...ร้องสั่ง แผ่วเบา

 

"ช่วยกรุณาออกไปด้วยนะครับ?" ....ไม่มีช่องว่างให้ปฏิเสธ

 

สายตาน่ากลัวนั่นทำให้มารีเอตต้าตัวสั่นอย่างห้ามไม่ได้ - แม้จะไม่ต้องการ - ออร่าที่แข็งแกร่ง พลังมานาอันดุดันได้ระเบิดออกมาจากร่างซึ่งยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่เช่นนั้น กดดันจนเลือดในกายของเธอราวกับจะกรีดร้องต่อต้าน หวาดกลัวขึ้นมาจากสัญชาติญาณเบื้องลึก...

 

"แล้วก็...." ดวงตาสีหม่นซึ่งมีประกายน่ากลัวนั้นหรี่ลง "ช่วยกรุณา...อย่าเอ่ยบอกเรื่องในวันนี้ออกไปกับใครล่ะ... คุณมารีเอตต้า...?

 

-----สัญญามาสิครับ?"

 

ปีศาจ' คำๆ นั้นราวกับวนเวียนอยู่ในใจของเธอ ปฏิเสธไม่ได้ เธอได้แต่รับคำออกไปอย่างแข็งเกร็ง

 

"ดิฉัน...สัญญาค่ะ...."

 

เอลิออตเต้ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่บอกว่าให้ช่วยออกไปเสียที แววตาคู่นั้นน่ากลัว น่ากลัวจนในหัวของมารีเอตต้ามีเพียงแต่คำว่า 'อันตราย'

 

"แล้วก็----วันนี้ช่วยอย่าให้ใครเข้ามารบกวนท่านอาซาเซลด้วย....เข้าใจสินะครับ?"

 

อันตราย.... อันตราย.... อันตราย....

 

คนคนนี้อันตรายเกินไป....

 

-----ไม่... เธอควรจะกำจัดเขาไปให้พ้นทาง...หายไปจากนายท่านอาซาเซลผู้แสนวิเศษนี้.....

 

....หายไปซะ....

 

....

 

 

-----หากแต่ตอนนั้น.....

 

....

 

"หืม? ตื่นแล้วหรือครับ? ท่านอาร์ส?" ----...เสียงนั้นก็ได้เอ่ยดังขึ้น

 

ร่างของมารีเอตต้าที่กำลังจมอยู่ในทะเลความคิดชะงักลง แล้วค่อยๆ หันหลังกลับมา-----

 

------อาซาเซลปรือตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย มีฝ่ามือของเอลิออตเต้ลูบปลอบประโลมที่ข้างแก้มอย่างอ่อนโยน...

 

"อือ..." เขาขยี้ตา แล้วเบียดร่างแนบแก้มนิ่มๆ นั่นเข้ากับฝ่ามืออุ่นนั้น

 

"เอลิออธ..เหรอ.....?"

 

เสียงกระซิบเรียกครางในคอแบบคนไม่ตื่นดี เรียกรอยยิ้มหวานให้ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่เริ่มโตเป็นหนุ่มอย่างเด่นชัดของเอลิออตเต้ เขาก้มหน้าลงลดระยะห่างระหว่างกันเข้าไปเล็กน้อย ความสนใจทั้งหมดมุ่งไปยังร่างเบื้องหน้านี้ หลงลืมคนอีกคนที่ยังไม่ยอมออกจากห้องไปเสียสนิท

 

"ครับ ผมเอง" เขากระซิบ ...กระซิบตอบกลับอย่างอ่อนหวาน

 

"ยัง...ไม่อยากตื่นเลย...." ...และได้รับถ้อยคำออดอ้อนติดงัวเงียนั้นกลับไปแบบที่ชวนให้ใจสั่นไหว....

 

----ดูเหมือนว่าเขาจะได้กำไรนะ? ...เอลิออตเต้นิ่งคิด แล้วยิ่งยิ้มหวานขึ้นไปอีก

 

"ถ้าเช่นนั้นก็นอนต่ออีกหน่อยเถอะครับ"

 

กระซิบตอบกลับไปราวเวทย์มนตร์ที่ขับกล่อมให้หลับใหล เขาค่อยๆ ก้มลงไปแนบชิดใกล้ แตะจูบสัมผัสริมฝีปากเข้าที่หน้าผากขาวซึ่งเปิดโล่งจากเส้นผมสีอ่อนนั้นที่ปัดยุ่งออกจากการขยับงัวเงียเหมือนมนตราอวยพร

 

ร่างน้อยๆ นั้นหลับใหลลงไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังแนบชิด...

 

"หลับฝันดีครับ..." ....ก็เมื่อคืนน่ะผมกวนคุณจนดึกเลยนี่นา.....

 

.....

 

มารีเอตต้าก้าวเดินออกจากห้องไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่เธอก็ไม่อาจรู้แน่ชัด

 

สมองของเธอระเบิดไปด้วยเรื่องก่อนหน้า ภาพมากมายวิ่งวนไปมาในหัว รกอยู่เต็มศีรษะไปหมดและไม่สามารถขจัดมันออกไปได้ เธอย้อนนึกถึงเรื่องราวทุกอย่าง เรื่องราวทั้งหมด ทีละฉาก ละฉาก พวกมันทั้งมันค่อยๆ ฉายภาพเด่นชัดอยู่ในสมอง

 

มารีเอตต้าเดินล่องลอยออกมา จิตใจยังคงวนเวียนอยู่กับภาพเหตุการณ์ก่อนหน้า----

 

-----สติของเธอหมุนวน ใบหน้าร้อนจัดกระทั่งรุกลามไปทั่วทั้งตัว

 

และแล้วเธอก็พลันล้มตึ่งลงไป!

 

"กรี๊ดดดดดดดด มารี!?"

 

เสียงกรีดร้องตกใจของสาวเมดที่ผ่านทางมาดังขึ้นอย่างตื่นตระหนกแล้วรีบถลาวิ่งเข้ามาพยุงร่างที่ล้มลงไปของมารีเอตต้าไว้ ก่อนจะค่อยสั่นเทาไปทั้งร่างอย่างน่ากลัวในทันที

 

"ล...เลือด...เลือด...." เธอไม่ได้กลัวเลือด แต่เธอแค่ตื่นตกใจกับมัน----

 

"มารี!? เกิดอะไรขึ้น!? ทำไม...ทำไมเลือดอาบไปหมดเลย!?"

 

------ที่นี่คือคฤหาสน์หลักเซเลเวียนน์ เป็นเขตหวงห้ามของแองเจิ้ล....

 

ระหว่างที่สมองของสาวเมดอีกคนกำลังตื่นตระหนกไปกับความคิดร้ายๆ ที่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมดจนแทบจะวิกลจริต มารีเอตต้าก็ค่อยปรือตาขึ้นมาอย่างล่องลอยและสับสน ระหว่างความจริงที่ควรจะเป็น ภาพความฝัน และกฎระเบียบที่ยึดถือ...

 

"ดิฉัน..ดิฉัน...ดิฉันคิดว่าพบเจอสวรรค์เข้าแล้ว...ล่ะค่ะ.."

 

------จิตใจของเธอรู้สึกว่ารับมันไม่ไหวเกินไป....

 

"กรี๊ดดดดดดดดดด มารี!? ตั้งสติเข้าไว้นะ! อย่าเพิ่งไปสวรรค์น้า~~"

 

...

 

วันนั้นคฤหาสน์หลักเซเลเวียนน์ เขตหวงห้ามของแองเจิ้ล ได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในมุมมุมหนึ่งแบบที่แสนน่าจดจำจนต้องมีคนลืมเลือนมันไม่ลง....

 

...

 

เวลายังคงเดินต่อไปอย่างเคร่งครัดเฉกเช่นทุกๆ วันโดยไม่เคยแปรเปลี่ยน ดวงตะวันเองก็ยังทำหน้าที่ยังแข็งขัน อาซาเซลนั้นก็ยอมตื่นนอนขึ้นมาแล้วด้วยเช่นกัน ...แม้ว่าจะสายโด่งกว่าทุกวันก็ตามที

 

เป็นเวลายามเช้าที่สายแล้ว เพราะท้องหิว อาซาเซลจึงตัดสินใจเริ่มมื้ออาหารในทันทีที่เสร็จกิจออกมาจากห้องน้ำ และเพราะว่าวันนี้ไม่มีสาวเมดคอยรับใช้ เขาจึงจัดการธุระส่วนตัวทุกอย่างด้วยตนเอง และก็รู้สึกชดชื่นพึงพอใจกับช่วงเวลาเป็นส่วนตัวเช่นนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

วันนี้เขาจึงค่อนข้างอารมณ์ดี

 

----เอลิออตเต้เองก็ทราบ ขณะเลื่อนเก้าอี้ออกให้นายท่านของเขาตามหน้าที่

 

เมื่อไม่มีเมดบัทเลอร์คนอื่นๆ คุณพ่อบ้านจึงเป็นฝ่ายจัดการเองทุกอย่าง เมื่ออาหารทุกอย่างเสิร์ฟพร้อมรับประทาน อาซาเซลยื่นมือเล็กออกไปเตรียมจับช้อนส้อม ก่อนจะต้องชะงักเมื่อมือหนึ่งฉวยเข้าหยิบพวกมันไปตัดหน้าเขา

 

"...คิดจะทำอะไร?"

 

....เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจังแฝงความไม่พอใจเล็กน้อย อาซาเซลปรายสายตามองไปยังตัวการขโมยช้อนส้อมด้วยดวงตาขุ่นมัว

 

"ให้ผมป้อนให้นะครับ?" เอลิออตเต้เพียงแค่ยิ้ม มือควบคุมอุปกรณ์ในมือตักอาหารเช้าในจานตรงหน้าอ่างบรรจงด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้แล้วหยิบยื่นมันมาเบื้องหน้าริมฝีปากสีอ่อนของคนตัวเล็ก

 

"...."

 

อาซาเซลรู้สึกไร้คำพูดใดๆ จะเอ่ยกล่าว....หมอนี่คิดว่าเขาเป็นเด็กน้อยอมมือหรือไง? ถึงต้องมีคนมาคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้น่ะ กำลังคิดคาดหวังอะไรอยู่หรือไงหา!?

 

ระหว่างกำลังจะเถียง....

 

...เจ้าหมาที่แสนจะนกรู้เกินไปจนสมควรเปลี่ยนสปีชี่ย์นั้นก็เอ่ยแทรกขึ้นมา

 

....

 

"วันนี้วันเกิดของผมนะครับ...ตามใจผมหน่อยสิ..."

 

....

 

ด้วยรอยยิ้มนั้น แววตา คำพูด และทุกสิ่งทุกอย่าง----

 

-----นายท่านตัวน้อยผู้ใจดีก็ได้พ่ายแพ้ไปอีกครั้ง

 

....

 

"เรื่องมากจริง...."

 

ปากเขาบ่น หากแต่ก็ยอมอ้าปากยอมให้ป้อนแต่โดยดี...

 

.....

 

....' น่ารัก '....

 

-----คำพูดนั้นดังซ้ำๆ อยู่ในความคิดของเอลิออตเต้เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง

 

....

 

ตลอดวันตั้งแต่มื้ออาหาร หลังมื้ออาหาร เข้าสู่ช่วงเที่ยง ล่วงเลยสู่ช่วงเย็น กระทั่งยามค่ำคืนค่อยๆ มาเยือนอย่างเชื่องช้า....

 

คุณเจ้าของวันเกิดก็ช่างเข้าใจหากำไรเข้าตัวไปได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ ไม่ยินยอมปล่อยให้เล็ดลอดหลุดไปแม้สักเม็ด ด้วยข้ออ้างมักง่ายอย่างที่ว่า "วันนี้วันเกิดผมนะครับ ช่วยตามใจหน่อยสิ" นั่นแล้ว คนที่มีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่คนนี้ก็เลยถูกเล่นงานไปซะจนแทบจะเปื่อยไปทั้งตัว

 

"ฉันจะไปอาบน้ำ..."

 

อาซาเซลบอกเสียงเข้ม ท่าทางจริงจัง หากแต่เอลิออตเต้ก็แค่ยิ้มตอบกลับมาด้วยแววตาใสๆ (?)

 

"ครับ" เขาตอบรับคำนะ แต่ก็ยังยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นเหมือนแจกันประดับ

 

"ฉันบอกว่าจะไปอาบน้ำไง..." สาบานได้ว่าอาซาเซลเริ่มหัวเสียแล้ว แต่คุณพี่ชายในชาตินี้ก็ยังยิ้มใส่มาอยู่อย่างไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ร้อนรู้หนาว และยืนทื่อแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น

 

"ครับ ท่านอาร์สบอกผมแล้ว"

 

ตุบ..! ตุบ..! ตุบ..! เส้นประสาทของอาซาเซลสั่นผ่างๆ อย่างหัวเสีย

 

"งั้นแกก็ถอยไปสิ!"

 

"ผมจะช่วยท่านอาบน้ำเองไงล่ะครับ?"

 

แทนคำตอบ อาซาเซลยกเท้าถีบร่างตรงหน้าออกจากห้องน้ำไปอย่างแรงแล้วปาก้อนผ้าในมือที่ม้วนๆ จนกลมเป็นลูกบอลอัดใส่หน้าตามไปอย่างสุดแรงด้วยความหงุดหงิดใจ

 

"ไปตายซะ!!!"

 

ปังงง!

 

และแล้วประตูก็ปิดลง....

 

เอลิออตเต้ยืนนิ่งๆ มึนๆ อยู่หน้าห้องน้ำไม่ไกลนักหลังจากเซถลาออกมาหน่อยๆ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วค่อยๆ หยิบผ้าออกจากใบหน้าและหัวไหล่ เขาก้มลงมองของในมือ รอยยิ้มก็เหมือนจะชัดขึ้น และเริ่มหัวเราะออกมาด้วยโทนเสียงเจ้าเล่ห์

 

'พลาดไปซะแล้วนะครับ...ท่านอาร์ส'

 

เขากระซิบกับตัวเองเบาๆ แล้วค่อยจัดเสื้อผ้าและผ้าขนหนูในมือนั้นให้เป็นระเบียบอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะนั่งคอยเวลาอยู่ตรงนั้นอย่างไม่รีบร้อน สองหูหลับฟังเสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยินที่เบื้องหลังประตูนั้นไปอย่างมีสมาธิ

 

รู้สึกอารมณ์ดีซะจนอยากจะฮั้มเพลงออกมา แต่กลับไม่รู้จักเพลงอะไรที่จะเอ่ยร้องได้เลยสักเพลงก็เลยต้องพับเก็บความคิดนั้นไป

 

....

 

.....ผ่านไปไม่นาน ประตูบานนั้นก็ค่อยเปิดออก

 

แง้มออกมาแค่เพียงเล็กน้อย ไม่มีสำเนียงหรือเสียงใดเล็ดลอดออกมา.... เป็นเวลาสักพัก ก่อนที่ศีรษะเล็กๆ จะมุดโผล่ออกมาจากช่องว่างนั้น สองสายตามองสบกัน ก่อนที่อาซาเซลจะรีบหดหัวกลับแล้วปิดประตูลงปัง! อย่างแน่นสนิท

 

"..อุ้บ...ฮึๆๆๆๆ"

 

เอลิออตเต้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่เคยรู้สึกว่าร่าเริงและมีความสุขถึงขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิตนี้... ปกติเขาไม่เคยหัวเราะ หากแต่วันนี้กี่ครั้งแล้วนะที่รู้สึกอารมณ์ดีซะจนต้องหัวเราะออกมา?

 

เด็กหนุ่มกำลังมีความสุข หากแต่ใครอีกคนหนึ่งกำลังรู้สึกสติแตก...

 

อาซาเซลขยี้หัวของตัวเองด้วยสติที่ไม่เหลือชิ้นดีอยู่เบื้องหลังบานประตูในห้องน้ำ ร่างน้อยๆ ของเด็กชายวัยประถมถ้านับกันตามชาติที่แล้วเปลือยเปล่า....

 

...ถ้าเป็นแค่เด็กจริงๆ น่ะก็คงไม่คิดมากหรอก... แต่.....

 

แต่---วิญญาณนี้น่ะมีความทรงจำของชายหนุ่มที่อายุมากพอจะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้วอยู่ - แถมเจ้าคนด้านนอกนั่นก็ไม่ปลอดภัย - จึงเริ่มรู้สึกเสียสติขึ้นมาซะจนอยากจะลงไปนั่งกัดเล็บเลยล่ะ

 

ไม่น่าเลย......

 

ไม่น่าปาผ้าใส่หน้ามันไปเลย.....

 

....มาเสียใจตอนนี้เอาก็สายเกินไปแล้ว อาซาเซลได้แต่คิดคร่ำครวญไป ก่อนจะค่อยๆ รวบรวมความกล้าและหน้าหนาเปิดประตูห้องน้ำออกมาอีกครั้ง.... ค่อยๆ โผล่หัวออกไป-----

 

------สองสายตามองสบกัน....

 

....และแล้วหัวใจและความกล้าทั้งหมดก็ร่วงไปหล่นอยู่ที่ตาตุ่ม....

 

...

 

“อ...อือ....ส...ส่งผ้ามาที...” เสียงพูดตะกุกตะกักกับใบหน้าเล็กๆ ที่แอบโผล่มาจากด้านหลังประตูห้องน้ำแค่นิดเดียวด้วยความหวาดระแวงนั่นดูน่าแกล้งเป็นที่สุดจนเจ้าหมาเกือบจะเผลอส่ายหางหมาป่าออกมา

 

“ท่านอาร์สว่าอะไรนะครับ?” เขายิ้ม แกล้งทำเป็นเฉไฉไม่รู้เรื่องไปได้อย่างน่าหมั่นไส้ชนิดไร้คำพูดจะด่า

 

ปี๊ด!!

 

เส้นเลือดในสมองและข้างขมับของอาซาเซลคล้ายจะดังลั่นปล๊าบๆ อย่างแสนหงุดหงิด เขากัดฟันแน่น บิดมือไปมา คิดว่าไม่เคยรู้สึกอับอายและไร้ทางสู้ถึงขนาดนี้มาก่อนนับตั้งแต่เกิดมาแน่ๆ

 

...ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่แล้วก็ตามทีเถอะ.....

 

“เอา..เอาผ้ามาให้ที...”

 

เขากัดฟันแล้วเอ่ยเสียงหมุบหมิบ ลมพัดเข้ามาแผ่วบาง กระทบร่างพราวละอองน้ำจนสั่นวูบ ขนอ่อนๆ ทั่วทั้งร่างลุกชูชันจนต้องสะดุ้งเกร็ง

 

 

เอลิออตเต้เฝ้ามองปฏิกิริยาเหล่านั้นไว้อย่างไม่ให้เล็ดลอดสายตา แล้วหยีตาลงเป็นจันทร์เสี้ยว ซุกซ่อนแววตาร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง ก่อนเอียงคอใส่เล็กๆ ด้วยท่าทางใสซื่อ

 

 

“ครับ..?”

 

“ไอ้เจ้าบ้า!!! เอาผ้ามาเดี๋ยวนี้น้าาา!!!!

 

...

 

สุดท้ายอาซาเซลก็ได้เสื้อผ้ามาใส่เตรียมนอนจนเรียบร้อยจนได้ แต่หลังจากที่ถูกแกล้งเฉไฉไปซะจนต้องร้องโวยวายเหมือนลูกนกตีปีกพั่บๆๆ ไปนั่นแหล่ะนะ รู้สึกว่า...แย่จริงๆ ที่มาเกิดเป็นเซเลเวียนน์ ถึงจะมีพลังเวทย์ ถึงจะฝึกฝนเพิ่มพูนมันไว้รอพลังแองเจิ้ลในอนาคตได้...

 

------แต่เพราะสายเลือดเซเลเวียนน์ใช้พลังเวทย์ออกมาตรงๆ ไม่ได้นี่สิ....

 

...ไม่งั้นก็เรียกเวทย์ลมมาแย่งผ้านั่นไปเองแล้วล่ะ....

 

...เศร้าใจแบบสุดๆ

 

...แถมตอนนี้คุณแองเจิ้ลคนนั้นก็กำลังโกรธและงอนแบบสุดๆ อีกด้วย....

 

อาซาเซลทำหน้านิ่งสนิทยิ่งกว่ารูปปั้น ไม่พูดไม่จา สองตาสนใจก็แต่หนังสือในมือที่ค่อยๆ เปิดไปทีละหน้า แม้แต่ชาที่คุณพ่อบ้านพี่ชายเอามาเสิร์ฟให้ก็ยังไม่ยอมแตะ แม้ว่าจะส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจอยู่อีกก็เถอะ

 

เอลิออตเต้มองสถานการณ์ปัจจุบันนี้แล้วนิ่งคิดสักนิด ก่อนจะเอ่ยขอตัว -แบบที่เจ้านายไม่สนใจฟัง- แล้วค่อยเดินหายลับไป เขาตามหาคุณเมดสักคนมาและบอกให้เอา 'บางอย่าง' มาส่งให้

 

สักพัก เจ้าหมาก็เปิดประตูห้องกลับมา กลิ่นหอมๆ ของอะไรบางอย่างก็โชยกระจายไปทั่ว หอมน่ากินมากซะจนคนที่นั่งนิ่งเก๊กขรึมทำโกรธอยู่นานคนนั้นถึงกับมือสั่น น้ำลายแทบจะสอออกมา...

 

...อึ่ก! ไม่... อย่าไปสนใจนะ..ห้ามหันไปมองนะ!!!

 

อาซาเซลร้องบอกตัวเองอยู่ในใจ พยายามทำเมินไปไม่ว่ากลิ่นนั่นมันจะหอมแค่ไหน ไม่อยากรู้ทั้งนั้นว่ามันเป็นกลิ่นของอะไร! และไม่สนใจด้วยแม้ว่าเอลิออตเต้จะเดินเข้ามาใกล้แล้วก็เถอะ!?

 

...ข...ของว่างยามดึก~

 

...ม่ายยยย~ อย่าไปสนใจมันน้า~

 

...จิตใจของคุณตัวร้ายผู้ระลึกชาติได้คนนี้กำลังจะแหลกเหลวไปแล้วววววว..วว..ว

 

...แต่แล้วเสียงของจอมปีศาจผู้ชั่วร้ายที่สุดในปฐพีก็ได้ดังขึ้น....

 

"ท่านอาร์สจะรับพุดดิ้งครีมอัลมอนด์ กับนมน้ำผึ้งร้อนๆ พักหย่อนใจระหว่างอ่านหนังสือสักหน่อยมั้ยครับ?"

 

...พ...พุดดิ้ง...ค..ครีม..อัลมอนด์....

 

...น..นมน้ำผึ้ง....ร้อนน~ร้อนนนน~

 

...ม..ไม่ไหวแล้ววววววว~

 

"อืม.. ก็เอามาสิ" พูดไปพร้อมพยายามเก๊กหน้าขรึมสุดชีวิต ก่อนจะเหงื่อตกเพราะก็ยังรู้สึกเสียท่าเกินไปหน่อย เลยหย่อนทิ้งไว้อีกประโยค "ห...เห็นว่าหยิบมาแล้วหรอกนะ ไม่ได้อยากกินอะไรหรอก"

 

"ครับ~" เจ้าหมายิ้มกว้าง แล้วเสิร์ฟอาวุธลับลงกับโต๊ะ ฝั่งอาซาเซล ไม่รู้ทำไมได้ยินคำตอบสั้นๆ แบบนั้นที่รับคำด้วยเสียงอารมณ์ดีนั่นแล้วถึงได้หัวเสียหงุดหงิดสุดๆ จนเกือบจะเปิดปากฉะใส่กันสักที...

 

แต่...

 

"ถ้าไม่รีบกินล่ะก็จะเสียรสชาติเอานะครับ?"

 

เจ้าหมานกรู้มันก็ดักทางไว้อีกจนได้....

 

อาซาเซลมองสบตากับคุณขนมหวาน แล้วก็ตัดสินใจโยนทุกอย่างกระเด็นออกไปจากสมอง รู้แค่ว่าไม่กินตอนนี้ก็จะแย่มากๆ ต่อคุณพุดดิ้งที่จะต้องเสียรสชาติ ถึงแม้ว่าเขาจะลิ้นจระเข้และแยกรสชาติไม่ค่อยออกนักก็เถอะ

 

ทานล่ะนะครับ~

 

"อื้มมม~"

 

...ชีวิตของคุณตัวร้ายนั้นก็ดำเนินไปตามแผนการหลอกล่อของคุณพี่ชายเป็นปกติสุขแบบนี้อยู่บ่อยครั้งนั่นล่ะ

 

...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...เพราะว่าจับจุดอ่อนของอีกคนไว้ได้เกือบหมดแล้ว เจ้าหมาก็เลยเดินทางรุกคืบและรุกรานพื้นที่โลกและหัวใจของคุณเจ้านายและน้องชายแบบแทบจะไม่มีความเกรงกลัวสักนิด

 

อยู่ด้วยกันมาก็นานแล้ว และก็สังเกตจนเข้าใจแล้วด้วยว่าน้องชายคนนี้เป็นพวกไม่ใส่ใจรสชาติ แต่กลับแพ้ทางของกินแบบสุดๆ โดยเฉพาะพวกขนมหวานน่ากินๆ หรืออะไรหวานๆ ขอแค่หน้าตาน่ากิน กลิ่นก็หอมโดนใจ ต่อให้เผลอใส่น้ำตาลหกไปทั้งถัง อาซาเซลก็ไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด

 

------แต่ถึงจะไม่ใส่ใจรสชาติก็เถอะ แต่เอลิออตเต้ก็สรรหามาเฉพาะของที่ดีที่สุดอยู่เสมอ และเพราะว่าสามารถหลีกเลี่ยงรสชาติที่หวานหรือมันเกินไปจนไม่ดีต่อสุขภาพได้ เขาก็เลยเปลี่ยนแปลงเมนูไปนิดหน่อย

 

...ทำทุกอย่างก็เพื่อที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้....เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่า....ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถดีไปกว่าผมได้แล้วทั้งนั้น...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...เพราะว่าเป็นคนใจดีและก็ใจอ่อนขนาดนี้ ถึงจะแกล้งทำอะไรไม่ดีใส่ไปบ้าง แต่นั่นน่ะ---จะทำให้ผม 'พิเศษ' ออกไปยังไงล่ะ? ...และต่อให้โกรธหรืองอนใส่น่ะก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่กลัวก็มีแค่จะหายไปจากสายตามั้ย? หรือว่าจะรังเกียจกันหรือเปล่าก็เท่านั้น...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...เพราะแบบนั้นก็จะไม่ทำให้หายไปเด็ดขาดเลย...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ไม่ว่าต้องเดิมพันด้วยอะไร หรือเสียอะไรไปบ้างเพื่อที่จะรั้งคุณไว้...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผมก็ยินยอมที่จะเสียมันไปทั้งนั้น...

 

...มีแค่คุณเท่านั้น...[โลกของผม] ที่จะไม่มีวันยอมสูญเสียมันไปให้ใคร...

 

...

 

...

 

ถึงเวลาปิดไฟเข้านอนของคุณตัวร้ายแล้ว------

 

"แล้วทำไมนายยังอยู่ตรงนี้อยู่อีกเล่าาาาาา!?" อาซาเซลกระโดดผางชี้นิ้วใส่หน้าเอลิออตเต้ที่ยืนยิ้มอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าเหมือนโลกสลาย

 

"ยังเป็นวันเกิดของผมอยู่เลยนะครับ~ ให้ผมเข้านอนด้วยคนสิน้า~"

 

------ว่าแล้วเจ้าหมาก็กระโดดขึ้นเตียงนอนไปกับคุณเจ้านายทั้งหางที่ส่ายยิกๆ

 

...

 

...เอาเป็นว่า....ราตรีสวัสดิ์แล้วกันนะคุณตัวร้าย!!

 

...นายก็ด้วย---เจ้าหมา!!!

 

...

 

...

 

"อือ...อ...ห...หนัก...อะ..."

 

อาซาเซลงึมงำพึมพำเพราะฝันร้ายว่าโดนปลาหมึกรัดซะจนกระดุกกระดิกไปไม่ได้...ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็เป็นปลาหมึกซาชิมิบนจานที่กำลังจะตักเข้าปากแท้ๆ เชียว....สุดท้ายก็ต้องยอมตื่นขึ้นมา แล้วกระพริบตาปริบๆ ในความมืดอย่างงงๆ

 

สองแขนสองขาและลำตัวพยายามเคลื่อนไหว แต่ถูกอะไรบางอย่างกดทับเอาไว้ซะจนหมดแรง...

 

...ค่อยๆ ผงกหัวและเปิดตาขึ้นมองไปทั่วๆ ในที่สุดก็เจอตัวต้นเหตุสำคัญจนได้...

 

...

 

....นี่เขานอนอยู่ในอ้อมแขนเจ้านี่มาตลอดทั้งคืนจริงดิ..?

 

...นิ่งคิดอยู่สักแปป ก่อนสมองจะค่อยๆ เริ่มทำงานอย่างมึนๆ งงๆ

 

...ก...

 

...ก..กอด.....

 

...นอนกอดกัน...

 

...ตื่นมาในอ้อมแขน....

 

...

 

...

 

"ผลั่ก!! ตุบบบบบ!!!"

 

เมื่อสมองเริ่มประมวลผล บางสิ่งก็ถูกถีบกระเด็นตกจากเตียงไปอย่างรวดเร็วด้วยแรงผวาที่สะท้านเฮือกมาจากสมองที่ทำงานกระทันหัน

 

“โอ้ยย ท่านอาร์ส ถีบผมทำไมกันน่ะครับ!?

 

“นี่มันหมดวันเกิดแกไปแล้ว! กลับห้องไปเลยไป!!

 

เอลิออตเต้มองมาอย่างหงอยๆ หูลู่หางตก ถึงแบบนั้นอาซาเซลก็ยังเชิดหน้าใส่ กอดอกแน่นมองลงมาอย่างหยิ่งทะนงจากบนเตียงกว้างด้วยใจหินผา

 

...อย่า! อย่าคิดว่าเขาจะใจอ่อนอีกรอบนะ! เขาน่ะจะไม่ยอมใจอ่อนให้นายเอาเปรียบอีกแล้ว ไอ้คุณพี่ชายพ่อบ้านขี้เนียนนี่!

 

“ท่..ท่านอาร์สใจร้ายยยยยย”

 

สุดท้ายคุณพ่อบ้านคนนั้นก็ถูกถีบตกเตียง และต้องลากผ้าห่มจากไปทั้งน้ำตา

 

...

 

และแล้ววันเกิดอายุครบ 14 ปีบริบูรณ์ของคุณพ่อบ้านพี่ชายก็จบลงได้ด้วยประการฉะนี้เอง.....

 

 

 

[END: Eliotte's 14th Brithday]

 

 

 

 

 

 

 

 

พักผ่อนหย่อนใจกันด้วยวันเกิดเจ้าหมา-----

เพราะหมาอยู่ในคุก----แค่ก!

 

 

ความคิดเห็น