ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 35 สิทธิเจ้าของเกาะ (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 35 สิทธิเจ้าของเกาะ (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2560 15:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 35 สิทธิเจ้าของเกาะ (100%)
แบบอักษร

 

 

 

สิทธิเจ้าของเกาะ

 

 

 

                 แย่แล้ว

 

                คนสวยหลับตาปี๋

 

               นิ้วเรียวทั้งสิบสอดเข้ากับกลุ่มผมสีเข้มของคนตรงหน้าแล้วออกแรงดึง หวังจะให้ใบหน้าหล่อที่อยู่จนชิดและกำลังแนบสนิทเข้ามาผละออกไป แต่แทนที่จะทำได้อย่างที่คิด คนหน้าหวานกลับต้องสะท้านขึ้นทั้งร่างบางเมื่อฝ่ามือหนายกขึ้นประกบสองข้างแก้มของตนไว้ และเพราะความใหญ่ของฝ่ามือนั้นทำให้มันจับได้กระชับจนเลยไปล็อคได้ถึงท้ายทอย มองไปมองมาเหมือนต่างฝ่ายต่างก็จับหัวกันและกันแน่น และถ้ามองให้ชัดกว่านั้นจะเห็นว่าปากของทั้งคู่กำลังแนบสนิทเพราะริมฝีปากร้อนผ่าวกำลังดูดดึงกลีบปากอิ่มทั้งบนทั้งล่างจนเจ้าของมันแทบไปไม่เป็น ได้ยินเสียงจุ๊บจั๊บตลอดเวลาคล้ายกับว่าคนตัวสูงกำลังกินอะไรสักอย่างอย่างเอร็จอร่อย

 

                 “อื๊ออ พี่......อืม....”

 

                  ปลายลิ้นร้อนตวัดเกี่ยวลิ้นเล็กบางที่กำลังสั่นระริกให้ออกมาพันเกรียวนอกปากด้วยกัน จนคนตัวบางแทบลืมวิธีหายใจ แต่ที่แน่ๆตอนนี้คือลืมวิธีกลืนน้ำลายไปแล้ว

 

                  “อ่าาา”

 

                 เมือกวาวใสเป็นใยติดปลายลิ้นทันทีที่ผละห่าง มือครามละจากท้ายทอยแล้วลูบลงหาหัวไหล่มนที่เปิดเปลือยขาวนวลราวกับจะรั้งให้อยากเอ้อระเหยคลึงเล่น เมื่อลูบไล้ความตึงแน่นของเนื้อขาวจนพอใจฝ่ามือใหญ่จึงละลงหาแผ่นหลังและแขนข้างนั้นก็วกเข้าเกี่ยวเอวบางคนที่กำลังลืมตัวเข้ามากอดไว้จนแทบจมอกกว้าง

 

                   มือหนาที่เลื่อนลงเข้ากอบกุมสะโพกมนแล้วฟอนเฟ้นสองแก้มก้นอย่างมันมือ ก่อนจะฉีกขาเรียวถ่างออกกว้างแล้วเบียดลำตัวหนาเข้าหาร่างเพรียวบางหนักๆ นั่นละทิวาถึงได้รู้ว่าคนตรงหน้าแทบจะสิงเข้ามาในร่างของตนอยู่แล้ว

 

                   “อื๊อออ ...พี่ ...อ อืมม…. ภีม พอ........แล้ว”

 

                     เมื่อปากอิ่มผินหนี จมูกโด่งจึงตามกดหอมแก้มขาวอย่างไม่เดือดร้อน จากนั้นก็ซบหน้าคมซุกไซ้ซอกคอระหงซ้ำยังขบเม้มไปทั่วหัวไหล่บางแดงเป็นทางเพราะฤทธิ์เดชเคลาแข็งๆที่เพิ่งขึ้นทำเอาคนหน้าหวานต้องย่นคอหนีเพราะทั้งเสียวสยิวทั้งจั๊กจี้บอกไม่ถูก

 

                      “พอแล้ว......อ๊ะ!”

 

                      ปากร้อนผ่าวที่ซบอยู่ดูด 'จ๊วบบบ” ที่ต้นคอขาวอย่างหมั่นเขี้ยวแล้วผละออกไป ทำให้เจ้าของแก้มเนียนที่กำลังแดงก่ำกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ เมื่อเห็นไอ้หน้าหล่อมองมาที่ตนตั้งตัวจรดเท้าแล้วมองย้อนตั้งแต่ปลายเท้าเรียวขาวที่คีบรองเท้าแตะไว้ขึ้นช้าๆ ก่อนที่ยิ้มร้ายจะปรากฏเมื่อตาคมหยุดนิ่งตรงกางกาย ตำแหน่งไหนคงไม่ต้องบอกเพราะตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของคนถูกมองร้อนวูบวาบไปกับสายตาที่เปิดเปลือยความรู้สึกหิวกระหายนั้น

 

                     “ทิจะไปหาตะวัน”

 

                     เสียงหวานรีบบอก พร้อมกับเดินเลี่ยงร่างสูงที่ยืนขวางอยู่ไปในทางที่เห็นตะวันกับพจน์เดินออกไปเพราะขืนอยู่ต่ออีกแค่นาทีเดียวมีหวังลูกแกะน้อยต้องเป็นอาหารอันโอชะของหมาป่าผู้หิวโซแน่ๆ

 

                      แต่แล้วหน้าหวานที่กำลังยิ้มอย่างยินดีเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายให้ผ่านมาได้ง่ายๆเป็นอันต้องหุบฉับ เมื่อเอวบางถูกเกี่ยวไว้หมับจนร่างเล็กเสียหลักถอยไปชนกับแผงอกหนาของคนข้างหลัง ส่วนมือหนาข้างที่ว่างก็สอดเข้าใต้ชายกระโปรงแล้วแทรกปลายนิ้วแข็งๆเข้าขอบกางเกงตัวสั้น เท่านั้นแหละร่างบางถึงกับเข่าอ่อน

 

                      “อ๋า...”

 

                      มือบางตะครุบข้อมือหนาพยายามปัดออกจากหน้าขาเรียวของตนแต่กลับไม่สำเร็จ และที่ร้ายกว่านั้นคือเอวที่พยายามถอยหนีทำให้ก้นกลมๆถอยไปชนกับหน้าขาแกร่งของคนข้างหลังอย่างจังเล่นเอาตาหวานเบิกโพลงเมื่อรู้ได้ว่า ไอ้อะไรแข็งๆที่ชนจึ๊กๆมามันไม่ไช่ไม้แน่ๆ

 

                     “พี่ภีม อย่า......อ่า”

 

                     ไม่มีเสียงตอบจากคนตัวสูง แต่สัมผัสที่ได้รับเล่นเอาทิวาแทบยืนไม่อยู่ ทั้งจมูกโด่งกับปากหยักที่กำลังซุกซบต้นคอขาวราวกับลงโทษ ทั้งแขนแกร่งที่รัดเอวบาง ทั้งมือหนาอีกข้างที่ยังไม่ได้ย้ายตัวเองไปไหนไกลจากบางสิ่งใต้กางเกงตัวสั้น ซ้ำร้ายขายาวหนึ่งข้างยังแทรกเข้ามาแยกเรียวขาขาวให้ออกจากกันเป็นภาพที่ถ้าเกิดใครเข้ามาเห็นเข้าคงได้แทรกแผ่นดินหนีกันไปข้าง

 

                     “พี่ยังไม่ให้ไปไหน”

 

                     “ต แต่ พี่ภีมควรรีบ....ออก....ไปจัด อ่า ….การเรื่องนั้น....ให้เสร็จ นะ.....ครับ”

 

                     “หึๆ! คิดว่างั้นเหรอ? แต่พี่ว่าจะจัดการกับใครบางคนแถวนี้ซะก่อน ดื้อนัก บอกดีๆคงไม่ชอบ”

 

                     “อ่า ไม่ ….ดื้อ ….. ไม่ดื้อแล้ว...อื๊อออ”

 

                     แย่แล้ว!

 

                     แย่แน่ๆ!

 

                    คนตัวบางหอบหายใจ ตาหวานหรี่ปรือเมื่อมือหนาที่กำลังกอบกุมส่วนอ่อนไหวอย่างไม่ปราณี ซ้ำยังดึงกางเกงตัวสั้นลงให้ความแข็งขึงที่กำลังสั่นไหวภายใต้อุ้มมือหนาได้ออกมาหายใจ มือครามที่กำลังรูดรั้งก็เขี่ยปลายแดงที่กำลังชี้ชันอย่างน่ารักไม่สนเลยว่าเจ้าของมันจะลมหายใจขาดห้วงแค่ไหน

 

                   “อย่า....”

 

                   แรงที่เหลืออยู่น้อยนิดไม่สามารถสลัดสัมผัสอันรัดรึงของอีกฝ่ายไปได้ง่ายๆ จากที่กำลังดึงข้อมือหนาให้ออกไป มือบางจึงทำได้แค่ยกขึ้นปิดปากตนไว้แน่น

 

                   “พี่ …..ภีม.....อ่า พอแล้ว...อย่า”

 

                   เสียงกระซิบกระท่อนกระแทนถูกแทรกด้วยเสียงรูดซิปดังพรื๊ด จากนั้นความร้อนบางอย่างก็แนบเข้าหาแก้มก้นนุ่ม

 

                  “หนีบขาไว้แน่นๆ”

 

                  เสียงทุ้มที่กระซิบพร่าข้างหูทำเอาคนได้ยินถึงกับขนลุกซู่ หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีที่ทำตามอย่างไม่เข้าใจคนหน้าหวานก็ต้องอ้าปากค้าง ตาโตเบิกโพลงเป็นไข่ห่าน เมื่อความร้อนที่กำลังแข็งขึงของคนข้างหลังได้สอดแทรกเข้ามาตรงหว่างขาที่กำลังหนีบเข้าหากัน

 

                 “ฮืมมมม!!!”

 

                 “อ๊าา!!”

 

                  หน้าหวานแหงนหงาย ปลายเท้าเรียวจิกพื้นหงิกงอ แขนเรียวข้างหนึ่งยึดท้ายทอยคนข้างหลัง ส่วนมือบางอีกข้างก็ปิดปากตัวเองไว้แน่น เมื่อจังหวะที่ท่อนลำอวบร้อนผ่าวกำลังสอดแทรกเข้ามาตรงหว่างขาขาวรัวเร็ว มือครามก็กำรูดลำเนื้ออ่อนบางที่กำลังแข็งขึงปลายแดงก่ำให้เป็นจังหวะเดียวกัน เฉี่ยวเฉียดจุดอันตรายไปมาอย่างน่าหวาดเสียว

 

                   “กรออดดดด”

 

                  “อ๊า!... อื๊ออออ!”

 

                    มันดิบเถื่อน

 

                    ไร้ความละมุนละไม

 

                    แต่ทำไมเนื้อตัวถึงได้สั่นระริกตื่นเต้นราวกับเด็กนักเรียนที่แอบหนีครูประจำชั้นไปแอบกินขนมด้วยกันสองคน ยิ่งมือหนากำรูดเนื้ออ่อนของคนตัวบางให้เป็นจังหวะเดียวกับที่แท่งแข็งสอดเข้ามาจนหน้าขาแกร่งกระทบก้นนุ่มตั๊บตั๊บ ยิ่งเย้ายวนกระสันอยากจนเสียวเสียดไปหมด

 

                     “พี่ …...อ๊าา... อื๊ออออ......ไม่ไหว...แล้ว!!”

 

                     ทิวาหอบฮักพอๆกับคนข้างหลัง แขนเรียวไขว่คว้าต้นคอแกร่งส่งนิ้วเรียวดึงทึ้งผมหนาของคนที่กำลังซบหน้ากับไหล่เปลือยของตนแน่นอย่างลืมตัว

 

                     “ ….. ซี๊ดดดดดด!!!”

 

                      “อีก.......เร็ว …...อีก.......อ๊า”

 

                       แรงขึ้นอีก.....

 

                      อีกครั้ง.....และอีกครั้ง......

 

                      ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

                       ท่อนลำแข็งเสียบเข้าถอยออกเร็วจนซอกขาขาวร้อนผ่าว มือครามที่กำเนื้ออ่อนปลายป้านแดงไว้ก็เหมือนจะรู้ ขยับสาวรัวเร็วเป็นหัวจักรเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้นคนหน้าหวานก็เกร็งตัวกระตุกยึกๆ ตาปรือ ขาอ่อนแรงทรงตัวไม่อยู่ ปล่อยให้แขนแข็งล็อกเอวบางไว้แล้วกระดกหน้าขาเสียบเสยท่อนลำอวบที่ปลายป้านของมันกำลังมีสีเข้มจัดคล้ายอยากปลดปล่อยเข้าหาซอกขานุ่มรัวเร็ว จนหน้าขาแข็งกระแทกก้นนุ่มดังตั๊บตั๊บตั๊บ

 

                       “อื๊อออออ!!!!”

 

                      “ฮืมมมมมมมมมม”

 

                       เสียงครางถูกดูดซับให้เบาลงด้วยซอกคอของกันและกัน และต่างก็เปลี่ยนมาใช้ปากแทนเมื่อเห็นว่าเสียงกระเส่าด้วยอารมณ์พิศวาสเหล่านั้นดูดกลืนได้ดีกว่าเมื่อปากกับปากแนบสนิทกันแบบนี้

 

                        อารมณ์เก็บกดและโหยหาของคนตัวสูงบรรเทาไปได้บ้างเมื่อคนตัวบางเปลี่ยนมาตอบสนองอย่างเต็มใจเช่นนี้ไม่เหมือนตอนที่อยู่บนเรือ ไอ้นั่นก็ห้าม ไอ้นี่ก็ไม่ได้ เลยทำให้ไอ้หน้าหล่อลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และกำลังจะทำอะไร แต่พอมานึกอีกทีก็คงไม่เป็นไร เพราะรอบๆตัวตอนนี้มีแต่คนของตนเต็มไปหมด

 

                        แซ๊กกก! แซ๊กก! แซ๊กก!

 

                        คิดยังไม่ทันจะจบดี เสียงจากข้างนอกก็ดังขึ้น

 

                       “บอสครับ คนของเราขึ้นมาพร้อมแล้ว”

 

                       “ดี กระจายตัวให้ทั่วเกาะ ต่อให้มันมีปีกก็อย่าให้หนีไปได้”

 

                       “รับทราบครับ”

 

                      ได้ยินเสียงเดินของพี่เอกค่อยๆห่างออกไป แต่คงไว้ซึ่งอาการนิ่งและอ้าปากค้าง กับตาเบิกโพลงของคนตัวบางให้ห้องน้ำที่ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

 

                       ใช่ ที่นี่เป็นห้องน้ำ แล้วเมื่อกี้ทำอะไรก๊านนนน!!!

 

                     ไม่ได้ถามใคร แต่กำลังตะโกนถามตัวเองในใจคนเดียว

 

                      คนหน้าหวานหันขวับกลับไปมองร่างสูง แต่ดูเหมือนจะหันเร็วไป เพราะดันหันไปเห็นตอนที่มือหนากำลังจัดการเก็บเจ้าลูกชายที่เพิ่งพ่นพิษไปหมาดๆกลับเข้าไว้ที่เดิมแล้วรูดซิปพรื๊ด ก่อนที่ไอ้หน้าหล่อจะยักคิ้วให้กวนๆพร้อมกับที่ตาคมหลุบลงเหมือนมองอะไรสักอย่างต่ำกว่านั้น

 

                      มองอะไร?

 

                      คนผมยาวก็เลยก้มลงมองตามอย่างเผลอๆ แล้วก็ต้องตาเหลือกเมื่อลืมไปเลยว่าตัวเองก็ยังไม่ได้ดึงกางเกงขึ้น

 

                       หมับ!!

 

                      “หึๆ”

 

                      โอยย!!! มุดห้องน้ำหนีจะยังทันไหม!

 

                      มือบางยกขึ้นถูแก้มตัวเองแรงๆเพราะไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ก่อนจะรู้สึกถึงแขนแกร่งที่สอดมากอดตนไว้แน่น

 

                      “อายอะไรกัน?”

 

                       แน่ละสิ ใครจะไปหน้าหนาเหมือนตัว!

 

                       ได้แต่ค่อนขอดเขาในใจ เพราะถ้าขืนพูดออกไป มีหวัง..........

 

                       “ไม่ต้องครับ เดี๋ยวมัดเอง”

 

                       “น่า พี่อยากทำให้”

 

                        นั่นแหละร่างบางจึงหันหลังให้ รวบผมยาวขึ้นเผยให้เห็นต้นคอกับไหล่ขาวที่มีรอยแดงเป็นทาง และแดงเป็นจ้ำเหมือนโดนอะไรสักอย่างกัดมา

 

                        ใช่

 

                        เพิ่งโดนแมลงกัดมาไง

 

                        แมลงตัวใหญ่ที่กำลังมัดสายสปาเก็ตตี้ให้อย่างเบามือตัวนี้ไงละ และพอมัดเสร็จอย่างอ้อยอิ่ง 'ขอย้ำว่าอย่างอ้อยอิ่ง' ยังมีการก้มลงจูบไหล่เนียนเป็นกำไรให้กับตัวอีกจนคนหน้าหวานหันขวับ

 

                        นิ้วขาวที่ชี้มาตรงหน้าอย่างคาดโทษทำให้ภีมยิ้มร้าย จุ๊บนิ้วน้อยทันทีอย่างว่องไวทำเอาทิวาดึงมือตัวเองกลับมาซ่อนไว้ข้างหลังแทบไม่ทัน

 

                         รู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในตอนที่เจอกันใหม่ๆไม่มีผิด คนตัวสูงตรงหน้าทั้งเจ้าเล่ห์ ทั้งเอาแต่ใจ และร้ายกาจ แต่พอมาคิดดูดีๆความร้ายกาจตอนนั้นมันคงไม่ได้หายไปไหน ขึ้นอยู่กับว่ามันจะถูกเจ้าตัวเอาออกมาใช้เมื่อไหร่ต่างหาก


.............................................................


                     “เฮ้ย! มีใครเห็นน้องกูไหม มัน.....เฮ้ย! อะไรกัน พวกมึงเป็นใคร?”

ไอ้โต้งตะโกนถามเสียงดังลั่นเมื่อพอเดินตามหาน้องที่หายไปนานจนตัวเองเหนื่อย ถามใครก็ไม่มีใครรู้ บอกเห็นอยู่ตรงนั้นทีตรงนี้ทีจนต้องเดินวนกลับมาที่เดิมคือจุดที่คนงานกำลังทำงานกันอยู่เพราะใกล้ได้เวลาเอาเรือออกไปส่งของ แต่พอกลับมาก็เห็นคนแปลกหน้ากลุ่มใหญ่ที่มันไม่รู้จักกำลังยืนคุยอยู่กับนายยอดและคนงานหลายคนกำลังเดินถือย่ามออกมาจากเต้นท์ บ้างก็มีกระเป๋าเสื้อผ้าและสัมภาระหลายอย่างไว้บนบ่า วางอยู่บนพื้น ทั้งแบกทั้งหามของกันวุ่นวาย เห็นแค่นี้ต่อให้โง่แค่ไหนก็มองออกว่ากำลังจะเดินทางแน่ๆ

                     “จะทำอะไรกัน กลับไปทำงานสิวะ เอาของขึ้นเรือครบแล้วเหรอ?”

                    “ไม่ละ”

                    “แล้วนี่พวกมึงจะไปไหน?”

                   “กูจะกลับบ้าน อยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว”

                   “นั่นสิลุง ทีแรกฉันก็คิดว่างานนี้จะทำให้ฉันลืมตาอ้าปากสร้างรายได้ ไม่คิดว่าจะกลายเป็นโดนหลอกให้มาอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปไหนแบบนี้”

                    “พูดให้ดีๆนะโว้ย! ใครไปหลอกอะไรพวกมึง เต็มใจมากันเองทั้งนั้น เงินก็จ่ายทุกงวด ให้ข้าวให้น้ำกินยังไม่พอใจอีกเหรอวะ!”

                    “เงินก็จ่ายอยู่หรอก แต่ไอ้ข้าวไอ้น้ำที่มึงว่ามามันเป็นเงินของพวกกูที่พวกมึงหักไปซื้อไม่ใช่เหรอวะ ไม่ต้องมาลำเลิกบุญคุญ พอกันที กูจะกลับบ้านหาลูกหาเมีย ใครไม่กลับก็ช่างหัว”

                    ว่าแล้วคนพูดก็ยกกระเป๋าขึ้นพาดบ่า แล้วหันหน้าเดินไปตามทางโดยมีเพื่อนคนงานเดินตามหลังไปอีกสิบกว่าคน

                    เปรี้ยง!

                   “พวกมึงยังไปไหนไม่ได้!”

                   เสียงปืนดังสะท้อนก้องปากถ้ำทำเอาคนที่ยืนอยู่ในรัศมีสะดุ้งสุดตัว หันขวับมามองข้างหลังพร้อมกับมองหน้ากันไปมา ยังดีว่ามันยังไม่ได้ยิงใคร แต่หากปลายกระบอกปืนที่ยังเล็งไปทางคนงานทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะเดินไปต่อ

                   “กลับไปทำงานให้เสร็จถ้าไม่อยากกลายเป็นผีเฝ้าเกาะ!”

                   ปากมันขู่ มือก็ยังไม่ลดปืนลง และไม่ใช่แต่พวกคนงานเท่านั้นไอ้โต้งมันยังไม่ลืมที่จะหันปลายกระบอกปืนไปยังกลุ่มคนที่มันไม่รู้จัก

                   “ส่วนพวกมึงเป็นใครกูไม่สน แต่ขอเตือนว่าให้รีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่พวกมึงจะไม่ได้กลับออกไปอีกเลยตลอดชีวิต ไป๊!”

                    เปรี้ยง!

                    กระสุนนัดที่สองก็คงแค่ขู่เลยแค่เฉียดๆปลายเท้า 'พวกมึง' จนฝุ่นกระจาย และต่างก็ยืนมองดูมันกร่างด้วยสายตาที่ถ้าไอ้โต้งมันตีความหมายออกก็อาจจะมีเสียวสันหลังกันบ้าง

                    “มีโอกาสเมื่อไหร่กูจะเหยียบไอ้เฮี้ยนี่ให้ลืมบ้านเลขที่เลยคอยดู!”

                    ใครบางคนกัดฟันฮึ้มฮั้มในลำคอ แต่ก็ได้เสียงตอบรับเห็นด้วยบวกกับตาที่จ้องเขม็งฉายแววขุ่นเคือง ไม่มียกเว้น กลุ่มชายในชุดบริกรที่ตามลงมาด้วยก็กำมือแน่นจนข้อขาว

                   “ไปสิวะ มองหาพ่อมึงเหรอ! กลับไปได้แล้ว มันไม่ใช่เกาะที่ใครจะขึ้นมาก็ได้นะโว้ย เกาะนี่เป็นของเสี่ย คนนอกไม่มีสิทธิ์ขึ้นมาบนนี้”

                    “ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ”

                    “หัวเราะห่าอะไรวะ?!”

                    “มึงยังมีหน้ามาบอกอีกเหรอว่าเป็นเกาะของไอ้เสี่ยนั่น ห๊าไอ้โต้ง! ไอ้โง่! จนเจ้าของเขาขึ้นมายืนอยู่บนนี้กับพวกมึงแล้วยังไม่รู้ตัวกันอีก”

                     “เจ้าของ? ฮะฮะฮะๆๆ เจ้าของห่าเหวที่ไหนอีก ไม่มี๊ ไอ้ควายตัวไหนมาบอกพวกมึงอย่างนั้น”

                     “นั่นไง”

                      มีพยานก็ต้องมีหลักฐานมันเลยหันไปตามมือที่ชี้แล้วเพ่งมองคนแปลกหน้า พยายามจะนึกให้ออกว่าเคยเห็นคนพวกนี้จากที่ไหนบ้างไหม 

                      แต่ดูเหมือนว่าเวลาที่จะเอ้อระเหยของมันหมดลงเพียงแค่นั้น

                      หมับ!

                     “มึง!”

                      ไอ้โต้งตาเหลือกมองคนแก่ใส่เสื้อผ้าสกปรกและเดินปะปนอยู่กับคนงานที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของมันจะกล้าเดินเข้ามาใกล้มันที่กำลังถือปืนไว้ในมือขนาดนี้

                     “มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”

                     แทนคำตอบ มือที่ถือปืนอยู่ก็ถูกผลักให้ยกขึ้นสูงชั่วพริบตา จากนั้นเข่าแข็งๆแต่แรงผิดคนแก่ก็ประเคนเข้าที่แผงท้องของมันดัง พลั่กกก!

                     “อุ๊กกก!”

                     มันตัวงอลงรับเข่าแข็งที่เสยขึ้นใส่ปลายคางของมันอีกทีจังๆ

                     พลั่กก!

                     คราวนี้คนไม่ได้ตั้งตัวถึงกับหน้าเขียว น้ำลงน้ำลายล้นปากเพราะกลืนไม่ทัน จากนั้นมันก็ยักแย่ยักยันพยายามลุกขึ้น พลางสะบัดหน้าเรียกสติตัวเองทั้งๆที่โดนแค่สองท่าตาก็แทบปิด แต่ไอ้โต้งมันก็หน้ามึนเหลือใจยกแขนขึ้นปาดน้ำลายปนเลือดออกจากปาก จากนั้นมันก็ตั้งกาดเพราะปืนในมือไม่รู้ว่ากระเด็นตกหายไปทางไหน

                     “ไอ้แก่ มึงวอนหาเรื่องตายใช่ไหมวะ!”

                     “หึๆๆ”

                      เสียงที่หัวเราะอย่างสมเพชทำให้มันพยายามเพ่งมอง แต่แสงอาทิตย์ที่ตรงหัวพอดีทำให้เห็นแค่ร่างสูงใหญ่ที่ใส่หมวกฟางกับเสื้อผ้าเก่าๆเท่านั้น เห็นอย่างนั้นแล้วจะกลัวทำไม เดินรี่เข้าหาหวังจะเอาคืนไอ้แก่ตรงหน้าอย่างสาสม

                      พลั่กก!!

                     บางอย่างฟาดมาเร็วจนไม่รู้ว่าเป็นตีนหรือหมัดที่สมนาคุณบนหน้ามันอีกทีจนคราวนี้มันหงายหลังตึงลงไปนอนนับดาวที่กำลังวิบวับภายใต้เปลือกตาที่ทั้งบวมทั้งแตกจนเลือดไหลอาบหน้า

                      “มึง!....!”

                      มาถึงตอนนี้จะขยับปากยังแทบไม่มีแรง ไม่อยากจะเชื่อ มันไม่อยากจะเชื่อว่าเพียงไม่กี่ท่าจากไอ้แก่จนๆคนหนึ่งมันจะหมดสภาพได้ขนาดนี้

                     “มึง?!”

                      แสงจ้าที่แยงลูกนัยตาทำให้มันหรี่ตาเพ่งมองเงาทะมึนที่ยืนค้ำหัว

                     “กูทำไม! มีอะไรก็พูดออกมาเลย เอาให้เคลียร์ ไม่เคลียร์วันนี้กูไม่กลับ”

                     “ไอ้ ไอ้เฮี้ย!”

                     “เออ ถ้ากูเฮี้ยแล้วมึงล่ะอะไร ยิงปืนขู่คนมือเปล่าคิดว่าเก่งมากสิ ถ่อยๆอย่างมึงต้องเจออย่างกู”

                     ว่าแล้วคนพูดก็ล้วงวัตถุสีดำมะเมือมสะท้อนแสงอาทิตย์ออกมาปลดเซฟอย่างชำนาญจนเสียง แกร๊ก แกร๊ก ดังยะเยือกเข้าโสทประสาทให้หวาดผวาเล่น

                      แต่หลังจากนั้นต่างหากที่ทำเอาไอ้โต้งแทบลืมหายใจ

                     ปัง! ปัง! ปัง!ๆๆๆๆๆ

                     “อ๊ากกกก!! ไอ้เฮี้ย! ไอ้เฮี้ย! อ๊ากกกก มึง ไอ้เฮี้ย! มึง! มึง!...ไอ้แก่ ไอ้ชาติหมา อ๊ากกกกกก”

                     กระสุนที่ยิงลงดินเฉียดร่างของมันไปมาเป็นว่าเล่นแสดงให้เห็นว่าคนยิงแม่นมากแค่ไหน แต่มีหรือว่าไอ้คนที่กำลังตาเหลือกแทบถลนออกนอกเบ้าจะสน มันดิ้นพลาดๆจนฝุ่นฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณ พยายามคลานหนีเอาชีวิตรอดอย่างกลัวตาย

                    “มึงจำไว้ อ๊ากกกกก ไอ้เฮี้ย ไอ้เหี้ย! ”

                    “จำคำพูดที่มึงบอกคนอื่นเมื่อกี้เอาไว้บอกตัวมึงเองกับพวกดีกว่า เกาะนี้มีเจ้าของอยู่แล้ว และมันก็ไม่ใช่ที่ที่พวกมึงหรือไอ้เสี่ยนั่นจะขึ้นมาทำอะไรที่นี่ก็ได้ เพราะฉะนั้นรีบย้ายก้นของพวกมึงออกไปจากเกาะนี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่มึงจะไม่ได้ออกไปตลอดชีวิต”

                     “มึงเป็นใครถึงมาสั่งกูห๊า!”

                     “หึ! เดี๋ยวก็รู้”

                     “......”

                     ไอ้โต้งมันทั้งหอบทั้งเหนื่อย เลือดที่ไหลอาบหน้าแทบจะเข้าปากทำให้ต้องปาดทิ้งพัลวัน อีกทั้งน้ำลายปนเลือดที่ต้องฝืนกลืนลงคอเพราะคอที่แห้งผากยิ่งทำให้อนาถตัวเองเหลือหลาย แต่ใช่ว่ามันจะยอมแพ้แค่นั้น ตาเจ้าเล่ห์ของมันเหลือบมองคนแปลกหน้าที่ค่อยๆเดินเข้ามายืนล้อมตัวมันไว้นับสิบคน บางก็ถือไม้หน้าสามพาดไว้บนไหล่ บ้างก็ขึ้นนกปืนเตรียมยิงจนทำให้มันไม่กล้าเสี่ยงที่จะลุกขึ้นวิ่ง

                     “พวกมึงมันหมาหมู่”

                    “อ่าว อ่าว อ่าว พูดงี้คิดดีแล้วใช่ไหม ที่พวกมึงขึ้นมาเอารังนกบนเกาะนี้เรียกว่าอะไรวะไอ้ขี้ขโมย”

                    ไอ้ชิตเหลืออด เห็นหน้ามันแล้วเหมือนจะคันไม้คันมืออยากจะช่วยสมนาคุณมันอีกซักทีถ้าไม่เห็นว่าตอนนี้มันก็โดนไปอ่วมจนแทบลุกไม่ขึ้นแล้ว

                     ใช่ ไอ้โต้งมันแทบลุกไม่ขึ้น แต่มันก็ยังตาดีขนาดที่กลุ่มชายชกรรจ์หลายคนทั้งนั่งชันเข่าทั้งยืนล้อมมันไว้ขนาดนี้ยังเสือกเหลือบไปเห็นหนุ่มน้อยหน้าหวานที่ยืนแอบๆอยู่หลังสุดได้ นั่นแหละมันจึงนึกได้ว่าคนแปลกหน้าเริ่มทยอยขึ้นเกาะมาตั้งแต่........

                    “มึง!”

                 “เอ๊ะ!?”

                  ตะวันที่ยืนมองเหตุการณ์ห่างๆถึงกับงงเมื่อไอ้คนที่โดนอัดเมื่อครู่จู่ๆก็ลุกขึ้นพรวดแล้วชี้นิ้วมายังกับว่าตนไปทำอะไรมันไว้อย่างนั้น

                 “มึงใช่ไหม ต้องเป็นมึงแน่ๆที่พาคนพวกนี้ขึ้นเกาะมาด้วย ห๊า! ไอ้ตุ๊ด”

                 กึก!

                 อนิจจา 

                ปลาหมอตายเพราะปากแท้ๆ

                จากที่ลุกขึ้นยืน พริบตาเดียวหลังจากจบคำมัน คอเสื้อด้านหลังก็ถูกกระชากจนไอ้โต้งหงายลงกลิ้งโค่โร่ และคนแรกที่เดินรี่เข้าหามันด้วยตาแววตาน่ากลัวคือคนตัวสูงในเสื้อผ้ามอซอ

                “อย่าครับ!”

                 แขนเรียวเล็กรีบสอดเข้ากอดเอวหนาล็อกเอาไว้แน่นเท่าที่แรงตัวเองจะทำได้ทำให้พจน์ชะงักกึก

                 “ถอยไปห่างๆพี่!”

                 มือครามแกะนิ้วเรียวที่เกี่ยวขัดกันไว้แน่น แต่หากหน้าหวานกลับส่ายปฏิเสธซ้ำยังกระชับมือเล็กๆเข้าด้วยกันจนพจน์ต้องยืนนิ่งเพราะถ้าขืนดึงแรงกว่านี้นิ้วมือเรียวอาจจะเจ็บเอาได้ง่ายๆ

                 “ไม่ครับ พอแล้ว”

                 “เป็นห่วงมันหรือไง?”

                  “ไม่ใช่นะ”

                  “แล้วห้ามพี่ทำไม๊!”

                   พจน์ตวาดลั่นจนตะวันคอหด แต่แขนเรียวก็ยังไม่ลดแรงที่กอดเอวหนาไว้แน่น และตะวันก็ไม่ได้ห่วงไอ้ปากเสียนั่นเพราะไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดเมื่อกี้ แต่ที่มากกว่าคือกลัวว่าคนตัวโตตรงหน้าจะลืมตัวพลั้งมือฆ่าคนเพราะความโมโหต่างหาก

                   “นายไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดมันเอง"

                     ขวับ!

                    ตะวันตาค้าง เพราะเมื่อหันไปอีกทีก็เห็นเจ้าของคำพูดเมื่อกี้กำลัง 'จัด' ไอ้ปากเสียชนิดที่ใครเห็นก็ต้องเบือนหน้าหนี

                    “อย่าโทน พอแล้ว”

                     ดูเหมือนเสียงห้ามของตะวันจะไม่มีใครได้ยินเพราะเสียง ผั๊วะ เสียงตุ๊บตั๊บที่เกิดขึ้นนั้นได้กลบเสียงทุกอย่างรอบๆตัวไปหมดสิ้น

                    “ปากดีนักนะมึง!”

                    เสียงใครบางคนลอดไรฟันออกมา ภาพการรุมประชาทัณฑ์ไอ้โต้งหลายคนเห็นอาจจะเฉยๆเพราะเคยชิน แต่กับใครบางคนถึงกับหน้าเสียเมื่อเห็นภาพแบบนั้นในระยะใกล้ชิดชนิดเผาขนจนได้กลิ่นเลือดแบบนี้

                    “พอแล้ว พอเถอะ!”

                     ทุกคนคล้ายจะชะงักและผละออกไปในที่สุด ทิ้งไว้เพียงสภาพของไอ้โต้งที่มองผิวเผินคล้ายอะไรสักอย่างกองอยู่บนพื้น ถามว่ามีใครสงสารมันไหมที่มันโดนคนแปลกหน้าเล่นซะอ่วมขนาดนี้ คนงานบางคนหัวเราะเสียงดังอย่างสะใจ บ้างก็ถึงกับยกมือท่วมหัว

                    “บอสครับ เรือของตำรวจมาถึงแล้วครับ!”

                    “ดี ลากไอ้เหี้ยนี่ไปพ้นๆหน้ากู”

                    “ไอ้......แฮก.....แฮก...เฮี้.....ย!”

                    “ยังมีฤทธิ์นะมึง ปากแบบนี้อีกซักทีดีไหม”

                    “พอแล้วไอ้โทน”

                     เจ้าของชื่อจิปากแล้วหันหลังเดินหนี พอดีกับกลุ่มตำรวจกลุ่มใหญ่ทั้งในและนอกเครื่องแบบเดินมาสมทบนั่นแหละพจน์จึงก้มลงมองคนตัวเล็ก

                     “พี่ก็อยากให้กอดนานๆหรอกนะ แต่ดูโน่นซะก่อนแน่ะ”

                     สิ้นเสียงทุ้มเท่านั้นแก้มเนียนถึงกับร้อนวาบเมื่อตาหวานหันไปเห็นกลุ่มตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเดินเรียงแถวกันมาทางนี้ และก็คงเห็นภาพเมื่อกี้กันแบบถ้วนหน้า ปากบางเม้มจนเป็นเส้นตรงเมื่อช้อนตาขึ้นมองสบกับตาคม ก่อนจะเสหลบเมื่อเจ้าของยิ้มร้ายยักคิ้วให้อย่างล้อๆ เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็หมายจะหันหลังเดินหนี แต่ก็ต้องชะงักเมื่อนิ้วเรียวถูกเกี่ยวไว้แน่น

                     “จะไปไหน?”

                    “ไปหาทิ”

                   “ยังไม่ต้องไป รอให้ตำรวจเคลียร์พื้นที่ให้คนงานขึ้นเรือเรียบร้อยซะก่อน อยู่ใกล้ๆพี่ไว้ พี่ยังไม่ไว้ใจสถานการณ์”

                   “เอ๊ะ!”

                   “ตัวการมันยังอยู่จำได้ไหม เราไม่รู้ว่ามีคนพรรคดีกับไอ้เสี่ยนั่นกี่คน เพราะฉะนั้นอย่าไปไหนไกล โอเคไหม?”

                   “ค ครับ แต่ ไม่ต้องจับมือก็ได้นี่นา ไม่ไปไหนก็ได้ เข้าใจแล้วครับ ปล่อยสิ”

                   “แบบนี้เหรอ?”

                   หมับ!

                   แทนที่จะปล่อยพจน์กลับประสานมือเรียวกับฝ่ามือตนแล้วบีบไว้แน่น เล่นเอาตะวันตาเหลือกกระซิบเสียงเขียว

                  “ทำอะไรแบบนี้ เห็นไหมคนมองกันใหญ่แล้ว”

                  “ใครอยากมองก็มองไป มองฟรีพี่ไม่คิดตังค์”

                  “แล้วทำไมต้องมา.........”

                  “ไงไอ้เสือ จะมาเที่ยวก็ไม่บอกล่วงหน้า เล่นเอากูหายใจหายคอแทบไม่ทัน”

                   เสียงทักที่ดังมาแต่ไกลๆทำให้ตะวันรีบลดมือที่พจน์จับไว้ซ่อนข้างหลัง แต่ก็ทำได้แค่นั้นเมื่อผู้มาใหม่อมยิ้มทำเป็นไม่เห็นอะไร

                  “แต่มึงก็ยังอุตส่าห์มาจนทันนี่หว่า”

                  “เออ ต้องขอบใจเรือของพวกมึงที่เร่งให้เร็วทันใจ ทำเอาลูกน้องกูหน้าเขียวอยู่หน้าหาดกันหลายคน”

                  “ฮะ ฮะ ฮะ โทษทีว่ะ ซีนี่ตะวัน ตะวันนี่สารวัตรอินทรีย์เพื่อนพี่”

                   มือน้อยกระตุกจะยกขึ้นไหว้แต่ติดที่นิ้วหนาไม่ยอมคลายจนตะวันได้แต่กล่าวทักทาย

                   “สวัสดีครับ”

                   “สวัสดีครับตะวัน พี่เหรอวะ มึงเรียกตัวเองว่าพี่?”

                   “เออ แล้วไง?”

                   “ก็ไม่ยังไงหรอก กูแค่เห็นมึงตอนนี้แล้วนึกอะไรออก”

                   “นึกอะไรออกวะ?”

                   “ก็มึงไง ยืนอยู่ใกล้น้องเขาแบบนี้เหมือนโฉมงามกับเจ้าชายอสูรยังไงอย่างงั้นเลยว่ะ หึๆ”

                    ฉ่า!

                   คนฟังหน้าแทบไหม้เมื่อคนมาใหม่วิจารย์ซะจนเห็นภาพตามทำให้ตะวันอยากแทรกแผ่นดินที่ยืนอยู่หายไปจากตรงนั้น และก็ดูเหมือนพระเจ้าจะช่วยหนูน้อยไว้ทันเพราะเสียงสวรรค์ที่เรียกมาจากด้านหลัง

                   “ตะวัน”

                   “ทิ”

                   นิ้วน้อยบิดหนีจนพจน์ต้องคลายมือให้ได้รับอิสระแล้วคนหน้าหวานทั้งสองก็โผเข้าหากันราวกับคิดถึงใจจะขาด

                   “ทิเป็นอะไรไหม ทำไมหายไปนาน แล้ว....เอ๊ะ!”

                    “มีอะไรตะวัน?”

                    “รอยนี่......”

                    นิ้วขาวแตะรอยแดงตรงต้นคออีกฝ่ายอย่างสงสัย แม้ผมดำยาวจะปิดหลังปิดไหล่ แต่ในระยะใกล้ๆแบบนี้มีหรือว่าคนตาดีจะมองไม่เห็น

                    “ม ไม่มีอะไร ยุงน่ะ”

                    “เหรอ? เยอะเลยนะ ดูสิแดงทั้งคอเลย”

                     ยิ่งตะวันพึมพำอย่างสงสัย รอยแดงที่มีกลับยิ่งแดงเถือกผสมกับแก้มที่แดงก่ำและเห่อลามไปทั้งหน้าทั้งคอ

                   “ไงไอ้น้อง”

                    เสียงของอินทรีย์เอ่ยทักใครบางคนทำให้ตะวันกับทิวาหันไปมอง เห็นภีมกำลังจับมือทักทายก่อนที่อินทรีย์จะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นทำเอาคนงานที่กำลังจะทะยอยกลับรวมทั้งลูกน้องมองอย่างสงสัยว่าขำถูกใจอะไรกันนักหนาทั้งๆที่เหตุการณ์กำลังตึงเครียด(?) อยู่แท้ๆ

                   “นี่กูคงตกข่าวใหญ่ไปใช่ไหม เห็นอย่างนี้แล้วอดนึกถึงตอนที่เรียนอยู่มหาลัยไม่ได้ว่ะ”

                   “มึงเงียบไปเลยไอ้ซี รีบๆไปจัดการที่เหลือดีกว่า ตอนนี้กูเบื่อจนแทบอ๊วกแล้วว่ะ”

                   “ได้ได้ ว่าแต่ถามคำ หวานใจกูอยู่ไหนวะ?”

                   “ไม่รู้โว้ย หาเอาเอง”

                   พจน์ตัดบทแล้วผละไปหาคนหน้าหวาน ตาคมมีแววเคืองเมื่อเห็นกิริยาของทั้งสองคน ทีกับตนจับนิดแตะหน่อยทำเป็นหวงตัว แต่กับทิวาตะวันแทบไม่มีอาการอย่างที่ว่าให้เห็นเลยสักกระผิกริ้น อย่างตอนนี้ก็จับมือกันไว้แน่นชนิดที่คงต้องจับแงะออกละมั้งถึงจะปล่อยมือกัน

                 “ทั้งสองคนขึ้นไปรอพี่บนเรือ และไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร หรือเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ต้องลงมาอีก เข้าใจไหม”

                 “รอที่นี่ไม่ได้เหรอครับ”

                 “ไม่ได้ ขึ้นไปรอบนเรือจนกว่าพวกพี่จะจัดการทางนี้เสร็จ ไปเดี๋ยวนี้”

ปากสีสดมุ่ยลงอย่างขัดใจก่อนจะกัดฉับจนพจน์เห็นแล้วหมั่นเขี้ยว นี่ถ้าไม่ติดว่ามีใครต่อใครยืนมองอยู่จนเต็มเกาะ จะลากมาบดจนปากช้ำให้หนำใจเลยคอยดู

                  “อย่ากัด”

                  “หือ?”

                 ตะวันขมวดคิ้ว แล้วแก้มเนียนก็แดงเถือกเมื่อจู่ๆนิ้วโป้งหนาก็ยกขึ้นปัดผ่านริมปากอิ่มตรงตำแหน่งที่ตนเพิ่งใช้ฟันขบไปหยกๆ

                 “เสียดาย …..ให้พี่เป็นคนกัดจะอร่อยกว่าเยอะ”

                 ฉ่า.........

                  ไม่ใช่แต่เฉพาะตะวันเท่านั้นที่หน้าแทบไหม้ ทิวาก็แก้มร้อนวาบจนลามลงไปทั้งคอกับบทจีบต่อหน้าต่อตาในระยะเผาขนชนิดไม่สนคนยืนอยู่ใกล้ ทำให้ทิวารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นอากาศธาตุไปในทันได

                  ชั่วอึดใจเดียวที่คนตัวเล็กทั้งสองเห็นปากหยักยกยิ้มร้ายแล้วเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ร่างสูงหมุนตัวเดินห่างออกไปจนลับสายตา คนตัวบางทั้งสองจึงได้เดินจูงมือกันขึ้นไปรอบนเรืออย่างที่คนตัวสูงบอก และรอว่าเมื่อไหร่เรื่องวุ่นๆของวันนี้จะจบลงเสียที



 ToBeCon.............

 

ความคิดเห็น