ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#07 แองเจิ้ล เซเลเวียนน์ และขนปีกของเทวดาที่ได้ตื่นขึ้น (บทต้น)

ชื่อตอน : #07 แองเจิ้ล เซเลเวียนน์ และขนปีกของเทวดาที่ได้ตื่นขึ้น (บทต้น)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2560 14:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#07 แองเจิ้ล เซเลเวียนน์ และขนปีกของเทวดาที่ได้ตื่นขึ้น (บทต้น)
แบบอักษร

 

 

Chapter#07

 

แองเจิ้ล เซเลเวียนน์ และขนปีกของเทวดาที่ได้ตื่นขึ้น (บทต้น)

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

ผม – อาซาเซล – วัยหกขวบ กำลังจะเข้าสู่พิธีกรรมสำคัญที่พูดถึงไปในบทที่แล้ว ในที่สุดก็จะเริ่มต้นขึ้นสักทีนะ นอนรอซะเบื่อเลย จริงๆ นะ แต่ในที่สุดพวกนั้นก็พร้อมจนได้ --- สิ่งนี้น่ะ คือสิ่งซึ่งจะตัดสินชะตาชีวิตของ 'ผม' สิ่งซึ่งจะมอบพลังอันเป็นซิกเนเจอร์เฉพาะตัวของคุณตัวร้ายผู้นี้ให้แก่ผม

 

            หึ––– จะขอรับสืบทอดพลังของคุณมาล่ะนะ [อาซาเซล] !

 

            ผมน่ะเตรียมตัวเตรียมความพร้อมมาเพื่อวันนี้มาโดยตลอด ดังนั้น––––

 

            ––––มันจะต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ...น่าจะนะ

 

 

            ไม่ใช่แค่น่าจะ แต่ต้องใช่สิ!? ผมน่ะ อุตส่าห์ไม่คิดโลภมากอะไรมากเลยแท้ๆ ขอแค่ให้ข้อเสียจากการได้มาซึ่งพลังนี้ลดลงจากเดิมอย่างน้อยก็สักครึ่งหนึ่งก็พอใจแล้ว ดังนั้นพระเจ้าเองก็ช่วยเห็นใจหน่อยเถอะนะ –––ก็นะ ผมเองก็เข้าใจสัจธรรมความจริงที่ว่า พลังอันยิ่งใหญ่ ย่อมมาพร้อมภาระ(ผลพวง)ที่ยิ่งใหญ่อยู่เหมือนกันนะ!?

 

            "นายท่าน ...ถึงแล้วขอรับ"

 

 

            คุณพ่อบ้านพี่ชาย หรือก็คือลูกสมุนนัมเบอร์วันของผม 'เอลิออธ' ก้มลงกระซิบบอกผมเบาๆ เมื่อพวกเราเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่... อย่าแปลกใจล่ะที่อยู่ๆ เขาก็เรียกผมว่านายท่าน ก็เวลานี้น่ะเราอยู่กันนอกเขตส่วนตัวของผมนี่นา

 

            ––––แน่นอนว่าเบื้องหลังนี่ก็มีคนรับใช้เดินตามอีกเป็นขบวน เหอะ

 

           แล้วตลอดสองข้างทางนี่ก็เป็นสมาชิกเซเลเวียนน์ทั้งคฤหาสน์ และพวกคนจากคฤหาสน์อื่นๆ ที่มายืนมุงดูผมเหมือนมองสัตว์หายาก --- ถึงจะทำท่าทางเคารพเป็นมิตร แต่ผมก็ไม่ดีใจหรอกนะ!

 

           ปกติผมไม่ได้ออกจากเขตหรอก ถึงจะอยู่ในเขตคฤหาสน์หลักของเซเลเวียนน์เหมือนกัน แต่เพราะใหญ่หยั่งกับปราสาทนี่ ก็เลยมีการแบ่งแยกอาณาเขตไว้ชัดเจน ผมน่ะไม่เคยได้ออกไปข้างนอกนั่น พูดง่ายๆ ก็คือออกไปไม่ได้ ส่วนคนอื่นน่ะ ก็เข้ามาไม่ได้ด้วยเหมือนกัน

 

            ตลอดมารอบกายผมน่ะมีแต่เมดกับบัทเลอร์ แน่นอนว่าต้องเป็นพวกที่บริสุทธิ์ด้วย หมายถึงไม่มีครอบครัวและไม่มีพันธะน่ะ คนแก่ก็ห้าม มีแต่พวกหนุ่มสาวที่พร้อมสะพรั่งไปด้วยรูปโฉมเท่านั้น

 

            ––––เหอะ! ทำเหมือนกับเลี้ยงเอาไว้ในเรือนแก้วยังงั้นแหล่ะ

 

            ––––จะให้โลกของผมเป็นยูโทเปียหรือไง?

 

           แต่นะ เพราะว่าเขตของผมเป็นเขตหวงห้ามทั้งหมด จะให้พวกนักบวชเข้ามาคิดเหรอว่าจะมีคนยอม? สุดท้ายผลสรุปก็คือต้องออกมาทำพิธีกันข้างนอกล่ะ แต่มันก็สะดวกดีในหลายๆ แง่น่ะนะ

 

            ––––อีกอย่างก็เป็นโอกาสเปิดตัวผมให้พวกเซเลเวียนน์คนอื่นๆ ด้วย

 

            ––––ถึงได้ถูกมุงดูเป็นสัตว์หายากแบบนี้ไงล่ะ?

 

           เบื้องหน้าของผมก็คืออาคารหินขนาดใหญ่ ลักษณะเหมือนอาคารโบสถ์ผสมกับโถงหอคอยขนาดสองชั้นซึ่งถูกปิดตายเอาไว้อย่างมิดชิดเพราะไม่มีหน้าต่าง เมื่อเปิดประตูบานใหญ่นี่ไปก็จะเป็นทางเดินยาวไปสู่โถงกว้างของห้องพิธี ห้องชั้นในมีบันไดไปสู่โถงด้านบน เรียกว่าเป็นห้องพิธีซ้อนห้องพิธีอีกทีหนึ่ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเดิมทีน่ะมีเอาไว้ทำอะไร แต่ตอนนี้ก็ใช้เป็นสถานที่ทำพิธีปลุกพลังแองเจิ้ลของผมไปแล้วล่ะ

 

           หลังจากนี้น่ะผมต้องเข้าไปคนเดียวแล้ว แม้แต่เอลิออธก็เข้าไปด้วยไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแองเจิ้ลด้วยนี่นา ---- ถึงจะเป็นคนข้างกายของผมก็เถอะ

 

           พอมองไปที่เขา ...ใบหน้าของเขาก็ฉายให้เห็นความกังวลเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ทางแววตาอย่างปิดไม่มิดแม้ว่าจะพยายามซุกซ่อนมันไว้แค่ไหน หากแต่แววตาลึกๆ ของเขาก็ยังทรยศออกมาอย่างชัดเจน

 

           หึ..! สกิลโป๊กเกอร์เฟซของนายน่ะยังไม่ชำนาญนะ คุณ-พี่-ชาย~

 

            แต่ว่า... เพราะแบบนี้ล่ะมั้ง...? เขาถึงชอบทำให้ผมใจอ่อนอยู่เรื่อยเลย... ไอ้ความรู้สึกของการเป็นคนสำคัญอย่างถึงที่สุดนี้น่ะ ...เพราะไม่ว่ายังไง เขาก็ยังเป็นคนที่ภักดีและซื่อสัตย์ต่อผมที่สุด เป็นลูกสมุนนัมเบอร์วันที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้ของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น...

 

            (แน่นอนว่าต้องมองข้ามๆ พฤติกรรมประหลาดทั้งหมดนั่นของเขาไปซะ!)

 

            "ฉันรู้แล้ว เปิดประตูสิ" ผมกอดอก มองเขาตอบนิ่งๆ แล้วผงกศรีษะให้เบาๆ อย่างเฉยเมย ...ถึงจะใจอ่อนอยู่ แต่ก็แสดงท่าทีออกไปไม่ได้หรอกนะ ไม่งั้นได้เหลิงกันพอดีน่ะสิ

 

            "...ขอรับ" เขายังคงมีสีหน้ากังวล ดูก็รู้ว่ายังอยากจะพูดอะไรอีก แต่เพราะสถานะและสถานที่ก็เลยได้แต่เก็บเงียบไว้

 

 

           เจ้าพี่ชายพ่อบ้านสมองน้ำปั่นนี่ ถึงสมองจะถูกบดจนเหลวไปแล้วยังไง จนผมจะเอือมเขาแค่ไหน ถึงเขาจะทั้งมือปลาหมึก ทั้งหน้าหนาเป็นปูนสามชั้น ทั้งขี้เนียนเป็นจอมทู่ซี้ และอีกสารพัดสิ่งเกินกว่าผมจะกล่าวหมดเวลาอยู่กันสองคนก็เหอะ ...แต่เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นหน้ากากก็ถูกสวมใส่อย่างแนบเนียน

 

 

            (เนียนจนบางครั้งผมก็ไม่แน่ใจถึงตัวตนของเขาเท่าไหร่เหมือนกัน บางทีก็รู้สึกเหมือนว่าลึกๆ หมอนี่มีอะไรที่อันตรายอย่างบอกไม่ถูกอยู่----แต่ช่างมันเถอะ ไม่เห็นจะต้องใส่ใจเลย แค่ภักดีต่อผมน่ะก็พอแล้ว)

 

 

 

            อยากจะร้องบอกทุกคนให้ได้รับทราบโดยพร้อมเพรียงกันว่าเจ้านี่สันดานแท้จริงมันเป็นยังไง ชอบเนียนแต๊ะอั๋งนายท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งเซเลเวียนน์อย่างผมคนนี้ไปมากขนาดไหน แต่ก็คงไม่มีใครเข้าใจ.... ชิ!

 

 

 

            พวกเมดบัทเลอร์ในเขตของผมน่ะเชื่อฟังเขาจะตายไป ก็ไม่รู้ว่าอะไรในลักษณะท่าทางหมาๆ ของหมอนี่ไปเตะตาให้คนอื่นเคารพนับถือเอาเสียได้

 

 

 

            หือ? หรือว่าจริงๆ มันคือผมน่ะตาดีกว่าคนอื่น?? แบบว่า---คนอื่นมองก็คงไม่รู้หรอกว่าเจ้าหมอนี่มันหมาหงอยขนาดไหน ใส่หน้ากากใบไหนอยู่ คิดอะไรยังไงอยู่ในใจ แต่กับผม นายท่านผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ที่ต้องอยู่กับเจ้าคุณพ่อบ้านนี่ตลอดแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงมาเป็นปีน่ะ ก็เลยรู้ดีแจ่มแจ้งไปแล้วเนี่ย

 

 

            ------แบบนี้น่ะเหรอ?

 

 

 

            ------ไม่อ่ะ...

 

 

 

            ------รู้สึกว่าไม่มีทางเป็นแบบนั่นแน่ๆ อ่ะ.....

 

 

 

            แต่---งั้นก็เหอะ พอเห็นเขาหงอยๆ หูลู่หางตกแบบนี้แล้ว......

  

 

           ...เป็นไปได้ก็อยากจะลูบหัวปลอบใส่สักทีสองทีเหมือนปลอบสุนัขสักตัวให้อยู่หรอกนะ แต่ในเมื่อเขาคิดจะสวมใส่หน้ากาก "นายท่านผู้เย่อหยิ่ง" กับ "ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์" ไว้แบบนั้นเนี่ย ถ้างั้นผมก็จะเล่นบทตามไปด้วยให้ก็แล้วกัน

 

            ก็เป็นนายท่านผู้เย่อหยิ่งนี่นะ เรื่องอะไรจะต้องลดตัวไปปลอบคุณทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์กันง่ายๆ ล่ะ? เอาไว้นายกล้ามากพอที่จะแสดงตัวตนจริงๆ ออกมาโดยไม่สนสายตาคนอื่นและระยะห่างของฐานะเมื่อไหร่ล่ะก็---- จะลองพิจารณาดูอีกทีก็แล้วกันนะ คุณ-พี่-ชาย~

 

            ––––เป็นการลงโทษยังไงล่ะ~?

 

 

            ทีเวลาอยู่กันสองคนล่ะก็สั่นหางระริกระรี้เชียว แต่พอพวกเซเลเวียนน์คนอื่นๆ --ที่ไม่ใช่พวกเมดและคุณบัทเลอร์-- โผล่มาบางทีก็ยังมีหงออยู่เหมือนกันนี่นะ ใช้ไม่ได้ เป็นถึงนัมเบอร์วันของท่านอาซาเซลคนนี้แท้ๆ ...แต่เอาเถอะ ยังไงก็เป็นแค่เด็กอายุ 14 ที่ถูกเลี้ยงดูมาในฐานะตัวหมากของตระกูลนี่นา

 

 

            ดังนั้นในฐานะตัวร้ายแล้ว ผมก็จะค่อยๆ เลี้ยงดูเขาให้เติบโตเป็นลูกสมุนที่ดีงามเอง

 

 

            ก็เอลิออตเต้ที่ผมจดจำได้ในเกมน่ะ เขาเป็นถึงชายหนุ่มผู้สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง เป็นหนึ่งในตัวละครสเปกเครื่องสูงเกรด A+++ ผู้ที่สามารถร่วมยึดครองโลกใบนี้ไปด้วยกันกับคุณตัวร้ายได้เชียวนะ...!

 

 

            ...ดังนั้นนายเองก็ต้องเป็นเมล็ดพันธ์ที่จะเติบโตไปอย่างงอกงามแน่ๆ ไว้ใจได้เลยล่ะ!

 

 

            ผมคิดวางแผนในใจอย่างหมายมาด ระหว่างนั้นเอลิออธผู้สวมใส่หน้ากาก – คนที่ผมคิดวางแผนชีวิตให้เมื่อกี้นี้ – ก็เอื้อมมือออกไปเปิดประตูบานใหญ่ตรงหน้านั้นอย่างช้าๆ มันมีอยู่จังหวะหนึ่งที่มือของเขาสั่นไหวไป

  

 

            ...หือ?

  

 

            หรือบางที... เขาอาจจะกำลังกลัวอนาคตที่จะเกิดขึ้นนี้อยู่?

 

 

            ...ก็คืนนั้นผมเล่นพูดแต่อะไรแปลกๆ ออกไปนี่นา บางทีนะ บางที หมอนี่น่ะอาจจะกลับไปคิดเป็นตุเป็นตะเอาเองคนเดียวก็ได้

 

 

            แต่ก็นะ----เอาคืนไงล่ะ? ที่วันนั้นน่ะนายทำให้ผมนอนไม่หลับจริงๆ ด้วย! รู้มั้ยว่าตาสว่างไปยันเช้าเลยนะ!? แถมตื่นมาก็ยังเจอเจ้าตัวต้นเหตุทำสีหน้าไม่รู้เรื่องอะไรอีกนี่สิ! พอถึงตอนนั้นจะพูดบ่นไปก็พูดไม่ออกเลยล่ะ...Orzlll ได้แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ผมก็ไม่อยากจะขุดหลุมฝังตัวเองด้วยการขุดเรื่องแบบนั้นมาให้ตัวเองอายเองหรอกนะ!

 

 

            แฮ่ม! เพราะงั้นนะ---บางทีนะบางที ตอนนี้น่ะเขาอาจจะกำลังรู้สึกกลัวอยู่ก็ได้ ต่อสู้กับความกลัวของตัวเอง กลัวสิ่งที่ผมเรียกว่า [คำสาป] นั่น... แต่ว่า---ถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นล่ะก็....ผมจะทำแค่เพียงมองเขาอยู่อย่างเงียบๆ จากเบื้องหลังนี้เท่านั้น

 

 

            ...ผมจะไม่ช่วยเขาเด็ดขาด

  

 

            ...เพราะว่าเอลิออธน่ะ จะต้องเติบโตขึ้น ...ทั้งร่างกายและจิตใจ...อย่างแน่นอน

 

 

            เหมือนกับว่าได้ยินเสียงในใจของผม ---- ในที่สุด มือข้างนั้นก็ค่อยๆ หยุดสั่นลง แล้วจึงผลักบานประตูเปิดออกไปอย่างมั่นคง รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้าของผมทันที

  

 

            ผมน่ะ..เชื่อใจเขาอยู่แล้วล่ะ

 

 

            "อ..เอี๊ยด....ด...แอ๊ดดด..ด!"

 

 

            บานประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า ประตูบานใหญ่ สถานที่ซึ่งจะตัดสินชีวิตหลังจากนี้ของผม... ด้านในนั้นดำมืด มองเห็นเพียงแสงเทียนที่ไหวระริก แสงสว่างสาดส่องมาจากฟากฝั่งที่ผมยืนอยู่ สาดส่องเข้าไปภายในกระทบเป็นแสงจ้า ทว่ากลับกัดกินหัวใจให้หนาวเหน็บ.. เป็นแสงสว่างที่บีบคั้นและเต็มไปด้วยรังสีแห่งความตาย

 

            ....เห็นแล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่าหลังจากนี้คงต้องจริงจังและระวังตัวขึ้นซะแล้ว จะเอื่อยเฉื่อยแบบนี้น่ะคงไม่ได้ ผมหรี่ตาคง สูดลมหายใจนิดๆ และเรียกสติตัวเองออกมาให้แจ่มชัด

 

 

            เงาร่างของผู้คนมากมายยืนอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้น เป็นโลก...อันโหดร้ายของผู้ใหญ่–––

 

 

            –––และตัวผม... ก็ค่อยๆ ก้าวเดินออกไปอย่างสง่างาม...

 

 

            ก้าวเดินผ่านไปบนเงายาวของบานประตูที่เปิดอ้าออกนั้น ทิ้งไว้เพียงเส้นสีดำสะท้อนกลับที่บนพื้นทางเดินแคบๆ ที่ตรงลึกเข้าไป เป็นเส้นทางยาวที่ทำให้ช่างรู้สึกเดียวดาย.....

 

 

             ..ยาวนาน..ที่ผมก้าวเดินออกไป...

 

 

             .....

 

 

 

            "หมับ!"

 

 

            "...!?"

 

 

            สัมผัสยึดเหนี่ยวที่ข้อมือฉุดรั้งร่างของผมให้หยุดนิ่งไว้ ไม่สามารถเดินต่อไปได้ ผมหันหลังกลับมาอย่างช้าๆ มองเห็นเงาร่างของเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นที่ยืนตรงนั้น ท้องฟ้าสีครามเบื้องหลังตัดกันกับสีดำของเขาเหมือนภาพขาวดำ ผู้คนมากมายยืนอยู่เบื้องหลัง แต่กลับไม่สามารถทำให้ผมละสายตาไปจากเขา

 

 

            พี่ชายของผมในชาตินี้ ทาสรับใช้ผู้สาบานว่าจะภักดีต่อผม และ...ลูกสมุนนัมเบอร์วัน..ของผม

 

 

            [เอลิออตเต้] ในชุดพ่อบ้านประจำคฤหาสน์เซเลเวียนน์ยืนอยู่ตรงนั้น

 

 

            เส้นผมสีดำราวกับรัตติกาลของเขาหลุดรุ่ยเล็กน้อย ดวงตาสีหม่นอำพันคู่นั้นสั่นไหวเหมือนผิวน้ำไหวระริก ใบหน้าหล่อเหลางดงามของเด็กหนุ่มที่กำลังเริ่มเติบโตนั้นของเขา..ดูซีดเซียวกว่าในความทรงจำของผม ฟันขาวๆ เหล่านั้นขบกัดแน่นบนริมฝีปากสีอ่อนจนเลือดซิบ

 

 

            ...สีแดงของมันโดดเด่น

 

 

            รู้สึกได้เลยว่าลมหายใจของหมอนี่น่ะถี่เร็วกว่าปกติ หัวใจก็เต้นดังราวกับจะได้ยินด้วยหูสองข้าง ร่างของเขาเองก็ไหวน้อยๆ ตามแรงหายใจ ...ก็เขาน่ะ อยู่ๆ ก็วิ่งปุบปับเข้ามาดึงแขนตัวผมไว้ซะงั้น

 

 

            "เป็นอะไร?" สภาพแบบนี้น่ะ ถ้าไม่ใจอ่อนคงเป็นไปไม่ได้.. ใจผมเหลวเป็นขี้ผึ้งลนไฟไปแล้วล่ะ รู้สึกสมเพชตัวเองจัง... ช่วยใจแข็งกว่านี้หน่อยสิ

  

 

            ฝ่ามือภายใต้ถุงมือขาวข้างนั้นของเอลิออธกำแน่นเข้าที่รอบข้อมือของผม แน่นมากจนรู้สึกเจ็บนิดหน่อย แต่เพราะมือสั่นๆ ของเขาที่รู้สึกได้ชัดเจนนั่นก็ทำให้ผมไม่คิดสนใจความเจ็บปวดพวกนั้นสักนิด มือของเขาตอนนี้น่ะ ถึงแม้จะซ่อนอยู่ใต้ผิวผ้า แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบเฉกเช่นน้ำแข็งชัดเจน

 

 

            ....ไม่อบอุ่นเหมือนคราวนั้น..

  

 

            ท่าทางของเขาบอกผมอย่างเช่นเจอ พวกมันแสดงอาการออกมา... บ่งบอกว่าเจ้าของของพวกมันกังวลแค่ไหน หวาดกลัวเพียงใด และไม่มั่นคงถึงเพียงไหน

  

 

            นาย...

 

 

            ...กำลังกลัวอะไรอยู่ เอลิออธ?

  

 

            ...

 

 

            "ผม...จะรอท่านอยู่ตรงนี้.." เขาค่อยๆ เปิดปาก ริมฝีปากซีดจางที่มีรอยแต้มแดงฉานของเลือดแซมอ่อนจาง น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาราวกับสายลมกระซิบ "เพราะอย่างนั้น....."

 

 

            "ได้โปรด..กลับมานะครับ...?"

  

 

            อ่า...

  

 

            ...ที่แท้......

  

 

            ...สิ่งที่เขากลัวอยู่ก็คือสิ่งนี้นี่เอง.....

 

 

            [...หวาดกลัวว่าผม...จะหายไป.....]

  

 

            ผมมองดวงตาสีอำพันเข้มคู่นั้น ดวงตาคู่ซึ่งเจือปนไปด้วยการเว้าวอนขออย่างสมบูรณ์แบบ มันสั่นไหว ราวกับว่าถ้าหากตัวผมหายไปแล้วล่ะก็–– ตัวเขาเองก็จะแหลกสลายไปอยู่ตรงนั้นเช่นกัน ...เพราะว่าผมคือโลกทั้งใบของเขา เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง...

 

 

            ตึกๆ..ตึกๆ..! หัวใจของผมพลันกระตุกไปในเสี้ยวเวลาหนึ่ง

 

 

            อ่า... ไม่เป็นไร...

 

 

            ถึงแม้ว่าตัวเขาในตอนนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบเหมือนอย่างเอลิออตเต้คนนั้นก็ไม่เป็นไร... เพราะไม่ว่ายังไง..เขาก็คือเอลิออธ ลูกสมุนนัมเบอร์วันของผมนี่นะ?

 

 

            นายน่ะ... ได้ก้าวข้ามผ่านเอลิออตเต้คนนั้นไปแล้วนี่นา

 

 

            ....เอลิออตเต้คนที่ไม่แม้แต่จะกล้าเอ่ยปากบอกความรู้สึกแท้จริงของตัวเองออกไปคนนั้น

  

 

            ...แต่เอลิออธของผมน่ะ....

  

 

            บอกว่าจะรอผมอยู่ตรงนี้...ให้ผมกลับมาหาเขาล่ะ

  

 

            ...ให้ตายสิ ----ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วผมจะปฏิเสธมันได้ยังไงกัน....

  

 

            ...

 

 

            ผมยิ้มบางๆ ออกมา รับรู้ได้เลยว่าตัวเองยิ้มออกมา ...เป็นรอยยิ้มอย่างแท้จริง.. แววตาก็คงจะอ่อนแสงลงจนกลายเป็นแค่สีจางอ่อนๆ เหมือนกับแสงของหิมะที่กระทบแสงทองของตะวันนั้น ประตูน่ะ ถูกเปิดออกแล้ว... ลึกเข้าไปในทางเดินยาวนั้น...รับรู้ได้ถึงสายตาของพวกตระกูลหลักและเหล่านักบวชผู้ทำพิธี

 

            ––––แม้แต่เบื้องนอกนั่นก็เต็มไปด้วยสายตาของพวกเซเลเวียนน์จากหลายตระกูล

 

 

            ...ถึงแบบนั้นผมก็ไม่ได้สนใจ คนพวกนั้นน่ะจะเป็นยังไงก็ช่าง

 

 

            ...ก็ผมบอกไปแล้วนี่นา ว่าถ้าเขากล้าที่จะแสดงความรู้สึกจริงๆ ออกมาต่อหน้าคนอื่นเมื่อไหร่ ผมเอง...ก็จะไม่สวมใส่หน้ากากอีกต่อไปเช่นกัน

 

 

           นาฬิการ้องดังเหง่งหง่างมาจากไกลๆ บอกเวลาอันสมควรแก่การเข้าห้องพิธี แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ --- ผมยิ้ม ไม่คิดละสายตาหรือความสนใจจากเขาไปที่ไหนทั้งนั้น

 

 

           สัญชาติญาณบอกให้ผมหมุนบิดมือเปลี่ยนจากเป็นฝ่ายถูกเกาะกุมมาเป็นฝ่ายเกาะกุมมือเขาไว้ มอบความอบอุ่นให้แก่ฝ่ามือเย็นเฉียบใต้สัมผัสของผิวผ้านั้น แล้วกระตุกรั้งดึงร่างของเขาที่ไม่ทันตั้งตัวเข้ามาจนเสียหลักล้มเอนมาเบื้องหน้าของผม มืออีกข้างค่อยยกขึ้นสัมผัสยังใบหน้าซีดเซียวนั้นอย่างนุ่มนวล

 

 

            "ฉัน...จะกลับมา"

 

 

            ผมกระซิบ...บอกเขาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น..ราวคำสัญญา...

 

 

            "เพราะงั้น..ยิ้มสิ"

 

 

            ...แล้วเกลี่ยนิ้วไปที่มุมปากของเขาอย่างช้าๆ ..ด้วยสัมผัสที่แผ่วเบาราวกับปีกผีเสื้อ....

 

 

            "ยิ้มให้ข้า...เอลิออธ"

 

 

            ....

 

 

            .....

 

 

            ––––และแล้วตัวผมก็ได้รับรอยยิ้มที่งดงามที่สุดมาครอบครอง ...รอยยิ้มของคนที่ทั้งแววตานั้นสะท้อนเพียงแต่ภาพของผม โลกทั้งใบก็มีเพียงสัมผัสวิญญาณของตัวผม ...มีเพียงแต่ผมเท่านั้น

 

 

            เพราะงั้น.....

 

 

            โลกเบื้องหลังบานประตูนั้นน่ะจะเป็นยังไงก็ช่าง...

 

 

            สายตาของพวกเขาจะมองมายังไงก็ช่าง...

 

 

            และถึงแม้ต่อให้พวกเขาจะเริ่มตระหนักถึงอะไรบางอย่างที่เกินจะควบคุมแล้วก็ช่าง...

 

 

            ....

 

 

            ...ก็เพราะผมน่ะคือ "ท่านอาซาเซล"–––

 

 

            –––ท่านจอมมารผู้ชั่วร้ายที่จะกลายมาเป็นราชาของโลกใบนี้...

 

 

            ....

 

 

            ถ้าผมต้องการแล้วล่ะก็...

 

 

            –––ช่างมันสิ กฎของเซเลเวียนน์น่ะ

 

 

            ผมจะ "มอบ" อำนาจให้คนคนนี้ได้ยืนอยู่เคียงข้างผมแล้วจะทำไม?

 

 

            ถ้าผมต้องการแล้วล่ะก็...

 

 

            –––ช่างมันสิ กฎของเซเลเวียนน์น่ะ

 

 

            ต่อให้พวกเขาคิดจะพรากลูกสมุนคนนี้ออกจากผมไปหลังจากนี้...

 

 

            ....มันก็เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้วล่ะ

 

 

 

            เพราะพลังอำนาจอันเป็นดั่ง "พระเจ้า" ของเซเลเวียนน์รอคอยผมอยู่ที่เบื้องหลังประตูบานนี้...

 

 

            ––––อำนาจของ [แองเจิ้ล] ไงล่ะ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     อาร์สคุง....นายต้องการคุณทาสที่สายตามีเพียงแค่นายคนเดียวในโลกสินะ? แต่นายต้องห้ามลืมนะว่าคุณคนนั้นเขาหวังอะไรจากตัวนายอยู่น่ะ--- นี่เตือนแล้วนะ เตือนแล้วจริงๆ นะ! บอกได้แค่ว่านายทำตัวเองนะ! นายน่ะหลงใหลสายตาคู่นั้นที่มองเห็นแต่ตัวเองไปแล้วใช่มั้ย? นายกำลังเดินทางสู่เส้นทางที่กลับมาไม่ได้อีกแล้วววว รู้ตัวไว้ซร้าา~

 

     //คาแรคเตอร์ของอาร์สเป็นพวกตามใจตัวเอง รู้อยู่แหล่ะว่าเอลิออธคิดยังไง ว่าเวอร์จิ้นตัวเองเสี่ยงแน่ๆ ---แต่ก็ช่างสิ ก็ฉันชอบที่ได้เป็นคนสำคัญนี่นา ถ้าเขาชอบก็จะให้อยู่ข้างๆ ถ้าไม่ชอบก็จะไม่สนใจเลย แต่ต่อให้ชอบก็จะไม่ยอมบอกง่ายๆ หรอกนะ น่าหมั่นไส้ค่ะ! ไม่ถึงกับว่ารัก แต่รู้สึกดีกับความสำคัญที่อีกคนมอบให้ ก็เลยไม่อยากเสียไป อย่าลืมว่าอาร์สคุงน่ะ ชาติที่แล้วตายไปแล้ว ทุกคนที่เขารู้จัก ไม่ได้อยู่ที่โลกใบนี้อีกแล้ว เขาอยู่ตัวคนเดียวในที่แห่งนี้ พอมีคนที่มองเขาเป็นโลกทั้งใบ ก็เลยยึดติดขึ้นมา---- ถ้าบลูต้องไปเกิดใหม่ ต้องลาจากทุกอย่างที่คุ้นเคย แถมต้องถูกเลี้ยงมาโดดเดี่ยวแบบอาซาเซล เจอคนแบบเอลิออธ ก็คงคว้าไว้แน่นเหมือนกันค่ะ.... (.  .)

 

     //ถ้าเขาคิดวางใจใคร ก็จะยึดติดคนคนนั้นไว้เป็นคนของตัวเอง อยู่ในโลกของตัวเอง แต่ไม่สนใจก็จะไม่สนใจเลย เมินสุดๆ เหมือนพวกเมด/บัทเลอร์ แทบจะไม่สนใจจะจำหน้าตา อาจจะคุ้นบ้าง แต่ก็ไม่ใส่ใจอะไร แต่พอเป็นคนที่อยู่ในโลกของเขา อย่างเอลิออธ จะเริ่มสังเกตอย่างละเอียด จังหวะหายใจ สีหน้า อุณหภูมิ ถ้าลองไปอ่านแรกๆ ที่อาร์สเจอกับเอลิออธ เขาจะพูดถึงอีกฝ่ายแค่หยาบๆ ไม่ใส่ใจอะไรนัก แต่พอเริ่มพอใจอีกฝ่าย ก็จะเริ่มสังเกตสังกา-----

 

     ------ราชินีไปแล้วนะนายน่ะ!

 

     //และเพราะนิสัยข้างต้น อาร์สจึงไม่คิดจะพูดบรรยายถึงใครเลยนอกจากตัวเอง และเอลิออธ ส่วนตัวประกอบ(?)ก็ปล่อยเบลอ เพราะเขาไม่สนใจ Orzllllll

 

     ส่วนเอลิออธคุงน่ะ ที่ไม่มั่นคงในบทนี้ เพราะเขาปรับตัวไม่ทันด้วยล่ะ เขามีอาร์สเป็นโลกทั้งใบ เคยชินกับการได้อยู่ข้างอาร์ส มีอาร์สในสายตามาเป็นปี วันนี้ต้องปล่อยคนคนนี้ออกไปจากสายตา ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะกลับมาหาเขามั้ย? คำสาปที่ว่าคืออะไร? อาร์สกำลังจะเป็นแองเจิ้ลแล้ว จะจากตัวเองไปหรือเปล่า? จะมีเซเลเวียนน์คนไหนขโมยอาร์สไปจากเขามั้ย? คิดกังวลและกลัวไปมากมาย แต่จะแสดงท่าทีก็พวกเซเลเวียนน์ที่มองดูอีก แต่สุดท้ายก็โยนทุกอย่างทิ้งแล้ววิ่งมารั้งอาร์สไว้เมื่อเห็นแผ่นหลังของอีกคนค่อยๆ หายไป ขอให้กลับมาหาเขา จะใครมองมาก็ช่างเถอะ เขาแค่เสียอาร์สไปไม่ได้ ยอมเสี่ยงเดิมพันทุกอย่างไปแล้ว //เอลิออธคุงผู้แหกกฎและต่อต้านสายตาผู้ใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต--- เอื้ออออ!

 

     ส่วนอาร์สก็รู้ดีว่าถ้าเซเลเวียนน์คนอื่นรู้ว่าเอลิออธสนิทกับเขาเกินกว่าที่ควรจะเป็นก็จะต้องมีปัญหา แต่เขาก็เป็นคุณตัวร้ายที่ไม่คิดจะปล่อยสมุนไปง่ายๆ เหมือนกัน!

 

-------------------------

 

ส่วนเพจของบลู.... [[ปูสีฟ้า]] https://www.facebook.com/littlebluecarb/ นะคะ

มาติดตามกันได้นะ~ เพิ่งจะสร้างสักวันสองวันเองมั้ง? ถ้าวันไหนไม่อัพ หรือมีข่าวสารอะไรบลูจะอัพเดทให้ในเพจนะคะ หรือจะไปคุยเล่น ถามอะไรบลูกันในนั้นก็ได้ บางทีบลูนึกอะไรได้ก็อาจจะปล่อยแก๊กแก้เครียดเล่นในนั้น ถถถถถ

 

 

ความคิดเห็น