งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 15:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 11
แบบอักษร

 

 

ชายแปลกหน้า 

 

 

ใออัยอยากถามเรื่องเมื่อตอนบ่ายแต่ไม่รู้จะต้องเริ่มยังไง มันเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าทั้งคู่อยากให้รับรู้คงไม่บอกปัดให้เขาออกไปแบบนั้น แล้วไหนจะอาการต่างกันสุดขั้วนั่นอีก ถึงจะรู้ดีว่ากวีและอรอินทร์คุยกันทีไรก็มักจะปะทะคารมกันด้วยคำพูดเสมอ แต่ครั้งนี้เขาอยากรู้ว่ามีเรื่องอะไร เพราะโดยนิสัยปกติถ้าอรอินทร์โกรธขนาดนั้น ไม่มีทางที่จะเดินออกไปเงียบ ๆ แน่นอน และนี้ก็ผ่านมาหลายชั่วโมงจนใกล้ได้เวลานอนอยู่แล้ว ถ้าถามไปกวีจะอารมณ์เสียไหม แต่ดูท่าความอยากรู้จะแสดงออกมาทางสีหน้ามากจนเกินไป จนอีกคนที่อยู่ร่วมห้องสังเกตเห็นจึงต้องเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“เป็นอะไร” คนตัวเล็กไม่ตอบเอาแต่นั่งมองหน้ากวีนิ่ง ๆ “อ้าวไม่ตอบอีก มีอะไรหรือเปล่าทำไมเอาแต่มองฉันแล้วก็ขมวดคิ้ว”

“เมื่อตอนบ่าย ตอนที่คุณน้ามาคุยด้วย” เพราะกวีเปฺิดฉากถามก่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม เลยทำให้ใออัยกล้าตัดสินใจถามออกไปแต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดจนจบอยู่ดี

“แล้วยังไง”

“คือ”

“ฉันพอจะเข้าใจแล้ว นายจะถามเรื่องฉันกับน้าของนายใช่ไหม” ซึ่งคนตัวเล็กก็พยักหน้า ถึงจะแอบเคืองที่อีกคนเดาความคิดตัวเองออกก็ตาม กวีเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี และการคาดเดาในสิ่งที่คนอื่นพูดหรือคิด ก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้เขามายืนอยู่ยังจุดนี้ ไม่ใช่ว่าการอ่านปากมันง่าย ยิ่งกับคนที่พูดรัว ๆ แล้วยิ่งยากจะเข้าใจ แต่กับใออัยที่เขาอ่านได้และตามทัน ก็เพราะเจ้าตัวพูดช้าและขยับปากเน้นชัด เพื่อพูดคุยตลอด มันไม่แปลกที่เขาจะเข้าใจ แม้บางครั้งใออัยจะพูดรัวและเร็วออกมา ก็ใช่ว่าจะเข้าใจทั้งหมด แต่มันเกิดจากการเดาจากเรื่องที่คุยกันอยู่ในขณะนั้น เลยพอรู้ว่าจะพูดแบบไหนออกมา นิสัยของเด็กคนนี้ดูไม่ยากนักหรอก “ก็ไม่มีอะไร คุยกันปกติ นายก็รู้ดีไม่ใช่เหรอว่าฉันกับน้าของนายเป็นยังไง”

“แต่”

“ไม่มีแต่ เลิกคิดแล้วนอนได้แล้ว นอนดึกทุกวันหน้าเหี่ยวก่อนวัยฉันไม่รู้ด้วยนะ” คนที่นั่งพิงหัวเตียงพูดตัดจบเป็นบทสนทนาหยอกล้อ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความสงสัยที่มันเกิดขึ้นแล้วลดลงไปได้เลย ไหนจะทำพูดที่ดูเหมือนจะทะเล้นขึ้นทุกวันนั่นก็ด้วย คนตัวเล็กเลยเกิดอาการหน้าบึ้งเหมือนเด็กโดนขัดใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีหรือใออัยจะกล้าทำอาการเหล่านี้ใส่ พอเห็นแบบนั้นคนอายุเยอะกว่าก็ชักอยากจะแกล้ง “ดูทำหน้าสิ คิดว่าน่ารักเหรอ”

“ก็ไม่ได้อยากน่ารัก อยากหล่อ”

“นายอยากหล่อ” กวีเลิกคิ้วทวนคำเหมือนไม่อยากจะเชื่อแล้วก็หัวเราะคล้ายเจอเรื่องตลกขบขัน ยิ่งทำให้ใออัยหน้ามุ้ยคิ้วขมวดขึ้นไปอีก “เสียใจด้วยนะ หน้านายมันสวย ถามจริง ๆ เคยส่องกระจกบ้างไหม”

“สวยอะไร ไม่สวย” ใออัยพูดสั้น ๆ ไม่มีหางเสียงบวกกับอารมณ์ที่คนช่างแกล้งพูดยั่วเลยลืมตัวพูดตามความเคยชิน แต่กวีก็ไม่นึกโกรธ เขาเข้าใจว่าใออัยเองก็คงพยายามสื่อสารให้ได้ใจความแบบกระชับและเข้าใจที่สุดแล้ว

“สวยสิ สวยจนบางทีฉันมองแล้วเคลิ้มนึกว่าเป็นผู้หญิงเลยแหละ จำครั้งแรกที่เจอกันได้ไหม ฉันยังมองว่านายเป็นผู้หญิงเลย”

“แต่ผมเป็นผู้ชาย”

“จริงเหรอ แต่ฉันยังไม่เคยเห็นกับตาเลยนะ ว่านายเป็นผู้ชายจริงหรือเปล่า” คนแกล้งก็ยังไม่หยุด ยิ่งอาการเขินเหล่านั้นแสดงออกมามากเท่าไหร่ มันกลับทำให้เขาอยากไล่ต้อนเข้าไปอีก ยิ่งปนกับกับอารมณ์เสียนิดๆ กวีก็ยิ่งสนุก จนบางทีเขาก็อยากให้ใออัยอยู่ให้เขาแกล้งไปนาน ๆ

“แต่คุณจับไปแล้ว” ดวงตาหวานมองค้อนอย่างขุ่นเคือง คล้ายหงุดหงิดที่เหมือนจะตามเกมส์คนตัวโตไม่ทันเลยเผลอหลุดพูดออกไป ก็เท่ากลับเปิดโอกาสให้คนรอจังหวะได้รุกหนักเข้าไปอีก

“จับอะไร ฉันจับอะไรเหรอ เอว สะโพก หรือว่าหน้าอก อย่างหลังนี้มันอาจจะแบนไปหน่อยแต่มันก็มีนะ ผู้หญิงที่ไม่มีนมน่ะ” ใออัยอยากจะเอาเล็บข่วนหน้าทะเล้นนั้นเสียจริง ทำไมถึงเป็นผู้ใหญ่ที่กวนโอ๊ยได้ขนาดนี้ มีที่ไหนผู้หญิงไม่มีนม อย่างน้อย ๆ ก็ดูออกอยู่แล้วว่าไหนชายไหนหญิง แถมพูดออกมาหน้าตาเฉยว่าจับตรงนั้นตรงนี้ของเขาอีก บ้าที่สุด “ปากนาย แก้มนาย ฉันจับมาหมดแล้ว เหลือก็แต่” กวีหยุดพูดก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังจุด ๆ หนึ่งบนร่างกายของใออัย ทำให้คนขี้สงสัยเลื่อนสายตาตาม แต่พอรู้ตำแหน่ง ใบหน้าสวยถึงกับเห่อแดงซับสีเลือดขึ้นมา แขนเรียวเล็กที่ไม่ต่างจากหญิงสาวถึงกับรีบหยิบหมอนมาใบโตมาปิดทับกางเกงที่สวมอยู่ ทั้งที่ใจจริงอยากจะหยิบไปฟาดคนลามกให้รู้แล้วรู้รอด

“คุณ คุณ คุณมันบ้าที่สุดเลย” ขนาดไม่มีเสียง กวียังรู้เลยว่าใออัยอายจนถึงขยับปากพูดติด ๆ ขัด “คิดอะไรของคุณ”

“ฉันก็คิดอย่างที่นายคิดนั่นแหละ นายไม่ต้องอายไปหรอกใออัย เพราะอีกไม่นานฉันมั่นใจว่าต้องได้สัมผัสมันแน่ ๆ” เหมือนร่างกายของคนตัวเล็กจะขยันขับเลือดฝาดให้ออกมาทางสีหน้าเสียจริง แค่นั้นไม่พอยังขยันขับสีแดงระเรื่อไปทั่วทั้งใบหูและลำคอ หลังจากที่ได้ยินกวีเรียกชื่อตนเอง พร้อมกับประโยคสองแง่สองง่ามด้วยน้ำเสียงละมุนและกระเส่าเร่าร้อนแบบนั้นอีกด้วย เพราะคุณวีคนเดียวเลยที่ทำให้เขาตกอยู่ในอาการแบบนี้ “นี่ ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น จะตกเตียงแล้วเห็นไหม” ถึงจะสนุกแค่ไหนแต่ความปลอดภัยของคนตัวเล็กต้องมาก่อน เหมือนกวีจะไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองกำลังเผลอทำสีหน้าเป็นห่วงออกไป ซึ่งมันก็ได้ผลเพราะคนตัวเล็กยอมขยับเข้าใกล้แต่ก็เพียงแค่นิดเดียว เพราะยังไม่ไว้ใจกวีในตอนนี้ ใออัยไม่ได้อยากระแวงกวี แต่ที่ใช้งานไม่ได้มันคือขาแต่มือเขายังดีอยู่ไม่ใช่หรือ “ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น ฉันไม่แกล้งแล้ว มันดึกแล้วมานอนมา ฉันก็ง่วงแล้วด้วย” คนพูดว่าพลางปิดปากหาวชำเลืองมองมายังใออัย แต่คนระวังภัยให้ตัวเองอยู่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ

“จริงนะครับ”

“จริง ๆ ฉันจะนอนแล้ว” กวีทำท่าขยับตัวซึ่งนั้นก็ทำให้ใออัยเบาใจ เลยขยับเข้าไปช่วยเหมือนอย่างทุกวัน กวีเองก็ไม่ได้งัดลูกไม้อะไรออกมาเล่น ล้มตัวนอนตามการประคองแต่โดยดี ไม่นานแสงสว่างในห้องก็ดับลง เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังเบา ๆ จนเกือบจะไม่ได้ยิน ใออัยยังไม่หลับเพราะยังไม่ไว้ใจคนที่นอนอยู่ข้างกาย แต่อีกคนก็ใช่จะหลับและมีเหตุผลอื่นที่ต้องถามใออัยเสียก่อน

“ขยับมานอนใกล้ฉันหน่อยสิ” คนตัวเล็กขวับไปมองคนพูดในความมืด แสงไฟด้านนอกที่สะท้อนบนผ้าม่านจึงไม่ได้ทำให้ในห้องมืดสนิทหนักแต่ก็ไม่มากพอที่มองสีหน้าคนพูดได้อย่างชัดเจน “ขยับมาเถอะน่า ฉันไม่ทำอะไรหรอกอย่างมากก็แค่จับอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ” เพราะอย่างนี้นี่ไงที่ทำให้ใออัยไม่อยากขยับเข้าไปใกล้ “นายจะกลัวอะไร ในเมื่อฉันก็นอนกอดนายอยู่ทุกคืน” ใออัยเบ้ปากหมั้นไส้กับคำพูดประโยคนั้น แต่ก็ไม่ปฏิเสธยอมขยับตัวเข้าไปในอ้อมแขนของกวี ไม่ใช่เป็นคนเชื่อคนง่ายแต่เพราะจับน้ำเสียงของกวีได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจริงจังอยู่ ใออัยจึงไม่อยากยึกยื้อให้เสียเวลา จะกอดอีกครั้งจะเป็นไรไป ก็ในเมื่อตั้งแต่วันแรกจนตอนนี้กวีก็นอนกอดเขาทุกคืนจริง ๆ อย่างที่พูด ใออัยไม่ใช่คนนอนดิ้นและไม่ว่าเขาจะนอนหันหน้าไปทางไหน แต่พอตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นตนเองกำลังนอนอยู่ในอ้อมกอดของกวีทุกที มันก็เลยกลายเป็นความเคยชินที่ไม่รู้ว่า ถ้าวันหนึ่งใออัยไม่ได้นอนหนุนแขนกวี แล้วเขาจะยังนอนหลับสนิทได้หรือเปล่า

“พรุ่งนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าต้องออกไปข้างนอกกับน้าของนาย ทำไมไม่บอกฉันก่อน” คนตัวเล็กพยักหน้าอยู่กับอกแกร่ง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่านั้นคือการยอมรับ และการขยุ้มเสื้อกวีเบา ๆ นั้น เขาก็พอจะรู้ว่าใออัยกำลังรู้สึกเช่นไร “ฉันไม่ได้โกรธ อย่าคิดมาก แล้วรู้หรือเปล่าว่าน้านายจะพาไปที่ไหน” ใออัยตอบโดยการส่ายหัวไปมาแต่แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับคำตอบที่กวีอยากรู้ “อย่างนั้นก็ช่างเถอะ” ว่าจบกวีก็กระชับคนในอ้อมแขนให้เข้ามาแนบอกมากขึ้นพร้อมกับที่เปลือกตาหนาเริ่มปิดลง ส่วนอีกคนก็ตวัดมือโอบเอวหนาอย่างรู้หน้าที่ ใออัยก็แค่ทำตามความโหยหาที่ตัวเองต้องการ ในเมื่อกวีสามารถมอบความอบอุ่นทั้งทางกายและใจให้ได้ เจ้าตัวเลยไม่คิดจะปฏิเสธ ไม่รู้หรอกว่าเหตุใดกวีจึงได้ชอบนอนกอดตัวเองนักและก็ไม่คิดจะหาคำตอบ เพราะที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว มีใครบ้างที่ไม่อยากอยู่ใกล้คนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบตักตวงเพราะไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าใออัยจะยังมีสิทธิ์พึ่งพิงอกแกร่งนี้ได้อีกหรือเปล่า

เสียงรถเงียบหายไปสักพัก แต่กวีก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม วันนี้ผู้ดูแลของเขาไม่อยู่และไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหน ที่จริงเขายังมีงานที่ต้องสะสางค้างอยู่แต่มันก็เป็นเพียงเอกสารทั่วไป จึงทิ้งให้มันอยู่ที่เดิมในห้องทำงานแบบนั้น แต่พอนึกบางอย่างขึ้นมาได้ คนตัวสูงก็หันเหรถเข็นเพื่อกลับเข้าห้องนอนทันที สิ่งแรกที่ทำคือต่อสายหาใครบางคน ซึ่งรอเพียงไม่นานอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา

“ครับพี่วี”

“เป็นยังไงบ้าง พอจะได้เรื่องไหม”

“คิดว่าอีกไม่นานครับ ตอนนี้ผมเจอเบาะแสบางอย่างแล้ว” น้ำเสียงที่ฉายชัดถึงความจริงจังถูกส่งผ่านมาตามสาย ไม่ได้มีแววล้อเล่นเหมือนอย่างเคย แต่เพียงไม่นานความทะเล้นที่ฝั่งรากลึกจนติดเป็นนิสัยก็หวนกลับมา “ต้องขอบคุณน้องอัยหรือเปล่าครับนี่ ที่ทำให้เรื่องมันง่ายขึ้น”

“นายกำลังจะบอกฉันว่าเพราะใออัยปรากฏตัว เรื่องราวถึงได้ง่ายขึ้นว่าอย่างนั้นเถอะ” กวีถามกลับ เหมือนต้องการคำยืนยันในสิ่งที่ตนกำลังคิดและเข้าใจอยู่นั้นถูกต้อง ถึงแม้จะเห็นด้วยตั้งแต่แรกก็ตามที ถ้าเขารู้เร็วกว่านี้ว่าอรอินทร์มีหลาน เขาคงวานให้ร้อยกรองช่วยจัดการไปนานแล้ว

“แหม่ ๆ มีเรียกชงเรียกชื่อ ผมไม่อยู่แค่แปบเดียวพัฒนาไปขนาดนี้แล้วเหรอ ท่าทางจะไปได้สวยสินะครับพี่วี”

“พูดมาก” ร้อยกรองก็คือร้องกรองอยู่วันยังค่ำ เรื่องแซวพี่ชายขอให้บอกเขายินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่นานก็กลับมาพูดถึงเรื่องงานแบบจริงจังอีกครั้ง

“ก็อย่างที่ผมพูด มันง่ายแต่ก็ไม่ถึงขนาดที่ว่ารู้หมดทุกอย่าง ที่แน่ ๆ เรื่องของคุณน้าเราคงจะได้รู้อะไรอีกเยอะ แต่มันก็แปลกอยู่นะครับที่ดึงน้องอัยมายุ่งในตอนนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนที่มาอยู่ใกล้พี่วีมีแต่คนนอกที่ถูกยืมมือมาทั้งนั้น หรือพวกนั้นคิดจะทำอะไรกันอีก” ฉลาดสมกับอาชีพที่ทำ แต่บางทีการคิดลงลึกเกินไป อาจจะทำให้เรามองเห็นอะไร ๆ เพียงในมุมแคบ ๆ ก็ได้ ในกรณีนี้คิดตื้น ๆ ไว้น่าจะดีกว่าเพราะคนที่คิดแผนเธอไม่ได้มีชั้นเชิงมากมายอะไรขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าที่ร้อยกรองพูดเขาจะไม่เคยคิดแต่พอมาย้อนคิดดู มันก็เป็นเพียงแค่ความร้อนรนของอีกฝ่ายทีรีบเร่งจนเกินไป ก็อย่างว่าถ้าไม่ลงมือทำอะไรตอนนี้ โอกาสที่จะทำมันก็คงไม่มีอีกแล้ว

“ครั้งนี้ฉันคิดว่าไม่ เท่าที่ฉันพอจะรู้สึกได้ พวกนั้นคงจนตรอกแล้วจริง ๆ และอีกไม่นานก็คงคิดจะลงมือ”

“ผมเป็นห่วงพี่จริง ๆ นะ ถ้าพี่ปกติเหมือนเมื่อก่อนผมคงวางใจมากกว่านี้”

“อีกไม่นานหรอก”

“พี่หมายความว่ายังไง” คนปลายสายเกิดอาการสงสัยกับคำพูดพี่ชายอย่างกระทันหัน แต่กวีก็เลือกจะบอกปัดออกไป เขารู้ว่าร้อยกรองเป็นห่วงเขามากแค่ไหน แต่บางเรื่องเขาก็บอกไม่ได้เช่นกัน คิดจะหลอกศัตรูก็ต้องหลอกพวกเดียวกันให้ได้ก่อน จริงไหม

“เดี๋ยวนายก็รู้ ว่าแต่งานนายเถอะ ไม่เป็นอะไรแน่เหรอ ดอดมาช่วยงานฉันแบบนี้”

“มันบังเอิญน่ะพี่ ผมมีงานที่นี่พอดี”

“ยังไงก็ระวังตัวด้วย งานที่นายทำอยู่มันเสี่ยงมาก” จะไม่ให้เขาห่วงเลยก็ไม่ได้ ลำพังงานที่ทำอยู่ร้อยกรองก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษอยู่แล้ว นี่ยังยื่นมือมาช่วยเรื่องเขาอีก แม้จะโตแล้วแต่ยังไงคนเป็นพี่ก็อดห่วงน้องชายไม่ได้อยู่ดี “แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่”

“อีกสักสองอาทิตย์เห็นจะได้ครับ แถบนี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเยอะ ผมคงต้องอยู่ช่วยเขาก่อน”

“อ้าวฉันก็นึกว่าติดใจสาวบนเกาะนั้นเสียอีก” ใช่จะมีแค่น้องชายที่ชอบพูดแซวเสียเมื่อไหร่ ก็ในเมื่อพี่ชายอย่างกวีเองก็ชอบแหย่ไม่แพ้กัน

“ติดหนุ่มน่ะสิไม่ว่า”

“อะไรนะ” อีกฝ่ายกลับตอบมาเสียงเบา เลยได้ยินไม่ถนัด กวีจึงต้องถามซ้ำอีกรอบ

“ไม่มีอะไรครับ ถ้าพี่ไม่มีอะไรแล้ว ผมขอวางก่อนนะครับ งานท่าจะเข้าผมแล้ว”

“อะไรของนาย โอเค ๆ ได้เรื่องยังไงก็ติดต่อมาบอกฉันด้วยแล้วกัน” หลังจากวางสายกวีก็เคลื่อนรถไปยังโต๊ะที่ตั้งอยู่บริเวณข้างหัวเตียงฝั่งตนเอง ก่อนจะเปิดลิ้นชักแล้วหยิบรูปถ่ายที่อยู่ในกรอบรูปขึ้นมาดู ในภาพเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ภายในอ้อมกอดของเขา และเป็นรูปสุดท้ายที่กวีได้ถ่ายกับคนที่ได้ชื่อว่ารักที่สุด ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเรียนต่อ แต่ตอนนี้ภาพถ่ายของเธอกลับไม่มีอยู่เลย ทั้งที่เมื่อก่อนบ้านหลังนี้จะมีรูปของเธออยู่เต็มไปหมด แต่พอเธอเสียชีวิตภาพเหล่านั้นกลับถูกเก็บไปรวมไว้ที่ห้อง ๆหนึ่ง และคนที่สั่งเก็บก็คือตัวเขาเอง แม้ผู้เป็นพ่อจะเคยห้ามแต่เพราะเหตุผลที่เขายกมาอ้าง มันทำให้พ่อเขาปฏิเสธไม่ได้ เพราะท่านเองก็เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นและคงทนไม่ได้ที่จะให้ภรรยาสุดรัก แม้จะเป็นเพียงรูปถ่าย มาคอยจ้องมองการหักหลังอันเจ็บปวดที่ตนเองเป็นผู้กระทำ ท่านคงละอายใจเกินกว่าจะสู้หน้า กวีเองก็จะไม่มีวันให้แม่ของเขาอยู่ร่วมกับผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นโดยเด็ดขาด และเมื่อถึงเวลาที่เขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาจะนำรูปท่านกลับออกมาตั้งไว้เหมือนเดิม เหมือนตอนที่บ้านหลังนี้มีแค่พวกเขาที่เป็นครอบครัว ดวงตาคมฉายแววความเศร้าออกมาอย่างปิดไม่มิดแต่ไม่นานก็กลับมาเรียบนิ่งตามเดิม

“แม่ครับ ผมคงจะไม่พบจุดจบสุดท้ายเหมือนแม่ เพราะความไว้ใจและเชื่อใจใช่ไหมครับ”

 

 

 

 

 

 

 

ดวงตากลมโตกรอกมองบริบทโดยรอบอย่างสนใจ ไม่เคยเห็นนั่นก็ส่วนหนึ่ง ส่วนอีกสาเหตุก็คงเป็นเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ตั้งแต่มาถึงคุณน้าก็ไปสอบถามอะไรบางอย่างที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ไม่นานก็กลับมาเรียกเขาให้เดินตามเข้ามาในห้อง ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เหมือนไม่ได้เต็มใจที่จะพาเขามา ห้องที่ใออัยกำลังสอดสายตามองเป็นห้องอาหารส่วนตัวที่อยู่ภายในโซนภัตตาคารในโรงแรมห้าดาวแห่งนี้ ภายในบริเวณมีโต๊ะตัวใหญ่รูปวงรีตั้งอยู่กลางห้อง มีเก้าอี้เข้าชุดอยู่สี่ตัวและของตกแต่งเพิ่มความสวยงามเพียงนิดหน่อย ไม่รู้ว่าทำไมอรอินทร์ถึงพาเขามาที่นี่ จะพามาทานอาหารหรือ ก็ดูจะแปลกไปหน่อยกับน้าสาวที่ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา เพราะมัวแต่ยืนมองนั้นมองนี้ไปเรื่อย จนคนเป็นน้าจะต้องเรียกด้วยน้ำเสียงห้วน ๆอย่างไม่สบอารมณ์

“ยืนทำหน้าโง่อะไรอยู่ จะให้ฉันเลื่อนเก้าอี้ให้ แล้วเชิญแกนั่งเลยด้วยไหม”

“ขอโทษครับ” แม้อรอินทร์จะไม่ได้มองการขยับปากขอโทษแต่ใออัยก็เลือกพูดออกไป เขาไม่รู้หรอกว่าอรอินทร์กำลังหงุดหงิดอะไร และเขาก็ไม่อยากทำให้เธออารมณ์เสียเพิ่มขึ้นไปอีก เก้าอี้ที่ใออัยเลือกนั่งเป็นตัวที่หันหลังให้ประตูจึงไม่รู้ว่าเวลานี้ มีใครบางคนกำลังเดินเขามาในห้อง จะเป็นเพราะคนมาใหม่เปิดและปิดประตูเสียงเบาหรือใออัยมัวแต่คิดอะไรเพลิน ๆ ก็ไม่อาจทราบ จวบจนแขกที่มาใหม่นั่งใออัยถึงได้รู้สึกตัวเพาะเสียงเลื่อนเก้าอี้ พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเป็นชายวัยกลางคนที่กำลังส่งรอยยิ้มโอนโยนมาให้ ดูจากลักษณะแล้วน่าจะอายุเยอะกว่าอรอินทร์หลายปี คับคลายคับคราเหมือนเคยเจอที่ไหน แต่ใออัยกลับนึกไม่ออก เพียงไม่นานใออัยก็ก้มหน้าลงตามเดิมเพราะรู้สึกตัวว่าเสียมารยาท มองแขกของน้าสาวนานเกินไป

“มาได้สักที” อรอินทร์พูดด้วยน้ำเสียสะบัดติดจะหงุดหงิดตามนิสัย แต่ผู้มาใหม่ก็แค่มองผ่าน ๆ ราวกับไม่ใส่ใจ

“ผมติดประชุม ขอโทษที่ให้คอย”

“ไม่จำเป็นต้องสุภาพขนาดนั้น ที่นี่ไม่มีใครให้ต้องสร้างภาพ” ทันทีที่อรอินทร์พูดจบ แขกมาใหม่ก็หันไปมองด้วยสายตานิ่ง ๆ คล้ายกำข่มขู่อยู่กราย ๆ มีเพียงแค่ผู้ใหญ่ทั้งสองที่เข้าใจเพราะใออัยไม่ได้มองตั้งแต่แรก แม้จะข้องใจในคำพูดแต่ใออัยก็เลือกที่จะก้มหน้าตามเดิม เหมือนได้ยินเสียงถอนหายใจคล้ายเบื่อหน่ายของอรอินทร์ ก่อนจะเริ่มแนะนำเขาและผู้มาใหม่ให้รู้จักกัน “ ใออัย นี่คุณดนัยทัศน์ เป็นหุ้นส่วนของฉัน ส่วนนี่ ใออัย หลานชายของฉันเอง”

“หลานชาย” คนมาใหม่ทวนคำเหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน ชำเลืองหันไปมองคนที่แนะนำอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะหันมารับไหว้คนอายุน้อย พร้อมรอยยิ้มโอนโยนเหมือนคราแรกที่เข้ามา “สวัสดี ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

“เขารู้ว่าแกเป็นใบ้ ไม่ต้องห่วง” เพราะหันมาเห็นท่าทางอึกอักของคนเป็นหลานจึงต้องบอกออกไป แต่ก็ทำให้ใบหน้าหวานสลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนผู้ร่วมโต๊ะอีกคนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปราม

“อรอินทร์”

“ทำไม ฉันพูดอะไรผิด รีบ ๆ สั่งอาหารสักทีฉันหิวจะแย่แล้ว” คนพูดไม่ได้มีท่าทีสำนึก คนปรามก็จนปัญญาจึงหันมาถามคนที่นั่งเงียบอยู่แทน

“หนูอัย อยากทานอะไรไหม เดี๋ยวลุงสั่งให้” แต่ใออัยกลับไม่รู้จะตอบยังไง เลยได้แต่มองหน้าคนที่แทนตัวเองว่าลุงสลับกับมองมือตนเอง จนในที่สุดก็ส่ายหน้าเบา ๆออกมา “ลุงลืมไปขอโทษที รอแปบหนึ่งนะ” เพียงไม่นานบริกรหญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหร้อมกับเมณูอาหาร หลังจากที่ดนัยทัศน์กดปุ่มเรียกตรงที่ติดอยู่ข้างโต๊ะ “หนูอัยทานได้ทุกอย่างใช่ไหม” คนโดนถามหันไปมอง ก่อนจะมองอรอินทร์ที่ก้มมองดูเมณูอาหารอย่างไม่สนใจอะไร พอเห็นแบบนั้นใออัยจึงหันมาพยักหน้าแทนคำตอบ

รอไม่นานอาหารก็เขามาเสิร์ฟ แต่ที่น่าแปลกคือมีสมุดเล่มเล็กกับปากกาแท่งหนึ่งที่บริกรเหล่านั้นเอาเข้ามาด้วย ไม่นานความสงสัยก็ถูกคลายให้กระจ่าง

“ลุงเป็นคนขอมาเอง เดี๋ยวค่อยคุย ตอนนี้มาทานอาหารดีกว่า ร้านนี้ขึ้นชื่อมากเลยนะ ลุงเคยมาทานหลายครั้งแล้ว” คนพูดอธิบาย พลางตักอาหารให้จนใออัยนึกเกรงใจ จากตอนแรกที่ดนัยทัศน์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตอนนี้กลับเปลี่ยนที่มานั่งข้างเขาแทน แต่ก็ไม่ได้ใกล้มากจนใออัยรู้สึกอึกอัด ตรงกันข้ามคนตัวเล็กกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกแต่เป็นคนละความรู้สึกกับที่ได้รับจากกวี จะว่าไปนี่ก็เที่ยงแล้ว กวีจะทานข้าวหรือยังนะ สงสัยจะเคยชินจริง ๆ สินะ แค่ห่างไม่ถึงวันก็มานั่งนึกถึงเสียแล้ว ใออัยคงไม่รู้ตัวสักนิดว่าขณะที่ตอนเองกำลังคิดถึงใครอีกคน มุมปากที่ค่อย ๆ ยกแย้มขึ้นมันสร้างความรู้สึกมากมายให้เกิดแก่คนมองได้หลายแบบนัก “ยิ้มอะไร หือ เราน่ะยิ้มอะไร”

“ครับ” ใออัยที่ยังตกอยู่ในห้วงความคิดเผลอขยับปากรับ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาฉงนเพราะไม่ได้ฟังที่คุณลุงคนใหม่ถาม

“ลุงถามว่าเรายิ้มอะไร” คนตัวเล็กส่ายหน้าพลางหันไปมองอีกทางที่อรอินทร์นั่งอยู่ แต่คนเป็นน้ากลับกำมือที่วางอยู่บนโต๊ะแน่น เหมือนตาจะแดง ๆ เธอเป็นอะไร

“คุณน้า”

“ไม่ต้องมายุ่ง แกไม่ต้องมาถาม” แต่คุณน้ากลับตวาดออกมาจนทั้งเขาและคุณลุงยังตกใจ

“อรอินทร์ คุณเป็นอะไร ใจเย็น ๆ ก่อน”

“ฉันอิ่มแล้ว ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ” แม้แต่คนปรามก็ห้ามไม่ฟัง และก่อนที่จะลุกออกไปอรอินทร์ยังทิ้งประโยคที่ทำให้คนฟังวูบโหวงแปลก ๆ “แต่ถ้าจะให้ดี คุณช่วยไปส่งมันที่บ้านกวีให้ด้วยแล้วกัน”

“เดี๋ยวอรอินทร์ เดี๋ยวก่อน” แต่เธอก็ไม่คิดจะหยุดฟัง ใออัยที่จะวิ่งตามออกไปกลับถูกดนัยทัศน์ดึงแขนไว้ก่อน “เดี๋ยวลุงไปส่ง ปล่อยแม่เขาไปก่อนเถอะ”

“คุณลุง” ใออัยหันขวับมาหาคนพูดเหมือนไม่เชื่อหู ปากขยับ มือไม้สั่นแทบไม่มีแรง “ทำไม ๆ ถึง เธอเป็นน้า คุณน้าเป็นน้าของผม” แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับมาหนักแน่น จนคนฟังแทบล้มทั้งยืน

“ไม่ใช่ เขาเป็นแม่ของเธอ”

“ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่” ถึงจะขยับปากปฏิเสธไปแต่คนที่พยามบอกกลับทำในสิ่งตรงกันข้าม คล้ายจะย้ำให้ใออัยได้รู้สึกตัวสักทีว่าความเป็นจริงมันเป็นเช่นไร

“ลุงไม่รู้ว่าอะไรถึงทำให้เธอปฏิเสธ แต่เธอเองก็รู้ดีใช่ไหมว่าอรอินทร์เขาเป็นอะไรกับเธอ” ถึงกับสะอึกเมื่อได้ฟัง มันเป็นเรื่องจริงอย่างที่ดนัยทัศน์พูด เป็นสิ่งที่รู้ดีมาตลอดว่าแม่ของเขานั่นคือใคร ใออัยไม่เคยคิดอยากจะปิดบังหรือเกียจชังแม่แท้ ๆ เลยสักนิด แต่ผู้เป็นแม่ต่างหากที่ต้องการให้เขาปกปิดความสัมพันธ์นี้ ทั้งยังรังเกียจไม่ยินยอมแม้แต่จะให้เขาเรียกว่าแม่เลยสักครั้ง แค่คิดถึงตรงนี้ใจมันก็แทบจะร้องไห้ออกมาให้สมกับสิ่งที่อัดอั้นมานาน ตอนนี้เขาสับสนไปหมด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังต้องปฏิเสธอยู่อีกไหม เมื่อใออัยไม่ยอมพูดอะไรออกมา เอาแต่ก้มหน้าเหมือนยอมรับ ดนัยทัศน์จังเริ่มพูดต่อ “ไม่ต้องปิดบังอะไรลุงหรอก ลุงรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร” “รู้” ใออัยเงยหน้าขึ้นมาพร้อมขยับปากถามอย่างใคร่รู้และสงสัย หวังว่าคำสั้น ๆ แค่นี้อีกฝ่ายคงจะเดาคำออก เขาไม่เข้าใจว่าทำไมชายวัยกลางคนคนนี้ถึงพูดราวกับรู้เรื่องเกี่ยวกับเขาและอรอินทร์เป็นอย่างดี แม้จะคุ้นหน้าอยู่บ้างเหมือนเคยพบเจอแต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน ทั้งยังรู้เรื่องนี้ได้ แสดงว่าแม่เขาต้องไว้ใจชายคนนี้พอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางปล่อยให้คนนอกรู้ความลับนี้เป็นแน่

“ใช่ ลุงรู้ รู้กระทั่งว่าใครคือพ่อของเธอ” ดนัยทัศน์ยังคงพูดต่อ ทั้งน้ำเสียงและแววตาไม่มีการล้อเล่นเลยแม้แต่น้อยนิด ถึงมันจะกระทันไปเสียหน่อยจนทำให้คนฟังตกใจ ทั้งยังมองมาอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ถึงอย่างนั้นดนัยทัศน์ก็ยังอยากจะบอก อย่างน้อย ๆ ใออัยก็ควรรู้ได้แล้วว่าใครเป็นพ่อของแกและไม่เข้าใจว่าทำไมอรอินทร์ถึงไม่ยอมบอกเรื่องของพ่อแท้ ๆ กับลูกตนเองกันแต่เขาคงไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังจะบอก มันอาจจะสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี่ให้แก่ใออัยก็เป็นได้

“พ่อ พ่อของผมอย่างนั้นเหรอครับ” แม้อีกใจจะสั่งให้บอกปัดเพราะมันร้องบอกว่าจะไปอยากรู้ทำไมกัน กับคนที่ไม่เคยมาเหลียวแลตนเองเลยสักนิด แต่จิตใต้สำนึกของความเป็นลูกมันกลับร้องเตือนให้เขารอฟัง เพราะเขาเองก็คงยังอยากรู้ว่าพ่อของเขาคือใครและตอนนี้ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ยังคงมีชีวิตอยู่ใช่ไหม ใออัยทวนคำปากคอสั่นไปหมด คล้ายจะสับสนละคนอยากรู้และไม่อยากรู้ในเวลาเดียวกัน เลยได้แต่มองคนพูดอย่างรอคำตอบ แต่คนตรงหน้ากลับทำเพียงแค่มองเหมือนคล้ายรอดูปฏิกิริยาของใออัย แต่คนที่ไม่มีเสียงนึกว่าดนัยทัศน์ไม่เข้าใจ จึงควานมือหยิบสมุดปากกามาเขียนเพื่อสื่อสาร แต่ก็ถูกห้ามไว้

“ไม่ต้องหรอก ลุงพอเข้าใจสิ่งที่เธอพูด และเธอก็ฟังไม่ผิด ใช่พ่อของเธอ อยากรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร”

“ผม คือผม” ริมฝีปากขยับน้อย ๆ จนแทบไม่เป็นคำ แต่ดนัยทัศน์ก็พอรู้ถึงความสับสนนั้นที่คนอายุน้อยกำลังเจอะเจอ เด็กคนนี้คงจะเกลียดชังผู้เป็นพ่อแล้วสินะ เขาจึงต้องถามออกไปด้วยคำพูดและสายตาที่แสดงถึงความผิดหวัง

“เธอไม่อยากรู้อย่างนั้นเหรอว่าพ่อเธอเป็นใคร มันก็ควรจะเป็นแบบสินะ” ดนัยทัศน์หัวเราะเบา ๆ คล้ายเยาะเย้ยอะไรบางอย่างแต่ก็ช่างเป็นการเยาะเย้ยที่ดูเศร้าเสียจริง

“ไม่ใช่ ผมอยากรู้ อยากรู้ว่าพ่อผมเป็นใคร” แต่ก็เพราะแววตาเศร้าเสียใจที่ส่งผ่านมามันทำให้ใออัยต้องบอกปฏิเสธ เขารู้สึกผิดกับแววตานั้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เหมือนถ้าเขาตอบว่าไม่อยากรู้ เขาคงจะรู้สึกผิดมากชอบกล

“เธอไม่เกลียดเขาหรอกเหรอ”คนพูดถามเพื่อความแน่ใจอย่างหวั่น ๆ แต่ใออัยกลับส่ายหน้าเป็นคำตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ก็ฉายแววกังวลผ่านคิ้วเรียวที่ขมวดเป็นปมน้อย ๆ “ทำไมล่ะ เขาเป็นคนที่ทอดทิ้งเธอกับแม่มาตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้เลยนะ ไม่โกรธ ไม่อยากต่อว่าเขาสักนิดเลยหรือไง”

“เคยโกรธ”

“แล้วทำไม” ดนัยทัศน์หยุดคำที่จะถามเมื่อ เห็นใออัยก้มลงไปหยิบปากกามาเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุด รออยู่สักครู่ก็เงยหน้าขึ้นแล้วส่งสมุดมาให้ เป็นประโยคที่ยาวพอสมควร นี้สินะ เหตุผลที่ต้องเขียนแทนการพูด ‘ตอนเป็นเด็กผมเคยโกรธ เคยเสียใจที่เขาคนนั้นที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแท้ ๆ แต่กลับไม่มาหา ไม่เคยมาดูแล ทำให้ผมเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่โตมาโดยไม่มีพ่อ มีแม่ แต่ไม่มีสิทธิ์เรียกว่าแม่ เคยน้อยใจสารพัด เวลาเห็นคนอื่นมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ผมทำได้เพียงมองด้วยความน้อยใจแต่น้ำตากลับไม่ยอมไหลทั้งที่ใจมันเจ็บเอามาก ๆ แต่พอผมโตขึ้น ผมกลับเริ่มเข้าใจ คิดว่าพ่อของผมคงมีเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ ผมคิดแบบนั้นมาตลอด จึงเลิกโกรธและไม่คิดจะเกลียดเขาสักนิด แต่ที่ผมถามก็เพราะอยากจะรู้ ผมมีสิทธ์ที่จะรู้ไม่ใช่เหรอครับว่าพ่อผมเป็นใคร ยังสบายดีอยู่ไหมและตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง’ เมื่ออ่านจบมือที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นยิ่งกำสมุดในมือแน่น เขาไม่อยากจะเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่มีความรับผิดชอบและเห็นแก่ตัว จะทำร้ายจิตใจของเด็กคนหนึ่งได้มากขนาดนี้ แต่เด็กคนนี้กลับไม่รังเกียจพ่อของตัวเองเลยสักนิด แถมยังมาเป็นห่วงคนที่ไม่เคยพบกัน แม้แต่มอบความรักให้ก็ยังไม่เคย ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เป็นคนดีแบบนี้ แล้วสิ่งที่อรอินทร์อยากให้ทำมันจะเป็นไปได้หรือ ต้องยืมมือที่แสนบริสุทธ์คู่นี้มาทำตามความต้องการของพวกเขา ทั้งเขาและอรอินทร์ต่างก็เห็นแก่ตัวเหลือกันเหลือเกิน เขาสัญญาว่าหลังจากจบเรื่องเขาจะเลี้ยงดูใออัยให้ดีที่สุด

“ตกลงว่าพ่อผมคือใคร”

“เธอจะผิดหวังหรือเปล่าถ้าได้รู้”

“ไม่ครับ ผมบอกแล้วยังไงว่าผมเข้าใจ” และเป็นอีกครั้งที่ใออัยส่งสมุดกลับมาให้ แต่คราวนี้บนใบหน้าที่สวยไม่ต่างจากแม่กลับมีรอยยิ้มน้อย ๆ กลับมาด้วย แม้มันจะไม่ใช่รอยยิ้มของความปิติยินดีเสียทีเดียว แต่มันก็ทำให้ดนัยทัศน์ชื้นใจขึ้นมาบ้างและกล้าพอที่จะพูดออกไป

“ถ้าลุงบอกว่าพ่อของเธอ” ใออัยจ้องคนพูดอย่างไม่วางตา “กำลังยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ เธอจะว่ายังไง”

 

 

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณนะครับที่มาส่ง” ทันทีที่รถแล่นมาจอดหน้าบ้านบดินทร์อารักษ์ ใออัยรีบหันไปยกมือไหว้และขยับปากบอกอย่างรวดเร็ว คล้ายจะรีบลงจากรถให้ไวเสียอย่างนั้น แต่คนที่พึ่งเปลี่ยนสถานะมาเป็นพ่อก็เรียกไว้เสียก่อน

“พ่อเสียใจนะใออัย ที่ผ่านมาพ่อน่าจะดูแลลูกให้ดีกว่านี้”

“ไม่เป็นไรครับ” ใออัยส่ายหน้าพร้อมขยับปากช้า ๆ ไม่ได้โกรธ เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่อยากจะรับรู้อะไรทั้งนั้น ใครจะคาดคิดว่าชายที่พึ่งเจอครั้งแรกจะกลายมาเป็นพ่อแท้ ๆ ของเขากัน ทั้งที่ชีวิตตลอดยี่สามปีที่ผ่านมาไม่เคยเลยที่จะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพ่อ แม้แต่ชื่อและรูปถ่ายสักใบก็ยังไม่เคยเห็น แต่จู่ ๆ ก็ได้รับรู้แบบไม่ทันได้ตั้งตัว มันเลยยากที่จะยอมรับ เขาดีใจที่ท่านยังอยู่สุขสบายดี แต่มันกะทันหันเกินไป เวลาเตรียมใจก็น้อยนิด จนไม่รู้จะพูดอะไรออกมา ท่านเองคงอยากจะพูดอะไรหลายอย่าง แต่เป็นเขาที่ยังไม่พร้อมจะรับฟังอะไรในเวลานี้ สุดท้ายเลยขอให้ท่านมาส่งที่บ้านกวีแทน ถึงแม้จะอยากอยู่เงียบ ๆ เพียงคนเดียวแค่ไหนก็ตามแต่เพราะไม่รู้จะไปที่ไหนเลยต้องกลับมาที่นี่

“ถ้าพ่ออยากเจอลูกอีก จะได้ไหม” ใออัยไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น แต่นั่นก็พอแล้วสำหรับคนเป็นพ่อ อย่างน้อยใออัยก็ไม่ได้ทำท่าทีรังเกียจเขาอย่างที่นึกคิด “ขอบใจลูกมาก ส่วนเรื่องแม่”

“ไม่เป็นไรครับ ที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว” ใออัยขยับปากขัดเพราะถึงยังไงแม่ของเขาก็คงไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเขาไปได้เพียงเพราะมีใครมาพูดเกลี้ยกล่อม ไม่เช่นนั้นตาอุ่นกับยายนิ่มคงทำสำเร็จไปแล้ว

“อย่างนั้นก็ตามใจลูกแล้วกัน”

“ผมไปก่อนนะครับ” ใออัยยกมือไหว้อีกครั้งแล้วก้าวลงจากรถไป ปล่อยให้ชายวัยกลางคนมองตามอย่างใช้ความคิด ก่อนจะพูดออกมากับตัวเองเบา ๆ

“พ่อขอโทษนะลูก แต่ครั้งนี้พ่อต้องขอให้ลูกช่วยจริง ๆ” ถึงจะดูเห็นแก่ตัวมากแค่ไหนก็ตามแต่มันจำเป็น เพราะไม่มีใครจะทำงานนี้ได้อีกแล้ว “หวังว่าลูกจะยกโทษให้พ่อนะใออัย” ดนัยทัศน์ถอนหายใจก่อนจะเหยียดยิ้มร้ายกาจเมื่อนึกถึงแผนการแต่ละอย่างที่ตัวเองเตรียมลงมือ ชายวัยกลางคนเหยียบคันเร่งแล้วเคลื่อนรถออกไป โดยที่ไม่รู้เลยว่ายังมีรถอีกคันที่จอดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง รถคันนั้นมีชายหนุ่มหน้าตาดีที่เป็นเจ้าของนั่งอยู่ตรงฝั่งคนขับ และทันได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เพราะเขามาถึงตั้งแต่ก่อนรถของคนรู้จักจะมาจอดเทียบฟุตบาทหน้าบ้านกวีเสียอีก

“ทำไมคุณลุงถึงมาส่งน้องอัยได้” แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็เลือกจะขับรถออกจากบริเวณบ้านน้องชายร่วมโลกไป แทนที่จะเข้าไปทักทายอย่างที่ตั้งใจ เห็นทีเขาคงมีเรื่องต้องถามกับท่านเสียหน่อยแล้วว่าไปรู้จักใออัยได้ยังไง

“ตามฉันขึ้นมา” และทันทีที่ก้าวข้ามพ้นธรณีประตูบ้าน เสียงแหลม ๆ ก็ออกคำสั่งทันที จนคนตัวเล็กตกใจสะดุ้งแทบสุดตัว เพราะไม่คิดว่าจะเจออรอินทร์ตอนนี้ ตอนที่เธอหุนหันออกไป เธอทำราวกับว่าจะไม่กลับเข้าบ้านอีก “เร็ว ๆ ฉันมีเวลาไม่มากอย่าให้ต้องเรียกซ้ำ” สุดท้ายก็มิวายหันมาสั่งก่อนจะเดินขึ้นชั้นบนของบ้านไป แล้วนี้คนในบ้านหายไปไหนหมด เงียบ ๆ ชอบกล ใออัยไม่ได้เคาะประตูเพราะมันไม่ได้ปิดไว้ตั้งแต่แรก เลยผลักมันออกแล้วปิดลงเบา ๆ ซึ่งก็เห็นอรอินทร์กำลังนั่งรออยู่บนเตียง แต่ยังไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ก็ถูกคำถามแสนเหลือเชื่อนั้นหยุดขาเรียวเอาไว้ก่อน

“แกอยากเรียกฉันว่าแม่ไหมใออัย” อรอินทร์หันมามองใออัยเต็มตา จ้องเขม็งแต่ใช่ว่าเธอจะต้องการคำตอบเพราะเธอรู้ดีว่าไม่มีลูกคนไหนที่ไม่อยากเรียกแม่ตัวเองว่าแม่ ยิ่งกับมันที่เธอไม่เคยอนุญาตให้เรียก มีหรือที่มันจะไม่อยาก นี่ก็แค่คำถามหยั่งเชิงเท่านั้น แล้วดูแววตาดีใจที่มันแสดงออกมาสิ คิดสินะว่าเธออยากให้มันเรียกแบบนั้น

“ทำไมถึง” คนฟังแทบไม่เชื่อหูที่คนเป็นแม่จะยินยอมให้เขาเรียกว่าแม่ มันทั้งดีใจและแปลกใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เขารอเวลานี้มาตลอด รอวันที่อรอินทร์จะมองและเห็นเขาเป็นลูกของเธอบ้างเสียที

“ฉันถามแกก่อน ว่าไงตกลงแกอยากเรียกฉันว่าแม่ไหม”

“อยากครับ ผมอยากเรียก” ใออัยขยับปากตอบรวดเร็ว ลืมไปเลยว่าคนเป็นแม่จะอ่านปากทันหรือเปล่า แม้จะไม่เข้าใจท่าทีของเธออยู่บ้าง แต่ความดีใจมันบอกให้เขาขยับปากตอบออกไป ดีใจเสียจนหน่วยตาเต็มไปด้วยม่านน้ำสีใสที่แทบจะรื่นออกมานอกกรอบ

“อย่างนั้นฉันมีงานให้แกทำ ถ้าแกทำสำเร็จ ฉันจะยอมให้แกเรียกว่าแม่” แต่สุดท้ายหยดน้ำที่ทำท่าจะหยดกลับค่อย ๆ ไหลลงมา ไม่ใช่เพราะความยินดี แต่มันคือหยดน้ำแห่งความอดสูที่ได้ฟังคำพูดของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่แท้ ๆ ที่แม้แต่คำเรียกขานผู้ให้กำเนิดของเขา ยังหาข้อตกลงมาเป็นข้อแลกเปลี่ยน ความเจ็บปวดมันจุกในอกไปหมด จนต้องกลั้นก้อนสะอื้นที่แทบจะหลุดออกมา “ว่ายังไง จะทำหรือไม่ทำ” ต่างจากอรอินทร์ที่แววตากลับดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนในสิ่งที่เธอพูด ทั้งที่มันกำลังทำร้ายสายเลือดของเธอได้อย่างเลือดเย็น

“งานอะไรครับ” แต่ใออัยก็ยังเลือกจะขยับปากสั่น ๆ ถามออกไป ทำไมแค่นี้เขาจะทนไม่ได้ ในเมื่อแม่เขาต้องการแบบนี้ ทำไมเขาจะทำไม่ได้เพราะที่ผ่านมาก็ไม่ได้ต่างจากเหตุการณ์นี้สักเท่าไร

“ง่ายๆ” อรอินทร์ลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาใกล้ ในมือถือขวดบางอย่างเอาไว้ก่อนจะยัดขวดเล็ก ๆ นั้นใส่มือของใออัย “แค่เอาไอ้นี้ให้ไอ้ง่อยมันกินทุกวัน แค่นั้นก็พอ” พอแบมือดูก็เห็นเป็นขวดแก้วแต่ข้างในบรรจุน้ำสีใสเอาไว้ ดวงตาสวยถึงกลับเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี้มันไม่จริงใช่ไหม ทำไมแม่ของเขาถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ ใออัยมองหน้าหญิงวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา นี้สินะคือสิ่งที่ทำให้เธอเรียกเขากลับมา นี้ใช่ไหมเรื่องที่เธออยากให้เขาทำ

“มันคืออะไรครับ” แม้จะรู้ถึงผลร้ายของมันแต่ใออัยก็เลือกจะถามเพื่อความแน่ชัดออกไปอีกที อย่าลืมสิว่าแม่ไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องนั้น

“ยาที่ทำให้ไอ้กวีมันไปสบายเร็วขึ้นยังไงล่ะ” อรอินทร์ไม่แม้แต่จะหลอกถึงสรรพคุณของมัน ซ้ำยังบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงนั้นมามาอีก มิหนำซ้ำรอยยิ้มของเธอที่ใออัยเคยมองว่าสวย แต่ตอนนี้มันราวกับรอยยิ้มของนางมารร้าย นี้แม่ของเขาคิดจะให้เขาฆ่าคนเลยยังนั้นหรือ

“ผมทำไม่ได้”

“ถ้าแกไม่ทำ ยังนั้นฉันจะทำมันเอง” อรอินทร์กำลังจะฉวยเอาขวดยากลับไปแต่ใออัยกลับชักมือหลบ ไม่มีทางเรื่องอะไรที่เขาจะยอมให้แม่ของเขาทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นอีกครั้งกัน

“ไม่ ผมจะทำเอง” ถ้าคราวนี้มีอะไรเกิดขึ้นเขาจะรับมันไว้ แม้ใครจะมองว่าวิธีของเขามันผิด แต่เขาไม่มีทางเลือก ในเมื่อห้ามไม่ได้เขาก็จะปกป้องด้วยวิธีของเขา แม้มันจะผิดมากก็ตาม

“ดีมากเด็กดี” รอยยิ้มพอใจปรากฏออกมาบนใบหน้าสวย เธอรู้ว่าใออัยไม่มีทางปฏิเสธ “ฉันจะรอวันที่แกจะได้เรียกฉันว่าแม่อยู่นะใออัย อย่าทำให้ฉันผิดหวังเสียล่ะ” เธอพูดราวกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ทั้งที่กำลงใช้ให้เขาไปฆ่าคน ชีวิตทั้งชีวิตเลยนะ ไม่รู้สึกผิดบาปบ้างเลยหรือ ต่อให้อยากห้ามแค่ไหน อรอินทร์ก็คงไม่คิดจะฟังเพราะเธอคงจะถล่ำลึกเกินกว่าจะถอนตัวได้อีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น