ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#08 แองเจิ้ล เซเลเวียนน์ และขนปีกของเทวดาที่ได้ตื่นขึ้น (บทปลาย)

ชื่อตอน : #08 แองเจิ้ล เซเลเวียนน์ และขนปีกของเทวดาที่ได้ตื่นขึ้น (บทปลาย)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2560 14:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#08 แองเจิ้ล เซเลเวียนน์ และขนปีกของเทวดาที่ได้ตื่นขึ้น (บทปลาย)
แบบอักษร

 

 

Chapter#08

 

แองเจิ้ล เซเลเวียนน์ และขนปีกของเทวดาที่ได้ตื่นขึ้น (บทปลาย)

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

            ในตระกูลเซเลเวียนน์น่ะ...

 

            ...มันมีตำนานเล่าขานถึง “เทวดา” อยู่

 

            เทวดาคนนั้นก็คือพระบุตรอันที่รักของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งได้ถือกำเนิดลงมายังดินแดนของมนุษย์โลก ...และตระกูลเซเลเวียนน์...ก็คือผู้ที่ได้รับความเชื่อใจในการสืบทอดเชื่อมต่อสายเลือดของพระบุตรผู้นั้น

 

            ...เป็นผู้พิทักษ์ เป็นตระกูลอันศักดิ์สิทธิ์ ส่งต่อสายเลือดอันสูงส่งนี้มาอย่างยาวนาน

 

            ––––กระทั่งเหตุการณ์ร้ายๆ นั้นได้เกิดขึ้น

 

            พวกเขาถูกทรยศ หลังจากนั้นก็ไม่เคยมี “เทวดา” ถือกำเนิดขึ้นมาในตระกูลอีกเลย

 

            เซเลเวียนน์ถูกสาปด้วยเส้นผมสีดำรัตติกาลและดวงตาสีอำพันหม่นนับตั้งแต่เหตุการณ์ทรยศนั้นเมื่อกว่าสามร้อยปีก่อน ถูกช่วงชิงอำนาจแห่งมนตรา และความรักทั้งหมดทั้งมวลจากพระผู้เป็นเจ้าไป ...นั่นคือสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในบันทึกประจำตระกูลนับแต่อดีตอันยาวนาน...

 

            ท่ามกลางความอัปยศนี้ ความเจ็บปวด ความเคียดแค้น ความโศกเศร้า –––แบกรับไว้ด้วยความผิดบาปทั้งมวลซึ่งพระเจ้าได้มอบมันให้แก่มนุษย์ ...เซเลเวียนน์ก็คือผู้ที่ต้องแบกรับมัน

 

            ในฐานะผู้พิทักษ์ซึ่งไม่อาจปกป้องพระบุตรแห่งพระเจ้าไว้––––

 

            ตลอดสามร้อยปี...พวกเขาต่างก็รอคอยการถือกำเนิดขึ้นใหม่ของสายเลือดเทวดามาโดยตลอด...

 

            เฝ้ารอคำทำนายแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ขับขาน––––

 

 

[ ท่ามกลางทะเลสาปสีดำและแสงแห่งอำพันหม่น...

...เพชรเม็ดงามแห่งแสงฟ้าพลันจุติ...

กาลเวลาผันบรรจบเหล่าเทวาได้เรียกขาน...

...โชคชะตาร่ำกู่ร้องคำราม...

 

[แองเจิ้ลแห่งความหวัง] จะนำพามายังแสงสว่าง...

...ปีกนั้นจะโอบกอดพสุธา...สองแขนวาดผ่านโลกากว้าง... 

...ชำระล้างดุจประกายแสงประกาศิต... 

––––บาปแห่งเซเลเวียนน์จะเลือนหายไป... ]

 

 

            ...และ...

 

            ...[อาซาเซล] ก็คือคนคนนั้น

 

            ––––เด็กน้อยผู้มีเส้นผมสีบลอนด์แพลตตินั่มเปล่งประกายเจิดจรัสดุจดวงประกายแสง ดวงตาของเขาคือเพชรแสงฟ้าในตำนาน ขาดก็แต่เพียง....

 

         [ขนปีกแห่งเทวดาอันขาวพิสุทธิ์]

 

            สิ่งซึ่งสมควรได้รับ หากทว่า...สายเลือดเทวดาของเซเลเวียนน์กลับได้ขาดสะบั้นและสิ้นสุดลงไปนับตั้งแต่แองเจิ้ลคนสุดท้ายของตระกูลได้สิ้นใจจากไปโดยไร้ผู้สืบทอดแล้ว...

 

            ––––แองเจิ้ลผู้นั้นถูกสังหาร ถูกฆ่าตายด้วยการทรยศจากสหายคนสนิทของเขา

 

            เซเลเวียนน์พบจุดจบ ถูกใส่ร้าย ล่มสลาย สูญสิ้นแล้วซึ่งเกียรติยศและทุกสิ่ง แม้กระทั่งสายเลือดของเทวดาอันเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดนั้นก็ยังรักษาไว้ไม่ได้

 

            พวกเขาเชื่อกันว่าเพราะไม่สามารถปกป้องพระบุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้านี่เอง ตระกูลเซเลเวียนน์จึงถูกสาปด้วยสีดำอันโสมม

 

            จอมจมอยู่ในความแค้นและสิ้นหวัง ความอัปยศนับแต่อดีตที่ตามมาหลอกหลอนแม้ปัจจุบันตระกูลนี้จะสามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งในต่างแดน ...จากลาออกมาจากบ้านเกิด สถานที่ซึ่งพวกเขาถูกทรยศ ถูกทอดทิ้ง ถูกเข่นฆ่า––––

 

            [อาณาจักรเมอเนแควนน์]

 

           –––––อาณาจักรของเหล่าพระเอกนางเอกในเกม...

 

            ในวันนั้น ––– แองเจิ้ลตนสุดท้ายได้ถูกทรยศโดยกษัตริย์ ถูกสังหารสิ้นด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ อาวุธ––ซึ่งตัวเขาได้เป็นผู้รังสรรค์และมอบมันให้แก่สหายผู้นี้ด้วยมือของเขาเอง

 

            แองเจิ้ลผู้นั้นได้บีบเค้นเอาพลังเฮือกสุดท้ายของเขาพาทุกคนในตระกูลหนีไปก่อนล้มลงสิ้นใจ หลงเหลือไว้แต่เพียงร่างของเขาซึ่งถูกทิ้งร้างไว้ในปราสาทอย่างเดียวดาย ...หากแต่สายเลือดแห่งเซเลเวียนน์นั้นไม่อาจทอดทิ้งแองเจิ้ลได้ แม้จะเป็นเพียงแค่ร่างไร้วิญญาณก็ตาม ...เพราะสำหรับพวกเขา แองเจิ้ลนั้นคือความภาคภูมิใจสูงสุด

 

            –––หากไม่มีแองเจิ้ล ก็ไม่มีเซเลเวียนน์

 

            สมาชิกตระกูลเซเลเวียนน์วกกลับมายังปราสาท บุกเข้าโจมตีด้วยศรัทธาที่เดิมพันไว้ด้วยทุกสิ่ง ลอบเข้าไปเพื่อแย่งชิงเก็บกู้ร่างอันศักดิ์สิทธิ์ของแองเจิ้ลตนสุดท้ายนั้นกลับคืนมาสู่เซเลเวียนน์

 

            –––เพียงเพื่อพบว่าร่างนั้นขาดกระจายอยู่เป็นชิ้นๆ

 

            ด้วยความเคียดแค้น พวกเขาได้กู่ร้องก้องคำราม หากแต่น้ำน้อยก็ย่อมแพ้ไฟ... เซเลเวียนน์ในเวลานั้นไม่พร้อมรบ พวกเขาไม่เคยคิดจะก่อสงคราม และเพราะแองเจิ้ลมีกษัตริย์เป็นสหาย กษัตริย์ผู้นั้นจึงล่วงรู้จุดอ่อนจุดแข็งของเซเลเวียนน์แทบทุกอย่าง

 

            –––ตระกูลเซเลเวียนน์ล่มสลายหายไปจากแผ่นดินนับแต่นั้น

 

            ...แม้กระทั่งร่างของแองเจิ้ลซึ่งเก็บกู้คืนมาได้นั้นก็ไม่ครบส่วน ชิ้นส่วนหลายๆ อย่างขาดหายไป พวกเขาซึ่งสะบักสะบอมไปด้วยความเสียหาย พยายามรวบรวมกำลังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร่างพรายไปด้วยบาดแผลและความสูญเสีย ...เพียงเพื่อรวบรวมร่างของแองเจิ้ลตนสุดท้ายนั้นกลับคืนมา

 

            เวลาผ่านไปเนิ่นนาน... พวกเขาเกือบจะเก็บกู้ชิ้นส่วนของร่างนั้นมาได้ครบ

 

            –––ยกเว้นแต่เพียงชิ้นส่วนซึ่งสำคัญที่สุด...

 

            ...ส่วน [ศรีษะของแองเจิ้ล] ได้หายไป

 

            ...

 

            พวกเขาจึงถูกสาป – ถูกสาปด้วยความโกรธเกรี้ยวโกธาของพระผู้เป็นเจ้า

 

            พวกเขาจึงถูกสาป – ถูกสาปให้โสมมและแปดเปื้อนด้วย “สีดำ” และ “อำพัน” นั้น

 

            พวกเขาจึงถูกสาป – ถูกสาปชั่วนิรันดร์ก่อนที่แองเจิ้ลแห่งความหวังจะถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง

 

            ...

 

            ––––และนั่นคือเนื้อเรื่องในส่วนของพาร์ทรูทตัวร้าย รูทกู้ดเอนด์ของอาซาเซล และของตระกูลเซเลเวียนน์

 

            อาซาเซลก็คือแองเจิ้ลแห่งความหวังผู้นั้น แต่เพราะว่าสายเลือดของเทวดาที่แท้จริงได้สิ้นสุดไปแล้ว เขาจึงกลายเป็นแองเจิ้ลที่ไม่สมบูรณ์

 

            ...และพิธีนี่จะทำให้สายเลือดนั้นของเขา–ของผม–ตื่นขึ้นมา [โดยสมบูรณ์]

 

            ––––พิธีนอกรีต..ซึ่งได้เปลี่ยน [เทวดา] เป็น [ปีศาจร้าย]

 

            ...

 

            ...

 

            "ท่านอาซาเซล..."

 

            หมอนั่น–––ไม่รู้เหมือนกันว่าใคร แต่คงเป็นคนจากตระกูลใหญ่สักคนเนี่ยแหล่ะ พูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบางอย่างสุภาพ แต่ไม่รู้สึกถูกชะตาด้วยเลยสักนิด

 

            "ท่าทางว่าท่านจะสนิทสนมกับพ่อบ้านคนนั้นไม่น้อย...ถึงจะรู้ว่าไม่ควรยุ่งย่ามนักแต่ก็อยากจะ...อ.."

 

            เพราะสายตาที่มองอย่างแข็งกร้าวของผมทำให้เขาเงียบไป ถึงจะยังไม่เป็นแองเจิ้ลเต็มตัวก็เถอะ แต่ผมน่ะ––แองเจิ้ลน่ะก็คือสิ่งที่สายเลือดเซเลเวียนน์ขัดขืนไม่ได้อยู่แล้ว

 

            และผมเกลียดพวกนี้ที่สุดเลย พวกที่พยายามจะบงการผมน่ะ

 

            ––––ใครถามความเห็นแกหรือไง?

 

            "ท่านอาซาเซล ใกล้จะได้เวลาแล้วครับ"

 

            มีเซเลเวียนน์อีกคนเอ่ยแทรกเข้ามา คนนี้ก็ไม่รู้จักเหมือนกันแหล่ะ แต่หน้าตาท่าทางจริงจัง เอาเป็นว่าถูกชะตากว่าไอ้แก่คนก่อนหน้าเยอะ เพราะแบบนั้นเลยตัดสินใจเมินมันไป แล้วหันมาสนใจหมอนี่แทน

 

             "อืม" พยักหน้าตอบไปน้อยๆ แล้วมองสำรวจคนคนนั้นอย่างคร่าวๆ ไปด้วย พวกเซเลเวียนน์นี่มันหน้าตาดีกันซะทุกคนเลยจริงๆ ใช่มั้ย? หรือเพราะว่าเป็นตัวละครจากเกมโอโตเมะกันนะ?

 

            –––––แค่เกิดเป็นหนุ่มในโอโตเมะเกมก็ได้สิทธิพิเศษเป็นพวกสเปกสูงแล้วหรือไง?

 

            –––––พระเจ้านี่ไม่ยุติธรรมชะมัดเลย

    

           ถึงผมจะคิดแบบนั้นอยู่ แต่เจ้าคนตรงหน้านี่น่ะก็ไม่รู้เรื่องด้วยหรอก ยังเอ่ยตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังแฝงความเคารพนับถืออย่างสูงแบบไม่ว่อกแว่กสั่นไหวเลยสักนิด

 

            "หามิได้ครับ" ...ท่าทางมีสติดีนะ นายน่ะ แบบนี้น่ะคุยกันได้

 

            "ผมจะเป็นคนนำทางท่านไปยังห้องพิธีชั้นในเองครับ ท่านอาซาเซล" เขาค้อมศรีษะน้อยๆ ปรายสายตาเย็นชาเหมือนคมดาบใส่เจ้าแก่คนแรก “ขอตัวด้วยนะครับ ท่านโทรเรย์?”

 

            “อ..อ่า... เชิญเถอะ...”

 

            ไอ้แก่ไร้น้ำยาเอ้ย! ผมสบถด่ามันในใจเมื่อเห็นท่าทางหงอๆ ของมันเหมือนหมาที่ลู่หางหลบเมื่อเจอคนที่แข็งแกร่งกว่า เมื่อกี้แกยังมากร่างอยู่ตรงหน้าฉันอยู่เลยไม่ใช่เรอะ? เห็นเป็นเด็กเลยคิดว่าจะควบคุมกันได้หรือไง!?

 

            "เชิญครับ ท่านอาซาเซล”

 

            "อืม นำทางไปสิ"

 

            ผมพยักหน้า ก้าวเดินตามเขาผ่านทั้งเซเลเวียนน์ทั้งหลายและเหล่านักบวชทั้งหลายขึ้นไปยังห้องพิธีบนชั้นสอง ระหว่างนั้นเขาอธิบายเรื่องคร่าวๆ เกี่ยวกับข้อควรระวังและรายละเอียดบางส่วนของพิธีกรรมนี้ให้ฟังไปด้วย

 

            มองดูใบหน้าสำรวม จริงจัง เยือกเย็นแล้วก็อยู่ในกฎระเบียบนี่แล้วก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดจริงๆ แฮะ อ่า.... จริงสินะ....

 

            ––––เอลิออตเต้ในเกมก็คล้ายหมอนี่...เยือกเย็น..จริงจัง....

 

            ––––แต่ตอนนี้กลายร่างเป็นเจ้าหมารอเจ้าของอยู่ข้างนอกนั่นแล้ว

 

            ท่าทางแบบนี้แหล่ะคือเซเลเวียนน์ของแท้ล่ะ แต่ไม่รู้ทำไมหมอนั่นถึงได้เพี้ยนไปแบบสุดกู่จนเยียวยาไม่ได้แล้ว.... หรือเป็นเพราะบัทเธอร์ฟลายย์เอฟเฟ็กต์จากการระลึกชาติได้ของผมกันนะ?

 

            คิดแล้วก็หน้าซีดนิดหน่อย... ขอโทษด้วยนะเหล่าแฟนคลับของเอลิออตเต้ในเกมทุกคน ดูเหมือนว่าผมจะทำเขากลายพันธ์ไปแล้วล่ะ....

 

            คิดเพ้อเจ้ออยู่แค่แปปเดียวก็เดินมาถึงที่หมายซะแล้ว รวดเร็วซะจนเกือบเตรียมใจไม่ทัน

 

            "นอกเหนือจากนั้นนักบวชผู้ทำพิธีจะเป็นคนชี้แจงให้แก่ท่านเองครับ ท่านอาซาเซล" เขาสิ้นสุดการสนทนา เมื่อพาผมเดินมาหยุดอยู่ไม่ไกลจากนักบวชวัยกลางคนในชุดสีขาวบริสุทธิ์ แล้วก้มศรีษะให้ผมอย่างเคร่งขรึม "เช่นนั้นผมไม่รบกวนท่านแล้ว ขอให้การจุติเป็นแองเจิ้ลเป็นไปด้วยดีนะครับ"

 

            พูดแบบนั้นเสร็จ เขาก็เดินออกไป ผมเหลือบตาตามเขานิดหน่อย จังหวะที่เขาก้มศรีษะแตะมือทำความเคารพที่อกซ้ายนั้นผมถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นถึงเข็มกลัดบางอย่างที่คุ้นตาไม่น้อย... เข็มกลัดตัว ‘D’ สีทองนั่น....

 

            –––คนของสายตระกูลเดลที...?

 

            เดลที...ตระกูลผู้นำของเหล่าเซเลเวียนน์ทั้งหมด

 

           ––––สายตระกูลของคนคนนั้น...

 

            ผมมองตามร่างของเขาไป มองเห็นเขาเดินไปสมทบกับร่างของเด็กหนุ่มตระกูลเซเลเวียนน์ที่น่าจะเป็นเดลทีเหมือนกันคนหนึ่ง แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อม ดูเหมือนกำลังรายงานเรื่องบางอย่างให้ฟัง ...และเรื่องที่ว่าก็คงไม่พ้นเรื่องของผม

 

            มองเส้นผมยาวๆ ที่รวบเป็นหางม้าของเด็กหนุ่มคนนั้นซึ่งเห็นหน้าไม่ชัดเพราะอยู่ไกลเกินไป อีกทั้งมุมองศาก็เห็นหน้าไม่ชัดเท่าไหร่แล้วผมก็หรี่ตาลงเล็กๆ

 

            ––––ดูเหมือนจะเจอตัวละครสำคัญเข้าแล้วสิ...

 

            ผมคิด แล้วก็ปล่อยมันให้เป็นเรื่องของอนาคต ยังไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำความรู้จักอะไรกับ เขา หรอก ผมโคลงศรีษะหน่อยๆ แล้วเปลี่ยนความสนใจตัวเองมาทางนักบวชตรงหน้า...

 

            "โอ้---- ท่าน [แองเจิ้ลแห่งความหวัง] เป็นเกียรติยิ่งนักที่สามารถรับแสงแห่งท่านได้ด้วยตัวข้าผู้ต่ำต้อย-----"

 

            ...แล้วละความสนใจไปอย่างรวดเร็ว

 

            –––––พวกคลั่งศาสนาเสียสติชัดๆ

 

            นักบวชนี่อธิบายไปด้วยคำพูดสุดแสนจะเยิ่นเย้อจนไม่อยากจะฟัง แต่เพราะไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดในพิธีนี่ก็เลยต้องตั้งใจฟังไปทั้งๆ ที่ระคายเคืองหูขั้นสุด ข้อมูลจากในเกมก็ไม่ค่อยละเอียดด้วย แย่ชะมัด แถมระหว่างที่พูดไป เจ้าพวกคลั่งศาสนานี่ยังมองผมด้วยสายตาชวนขนหัวลุกอีก

 

            –––––เพราะความคิดเพี้ยนๆ ของพวกแกนั่นแหล่ะทั้งแองเจิ้ลและเซเลเวียนน์ถึงได้ตกต่ำ!

 

            ผมคำรามอยู่ในใจ แต่ก็บอกให้ตัวเองอดทนฟังมันพล่ามไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็หยุดลง

 

            "ท่านพร้อมจะเข้าพิธีเลยหรือไม่? ท่าน [แองเจิ้ลแห่งความหวัง] ?"

 

            ผมพยักหน้า พอเป็นแบบนั้นบรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที ทั้งเซเลเวียนน์และนักบวชเองเริ่มเปลี่ยนการเคลื่อนไหว มีหลายคนเดินออกไปจากห้องพิธีนี่ และนักบวชหลายคนก็ดึงคทาออกมาตั้งวางเบื้องหน้า แล้วยืนล้อมผมไว้เป็นวงกลมใหญ่

 

            เส้นแสงสีทองเชื่อมต่อระหว่างคทาแต่ละด้ามในมือนักบวชต่อกันเป็นวงกลมแสงประกายเรืองรอง

 

            "นำร่าง [แองเจิ้ล] เข้ามา"

 

            ผมพยักหน้า พอเป็นแบบนั้นบรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที ทั้งเซเลเวียนน์และนักบวชเองเริ่มเปลี่ยนการเคลื่อนไหว มีหลายคนเดินออกไปจากห้องพิธี และนักบวชหลายคนก็ดึงคทาออกมาตั้งวางเบื้องหน้า ยืนล้อมผมซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นพิธี ณ ใจกลางห้องไว้เป็นวงกลมใหญ่

 

            เส้นแสงสีทองเชื่อมต่อระหว่างคทาแต่ละด้ามในมือนักบวชต่อกันเป็นวงกลมแสงสีทองประกาย

 

            "นำร่าง [แองเจิ้ล] เข้ามาได้"

 

            คนกลุ่มหนึ่งปรากฎตัวขึ้นจากทางเดินฝั่งบันได นำหน้ามาด้วยนักบวชผู้ทรงคทา ด้านหลังตามติดมาเป็นเซเลเวียนน์ที่แบกโลงแก้วโปร่งแสงไว้อย่างระมัดระวัง แน่ล่ะ ก็ในโลงนั่นมีร่างของ [แองเจิ้ล] คนสุดท้ายของโลกอยู่ในนั้นนี่นา

 

            ผมหรี่ตาลง มองตามโลงแก้วซึ่งถูกยกเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ไม่อาจมองเห็นข้างในได้เพราะผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิที่วางปิดคลุมอยู่

 

            ตึ่งงงงงง!

   

            ในที่สุดมันก็ถูกยกมาวางไว้บนแท่นพิธีเบื้องหน้าผม เซเลเวียนน์คนหนึ่งยกมือขค่นทำความเคารพอย่างนอบน้อมแล้วดึงผ้าคลุมสีขาวนั้นออก ได้ยินเสียงสูดหายใจเฮือกดังมาจากคนหลายคนในห้อง ---ยอมรับเลยว่าผมเองก็ยังชะงักไปวูบหนึ่ง--- ภาพในโลงน่ะต้องไม่ดีต่อสายตาเท่าไรหรอก ถึงจะเป็นแองเจิ้ลยังไง แต่คนตายก็คือคนตาย ตายไปแล้วก็เหลือแต่ศพเหมือนกันอยู่ดีนั่นแหล่ะ

 

            พวกที่นิ่งที่สุดคงจะเป็นพวกนักบวชทั้งหลายที่กางวงเวทย์แห่งแสงอยู่รายรอบตัวผมและแท่นพิธีนี่ พวกเขาหลับตาลง ชูคทาขึ้นสูง แล้วเริ่มสวดภาวนาบทสั้นๆ อยู่สามครั้งด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน และแล้ว----โลงแก้วใสนั้นก็ละลายหายไปเป็นละอองแสง ร่างของ [แองเจิ้ล] จึงร่วงหล่นลงนอนหลับใหลอยู่บนแท่นพิธีโดยไร้สิ่งปิดกั้น

   

            [แองเจิ้ล]

 

            ร่างของแองเจิ้ลซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความอัปยศและเคียดแค้นสิ้นหวัง...

 

            ร่างที่งดงามนั้นสูงศักดิ์นั้น...

 

            ––––ส่วนศรีษะของเขาได้หายไป

 

            ...เทวดาผู้ไม่อาจหลับใหลไปอย่างสงบ

 

            และผม...

 

            ––––กำลังจะสืบทอดมาซึ่งตัวตนของเขา

 

            ....

 

            ––––เอาจริงดิ!?

 

            ความคิดแบบนั้นเด้งมาในใจแบบทันทีทันใด......

 

            มองร่างที่ไร้ศรีษะตรงหน้านี่ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางรู้สึกดีด้วยได้หรอก แต่ก็ต้องทำเป็นใจเย็นไว้ --ใช่ ใจเย็นไว้ มาตอนนี้นึกย้อนกลับไป ยัยนั่นและคนอื่นๆ คิดยังไงกันนะถึงได้เขียนเรื่องให้แองเจิ้ลไร้หัวน่ะ ตอนที่อ่านบทหรือเล่นเกมมันก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอมาเห็นด้วยตัวเองแล้วรู้สึกแย่สุดๆ

 

            ––––จะต้องเข้าพิธีกับไอ้นี่จริงดิ?

 

            ขนลุกนะ พูดจริงๆ ..ถึงแม้ว่าผมเองก็ตายไปแล้วหนนึงเหมือนกันก็เหอะ แต่ว่า--- ผมน่ะจำตอนที่ตัวเองตายไม่ได้ ตอนนั้นมันเมา มึนๆ รู้ตัวอีกทีก็ตายแล้ว เพราะอะไรก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ จำได้แค่ว่าไปเมา แต่ทำไมถึงตายได้นี่ก็งงอยู่ แถมรู้ตัวอีกทีก็ระลึกชาติได้ในร่างอาซาเซลแล้วอ่ะ

 

            มองร่างแองเจิ้ลอีกรอบ ได้แต่วางสายตาไว้ตรงอกขาวๆ นั่น ---ประเด็นคือเปลือยด้วยเถอะ ยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีก--- อยากจะบอกทุกคนว่าขอเวลาทำใจหน่อยได้มั้ย? แต่รู้ดีว่าทำไม่ได้ล่ะ

 

            ต้องทำเป็นเข้มแข็งสินะ? ก็แค่ร่างไร้หัวน่า---- แต่ปลอบตัวเองให้ตายยังไงก็รู้สึกรับไม่ได้อยู่ดี...

 

            ----แค่ก!!!

 

            อยากจะเป็นลมล้มตึงลงไปจังเลย.....

 

            ความคิดมักง่ายแบบนั้นดังก้องไปมาอยู่ในสมองเต็มไปหมด อ่า-- อ่า--- อ่า----

 

            น้ำตาจะไหลแฮะ... ถึงใบหน้าจะยังนิ่งอยู่ก็เหอะ แต่ถ้าเอลิออธอยู่ตรงนี้จะต้องทักแน่ๆ ว่าทำไมหน้าซีดขนาดนั้น รู้สึกคิดถึงนายจัง คิดถึงสุดๆ ---- ทำไมต้องให้ผมทำพิธีคนเดียวด้วยเนี่ย!?

 

            อยากร้องไห้อ่ะ....

 

            แต่เหลือบไปมองพวกนักบวชที่ยังนิ่งสงบ พวกเซเลเวียนน์เองก็นิ่งสงบ ---- พวกแก... มาจากโอโตเมะเกมแท้ๆ ทำไมถึงได้ใจเหี้ยมกันได้ขนาดนี้ฮะ!? แต่ไม่สิ... ถึงจะเป็นเกมสาวน้อยก็เหอะ เซ็ตติ้งจริงๆ ก็เป็นแนวสงครามอยู่แล้วนี่นะ ในรูทอาซาเซลเนี่ย

 

            โลกแฟนตาซีน่ะความตายมันใกล้ตัวกว่าโลกสงบสุขของผมนั่นใช่มั้ย?

 

            ยังอยู่ในยุคที่สงครามเกิดขึ้นได้เป็นปกติด้วยสิ----

 

            สงสัยเพราะถูกเลี้ยงมาในเรือนแก้วแสนสวยงามของแองเจิ้ลนั่นแน่ๆ ถึงได้ลืมไปสนิทเลย--- พอหันไปมองร่างแองเจิ้ลนี่อีกรอบ อ่า--- ในโลกแฟนตาซีที่การฆ่ากันเป็นเรื่องปกติเนี่ย บางทีได้เห็นอะไรแบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้ ผมควรจะมีภูมิต้านทานมากขึ้นสินะ?

 

            เอาล่ะ พิธีกรรมบ้าๆ นี่มันก็ซาดิสต์ด้วยสิ เลือดสาดเลยแหล่ะ ถ้าไม่ใจแข็งเข้าไว้ต้องช็อคตายแหงๆ ไม่ต้องรอเจอนางเอกหรอก เหอๆ --- พอคิดเวิ่นเว้อไปในใจซะใหญ่โต ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนว่าจะเริ่มใจเย็นขึ้นมาบ้าง ชักจะทำใจได้โดยไม่รู้ตัวซะแล้ว

 

            พยายามจะเรียกวิญญาณจูนิเบียวเข้ามาในตัว ฟู่--- คิดถึงพวกแกจัง ได้โปรดมาสิงสถิตย์ในร่างของฉันเหอะ จะไม่ด่าไม่ว่าไม่บ่นเลยอ่ะนะ คราวนี้น่ะ

 

            ––––ผมคือท่านจอมมาร คือคุณตัวร้ายผู้ชั่วร้าย ผมก็คือ [ท่านอาซาเซล] ยังไงล่า~

 

            สะกดจิตตัวเองอยู่ซ้ำๆ ในที่สุดจิตใจก็ค่อยๆ มั่นคง และแล้วความมั่นใจแปลกๆ ก็ได้เข้ามา

 

            "ท่านอาซาเซล...?"

 

            สงสัยจะเหม่อนานไปหน่อย ถึงได้มีคนทักเรียกขึ้นมา...

 

            แต่เสียงเรียกนั่นทำให้ผมได้สติ สายตาของคนอื่นๆ แม้แต่พวกนักบวชนั่นก็เริ่มมองมาแปลกๆ แล้วด้วย---- ไม่ได้การแล้ว ไม่เหลือเวลามาไร้สาระอีกแล้วสิ จริงจังหน่อยสิตัวผม

 

           "ไม่เป็นไร.." ...จริงๆ คือเป็นสุดๆ "...เริ่มพิธีเถอะ"

 

            ...ความจริงในใจก็คือยกเลิกพิธีตอนนี้ได้มั้ย? อีกเหมือนกันอ่ะ...

 

            "ถ้าเช่นนั้น....."

 

            อึ่ก... กลืนก้อนน้ำลายเหนียวๆ ลงในคอ สูดหายใจเข้าลึกๆ นะตัวผม คิดไว้ซะ ถ้ามาพลาดตกม้าตายเอาเพราะว่าใจไม่มั่นคงเนี่ย ที่พยายามมาหกปีก็ไร้ความหมายสิ?

 

            ––––ที่เกลียดที่สุดก็คือตั้งใจทำอะไรแล้วต้องสูญเปล่านี่นา

 

            แต่พยายามมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ? เพราะว่าสิ่งที่ต้องแบกรับน่ะก็คือพลังของพระบุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้า พลังของแองเจิ้ลนี่น่ะ ดังนั้นก็เลยฝึกฝนตัวเองเพื่อที่จะเป็นภาชนะที่ดีมาตลอด 6 ปีนี้ไม่ใช่เหรอ...?

 

            พอคิดได้แบบนั้น จิตใจก็สงบลงแบบสุดๆ ความกลัวเหมือนจะหายแว๊บไปเลย หลงเหลือแต่ความรู้สึกอยากเอาชนะ ความรู้สึกที่ว่าไม่อยากเสียใจ ไม่อยากให้ที่พยายามมาทั้งหมดต้องพังทลายหายไป

 

            ผมน่ะ.....

 

            ...จะต้องเป็นแองเจิ้ลให้ได้

 

            สายตาของผมกลับมานิ่งสงบและเยือกเย็น จ้องมองไปยังร่างตรงหน้าโดยไม่คิดจะหลบสายตาไปไหนอีก

 

            ––––จะเป็นแองเจิ้ลไร้หัวหรืออะไรก็เหอะ แต่จะไม่ยอมให้มาทำลายความตั้งใจของผมหรอก

 

            เพราะถ้าพลาดตอนนี้ไปทุกอย่างก็จบ ถ้าไม่ได้รับพลังแองเจิ้ลมาก็จะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ถึงตอนนั้นเซเลเวียนน์จากที่เป็นสุนัขซื่อสัตย์จะกลายเป็นอะไรไปกันนะ? ผมน่ะ--ยังไม่อยากกลายเป็น "เหยื่อ" ของพวก "เพชรฆาตจอมเวท" หรอกนะ...

 

            ถ้าไม่เป็นแองเจิ้ลล่ะก็ ในอนาคตนั่นก็จะดำมืด ไม่ต้องรอพวกพระเอกมาฆ่าก็ตายเอาตั้งแต่ยังไม่โตแหงๆ

 

            ดังนั้น--มีแต่ต้องกลายเป็นแองเจิ้ลเท่านั้น กลายเป็นพระเจ้าของเซเลเวียนน์ไปซะ ถึงตอนนั้นก็จะมีพลังที่จะทำทุกอย่าง...

 

           อยู่ๆ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของคุณพี่ชายในชาตินี้เมื่อตอนก่อนที่จะเข้ามาในตัวอาคารพิธีนี่ก็ลอยเข้ามาในหัว จิตใจเองก็เหมือนจะอบอุ่นขึ้นมา ...ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวสักหน่อย... ใช่--- ทุกอย่างน่ะไม่เป็นไรหรอก

 

            ––––ผมจะสืบทอดมาซึ่งตัวตนของแองเจิ้ลนี้เอง

 

            ––––สืบต่อเจตนารมย์แห่งเซเลเวียนน์นี้....

 

            ...และผม...ไม่ขออะไรมาก

 

            ...ขอแค่ไม่ได้รับผลกระทบครอบงำทางจิตใจจาก [แองเจิ้ล] ผู้นี้ก็พอแล้ว

 

            –––เพราะอาซาเซลในเกมนั้นได้บ้าคลั่งไป....

 

            ...และผมไม่อยากมีจุดจบเดียวกัน

 

            ...ถึงได้พยายามมาโดยตลอด

 

            "...เริ่มพิธีได้"

 

            ...สิ้นเสียงนั้น ทุกๆ อย่างก็ได้เริ่มต้นขึ้น––––

 

            ...

 

            ...คนพวกนั้นจากไปแล้ว... ทั้งเซเลเวียนน์ ทั้งนักบวช พวกเขาทั้งหมดต่างก็หายไปจากห้องพิธีนี้

 

            ...ในห้องที่กว้างใหญ่นั้นหลงเหลือเพียงตัวผม และ...

 

            ––––ร่างของแองเจิ้ลผู้ไร้ศรีษะที่กลับมามีชีวิต

 

            ...'มัน' ยืนขึ้น ยื่นมือนั้นออกมาเบื้องหน้า สัมผัสซึ่งตัวตนของผม ...เป็นสัมผัสที่เย็นเฉียบจนชวนขนลุก สองหูของผมได้ยินเสียงบทสวดเป็นภาษาประหลาดดังกึกก้องออกมาจากด้านนอกนั่น ทั้งๆ ที่ไม่มีหน้าต่าง ทั้งๆ ที่ประตูถูกปิดตาย ....หากทว่าฟังดูชัดเจนราวกับกระซิบอยู่ที่ข้างหู

 

            ...ละอองเวทย์เข้มข้นขึ้น อักขระมากมายซึ่งถูกเขียนอันแน่นอยู่เต็มทั้งผนัง พื้น แท่นพิธี และทุกสิ่งทุกอย่างในห้องโถงกว้างใหญ่อันปิดตายนี้เปล่งแสงสีทองอันลึกลับออกมา....ก่อนที่กลิ่นสาปและคาวข้นของเลือดรสสนิมจะแพร่กระจายไปทั่ว และแล้วแสงสีแดงคล้ำราวกับเลือดซึ่งแปดเปื้อนด้วยสีดำก็พลันเข้ายึดครองย้อมจนอักขระเหล่านั้นเป็นสีหม่นฉาน....

 

            –––––พิธีกรรมลึกลับนี้ดำเนินต่อไปราวกับสิ่งที่ไม่สามารถหยุดมันลงได้อีกแล้ว...

 

            ...แองเจิ้ลขยับร่างของเขาอยู่เบื้องหน้าผม คละคลุ้งไปด้วยละอองความตาย ...ใจของผมสั่น รับรู้ดีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เพราะงั้นถึงได้กลัวนิดหน่อย แต่ก็บอกให้ตัวเองเข้มแข็งไว้ เข้มแข็งไว้ ทุกอย่างจะไม่เป็นไรทั้งนั้น...

 

            "อึ่ก..!"

 

           'มัน' แทงมือเรียวสีขาวบริสุทธิ์นั้นเข้ามาในอกซ้ายของผม เลือดของผมเอ่อทะลักราวกับเขื่อนแตก มันขยับมืออยู่ในนั้นราวกับมีชีวิต ...อุกอาจ บ้าคลั่ง เปี่ยมอำนาจ

 

            ...หยอกล้อกับก้อนเนื้อมีชีวิตในอกซ้ายของผมที่สั่นระรัวอย่างหวาดกลัว

 

            ผมหรี่ตาลง เจ็บจนจี๊ดขึ้นไปถึงสมอง ตาพร่าเสียจนต้องกระพริบตาถี่ เพิ่งจะรู้ตัวว่าเสียน้ำตาก็ตอนที่หลับตาลงแล้วหยดน้ำร่วงลงมาจากเบ้าตา

 

            ผมไม่รู้ว่ามันทำสีหน้าแบบไหน ...เพราะมันไม่มีหัว

 

            แองเจิ้ลยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น มือหนึ่งปักคาอยู่ที่อกซ้ายของผม อีกมือแหวกแทงเข้าไปในอกซ้ายของตัวเอง ควักเอาหัวใจสีแดงประกายแสงทองเรื่อๆ อ่อนจางนั้นออกมา

 

            ...สิ่งนั้นที่เคยหยุดนิ่งค่อยๆ เต้นตุบตับอย่างช้าๆ คล้ายกับมีชีวิต...

 

            –––––พิธีกรรมได้ดำเนินต่อไป....

 

            หัวใจของผมจะต้องถูกฉีกกระชาก แลกเปลี่ยนกันด้วยหยดเลือดสีทอง อกข้างขวาถูกทึ้งออกเพื่อที่จะถูกทดแทนด้วยดวงใจศักดิสิทธิ์ของเทวดานั้น เลือดทั้งร่างของผมจะกรีดร้อง ถูกสับเปลี่ยน ถูกบีบเค้น กระทั่งกลายเป็นสายเลือดสีทองในสีแดงฉาน....

 

            ...กลายเป็นเลือดอันบริสุทธิ์...

 

            เลือดสีทองซึ่งสูบฉีดออกมาจากหัวใจข้างขวา เลือดสีแดงไหลหลั่งออกมาจากหัวใจข้างซ้าย หัวใจทั้งสองข้างเต้นกระหน่ำอยู่แรงถี่ ขับเค้นพลังแห่งชีวิตออกมา ...หนึ่งคือสายเลือดแห่งมนุษย์ อีกหนึ่งคือเทวดาอันศักดิ์สิทธิ์

 

            ถ้าหากพลังของมันไม่สมดุลล่ะก็... ผมก็จะตาย

 

         ถ้าหากร่างกายของผมต่อต้านมันล่ะก็... ผมก็จะตาย

 

            ถ้าหากหัวใจดวงนั้นของเทวดาไม่ยอมรับผมล่ะก็... ผมก็จะตาย

 

            ––––หากแต่อาซาเซลจะไม่ตาย นี่ก็คือสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วด้วยเช่นกัน ...ด้วยเซ็ตติ้งของเกมยังไงล่ะ?

 

            เพราะแบบนั้นผมถึงได้มั่นใจ ว่าจะสามารถกลับไปหา 'หมอนั่น' ได้แน่...

 

            ...ภาพของดวงตาสีอำพันคู่นั้นปรากฎอย่างเลือนลางขึ้นมาในสติของผม ก่อนจะค่อยๆ แจ่มชัด

 

            ตอนนี้ทุกคนที่นี่น่ะรู้แล้วว่าเอลิออธมีความสำคัญ 'ไม่น้อย' เลยต่อตัวผม ทีนี้พวกที่คิดจะใช้ประโยชน์จาก [อาซาเซล] น่ะก็จะเริ่มเพ่งเล็งไปยังตัวเขา

 

            ผมน่ะจะต้องกลายเป็น [แองเจิ้ล]

 

            ––––กลายเป็นแองเจิ้ลที่แข็งแกร่ง

 

            สามารถที่จะปกป้องคนของผม ...ก็เพราะว่าพวกเขาน่ะก็คือคนที่จะอยู่เคียงข้างผม ...เป็นลูกสมุนที่ต้องฝ่าฟันเดธแฟล็กไปด้วยกันกับผมให้ได้นี่นา....

 

            ถ้ามันมีแค่ตัวผมล่ะก็ ...อดีตก็จะซ้ำรอยตามเซ็ตติ้งของเกม... ผมก็จะตาย

 

            ผมจะต้องเปลี่ยนมัน... นำฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ สอดแทรกเข้าไปในโครงสร้างของโลกใบนี้

 

            ใช่แล้ว...

 

            ผมน่ะจะต้องกลายเป็น [แองเจิ้ล]

 

            ––––กลายเป็นแองเจิ้ลที่แข็งแกร่ง

 

            ตอนนี้... ขั้นตอนสุดท้ายน่ะมันก็แค่เพียง... ผมจะได้รับผลกระทบเช่นไรจากการเพิ่มหัวใจขึ้นมาอีกดวง และสายเลือดใหม่ที่ไหลเวียนอยู่นี้จะส่งผลอะไรต่อร่างกายของผมบ้างเท่านั้น...

 

            ...แค่นั้นเอง

 

          “อ-อึ่ก! อ..อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!

 

            ––––ขนปีกสีขาวบริสุทธิ์แต่งแต้มด้วยสีแดงประกายทองฉาดฉานสะบัดสวัดไสวไปทั่ว ความเจ็บปวดราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังทิ่มแทง แหวกว่ายออกมาจากแผ่นหลัง แหวกว่ายออกมาจากกายเนื้อซึ่งยังมีชีวิต ...ของเหลวสีแดงแตกกระจายราวกับดอกไม้ไฟบนท้องฟ้า

 

 

            หัวใจของผมกระหน่ำเต้นดังตุบตับ คิดอะไรแทบไม่ออก สองหูได้ยินแต่เสียงหัวใจทั้งสองข้างที่ค่อยๆ ดังประสานเป็นเสียงเดียวกัน กระหน่ำลั่นอยู่ในศรีษะของผม เส้นเลือดที่ข้างขมับเป่งนูนออกมาอย่างน่ากลัว

 

            ...เลือดของผมไหลชโลมไปทั่วทั้งลานกว้างในห้องโถงซึ่งปิดตาย

 

            กลิ่นโลหิตคาวคละคลุ้งไปทั่ว ทำให้สติของผมเลือนลางอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ บ้าคลั่งไป พลันกลิ่นคาวสนิทนั้นก็กลับกลายเป็นหอมหวาน....

 

          –––บ้าจริง! ผิดพลาด..ผิดพลาดไปจนได้!

 

            ผมสบถพึมพำในใจทันทีที่รู้สึกตัวว่าสัมผัสการรับรู้ที่มีต่อของเหลวสีแดงฉานซึ่งถูกเรียกว่า “เลือด” และ “โลหิต” นั้นผิดแปลกไป

 

            ปีกขนนกสีขาวผืนกว้างใหญ่ราวกับท้องนภาจำลองแผ่สยายออกมา ขนปีกเทวดาปลิวสะบัดราวกับพายุ สายลมพัดกระหน่ำ ปีกคู่นั้นของผมใหญ่โตราวกับจะกลืนกินทั้งตัวผมไปให้สิ้นซาก หนักหนาราวกับจะถูกกดให้จมลงไปในความมืดมิด...

 

            ...พริบตานั้นโดยรอบต่างปรากฎวงเวทย์สีทองเรืองรองประกายขาวสว่าง ปะทะเข้ากับห้องใบนี้ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วย [สีแดง] ...ลำแสงสีขาวนับพันๆ เส้นยิงทะลุออกมายังปีกขนนกคู่ใหญ่มหึมาของผมจนมันฉีกขาดกระจัดกระจายเป็นริ้วๆ

 

            ...ขนปีกขาวแต้มแดงปลิวไสวเหมือนเม็ดฝน

 

            ร่างกายของผมกระตุกเฮือก ปีกนั้นโบกสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งพัดพาให้ขนปีกเทวดามากมายเหล่านั้นร่วงหล่นลงมาราวกับสายน้ำตก เอ่อท่วมไปทั่วกระทั่งล้นทั้งลานกว้างของห้องโถงปิดตายนี้

 

            ––––ตัวของผมค่อยๆ จอมจมลงไปในทะเลขนปีกเทวดาสีขาวพิสุทธิ์นั้นอย่างช้าๆ ถูกกลืนกินหายไป เจือปนไปด้วยกันกับแอ่งเลือดของผมซึ่งไหลชโลมออกมาไม่หยุด

 

            ยิ่งขนปีกเหล่านั้นหลุดร่วงออกไปมากเท่าไหร่ ปีกของผมก็ยิ่งค่อยๆ หดเล็กลงเท่านั้นด้วยเช่นกัน กระทั่งหดลงจนพอดิบพอดีกันกับขนาดตัวของผมมันจึงได้หยุดลง

 

            ...และในเวลานั้นตัวผมก็ได้สิ้นสติลงไป พร้อมกับความคิดสุดท้าย

 

            ––––ผมได้รับผลกระทบสองอย่าง

 

            อย่างที่หนึ่ง การสืบทอดพลังมาจากแองเจิ้ลผู้ซึ่งได้ตายไปแล้วนั้น –ไม่อาจฝ่าฝืนต่อโลกแห่งความตาย– ผมได้กลายเป็นกึ่งผีดิบ และเพราะสายเลือดที่ไม่สามารถหล่อหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์นี้ มันจึงต้องการซึ่งเลือดและเนื้ออันบริสุทธิ์ของมนุษย์ เพื่อเข้ามาเติมเต็มและค้ำพยุงมัน...

 

         [ตัวผมนั้นจะหิวกระหายซึ่งการดื่มกินโลหิตราวกับปีศาจ]

 

            อย่างที่สอง การรับสืบทอดพลังแห่งแสงอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้ามานั้น –ถึงจะสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สมบูรณ์– เพราะร่างของผมไม่ใช่เทวดาอย่างแท้จริง จึงได้รับผลสะท้อนกลับ ผมมีความเข้ากันกับธาตุแสงยิ่งกว่าจอมเวทย์ธาตุแสงคนไหน พลังเปรียบราวกับเทพผู้สร้าง หากทว่า...ก็แพ้ทางธาตุแสงใดๆ ทั้งมวลราวกับปีศาจร้ายด้วยเช่นกัน

 

         [เทวดาผู้ซึ่งถูกลงทัณฑ์ด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า]

 

            ––––ผลกระทบซึ่งเป็นจุดอ่อนอย่างร้ายแรงที่สุดของอาซาเซล ทั้งในเกม....

 

...และตัวผม

 

เพราะมันคือจุดอ่อนถึงตายของอาซาเซล....

 

           ...

 

           .....

 

           หนีไปไม่ได้...

 

           ผลลัพธ์นี้น่ะถูกกำหนดไว้อยู่แล้วหรือไงกันนะ...?

 

 

 

 

 

 

 

ปล่อยการ์ดสำคัญ!? แองเจิ้ลก็ตรงตัวเลยคือเทวดา! มีปีก! ธาตุแสง! แต่ดันแพ้ธาตุแสง!!?!!? แล้วยังเป็นกึ่งผีดิบ!? อะไรนะ!? อาร์สคุงสุดราชินีได้สกิลดูดเลือดมาเพิ่มความควีนเอสเอ็มขั้นสุดอย่างนั้นเรอะ!?

ปล.นี่ไม่ใช่วิธีการสืบทอดพลังแองเจิ้ลที่ถูกต้องแต่อย่างใด แต่เพราะแองเจิ้ลนั้นตายกันไปหมดโลกแล้ว จึงต้องคิดค้นวิธีที่เรียกว่า 'นอกรีต' ก็คงว่าได้ขึ้นมาแทน----- (แต่สุดท้ายก็ยังไม่เฉลยชัดอยู่ดีว่าแล้วแองเจิ้ลเทพยังไง ถถถ)

ปลล.ที่พล่ามๆ ด้านบนนั่นคือเนื้อเรื่องในเกมที่จะพลิกเปลี่ยนให้ฝั่งตัวร้ายเป็นตัวเอก และเหล่าพระเอกเป็นตัวร้ายเมื่อเข้าสู่รูทอาซาเซลเต็มตัว ---อย่างที่บอก เขาคือ [ตัวร้าย] ซึ่งเป็น [พระเอกจากอีกฟาก]

(แต่บลูไม่เข้าข้างฝั่งไหนเป็นพิเศษหรอกนะ ไม่ว่าจะเซเลเวียนน์หรือเมอเนแควนน์ก็เถอะ!)

 

***ต่อไปเป็น #ED-episode end บทปิดสั้นๆ ของแต่ละพาร์ท แต่จริงๆ ทำหน้าที่เหมือนขั้นบันไดเนื้อเรื่อง ช่วงแรกๆ เกริ่นถึงอาซาเซล เซเลเวียนน์ แองเจิ้ลกันมาละ บทต่อไปจะมาก้าวขึ้นบันไดไปสู่เนื้อเรื่องช่วงถัดไปกัน!

(เรื่องนี้บลูไม่แบ่งเนื้อหาเป็นภาคต่างๆ ดังนั้นจึงไม่มีทั้งบทนำ-บทส่งท้ายของภาคไปด้วย แต่จะมีช่วงเนื้อเรื่องแต่ละช่วง เหมือนเล่นเกมไปทีละ Chapter ไปทีละ Section แล้วมีขั้นบันไดที่เรียกว่า #ED ค่อยเชื่อมแต่ละช่วงเนื้อหาเข้าด้วยกัน... เป็นวิธีการเขียนที่บลูงัดสมองขึ้นมามอบให้เรื่องนี้โดยเฉพาะเลย เราตื่น/เปิดขึ้นมากับอาร์สคุงแบบงงๆ ว่าระลึกชาติได้ แล้วหลังจากนั้นก็เดินกันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปถึงบันไดขั้นสุดท้าย!)

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น