facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2560 18:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 11



สัมผัสเพียงแผ่วเบาตรงปลายคางที่หย่งหนานแตะต้องกำลังแผ่ความอบอุ่นเข้ามาในร่างกายของเหวินเป่า เลือดฝาดวิ่งวนจนพวงแก้มแดงซ่านชวนให้หย่งหนานนึกอยากจะลูบไล้เสียเหลือเกิน



“นะ นายท่าน”



เหวินเป่าพลันหลบเลี่ยงสายตา หนุ่มน้อยมิอาจหาญกล้าประสานสายตากับดวงตาคมคู่นั้น มันเหมือนมีประกายแสงพุ่งออกมาจนหัวใจดวงน้อยสั่นไหวระรัวไปหมด และกิริยาที่เหวินเป่ายืนตัวสั่นทำให้หย่งหนานได้สติ เขารีบหลับตาลงและหักห้ามความคิดทั้งมวลให้หมดสิ้น ปลายนิ้วมือจึงละจากคางมนอย่างเสียดาย



“ดึกแล้ว เธอจงกลับไปนอนเสียเถิดอากุย”



สะดุ้งแผ่วเบาเมื่อเหวินเป่าเองก็เพิ่งรู้สึกตัวเช่นกัน เขาเหลือบมองหย่งหนานอย่างสับสนและไม่เข้าใจว่าร่างกายของเขานั้นเป็นอะไรนักหนาจึงได้มีปฏิกิริยาทุกครั้งที่อยู่ใกล้หย่งหนาน ใจหนึ่งก็หวั่นเกรงอีกฝ่ายหากอีกใจก็อ่อนไหวและโหยหาต่อสัมผัสแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม



“ครับนายท่าน”



เหวินเป่าลนลานสาวเท้าก้าวกลับออกจากห้องโถงนั้นทันที และเมื่อถึงห้องเล็กอันเป็นอาณาเขตที่เจ้าของบ้านยกให้เหวินเป่าก็รีบกระโจนไปบนเตียงแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมโปง เขานอนตัวสั่นอยู่พักใหญ่กว่าจะสงบลง



ตั้งแต่เกิดมาจนอายุเข้าสิบหกปีเต็มย่างสิบเจ็ดเหวินเป่าไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เหวินเป่าไม่รู้ว่าความวาบหวามหวิวไหวอยู่ในอกเช่นตอนนี้คือสิ่งใด มันปวดร้าวจนแทบจะปริแตกด้วยความทรมานยิ่งเมื่อในสมองมีแต่ภาพของหย่งหนานลอยอยู่ให้เห็น



“ไอ้บ้าเหวินเป่า ไอ้ตัวเลวทรามต่ำช้า” เขาก่นด่าตนเองอย่างเจ็บใจ



กัดฟันข่มตานอนให้หลับแม้จะยากเย็นเต็มที หนุ่มน้อยหลับๆตื่นๆตลอดทั้งคืนกับความสับสนที่มิอาจหาทางออกได้และมีเพียงภาพของหย่งหนานอยู่ในความฝันของเขาตลอดทั้งราตรี



เฉินหย่งหนานก้าวเข้าไปยังห้องนอนของเขา มองเห็นเงาของภรรยาอยู่ในความมืดสลัวบนเตียงกว้าง หย่งหนานถอดชุดทหารออกจนหมดแต่ใส่เสื้อคลุมนอนก่อนจะสืบเท้าไปยังเตียงอย่างเบาที่สุดแต่ถึงกระนั้นฟางซินก็ยังตื่นขึ้นมา



“กลับมาแล้วหรือคะ”



สิ้นเสียงคำถามฟางซินก็ไอออกมาชุดใหญ่ หญิงสาวยิ่งหน้าซีดอยู่ในความมืดจนหย่งหนานต้องเข้าไปประคองให้ภรรยาลุกขึ้นมา



“เป็นอย่างไรบ้างฟางซิน”



คำถามด้วยความห่วงใยนั้นทำให้ฟางซินฝืนยิ้มรับ หญิงสาวนึกท้อใจที่ร่างกายตนเองนั้นอ่อนแอเสียเหลือเกิน



“น้องก็ไอเพราะอากาศชื้นนั่นแหละค่ะ หมดฤดูฝนเมื่อใดคงจะดีขึ้น ว่าแต่พี่เถอะค่ะวันนี้เหนื่อยไหมคะ”



ฟางซินเอ่ยถามอย่างเอาใจใส่พลางเงยหน้ามองสามีที่ประคองกอดไว้ด้วยความเคารพรัก แม้ว่าจะถูกกำหนดให้แต่งงานกันด้วยหน้าที่ แต่หย่งหนานเป็นสามีที่ดีจนฟางซินสามารถมอบหัวใจให้ทั้งหมด



“ก็เหนื่อยอย่างเช่นทุกวัน การฝึกทหารใหม่ให้กลายเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”



ปรารภออกมาอย่างหนักใจ ถึงแม้สงครามอาจใกล้ยุติแต่ก็ยังไว้วางใจไม่ได้จักรวรรดิญี่ปุ่นยังไม่ยอมแพ้แม้ว่าตอนนี้เยอรมันหนึ่งในผู้นำฝ่ายอักษะกำลังเพลี่ยงพล้ำมากขึ้นทุกที



“เสียดายที่น้องเป็นหญิง หากเป็นชายน้องจะขอทำงานช่วยชาติ แต่เพราะเป็นหญิงเช่นนี้จึงกระทำได้แค่ช่วยให้สามีได้ปลดเปลื้องความเคร่งเครียดลงบ้าง”



ฟางซินแหงนหน้ารอรับให้สามีได้จูบลงมาที่กลีบปากของเธอ หญิงสาวเบียดกายเข้าหาเมื่อหย่งหนานดึงร่างบอบบางมากอดเข้าไว้ หย่งหนานเปลื้องผ้าที่ฟางซินสวมใส่ออกและหวังจะมอบความสุขให้ภรรยาดั่งที่ควรจะทำ ความต้องการตามธรรมชาติปลุกให้เขาตื่นขึ้นมา หย่งหนานก้มหน้าลงไปจูบไล่ตามเนินอกของฟางซินที่เปิดทางให้สามีด้วยความเต็มใจ



“แค่ก แค่ก”



ทุกอย่างพลันหยุดชะงักเมื่อฟางซินไอออกมาอีกคำรบใหญ่ ทรวงอกเปลือยหอบหายใจหนักจนตัวโยนทำให้หย่งหนานต้องรีบสวมเสื้อให้ฟางซินและดึงผ้าห่มมาคลุมให้ร่างกายบอบบางนั้นและมองอย่างเป็นกังวล



“ฟางซินเป็นอย่างไรบ้าง”



ภรรยาไอจนหมดแรง น้ำตาหยดหนึ่งไหลจากหางตาของหญิงสาวด้วยความรันทดใจ



“น้องขอโทษ น้องเป็นเมียที่ใช้ไม่ได้เลย แค่จะมอบความสุขให้สามีตามหน้าที่ที่ควรจะทำยังไม่สามารถทำได้”



“อย่าได้คิดมากเช่นนั้นเลย การใช้ชีวิตคู่สามีภรรยามิใช่มีเพียงเรื่องเพศเท่านั้น ฉันรักเธอเพราะความดีของเธอ เพราะเธอเป็นภรรยาและแม่ของลูกที่ดี”



หย่งหนานปลอบโยนเมื่อเห็นฟางซินร้องไห้ เขาตระกองกอดให้ร่างกายของฟางซินได้รับความอบอุ่นจนกระทั่งหญิงสาวผล็อยหลับไปในอ้อมกอดหย่งหนานจึงค่อยๆคลายวงแขนออกและมองใบหน้าซีดเซียวของภรรยา



คำแนะนำของหยางซุนที่ให้หาอนุภรรยาเพิ่มอีกสักคนแว่วเข้ามาในสมอง ถึงแม้การมีภรรยาหลายคนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กับหย่งหนานที่มีความคิดสมัยใหม่ เขารู้ใจสตรีว่าต่อให้ปากนั้นบอกว่าเต็มใจให้สามีมีภรรยาอื่นได้แต่ในใจคงไม่พ้นความเจ็บช้ำ และเพราะความดีของฟางซินที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาถึงแปดปีทำให้เขามิอาจสร้างความเจ็บช้ำให้ภรรยาของเขา แม้ว่าตอนนี้หย่งหนานจะทรมานเพราะความต้องการทางธรรมชาติของเพศชายก็ตาม



ฟางซินหลับสนิทลงแล้วหย่งหนานจึงค่อยๆนอนหงายและจำต้องระบายความต้องการของตนเองออกโดยไม่ผิดศีลธรรม ชายหนุ่มหลับตาลงและปรนเปรอความเป็นชายด้วยปลายนิ้วสาก ถึงแม้ความใคร่จะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตแต่เขาก็ต้องกำจัดความกำหนัดของวัยหนุ่มฉกรรจ์ออกไปบ้าง หย่งหนานปล่อยใจในล่องลอยไปกับจินตนาการของตน



ภาพความงามผุดผาดของหนุ่มน้อยวัยสิบหกปีปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามใจได้ ใบหน้าเรียวที่ประกอบไปด้วยเครื่องหน้าราวกับสวรรค์ปั้นแต่งกำลังยิ้มแย้มให้กับเขา หย่งหนานนึกเจ็บใจตนเองที่ปฏิเสธใบหน้านั้นไม่ลงเมื่อร่างกายของเขากำลังขึ้นไปสู่จุดสูงสุด เสียงพ่นสบถลอดริมฝีปากที่สะกัดกลั้นไม่อยู่ดังขึ้นมาคราหนึ่งก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลง



หอบหายใจหนักพลางมองเพดานอยู่ในความมืดก็ยังมีแต่ภาพของหลินเหวินเป่าฉายชัดอยู่ราวกับจอหนังในโรงภาพยนตร์ หย่งหนานนึกหงุดหงิดที่เขาบังคับความคิดของตนเองไม่ได้อย่างที่ควรจะทำแม้ว่าจะหลับตาลงเด็กหนุ่มก็ยังตามมารังควานอยู่หลังเปลือกตา



“โธ่โว้ย!”



แม้ร่างกายจะสุขสบายขึ้นมาบ้างหากแต่หัวใจของหย่งหนานกลับหนักอึ้ง เขาใช้ชีวิตมาสามสิบปีผ่านอะไรมามากมายและเข้าใจดีว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ หย่งหนานเริ่มจะไม่สบายใจที่เขาคิดกับเด็กที่รับเลี้ยงอย่างไม่เหมาะสม เขาได้แต่เตือนตัวเองให้ถอยห่างออกมาจากหนุ่มน้อยที่อาจเป็นอันตรายต่อหัวใจและความดีงามที่เขาตั้งใจจะปฏิบัติ



บางทีเขาจำเป็นต้องห่างจากเหวินเป่าก่อนที่อะไรมันจะสายเกินไป






เสียงหวูดจากรถยนต์ของกองทัพจีนดังลั่นถนนหน้าบ้านตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่แตะขอบฟ้าปลุกให้สมาชิกในบ้านของผู้นำสูงสุดของจีนต้องมารวมตัวกันที่บ้านหลังใหญ่ แม้ว่าหย่งหนานจะเพิ่งคล้อยหลับไปได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่เขาก็ไม่มีทีท่างัวเงียเมื่อมายืนพร้อมหน้ากับเฉิ้นจิ้งเหอและเฉินหยางซุน



เฉินจิ้งเหอกำลังรับโทรเลขรายงานจากนายทหารที่มีสีหน้าตื่นเต้น ชายวัยสูงอายุก้มหน้าอ่านเพียงครู่หนึ่งใบหน้าที่มีแต่ความคร่ำเคร่งจึงเผยรอยยิ้มแรกในรอบสิบปีออกมา



“เยอรมันยอมแพ้แล้ว” (7 พฤษภาคม ค.ศ.1945)



หยางซุนอุทานออกมาด้วยความสาแก่ใจส่วนหย่งหนานมีเพียงรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าขรึมสำหรับข่าวดีที่เพิ่งได้รับ จิ้งเหอเล่าถึงสถานการณ์ต่อเนื่อง



“สัมพันธมิตรยึดกรุงเบอร์ลินไว้ได้และเยอรมันก็ประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข”



“เสร็จไปหนึ่งล่ะ” หยางซุนชูมือแสดงความยินดี “เหลือก็แต่พวกญี่ปุ่นสินะครับพ่อ”



จิ้งเหอพยักหน้ารับ รอยยิ้มเริ่มจางหายไปและทดแทนด้วยการไตร่ตรองดังเช่นอุปนิสัยผู้นำเช่นเขา



“ดูจากความดื้อรั้นของสมเด็จพระจักรพรรดิแล้วพ่อคิดว่าญี่ปุ่นคงยังไม่ยอมแพ้โดยง่าย ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครคอยช่วยเหลือ และต่อจากนี้ประเทศสัมพันธมิตรทั้งหลายคงมุ่งโจมตีไปที่เกาะญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว”



“อยากจะรู้นักว่ามันจะต้านกำลังของทหารทั่วโลกได้นานแค่ไหน”



หยางซุนเอ่ยอย่างกระเหี้ยนกระหือ



“เท่านี้เราก็มีกำลังใจมากขึ้นแล้วล่ะครับพ่อ ตอนนี้ไอ้เจ้าชายคิริซาวะรุ่นน้องของพ่อคงเดือดพล่านไปหมด ผมได้ข่าวว่าเขากำลังเตรียมขนกองกำลังลงไปที่เกาะไต้หวันเพื่อใช้เป็นฐานทัพทางทะเลแห่งสุดท้าย”



หมู่เกาะไต้หวันตกเป็นฐานที่มั่นของญี่ปุ่นมานานเกือบยี่สิบปีแล้วตั้งแต่ญี่ปุ่นทำสงครามกับจีน เพราะเป็นชัยภูมิที่ดีที่จะตั้งรับการต่อสู้โดยเรือดำน้ำและยิงต่อสู้อากาศยาน ซึ่งไต้หวันก็เป็นสถานที่ที่สหรัฐอเมริกาหมายปองอยู่เช่นกัน



“ช้าไม่ได้ละ ผมต้องไปดูแนวการรบเสียหน่อย”



หยางซุนไม่รอช้า เขาคำนับบิดาก่อนจะหมุนกายกลับไปยังบ้านพักของเขาเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า จิ้งเหอหันมาสบตากับหลานชายและปรึกษาความเห็น



“หลานคิดว่าควรจะระวังอะไรบ้าง”



“ควรระวังทหารญี่ปุ่นถอยทัพครับ” หย่งหนานกล่าวตอบอย่างใช้ความคิด



“ถึงแม้ว่ารัฐบาลกลางของญี่ปุ่นจะยังไม่ยอมแพ้แต่ทหารที่อยู่นอกฐานก็อาจทำทุกวิถีทางเพื่อกลับไปรวมพลกันให้ได้ ผมคิดว่าเราต้องใช้เวลานี้จัดการให้เด็ดขาด”



“หากญี่ปุ่นจะถอนกำลังไปไต้หวันอย่างที่หยางซุนบอก ถ้าไม่ออกทางช่างไห่ก็ต้องมาทางนานกิง แต่ทางนานกิงใกล้กว่า เราต้องระวังช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้”



หย่งหนานเข้าใจดี สถานการณ์ตอนนี้จักรวรรดิญี่ปุ่นเหมือนถูกลอยแพอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เสือที่บาดเจ็บกลับเป็นเวลาที่น่ากลัวที่สุด เพราะเสือตัวนั้นจะต่อสู้หลังชนฝาเพื่อเอาชีวิตรอด



เดินกลับไปยังบ้านพักของเขาพร้อมกับภาระหน้าที่ที่มีมากขึ้น ต่อจากนี้งานของหย่งหนานจะไม่ใช่เพียงแค่ฝึกทหารให้พร้อมรบ หากแต่เขาอาจจะต้องควบคุมทหารเหล่านั้นไปสู้กับศึกสุดท้ายหลังจากสงครามโลกยาวนานถึงแปดปี



“เกิดอะไรขึ้นคะ”



ฟางซินตื่นแล้ว หญิงสาวถามทันทีเมื่อสามีก้าวกลับสู่ห้อง



“เยอรมันยอมแพ้แล้ว”



หญิงสาวยิ้มอย่างยินดี ฟางซินเป็นสตรีสมัยใหม่ที่ได้รับการศึกษาจนจบวิทยาลัยการช่างสตรีและยังเป็นบุตรสาวของขุนศึกใหญ่ เธอจึงรู้สถานการณ์ของบ้านเมืองมากกว่าสตรีคนอื่นๆ



“เหลืออีกเพียงประเทศเดียวสินะคะ เพราะทั้งเยอรมันและอิตาลีก็พ่ายแพ้หมดแล้ว”



“นั่นคืองานยากที่สุดของภาคพื้นเอเชีย”



ฟางซินพยักหน้ารับ หญิงสาวมองสามีแล้วสีหน้าจึงสลดลง



“น้องขอโทษเรื่องเมื่อคืนนี้ที่ไม่อาจให้ความสุขคุณพี่ได้ พี่คะ น้องมาคิดดูแล้วหากพี่จะหาใครมาดูแลอีกสักคน...”



“นี่ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องนี้นะฟางซิน” สามีดุจนฟางซินหน้าสลด



“ขอโทษค่ะ น้องแค่คิดว่า...”



หย่งหนานถอนหายใจ เขาก้าวเข้าไปหาและยกมือบนไหล่ของหญิงสาวแทนคำปลอบโยน



“เธอไม่ผิดหรอก ฉันขอบใจในความหวังดี หากแต่ตอนนี้บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงล่อแหลมเกินกว่าฉันจะมาคิดหาความสุขใส่ตัวได้ เมื่อสงครามจบสิ้นลงเราค่อยมาคุยกันใหม่ เอาล่ะ ฉันจะแต่งตัวไปทำงานแล้ว”



ฟางซินพยักหน้ารับก่อนจะก้าวออกไปภายนอกเพื่อดูแลสำรับอาหารเช้าให้สามีส่วนหย่งหนานก็ได้แต่ถอนหายใจตามหลัง หย่งหนานในชุดทหารเต็มยศก้าวออกมาที่ห้องโถงในอีกไม่นานนัก เมื่อก้าวเข้าไปเขาจึงเห็นเพียงหนุ่มน้อยที่เขาเฝ้าฝันถึงยืนจัดอาหารเช้าที่วางอยู่บนโต๊ะเพียงลำพัง และเมื่อเหวินเป่ามองเห็นเขาก็ขยับหนีก้มหน้าซ่อนความสับสนไว้อย่างยากเย็น



“ฟางซินล่ะเหวินเป่า”



“นายหญิงดูแลคุณชายน้อยอยู่ครับจึงให้ผมจัดอาหารให้นายท่าน”



พยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้วหย่งหนานจึงนั่งลงใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก หากแต่สายตานั้นกลับวนเวียนอยู่กับใบหน้าแดงซ่านของเหวินเป่าอย่างห้ามใจตนเองไม่ได้ อาหารเช้ามื้อนี้แทบไม่รู้รสชาติเมื่อจิตใจพะวงอยู่แต่จุดสนใจอื่น ในที่สุดหย่งหนานก็ตัดสินใจวางตะเกียบลง



“เหวินเป่า”



“ครับ!”



สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงเรียก เหวินเป่าเงยหน้าอย่างกล้าๆกลัวๆกับสายตาที่จ้องมองมา



“ก้มหน้าทำไม มาหาฉันสิ”



หนุ่มน้อยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาก้าวเดินมาหยุดอยู่ด้านข้างของเจ้าของบ้าน เหวินเป่าไม่กล้าสบตาคมนั่นสักนิด



“นั่งลง”



“เอ่อ แต่ว่า...”



แขนของเขาถูกฉุดให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวติดกัน เหวินเป่ารู้สึกขลาดเขลาจนต้องก้มหน้าคางแทบชิดอก แต่แล้วเขาก็ถูกปลายนิ้วใหญ่เชยคางของเขาให้เงยหน้าขึ้นมาเช่นเดียวกับค่ำคืนที่ผ่านมา หย่งหนานบังคับด้วยสายตาให้เหวินเป่าไม่กล้าหลบเลี่ยงไปทางใดได้



“เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือ ทำไมดวงตาถึงได้คล้ำเช่นนี้”



“เอ่อ...”



จะบอกได้อย่างไรว่าเขานอนไม่หลับจริงๆ เหวินเป่าเฝ้าคิดถึงแต่ใบหน้าคมเข้มแสนดุหากแต่ใจดีของคนตรงหน้าจนนอนไม่หลับเกือบตลอดทั้งคืน



“ผมแปลกที่น่ะครับนายท่านและยังไม่ชินกับการนอนบนเตียง”



หาข้ออ้างให้ตนเองเพื่อให้พ้นจากความรู้สึกอันแท้จริง แต่สำหรับคนไม่เคยโกหกเช่นเขากลับดูออกได้โดยง่ายจากคนที่ประสบการณ์ชีวิตมากกว่า ดวงตาเรียวหวานคู่นั้นบ่งบอกว่ามองเห็นหย่งหนานเป็นวีรบุรุษ เป็นผู้มีพระคุณ เป็นเจ้าชีวิต



ให้ตายสิ หย่งหนานไม่นึกอยากจะเป็นคนดีอย่างที่เหวินเป่าคิดสักนิด



หัวใจฝั่งความรู้สึกบอกกับเขาว่า หย่างหนานอยากจะดึงร่างบางนี้เข้าสู่อ้อมกอดใจแทบขาด หากแต่สมองที่ย้ำเตือนเรื่องคุณธรรมได้ห้ามไว้อย่างยากลำบาก เขาไม่ต้องการทำลายความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อเขา



“นายท่าน”



สายตาสับสนของหย่งหนานกลับกระตุ้นให้หนุ่มน้อยจ้องมองจนดำดิ่งลึกเข้าไปหลังดวงตาคู่คมนั้น อะไรบางอย่างทำให้เหวินเป่าหลุดจากการควบคุมตนเอง เขามองชายหนุ่มสง่าผ่าเผยอย่างหลงใหลลืมตัวจนกายบางขยับใกล้ชิด ใบหน้าหวานแหงนมองราวกับจะรอให้อีกฝ่ายทำอะไรบางอย่างกับตนให้สมกับความรู้สึกอัดอั้น



หย่งหนานลืมทุกอย่างแล้วในตอนนี้ สีหน้าของเหวินเป่าเย้ายวนใจเกินกว่าที่เขาจะหักห้ามได้ ปลายนิ้วสากที่ยังไม่ปล่อยจากคางเรียวดึงใบหน้าหวานเข้าหา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นร้อนซึ่งกันและกัน ริมฝีปากของเขาแตะลงไปบนกลีบปากนุ่มบางเบาหากแต่สร้างความรัญจวนจนหัวใจของเขาและเหวินเป่าเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกทรวงอก



“เหวินเป่า นายท่านของเธอรับประทานอาหารเช้าแล้วหรือยัง”



ราวกับร่างกายถูกกระชากออกจากกันทันทีทันควัน เหวินเป่าผลักไหล่กว้างออกและชิงลุกหนีไปยืนตำแหน่งเดิมเมื่อได้ยินเสียงของฟางซินดังแว่วมา หนุ่มน้อยหอบหายใจลึกเพื่อตั้งสติในขณะที่หย่งหนานพลันหลับตาลงเพื่อดึงทุกอย่างกลับคืนมา เขาโกรธตัวเองนักที่ปล่อยให้ความต้องการอยู่เหนือความถูกต้อง



“อ้าว ทำไมรับประทานได้น้อยจังล่ะคะ”



ฟางซินถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นอาหารเช้าพร่องไปไม่ถึงครึ่งและสามียังมีสีหน้าเคร่งเครียดอีกต่างหาก หย่งหนานผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว บางทีหากเขายังอยู่ใกล้หนุ่มน้อยที่ยืนหน้าแดงซ่านอยู่อย่างนี้ เขาอาจจะทำผิดเข้าสักวัน



“ฟางซิน ช่วยจัดเสื้อผ้าและของใช้ให้ฉันด้วย ให้ทหารนำไปส่งให้ที่กองทัพ ฉันจะไปทำงานที่กองบัญชาการจนกว่าสงครามโลกจะจบลง”



หย่งหนานตัดสินใจก้าวเดินออกจากบ้านโดยไม่หันมามองใบหน้าของเหวินเป่าอีก



นี่อาจเป็นทางเดียวที่เขาจะไม่ทำลายทุกอย่างให้พังครืนลงมา



TBC



ความคิดเห็น