ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#06 คุณพ่อบ้านคนนั้นและนายท่านของเซเลเวียนน์ พวกเรารักกันดี(ล่ะมั้งนะ)ครับ! (100%)

ชื่อตอน : #06 คุณพ่อบ้านคนนั้นและนายท่านของเซเลเวียนน์ พวกเรารักกันดี(ล่ะมั้งนะ)ครับ! (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2560 14:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#06 คุณพ่อบ้านคนนั้นและนายท่านของเซเลเวียนน์ พวกเรารักกันดี(ล่ะมั้งนะ)ครับ! (100%)
แบบอักษร

 

 

Chapter#06

 

คุณพ่อบ้านคนนั้นและนายท่านของเซเลเวียนน์ พวกเรารักกันดี(ล่ะมั้งนะ)ครับ!

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

ผม – อาซาเซล – เจ้าเก่าเจ้าเดิม ปัจจุบันเพิ่มเติมคือโตขึ้นมาอีกนิด อายุ 6 ขวบแล้วล่ะครับ กำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการสุดท้ายเพื่อรับมือ 'อีเว้นท์สำคัญครั้งยิ่งใหญ่' ที่ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที ...ทุกที

 

...แต่ผมมีเรื่องขัดข้องใจอยู่อย่างนึงล่ะครับ

 

ทำไมกันนะ? ทำไมกัน....

 

ทำไมผมน่ะถึงรู้สึกว่าคุณพี่ชายพ่อบ้าน – เจ้าเอลิออธคนนั้นน่ะ – ถึงดูจะทำตัวเปลี่ยนและแปลกไปจากเดิมอย่างมากกันนะ...?

 

ผมนึกว่าหลังจากที่เจอตัวผมแผลงฤทธิ์จูนิเบียวแปลกๆ นั่นออกไปแล้วนั้น––– ให้ตายสิ... ไม่อยากจะนึกถึงเลย ผมน่ะอับอายขายขี้หน้าอย่างไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้แล้วล่ะ ฮือ... คือ..มันก็....นั่นล่ะ ทั้งๆ ที่เขาก็ถูกผมแผลงฤทธิ์ใส่เอาแท้ๆ แต่กลับยังดูร่าเริงขึ้นมาอย่างน่าหมั่นไส้เอาเสียได้

 

รู้สึกหมดความมั่นใจแปลกๆ แฮะ...หรือผมจะมาทางสายตัวร้ายไม่รุ่งกันนะ?

  

 

เอ.. ก็ไม่มั้ง? ก็หลังจากเหตุการณ์น้ำชานั่นแล้ว พวกคุณเมดและบัทเลอร์ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นหลายๆ คนเองก็ดูจะเกรงๆ ผมกันมากขึ้นนะ แต่.....เอลิออธคนนั้นกลับดูแฮปปี้กับชีวิตสุดๆ แถมยังดูเหมือนจะ––––

 

–––––กล้าได้กล้าเสีย หน้าด้านหน้าทนขึ้นยังไงก็ไม่รู้

 

ตกลงนี่คือ... แกน่ะมันเป็นเอ็มจริงๆ ใช่มั้ย?

 

(มันเป็นยันเดเระ....)

 

 

ทุกวันนี้ก็ชอบมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา แถมยังเป็นรอยยิ้มกรุ้มกริ้มอีกด้วย.... แค่ก! เวลาเจอหน้าผมก็จะชอบแสยะยิ้มกว้างอันสุดแสนจะแสบตานั่นมาให้ ยิ่งพอมากวนให้ผมได้ด่าสักนิด ได้ถลึงตาดุใส่สักหน่อย หรือลงมือลงไม้ตบตีไปเสียรอบหนึ่ง เขาก็เหมือนจะยิ่งดี๊ด๊ากว่าเดิมเสียอีก....

 

อาเมน––– นี่มันโรคจิตเกินไปอย่างกู่ไม่กลับแล้ว...!

 

เฮ้! เกิดอะไรขึ้นกับคาแรคเตอร์ของคุณกันน่ะครับ? พี่ชาย?? เอลิออธที่ผมรู้จักน่ะ–––เอลิออตเต้(ในเกม)ที่ผมรู้จักน่ะ ไม่ใช่พวกยิ้มหน้าเป็นแบบนี้เลยสักนิด! แล้วอะไรคือการ...

 

“ท่านอาซาเซลขอรับ วันนี้อากาศดูท่าว่าจะหนาวมากเป็นพิเศษ ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็ กระผมสามารถเป็นผ้าห่มให้ท่านได้?”พอจะปฏิเสธ ไอ้บ้านี่ก็ตีเนียนเอาเท้ามากั้นประตูไว้ไม่ให้ปิดซะอย่างนั้น

 

“ท่านอาซาเซลขอรับ ครีมเครปติดที่มุมปากแล้วนะขอรับ” ว่าแล้วก็ถอดถุงมือออกปาดครีมที่ปากผมไปกินเองเฉยเลย....

 

“ท่านอาซาเซลขอรับ วันนี้อากาศดูท่าจะร้อนอบอ้าวเป็นอย่างมาก ในห้องนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเราสองคน ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็ กระผมจะช่วยถอดเสื้อคลุมให้ท่านนะขอรับ?”พอรู้ตัวอีกที เจ้าหมอนี่มันก็ปลดกระดุมเสื้อตัวในของผมไปซะแล้ว.....

 

.....

 

ช่วยบอกทีสิว่าผมจะปลอดภัยใช่มั้ยที่ให้เขาเป็นคนมารับใช้อยู่ข้างกายเพียงคนเดียว มีคนอื่นคอยช่วยอยู่บ้างประปราย พยายามจะโละๆ เอาเหล่าเมดบัทเลอร์จำนวนเว่อร์วังเหล่านั้นออกไปเพราะรำคาญที่คอยเดินตามกันมาเป็นพรวนน่ะ

 

...อืม....รู้สึกเหมือนต่อให้ไม่มีใครตอบผมก็รู้อยู่แล้วว่า [ไม่ปลอดภัย] เลยแฮะ.....

 

.....

 

––––บ้าจริง!!!!

 

...เกิดอะไรขึ้นกับคาแรคเตอร์และหัวสมองของเจ้าหมอนี่กันน่ะหา?!

 

สมองของเขามันถูกปั่นเละเป็นโจ๊กแล้วเททิ้งโยนลงชักโครกไปแล้วหรือไง? ได้โปรดเถอะ ผมน่ะ–– ผมน่ะรู้สึกรับมือไม่ไหว–––––

 

ใครก็ได้ช่วยเอาน้ำมนตร์ปลุกเสกไปสาดใส่เจ้าบ้านี่ที ราดมันให้ชุ่มๆ ไปเลยก็ได้ หรือจะกรอกยัดใส่ปากจนสำลักสลบคาที่ตรงนั้นไปเลยก็ยินดี –––ขอแค่รีบๆ ไล่วิญญาณร้ายนี่ออกไปให้ไกล แล้วเอาเอลิออธผู้ยิ้มบางและแสนดีของผมกลับคืนมาก็พอ!!

 

“ปุป!

 

“จะทำอะไร?” พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา....

 

ผมปรายตามองอย่างเย็นชาไปที่ใบหน้าประดับรอยยิ้มของคุณพ่อบ้านพี่ชาย ผู้ซึ่งเพิ่งจะอายุครบ 14 ปีบริบูรณ์ไปหมาดๆ เมื่อไม่นานมานี้ ––––และได้โปรดอย่าให้ผมพูดถึงว่าเขาขออะไรผมในวันเกิด และก่อวีรกรรมอะไรขึ้นมาบ้าง...

 

เค้าโครงหน้าที่เริ่มคมเข้มเข้าที่เข้าทางอย่างคนเริ่มเป็นหนุ่มของเอลิออธนั้นฉายแววความหล่อเหลาในอนาคตออกมาได้อย่างกระแทกเบ้าตาสุดอะไรสุด – สามารถเอาเขาไปเป็นหนึ่งในพระเอกของภาคสองของเกมได้สบายๆ เลยล่ะ ถ้ายัยนั่นต้องการน่ะนะ – แต่ตัวผมนั้นก็เพียงแค่ส่งสายตาอันเย็นชาค้อนเขียวปั๊ดกลับไปให้เขาอย่างไม่สะทกสะท้านเท่านั้น

 

มือของผมกำแน่นจนแทบจะบีบบี้กระดูกของเจ้าคนสกปรกที่มือไม้อยู่ไม่สุขนี่ ที่อยู่ๆ ก็มาแตะที่หลังคอแล้วเลื้อยลากลงไปที่แผ่นหลังกันซะเฉยๆ

 

––––พูดตรงๆ นะ ผมน่ะหวาดระแวงเจ้าหมอนี่อย่างสุดซึ้งเลยล่ะ

 

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะบีบมือของไอ้บ้านี่ให้เละแหลกละเอียดเสียคาที่ไปเลย ...แต่น่าเจ็บใจที่ตัวผมตอนนี้ [อาซาเซล] น่ะยังไม่ได้รับพลังสุดโกงอันเป็นซิกเนเจอร์ของเขามา

 

รอก่อนเถอะ รอให้ผมผ่าน เหตุการณ์นั้น ไปก่อนเถอะ แล้วเราจะได้รู้กันว่าสงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร! และใครกันที่จะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย!!

 

เขายิ้มหวานส่งกลับมาให้ผมอย่างไม่สะดุ้งสะเทือนต่อสายตาเยือกแข็งอันสั่นสะท้านของผม

 

––––และมันเป็นยิ้มหวานที่ผมไม่มีทางหลงกลอย่างเด็ดขาด

 

ผมเห็นว่าท่านอาร์สนั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้ว อาจจะเมื่อยได้ ก็เลยว่าจะช่วยนวดให้น่ะครับ

 

“หึ งั้นเหรอ? แต่ไม่ต้องก็ได้นะ ฉันไม่ต้องการ” ผมปัดมือของเขาออกไปอย่างเย็นชา ก่อนจะก้มลงอ่านหนังสือในมือต่อ เชื่อสิ ถูกผมเย็นชาใส่แบบนี้แต่เขากลับยิ่งดูมีความสุข.... อึ่ก! รับมือยากเกินไปแล้ว....

 

จริงๆ นะ เขาน่ะร้ายกาจขึ้นเป็นอย่างมาก – เจ้าเอลิออธนี่น่ะ – โดยที่ผมไม่ทันแม้แต่จะตั้งตัว เจ้าหมอนี่ก็ทู่ซี้เปลี่ยนคำเรียกขาน คำลงท้าย คำสรรพนาม และตั้งชื่อเล่นให้ผมไปเสียเสร็จสรรพซะแล้ว เป็นหนึ่งในรางวัลของขวัญวันเกิดของเขานั่นแหล่ะ

 

––––นี่นายกำลังจะมาทวงสิทธิ์ของพี่ชายคืนหรือไงกัน?

 

เขากำลังทำให้ผมรู้สึกว่า เมื่ออดีตที่เราเคยพบกันแรกๆ นั้น สมัยที่เขายังเป็นแค่เอลิออธใสๆ ผู้สำรวมกิริยา กาย วาจา ใจคนนั้นแล้ว ...ผมน่ะไม่น่าไปใจดีใส่เขาเลยจริงๆ

 

พอเห็นผมทำสีหน้าไม่เล่นด้วยขึ้นมา คุณพี่ชายพ่อบ้านที่หลุดคาแรคเตอร์(หรือเปิดเผยตัวตน?)ไปซะนานก็หันมายิ้มติดมุมปากเพียงเล็กน้อยด้วยท่าทีจริงจังเอาการเอางานขึ้นแทน

 

––––ไอ้คนสร้างภาพเอ้ย!

 

ผมน่ะไม่ได้อิจฉาที่เขาดูหล่อเข้มและเริ่มจะโตเป็นหนุ่มไม่เหมือนไอ้เด็กจิ๋วแบบผมนี่เลยจริงๆ นะ จริงๆ ! สาบานเลยเอ้า!

 

"เรื่องที่ท่านอาร์สให้ผมไปสืบนั้นได้ความมาแล้วขอรับ" เหมือนกับว่ายังไม่ชิน ถึงเจ้านี่จะเริ่มหันมาพูดจาธรรมดาๆ กับผมแล้ว แต่ในบางครั้งก็ยังหลุดขอรับๆ ออกมาเมื่อจริงจังเอาอยู่บ้าง

 

แต่หัวข้อนี่น่าสนใจ ผมปิดหนังสือในมือลง เริ่มรู้สึกว่าเนื้อเรื่องที่ดูจะหยุดไปนานของเกมนั้นในที่สุดก็ได้เริ่มต้นขึ้นเสียที "นายพูดจริง? พวกนั้นจะเริ่มลงมือกันแล้วใช่มั้ย?"

 

"ขอรับ เมื่อวานนี้ตระกูลหลักจัดประชุมภายในขึ้น และผมยังได้ยินมาจากพวกเมดที่กำลังจัดเตรียมที่พักพูดกันว่าจะมีแขกจากทางโบสถ์มาที่นี่เร็วๆ นี้อีกด้วย คาดว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกันขอรั--ครับ" 

 

ผมลูบคาง ครุ่นคิด ..ตระกูลหลักจัดประชุมภายในแล้วก็แขกจากทางโบถส์งั้นเหรอ? ...ไม่ผิดแน่

 

"หึ ในที่สุดก็เริ่มกันเสียทีนะ ...ให้รอเสียจนเบื่อเชียวล่ะ"

 

ผมน่ะได้เปรียบก็จริงที่รู้ข้อมูลต่างๆ ของเกมนี้---โลกใบนี้ดี ทั้งอดีตแล้วก็ในอนาคตนี่ด้วย แต่ก็ใช่ว่าผมจะจำรายละเอียดยิบย่อยทุกอย่างไปได้หมด... เพราะแบบนั้นเลยต้องรอซะจนกระวนกระวายไปหมดเลย

 

ผมรู้ว่ามันเริ่มในปีที่ [อาซาเซล] อายุได้ 6 ขวบ แต่กลับจำวันแน่ชัดไม่ได้ ...และจริงๆ ผมก็คิดไปว่าพิธีนี้จะเริ่มเอาตอนที่ผมอายุครบพอดีเลยเสียอีก เพราะเห็นปกติไม่ว่าจะเรื่องอะไรเกี่ยวกับ [แองเจิ้ล] ก็ออกจะกระตือรือร้นไปเสียหมด ก็เลยเตรียมตัวเตรียมใจรอ...

 

แล้วสุดท้ายเป็นไงน่ะเหรอ? ผมก็รอเก้อน่ะสิ แถมยิ่งพอผ่านไปได้หลายเดือนแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครบอกผมเรื่องพิธีกรรมที่ว่านี่สักคนก็ชักจะเริ่มกระวนกระวายขึ้นมาจนต้องใช้ให้เอลิออธออกไปสืบข่าวให้

 

ใจผมน่ะคิดกังวลไปตั้งมากมายแล้ว กลัวว่าสุดท้ายจะกลายเป็นผมนี่เองแหล่ะที่คิดเป็นตุเป็นตะไปเองว่านี่คือโลกเกม ตัวผมระลึกชาติได้ แต่ความจริงแล้วมันไม่มีอะไรแบบนั้นอยู่จริง เป็นแค่เรื่องที่เพ้อเจ้อไปเอง ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะโชคดีหรือโชคร้าย โชคดีคือผมไม่ต้องหนีเดธแฟล็กแล้ว โชคร้ายก็คือผมจะไม่ใช่พวกตัวเอกสุด OP อีกต่อไป... พอคิดไปแบบนั้นก็ไม่รู้ทำไมถึงชักจะเริ่มเบื่อขึ้นมา

 

หรือว่าจริงๆ แล้วตัวผมน่ะคาดหวังกับเรื่องราวในอนาคตพวกนี้อยู่โดยไม่รู้ตัวกันนะ?

 

"ท่านอาร์ส..." ผมหลุดออกมาจากความคิดของตัวเอง และหันไปหาเขา เห็นท่าทางเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ไม่กล้านั่นของเอลิออธแล้วก็พยักหน้าอนุญาตให้เขาน้อยๆ

 

"มีอะไรก็ว่ามาสิ" ...หมอนี่น่ะ ทีไอ้เรื่องที่ไม่น่าจะกล้าล่ะกล้าทำไปหมด แต่พอเป็นเรื่องที่ควรจะกล้าล่ะกลับไม่กล้าเอาเสียได้...

 

"เรื่องพิธีกรรมที่ท่านว่า ที่ให้ผมไปสืบหา..." เขาเอ่ยช้าๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มน่าฟังที่ชักจะเริ่มทุ้มหล่อจนน่าหมั่นไส้ขึ้นมาแล้ว "สิ่งที่ตระกูลหลักกับทางโบสถ์คิดจะทำ พิธีกรรมที่ว่านั้น---มันคืออะไรหรือครับ?"

 

"หืม? นั่นน่ะเหรอ?" นึกว่าจะถามเรื่องอะไรเสียอีก....

 

"ฉันยังไม่ได้บอกนายสินะ" ...ดูเหมือนว่าผมจะมัวแต่กังวลอยู่จนลืมไปสนิทเลยสินะ แต่หมอนี่... ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแท้ๆ แต่ก็ไปสืบมาให้ตามที่ผมสั่งเนี่ยนะ? ไอ้คำสั่งแบบที่ว่าให้ไปจับตาดูว่าพวกตระกูลหลักกับโบสถ์เคลื่อนไหวยังไงกันบ้างเนี่ยนะ? เชื่อเลยที่เขายังสามารถหาข่าวที่ถูกต้องมาให้ผมได้เนี่ย

 

"ครับ.. ยังไม่ได้บอก" เอลิออธตอบและหรุบตาลงน้อยๆ ..เดาว่าอาจจะกำลังคิดโทษตัวเองอะไรอยู่อีกแหงๆ อยู่ด้วยกันมาปีกว่า ก็รู้นิสัยกันมากขึ้นแล้วล่ะนะ รวมไปถึงเรื่องความคิดสุดจิตตกของเจ้านี่ก็ด้วย

 

"ไม่ต้องหลบตา ไม่ต้องมาคิดมั่วๆ อะไรไปเอง" ผมสั่ง และเขาก็ทำตามโดยไม่มีบิดพลิ้ว

 

เห็นแบบนั้นผมก็ได้แต่แสยะยิ้มออกมาบางๆ -ต้องใช้คำว่าแสยะเพราะมันเป็นรอยยิ้มแสยะจริงๆ นี่สิ- ขณะเอนหลังลงไปกับพนักพิง หลับตาลงน้อยๆ นึกถึงเรื่องพิธีกรรมที่ว่านั่น ก่อนจะลืมตาขึ้นมา จ้องเข้าไปยังดวงตาสีหม่นหากแต่สวยงามนี่ของคนตรงหน้า...

 

-------ดวงตาที่จ้องมายังตัวผมโดยไม่คิดกระพริบหลบหรือหันหนีไปไหนอีก...

 

"มันก็คือพิธีกรรมสืบทอดพลังของ [แองเจิ้ล] ยังไงล่ะ?"

 

กึก! เจ้าของเรือนผมสีนกกาตรงหน้าผมนี่ชะงักไป ดวงตาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาเป็นหน้ากากรอยยิ้มบางๆ อันเดิม แต่ผมก็ไม่ใส่ใจนักว่าเขาจะคิดอะไรหรือรู้สึกยังไงอยู่

 

ช่องว่างสำคัญระหว่างผมกับเขา ไม่ใช่เพราะเราเป็นเจ้านายกับลูกน้อง ...เพราะยังไงพวกเราก็เป็น -พี่น้อง- คือสายเลือดเดียวกันอยู่แล้ว... แต่ช่องว่างจริงๆ ที่ทำให้เราต่างกันน่ะ...

 

...ก็คือการที่ผม--อาซาเซลคนนี้น่ะก็คือ [แองเจิ้ล] ยังไงล่ะ?

 

ผมเปลี่ยนความจริงข้อนี้ไม่ได้ และก็ไม่คิดจะเปลี่ยนด้วย ผมเกิดมาเพื่อเป็นแองเจิ้ล และแองเจิ้ลจะกลายเป็นพลังของผม ผมน่ะต้องการพลังของสิ่งนี้ ดังนั้น... ถ้าเขาคิดอยากจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของพวกเราล่ะก็...

 

------มันขึ้นอยู่กับตัวเขา ไม่ใช่ผม

 

ดังนั้นผมจะไม่ปลอบเขาหรอกนะ

 

"แล้วนายรู้หรือเปล่าว่าทำไมพวกนั้นมันถึงได้ชักช้ากันได้ขนาดนี้?"

 

ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆ นะ เพราะถ้าดูจากนิสัยของพวกเซเลเวียนน์แล้วล่ะก็ พวกเขาไม่เคยปล่อยให้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ [แองเจิ้ล] ช้าไปหรอก ยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี ยกเว้นครั้งนี้ล่ะนะ ดูอย่างตอนที่เอลิออธถูกส่งตัวมาหาผมนั่นปะไร บอกว่าห้าขวบจะส่งคนมาให้ พอผมเพิ่งจะห้าขวบได้ไม่กี่วัน หมอนี่ก็ถูกพาตัวมาหาผมแล้ว

 

จริงๆ พอจะคิดไว้หลายเหตุผลอยู่หรอก แต่ก็อยากจะยืนยันให้แน่ใจ

 

"เรื่องนี้..." ดวงตาสีอำพันเข้มคู่นั้นกลอกตาซ้ายขวาไปมาเหมือนกำลังคิดหาคำพูด อะไร? กลัวผมจะลำบากใจหรือเศร้ากับเหตุผลพวกนั้นหรือไง? คิดอะไรตลกๆ ไปได้

 

"เกี่ยงกันเรื่องแองเจิ้ลอีกล่ะสิ" ผมแสยะยิ้ม หึ เซเลเวียนน์น่ะมี 'เพชร' อยู่ในมือ จะหวงไว้ก็ไม่แปลกหรอก

 

"ท่านอาร์ส....." เอลิออธพึมพำ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วยอมพูดออกมา "ดูเหมือนว่าจะมีหนึ่งในนักบวชของเซเลเวียนน์เผลอหลุดปากบอกเรื่องของ [แองเจิ้ล] ออกไปให้นักบวชตระกูลอื่นรับทราบขอรับ" ...ใช้ขอรับอีกแล้ว

 

"ฮึ ผิดจากที่ฉันคิดไว้ที่ไหน" พวกนี้น่ะมันก็สนใจกันอยู่แค่ไม่กี่เรื่องหรอก ที่เสียเวลาอยู่ก็คงเพราะจัดการปิดปากพวกนั้นอยู่ล่ะสิ

 

เซเลเวียนน์น่ะ ในที่สุดก็ได้รับแองเจิ้ลกลับมาจึงไม่ต้องการยกให้ใครอื่นทั้งนั้น ผมจึงถูกเก็บซ่อนตัวเอาไว้ในคฤหาสน์นี่ ปิดเงียบไว้ไม่ให้ใครรู้ทั้งนั้น จะได้ไม่ถูกแย่งตัวไป ทว่า...พิธีกรรมน่ะต้องอาศัยพวกนักบวช เพราะแบบนั้นถึงต้องยอมบอกพวกนั้นออกไป

 

เซเลเวียนน์ไม่ไว้ใจแม้กระทั่งนักบวชของตระกูลตัวเอง ...แต่นักบวชพวกนั้นก็ไว้ใจไม่จริงๆ ก็เล่นเอาเรื่องของแองเจิ้ลไปบอกคนอื่นจนได้นี่นา....

 

ก็ไม่รู้หรอกนะว่าที่บอกไปน่ะแค่หลุดปาก ไม่ได้ตั้งใจ หรือต้องการจะแย่งพลังของแองเจิ้ลไป แต่ว่า...

 

"ยุ่งยากชะมัด... กับอีแค่แองเจิ้ลเนี่ย จะอะไรกันนักกันหนา..."

 

พอพูดออกไปแบบนั้น สีหน้าของเอลิออธก็กระตุกขึ้นมาทันที อา.. ลืมไป หมอนี่เองก็เห็น [แองเจิ้ล] เป็นแบบนั้นไม่ต่างไปจากคนอื่นๆ เหมือนกัน

 

" [แองเจิ้ล]...ช่างเป็นคำที่ดูสวยหรูเสียจริงนะ"

 

ผมหัวเราะ ยกมือขึ้นปิดหน้าหน่อยๆ ...ทั้งสีผมนี่ ทั้งดวงตานี่ และก็คำว่า [แองเจิ้ล] นั่นด้วย...

 

...ดูหลอกลวงจะตายไป

 

 

"ถ้าหากว่าดวงตาของนายและสีผมนั่นคือคำสาป ถ้าหากว่าเซเลเวียนน์นั้นถูกสาป..." ผมพึมพำออกมา "แล้วฉันที่เป็นเซเลเวียนน์เหมือนกัน... จะหนีคำสาปนั้นไปได้ยังไงกัน?"

 

ผมหัวเราะ หัวเราะให้กับความจริงที่ไม่มีใครสังเกต ขณะที่เอลิออธนั้นได้ใช้ดวงตาของสีที่เขามองว่าสกปรกนั่น -- แต่..สวยงามจะตายไป -- มองมาที่ผมอย่างห่วงๆ

 

อะไรล่ะ? ไม่เห็นต้องเป็นห่วงเลยสักหน่อย...

 

" 'อาซาเซล' น่ะถูกสาป..." ผมกระซิบ "...ถูกสาปด้วยคำว่า 'แองเจิ้ล' นั่นแหล่ะ"

 

มันคือความจริงนะ สิ่งที่อาซาเซลคนนั้น คุณตัวร้ายในเกมคนนั้นที่ผมรู้จักน่ะ สิ่งที่เขาได้รับมาจากคำว่า [แองเจิ้ล] ทุกอย่างก็เป็นเหมือนคำสาปทั้งนั้น... อา.. ไม่สิ ยกเว้น 'นางเอก' หรือเปล่ากันนะ?

 

แต่เพราะผมไม่ใช่อาซาเซลในเกมคนนั้นอีกแล้ว 'นางเอก' ที่เป็นดั่งสมบัติของเขาจึงกลายเป็นคำสาปสำหรับผม -ทั้งเดธแฟล็กนั่นและเลิฟแฟล็กนั่นก็ด้วย- ส่วน 'แองเจิ้ล' ที่เป็นเหมือนคำสาปของเขาน่ะกลับกำลังจะกลายเป็นสมบัติของผม...

 

ผมหวังว่าน่ะนะ ก็เพราะ.....

 

"แองเจิ้ลน่ะคือคำสาป"

 

...ถึงจะกลายเป็นสมบัติไปแล้ว แต่สิ่งที่เรียกว่าแองเจิ้ลนี่ก็ยังเป็นสมบัติต้องคำสาปอยู่ดี

 

 

พอหันไปมองสีหน้ากังวลและคิดมากแบบสุดๆ ของเอลิออธแล้วผมก็รู้สึกตัวขึ้นมา เทเรื่องยุ่งๆ นี่ออกไปจากสมอง คิดไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี พอหันไปดูนาฬิกา ก็พบว่านี่ก็เริ่มจะดึกมากแล้วด้วย

 

เพราะง่วงแน่ๆ ผมถึงได้พร่ำเพ้อไปได้ขนาดนี้ มาทำเป็นพูดคำสาปๆ อะไรกัน จูนิเบียวจะตายไป ผมนี่มันไม่ได้เรื่อง คิดว่าเท่นักหรือไงกันไอ้บทพูดพวกนี้ ให้ตายสิ คิดแล้วก็ชักจะเริ่มอายๆ แฮะ... ถ้าไปพูดแบบนี้ที่โลกเก่านั่นน่ะคงจะไม่ปกติ ดีจริงๆ ที่มาเกิดในโลกแฟนตาซีแบบนี้แล้วน่ะ....

 

"ดึกแล้ว ฉันจะไปนอนล่ะ" ผมที่เริ่มหน้าร้อนหน่อยๆ ขุดเตรียมช่องทางหนีให้ตัวเองด้วยสีหน้าเรียบๆ

 

หน้ากากของอาซาเซลสุดยอด! ถึงจะทำเรื่องหน้าอายแต่แค่คิดจะเก๊กๆ หน้านิ่งนิดหน่อยขึ้นมาก็โป๊กเกอร์เฟซได้อย่างง่ายๆ เลย! เครื่องมือสารพัดประโยชน์ชัดๆ !

 

ระหว่างที่กำลังคิดชื่นชมตัวเองอยู่นั้น ตัวผมก็ถูกเรียกเอาไว้โดย "เขา"

 

"ท่านอาร์ส..." เอลิออธมองมาที่ผม ในมือถือหนังสือเล่มที่ผมอ่านเสร็จก็โยนทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ อ่า.. จานขนมนั่นก็ด้วย ขอโทษที่สร้างความลำบากให้นะคุณพี่

 

เขาที่ไม่รู้ว่าผมคิดบ้าอะไรอยู่เดินมาหาผมพร้อมหนังสือและจานขนมว่างเปล่าในมือ ---นายจะวางมันลงก่อนก็ได้นะ ผมไม่ว่าหรอก จะหยุดรอยืนคุยด้วยสักพักก็ได้ ผมก็ไม่ได้ง่วงอะไรขนาดนั้นนะ ก็แค่ขออ้างหรอกล่ะ

 

เขาเดินมาหยุดตรงหน้าผม -- โอเค จะมองเมินๆ ของในมือนายนั่นไปให้ก็ได้นะ

 

สบสายตาจ้องตรงมา ดวงตาสีอำพันเข้มนั่น เป็นสีที่ช่างประหลาดจริงๆ ทั้งๆ ที่เป็นเฉดสีทองแท้ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนหลุมดำมืดมิดไม่มีผิด เหมือนกับกำลังจ้องมองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน... ค่อยๆ ปลอบโยนตัวผมให้สงบอยู่ในความเงียบงัน

 

สายตาของเขาเจือไปด้วยแสงที่แสดงความรักความเป็นห่วง และผมก็เป็นมนุษย์ปกติ เมื่อถูกมองมาด้วยดวงตาแบบนั้นก็ต้องรู้สึกดีอยู่แล้ว.. คนเราน่ะ ใครๆ ก็อยากเป็นคนสำคัญไม่ใช่เหรอ?

 

ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของเขาว่างเปล่าไปเมื่อไร แล้วก็ถอดถุงมืออกไปตอนไหน แต่เอลิออธใช้มือเปลือยเปล่าอุ่นน้อยๆ นั่นเกลี่ยเส้นผมที่หน้าผากของผมเบาๆ

 

นุ่มนวล... เหมือนสัมผัสของขนนกเลย...

 

"เรื่องบางอย่างน่ะ...พูดออกมาก็ไม่เป็นไรหรอกครับ" เขากระซิบบอกแบบนั้นด้วยรอยยิ้มบางที่แสนสวยงาม ผมเริ่มหัวหมุนขึ้นมา หมายถึงยังไงเหรอ? เรื่องที่ผมเพ้อเจ้อออกไปให้เขาฟังเมื่อกี้นี้น่ะเหรอ?

 

มันไม่ใช่เรื่องของผมสักหน่อย ผมไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้รู้สึกอะไร เป็นเรื่องของอาซาเซลในเกมต่างหาก ไม่ใช่ตัวผม... ไม่ใช่สักหน่อย....

 

...ถึงบางครั้งจะสับสนก็เถอะ ว่าตัวผมน่ะ... ควรจะเป็นอาซาเซลแบบไหน หรือว่าเป็นตัวผมต่อไปดี?

 

...ผมที่เป็นอาซาเซลแบบนี้น่ะ ดีแล้วหรือเปล่านะ?

 

แล้ว... อาซาเซลในเกมคนนั้น.. ถ้าหากว่าผมมาเกิดเป็นเขา ถ้าหากว่าชาติที่แล้วคือตัวผมที่ตายไปแล้วและมาเกิดใหม่ ผมก็คืออาซาเซลในชาตินี้ ถ้าหากว่า... ผมไม่ได้ระลึกชาติได้ขึ้นมา.. ไม่มีความทรงจำของผมคนนี้ขึ้นมา.... ผม---จะมีจุดจบเดียวกันกับอาซาเซลคนนั้นหรือเปล่านะ?

 

ใช้ชีวิตอยู่กับคำสาปที่เรียกว่า [แองเจิ้ล] นั่น....

 

ผมน่ะ....

 

ตอนนั้นเองโลกของผมก็มืดสนิท ที่ดวงตาถูกปิดไว้ด้วยมือที่เริ่มใหญ่ของเขา มันอุ่น...

 

"ไม่เป็นไรแล้วครับ... ไม่เป็นไรทั้งนั้น..." สัมผัสของความมืดและเสียงกระซิบนุ่มๆ ของเขาที่ได้ยินอย่างชัดเจนมากขึ้นเมื่อประสาทตาหยุดทำงานไปทำให้ผมค่อยๆ สงบลง

 

เอลิออธจับมือของผม ภายใต้ความมืดก็ราวกับจะสัมผัสถึงมือของเขาได้ชัดเจนขึ้นมา... มือของเขาดูใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ? หรือว่าเป็นเพราะผมเองที่มือเล็กเกินไป? อ่า.. นั่นสิ ตอนนี้น่ะผมก็เป็นแค่เด็กหกขวบนี่นา.. เป็นแค่เด็กหกขวบเท่านั้นเอง...

 

เอลิออธ ตอนนี้นายดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าผมอีก รู้สึกผิดขึ้นมาเลย ขอโทษนะที่มองนายเป็นเด็กๆ มาตลอด ผมผิดไปแล้วล่ะ ที่แท้นายก็เป็นผู้ใหญ่แล้วนี่นา...

 

เขากุมมือผมไว้ กระชับแน่นเบาๆ มอบความอบอุ่นและอ่อนโยนให้กับผม ยกขึ้นไปแนบที่สัมผัสซึ่งเหมือนกับจะเป็นแก้มของเขา... เบียดมันเอียงคลอเคลียเข้าหาสัมผัสมือของเราอย่างนุ่มนวล

 

และแล้ว...มือข้างที่ปิดตาคู่นั้นของผมอยู่เลื่อนขึ้นไปบนหน้าผากอย่างช้าๆ ทิ้งสัมผัสอุุ่นร้อนลากไล้เป็นทางที่ผิวเนื้อ โลกที่กลับมามีแสงอีกครั้งทำเอาผมตั้งตัวไม่ทัน สิ่งที่สายตาคู่นี้มองเห็นเปลี่ยนจากความมืดมิดเป็นใบหน้าของเขาที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...

 

ลมหายใจเรารดเข้าหากัน เขาก้มลงมาหาผม ใบหน้าอยู่สูงกว่าขึ้นไปหน่อย เลยเหมือนมองลงมาจากด้านบน ยิ่งเหมือนทำให้ผมรู้สึกตัวเล็กและอ่อนแอขึ้นไปอีก

 

"ผมจะร่ายเวทย์มนตร์ให้กับท่านเอง...."

 

มือของเขาที่หน้าผากของผมปัดเส้นผมด้านหน้าของผมขึ้นไป ผมหรี่ตาลงน้อยๆ เพิ่งสังเกตว่าเขาเองตาหรี่ตาลงเหมือนกัน เปลือกตาและแพขนตายาวซุกซ่อนความรู้สึกประหลาดทางแววตาของพวกเราไว้ ลมหายใจร้อนรดใส่เบาๆ ที่หน้าผาก

 

"ขอให้พระเจ้าคุ้มครองท่าน......"

 

ความรู้สึกไม่คุ้นชินนี่ทำให้ผมตัวเกิดสั่นขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่....

 

...สัมผัสนุ่มนิ่มร้อนชื้นน้อยๆ นั่นจะตราประทับลงที่หน้าผากของผม..... แผ่วเบา....

 

"....ให้ท่าน 'หลับฝันดี' ....ไม่เศร้า...ไม่เหงา...ไม่เจ็บปวด....."

 

เขากระซิบบอกเสียงพร่าจางๆ ราวกับปีศาจร้ายเมื่อผละออกจากตัวผม ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มจนดวงตาหยีปิดลงเป็นจันทร์เสี้ยว ซุกซ่อนประกายตาวาววับไว้ด้านหลังเปลือกตา รวดเร็วจนผมแทบจะมองไม่ทัน ผมยืนนิ่ง ฟังเสียงของเขา

 

"ผมน่ะ..จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ..."

 

มือของเราข้างนั้นยังเกาะกุมกันอยู่ แต่ไม่ได้วางอยู่แนบข้างแก้มของเขาแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผละออกไปเมื่อไร ผมไม่ทันรู้เลยสักนิด และแล้วมืออีกข้างของเขาก็ค่อยเลื่อนลงมาคลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้มของผม ...นุ่มนวล ....อาลัย... ก่อนจะผละออกไปอย่างช้าๆ

 

"แล้วก็...อย่าคิดมากอีกนะครับ"

 

เอลิออธพูดแบบนั้นปิดท้าย แล้วรีบหันหลังไปอย่างว่องไวจนเหมือนจะแยกร่าง เขาหยิบหนังสือกับจานเปล่าที่ข้างๆ ก่อนเดินสับเท้าแทบเป็นวิ่งจากไปทันที เร็วจนผมตั้งตัวไม่ทัน หรือเป็นเพราะผมเองที่ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นกันแน่ แต่รู้ตัวอีกทีก็เห็นแค่แผ่นหลังไวๆ ของเขาแล้วเท่านั้น...

 

....

 

.....เขาจูบผม....

 

...หมายถึงหน้าผากนะ...

 

ผมยังยืนแข็งทื่ออยู่ตรงหน้าเหมือนรูปปั้น ก่อนที่จะกระพริบตาปริบๆ แล้วส่ายหัวแรงๆ เรียกสติอีกที

 

บ้าจริง! พลาดจนได้!!

 

ผมเม้มปากแน่น มือกำเข้าหากันน้อยๆ รู้สึกร้อนๆ ที่หน้าแบบที่ตอนที่อายเพราะเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกไปน่ะเทียบกันไม่ติดเลย

 

ผมน่ะเป็นพวกไม่ค่อยสกินชิพ ภูมิต้านทานเรื่องพวกนี้ก็เลยต่ำ... แม้แต่ตอนที่คบกับยัยนั่นก็นานๆ จะหวานกันสักที เธอเองก็บอกว่าผมเป็นพวกแข็งๆ แล้วก็ไม่หวาน แต่ก็ไม่กระด้าง ไม่สิ นั่นไม่เกี่ยวสักหน่อย เพียงแต่....

 

แม้แต่จูบหน้าผากกันน่ะเราก็ทำกันไม่บ่อย น้อยมาก มันน่าอายออกนี่ ...เหมือนกับเด็กๆ

 

เพราะแบบนั้นถึงตั้งตัวไม่ทันเลย....

 

ทั้งสมองเบลอๆ นี่ผมก็สบถด่าเขาในใจ ..เจ้าบ้าเอลิออธ! เพราะนายแท้ๆ ผมเลยรู้สึกว่าวันนี้น่ะต้องนอนไม่หลับแน่ๆ แล้วยังจะมาฝันดงฝันดีอะไรกันล่ะ! จะฝันร้ายน่ะสิ! ถ้าผมนอนไม่หลับนายจะรับผิดชอบได้หรือไง?!

 

ผมกัดปาก...

 

บ้าเอ้ย! พวกตัวละครจากโอโตเมะเกมนี่...ดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ

 

....

 

ก็แค่จูบหน้าผากเองน่า ตัวผม! ทำกระวนกระวายเกินไปได้! อายุก็ตั้งเท่าไหร่แล้วด้วย!

 

ผมกระซิบบอกตัวเอง ย้ำๆ ซ้ำๆ ขณะลูบๆ หน้าผากตัวเองป้อยๆ ทำเหมือนกำลังพยายามจะลบสัมผัสอุ่นๆ นั่นออกไป แต่ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้นมันกลับเหมือนยิ่งเด่นชัด.... บ้าจริง! เด่นชัดอะไรของนายกันหา!? อย่ามาคิดมากจนเพ้อเจ้อไปเองนะ!

 

ผมหายใจเข้าลึกๆ

 

โอเค... จริงๆ เราก็เป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว พี่น้องน่ะจูบหน้าผากกันก็ไม่แปลกนี่นะ ผมเองก็อายุ 6 ขวบด้วย เป็นเด็ก 6 ขวบน่ะ ยังเป็นแค่เด็กประถมอยู่เลย มันก็แค่นั้นเอง แค่นั้นเท่านั้นแหล่ะ อืม.. ใช่ ก็แค่เรื่องแค่นั้นเอง.....

 

....

 

มันใช่ที่ไหนกันเล่า!?

 

จูบนะ! มันคือจูบนะ!! ถึงจะแค่จูบหน้าผาก แต่จูบมันก็คือจูบ!

 

เรื่องแบบนี้น่ะไม่ปกติหรอก ไม่ปกติ...! ถ้าเป็นพี่น้องทั่วไปก็คงไม่แปลก แต่นี่เป็นผมกับเอลิออธนะ เอลิออตเต้กับอาซาเซลคนนั้นเชียวนะ! หมอนั่นน่ะไม่ได้มองผมเป็นน้องชาย แล้วผมถึงจะเรียกพี่ชายๆ ในใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มองเขาเป็นพี่น้องด้วยเหมือนกัน...!

 

คนที่ไม่ใช่พี่น้อง....แล้วจูบกันน่ะ....

 

....

 

นี่มัน.......

 

....ผม....ปักธงหมอนั่น.........

 

.....ไปแล้วเหรอ.......?

 

ผมน่ะไม่โง่นะ ในฐานะที่เคยเป็นแฟนหนุ่มของโอตาคุสาวบ้า 2D แล้ว ทั้งโอโตเมะเกมและบีแอล ยัยนั่นน่ะก็เซียนทั้งนั้น ผมที่ใช้ชีวิตอยู่กับยัยนั่นมาเกือบจะครึ่งค่อนชีวิต ถ้าจะไม่รู้อะไรเลยล่ะก็คงจะใสซื่อเกินไปแล้ว

 

––––อีกอย่าง... พอมานึกๆ ดูหมอนี่มันก็แทบจะแสดงออกมาซะโต้งๆ เลยด้วย แต่ผมดันคิดไปแค่เล่นๆ มาตลอดเลย ก็หมอนั่นมันยังเด็ก... ไม่สิ หรืออันที่จริง... ก็แค่ไม่อยากยอมรับความจริงจนถึงวินาทีสุดท้ายกันนะ?

 

แต่......บ้าจริง!?

 

ให้ตายสิ นี่ผมไปเผลอปักธงหมอนี่เข้าตอนไหนกัน?

 

แล้วทำไมผมถึงปักธงใส่เขาได้กัน? นี่ไม่ใช่ว่าผมกำลังอยู่ในโลกโอโตเมะเกม ไม่ใช่บีแอลหรอกเหรอ??

 

เดี๋ยวนะ..... BL เหรอ.......?

 

ม...มันคงไม่ใช่ว่า....ยัยนั่นคงไม่ได้แอบใส่ความวายซุกซ่อนเอาไว้อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ฉันท์นายบ่าวอันห่างเหินแต่อดีตนานแสนนานของอาซาเซลและเอลิออตเต้ตั้งแต่ภาคเกมนั่นหรอกนะ?!?!

 

ใช่สิ!? ผมก็ว่าแล้วว่าเวลาที่ยัยนี่พูดถึงเอลิออตเต้กับอาซาเซลแล้วถึงได้ชอบยิ้มกรุ้มกริ้มทำหน้าแปลกๆ น่ะ! ยัยบ้าเอ้ย!! ขนาดกับตัวร้ายเจ้าของรูทลับ ที่มีฉากจบลงเอยกับนางเอกได้น่ะ เธอก็ยังไม่ละเว้นเลยเหรอ?!

 

แล้วตัวผมที่มาเป็นอาซาเซล ก็ต้องรับผลกรรมที่เธอก่อเอาไว้ล่ะสินะ!?!

 

––––ผมแทบจะพ่นไฟ เมื่ออยู่ๆ ก็คิดหาเหตุผลอันสุดแสนจะลงล็อคขึ้นมาได้

 

ก็ว่าทำไมถึงชอบพูดว่าสำหรับเอลิออตเต้นั้นอาซาเซลสำคัญที่สุด และเป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขา แต่ในภาคเกม ที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่คืบหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น ก็เพราะอาซาเซลไม่ได้เปิดใจให้กับเอลิออตเต้ และเอลิออตเต้ก็ไม่กล้ารุกคืบในความสัมพันธ์สินะ...

 

เฮงซวยเอ้ยยย!! เป็นผมนี่เองที่ไปทำลายกำแพงนั่นทิ้งลงไป?!

 

เฮงซวยจริงโว้ย! และก็เป็นผมนี่เองที่ไม่รู้ว่าไปเผลอทำอะไรเข้า! เจ้าบ้าเอลิออธนี่ถึงได้กลายร่างผิดไปจากที่เอลิออตเต้ควรจะเป็น! เพี้ยนไปซะจนไม่รู้ว่าไปขุดเอาลูกบ้าและความมั่นใจมากนั่นจากไหน!?

 

อ่า––– ถึงผมจะต้องการหนีออกจากรูทของนางเอก...

 

...หลบหนีไปให้ไกลจากเลิฟแฟล็กของคุณนางเอก แต่ว่า––– เลิฟแฟล็กของคุณพ่อบ้านข้างกาย แถมยังเป็นพี่ชายแท้ๆ แบบนี้น่ะก็ไม่เอาโว้ยยยยยยยยยยยยยย!!!

 

ยัยคลั่ง 2D สมองปั่นเหลวเป๋วเป็นน้ำไซรัป!

 

–––ยัยบ้าเอ้ย..! เอาชีวิตอันแสนสงบสุขของฉันคือมาน้า~~!!

 

ฮือ....

 

พระเจ้าครับ ดูเหมือนว่ายิ่งผมอาศัยอยู่ในโลกนี้ไปนานเท่าไหร่ มันก็เหมือนว่าจะยิ่งอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ เลยล่ะครับ ดังนั้น––––

 

––––ได้โปรดเถอะ ได้โปรดพาผมออกไปจากโลกใบนี้ทีเถอะ!!!

 

 

TTTT____________________TTTT

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      หนุ่มยัน(สายคุณพี่เอลิออธ)ดียังไง?

      บลูคิดว่าหนุ่มไทป์นี้คือยันสายอ่อนนะ (ถ้าแบ่งเป็นสายแข็งกับอ่อนอ่ะนะ) เป็นไทป์ที่ดูจะปกติ ดูคล้ายว่าจะปกติ หรืออาจพูดได้ว่ามีหน้ากากปกติซุกซ่อนความยันไว้ภายใน และถ้าไม่ถูกคุกคามอย่างถึงที่สุดจริงๆ ก็จะไม่แสดงมันออกมาง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับเป้าหมายของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเพราะกลัวที่จะถูกรู้ตัวตนด้านใน หรืออะไรก็ตาม

      (หากถูกรู้ตัว ก็มีแนวโน้มที่จะไม่มีทางยอมสารภาพเด็ดขาดว่าตัวเองยันฯ และจะหาทางปิดคุณต่อไปแม้ว่าจะไม่มิด)

      โดยทั่วไป พวกเขาจะรักและเห็นคุณสำคัญที่สุดในโลกจนเขาไม่ต้องการเสียคุณไป และเพื่อที่จะให้คุณรักเขา เขาจะเอาใจใส่และคอยสังเกตคุณอย่างลึกซึ้ง พยายามที่จะทำความเข้าใจ เรียนรู้ความเป็นตัวคุณให้มากที่สุด และใช้มันในการครอบงำตัวคุณอย่างช้าๆ ให้พึ่งพาและเคยชินที่จะมีเขา (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ) มักจะมีสัญชาติญาณที่จะรู้ว่ามากน้อยแค่ไหนที่จะทำให้คุณไม่วิ่งหนีเขา โดยมากมักจะมาในรูปแบบ พี่ชาย เพื่อนสนิท คนใกล้ชิด มีสถานะที่จะสามารถอยู่ข้างๆ เป้าหมายได้โดยไม่ผิดสังเกต บางคนจะใช้วิธีสร้างหน้ากากที่ดูอ่อนแอในการเข้าหา บางคนก็เป็นความอ่อนโยน หรืออื่นๆ แล้วแต่ความถนัดของหนุ่มคนนั้นๆ (งั้นหน้ากากของเอลิออธก็คือทาสหมาใช่มั้ย?)

      ตราบใดที่ความยันของพวกเขาไม่แผลงฤทธิ์ พวกเขาจะน่ารัก(?)และแสนดี(?)อย่างหาที่ใดเปรียบไม่ได้ นุ่มนวลยิ่งกว่าขนนก อบอุ่นยิ่งกว่าไข่ไก่(หือ?) เป็นห่วงคุณยิ่งกว่าผู้ใด จนบางทีมันก็มากไป(?)จนความคิดพวกเขาก็ไม่ปกติ(?)ไปบ้าง แต่เป้าหมายโดยส่วนใหญ่ที่เขาจะแผลงฤทธิ์ใส่ก็คือบุคคลที่สามมากกว่าเป้าหมายความรักของพวกเขา เพราะต้องการเก็บซ่อนอาการบ้าคลั่งของตัวเองไว้อย่างถึงที่สุด จนมีความเป็นไปได้ที่จะหลอกให้คุณเข้าใจว่าเขาไม่ยัน แม้ว่าความคิดด้านในของเขาจะบ้าคลั่งไปแค่ไหนก็ตามที จนกว่าเขาจะถูกคุกคามอย่างถึงที่สุดและลงมือกับคุณ ถึงจะค่อยเก็ทว่า "เวรกรรม แกมันยันเดเระนี่หว่า------"

      โดยมากไทป์นี้มักจะรู้สึกว่าเป้าหมายของเขานั้นบริสุทธิ์และงดงามที่สุดในโลก (ต่อให้เป้าหมายของเขาจะมีนิสัยร้ายกาจก็ตาม) จึงมีแนวโน้มที่จะคอยปกป้องเป้าหมายของเขาจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามองว่าคุกคาม ไม่ดี อันตราย ไม่คู่ควร หรือไม่ชอบใจ แม้กระทั่งกับตัวเองก็ตามที

      เนื่องจากเปลือกนอกของหนุ่มยันประเภทนี้ที่ห่อหุ้มเอาไว้ จึงอาจระบุได้ว่าเป็นหนุ่มยันประเภทที่เก็บความยันไว้ข้างใน แล้วเดเระๆ ใส่อย่างเดียวนั่นเอง

      เอลิออธใช้คาแรคเตอร์หนุ่มยันตามแบบนี้แหล่ะค่ะ <<<แฮ่ม เป็นประเภทหนุ่มยันที่ถูกใส่ความหมายตามความเข้าใจของบลูนะคะ คนอื่นอาจจะเห็นต่าง(?) หรือมันอาจจะไม่ถูกต้อง(?) และไทป์อื่นๆ ก็อาจจะมีพฤติกรรมต่างๆ กันไป(?)

      (ปล.บลูค่อนข้างชอบหนุ่มยันนะ แต่ก็ไม่ได้รู้จักหนุ่มยันดีทุกสายแต่อย่างใด จริงๆ พวกหนุ่มยันไทป์ร้ายกาจเขาก็ก้าวร้าวและกร้าวใจไปอีกแบบค่ะ ประเภทสายแข็งที่ระเบิดความต้องการออกมาอย่างร้ายกาจให้รู้ว่าในโลกของฉันมีแค่เธอนะ! มองฉันสิ! สนใจฉัน!! แต่กับเมะทาสแบบเอลิออธคุงนั้น--- เป็นยันสายอ่อนแบบนี้เพื่อรองมือรองตี--แค่ก! ของอาร์สคุงไปน่ะแหล่ะดีแล้ว นายไปก้าวร้าวใส่กับคนอื่นก็พอ อยู่กับอาร์สต้องแสดงความเรียบร้อยเป็นสุนัขแสนดีให้มากที่สุด ถึงเนียนงับๆ เลียๆ แทะๆ เจ้านายไปบ้างก็เถอะ สร้างเปลือกนอกอันน่าเอ็นดู(?)เข้าไว้นะเจ้าหมา! ถึงเวลาอันเหมาะสมนายค่อยกลายร่างเป็นหมาป่-------- *สัญญาณขาดหาย*)

      ทางด้านอาร์ส เขาเป็นพวกคิดมากเพ้อเจ้อพร่ำเพ้ออยู่แล้วนะ ดังนั้นไม่แปลกที่เขาจะคิดมากและกังวลอยู่ลึกๆ เรื่องอาซาเซลและชีวิตครั้งนี้ของเขา ต่อให้อาร์สจะบอกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ๆ แต่ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ก็เหอะ ถูกบังคับให้ใช้ชีวิตแบบอาซาเซลที่เหมือนถูกขังอยู่ในกรงทองมาหกปี รอบกายก็ไม่มีใครให้พึ่งพา (ตอนนี้มีหมายันอยู่หนึ่งหน่อ) แถมอนาคตก็ยังเป็นเดธแฟล็กอีก ก็เลยกดดันอยู่ลึกๆ แต่เพราะเป็นพวกปากแข็งก็เลยไม่ยอมแสดงออกมา

 

 

 

 

ความคิดเห็น