ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#CS [Eliotte’s Side] น้องชายของผม ก็คือนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม (บทปลาย)

ชื่อตอน : #CS [Eliotte’s Side] น้องชายของผม ก็คือนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม (บทปลาย)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2560 14:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#CS [Eliotte’s Side] น้องชายของผม ก็คือนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม (บทปลาย)
แบบอักษร

 

 

Chapter#CS

 

[Eliotte’s Side] น้องชายของผม ก็คือนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม (บทปลาย)

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรดเถอะ...

 

...ได้โปรดช่วยมองมาที่ผมทีเถอะ

 

เติมเต็มโลกของผม ...แค่เพียงคุณเท่านั้น ผมน่ะมองเห็นเพียงแต่คุณ เฝ้ามองเพียงแต่คุณ เพราะคุณคือโลกทั้งใบของผม เป็นโลกทั้งใบของผม รอคอยมาตลอด ห้าปี ห้าปี ห้าปี ...ผมน่ะใช้ชีวิตอยู่มาแค่เพียงเพื่อคุณเท่านั้น

 

ในที่สุดก็ได้พบแล้ว...

 

...สีสันแห่งโลกของผม

 

...

 

[ท่านอาซาเซล]

 

...

 

ตัวผมน่ะ รู้ดีถึงเรื่องทุกอย่าง ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น.. ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนั้นทว่ากลับไม่อาจหยุดยั้งความต้องการลึกๆ นี้ลงไปได้... ปราถนา ต้องการ หลงใหล คลั่งไคล้–– ได้แต่เก็บซ่อนพวกมันเอาไว้ภายใต้หน้ากากของรอยยิ้มบางแห่งเซเลเวียนน์อันต่ำช้านี้

 

...คุณจะมองเห็นมันหรือเปล่า? คุณจะรังเกียจมันบ้างมั้ย?

 

...ตัวผมที่สกปรกนี้

 

...

 

[ท่านอาซาเซล]

 

...

 

 

คนคนนั้น...เป็นเหมือนพิษร้ายที่มอมเมาผม ครอบงำผมไว้อย่างบ้าคลั่ง ทุกลมหายใจ ทุกวินาที เดิมทีโลกของผมก็มีแต่เพียงเขาอยู่แล้ว หากในเวลานี้ เขาก็ยังจะพยายามครอบงำสายตาของผม จิตวิญญาณของผม และ––

 

––––หัวใจของผม

 

อา.. โหดร้ายกันเกินไปแล้วนะครับ... คุณน่ะหลอกล่อผมด้วยความหอมหวาน กล่อมเกลาให้ผมลุ่มหลงในคุณ กำลังทำให้ผมคิดมากไปเองอยู่ทุกที คิดไปเองเหมือนว่าตัวผมเองนั้น “พิเศษ” มากกว่าไม่ว่ากับใครทั้งนั้น ....ปราถนามากขึ้น ...มากขึ้น และยิ่งโลภมากขึ้นไปอีกทุกที...ทุกที...

 

 

กระทั่ง–––เผลอหลุดออกมาจากหน้ากากแห่งกฎระเบียบที่ถูกตีตราไว้โดยเซเลเวียนน์

 

หน้ากากที่เกือบจะแตกสลาย...

 

พลาดไปแล้ว พลาดไปแล้ว พลาดไปแล้ว

 

 

...ผมได้เผลอเอื้อนเอ่ยความต้องการของตัวเองออกไปต่อหน้าของ "เขา"

 

ใช่แล้ว...

 

ผมยังคงจดจำได้ดี...ถึงวันนั้น.....

 

....

 

 

......

 

.......

 

“ได้โปรดลงโทษในความผิดพลาดนี้ของกระผมด้วยเถิดขอรับ! ท่านอาซาเซล!

 

ตัวผมที่เอ่ยโพล่งมันออกไปนั้นได้ทำผิดกฎอย่างมหันต์ ถึงแม้ว่าในฐานะคนข้างกายของ "เขา" แล้วนั้น ผมจะได้รับอนุญาตให้ละเว้นจากกฎเกณฑ์บางสิ่ง และยังสามารถแสดงอารมณ์บางส่วนออกมาต่อหน้าเขา ...แต่ “ความต้องการ” ต้องไม่ใช่หนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน

  

ไม่อาจหลีกหนีจากความผิดนี้ไปได้ ผมน่ะรู้มันดีที่สุด

 

เพราะว่าตัวคุณนั้นใจดี หากเป็นเพียงแค่คุณล่ะก็จะต้องยกโทษให้แก่ผมอย่างแน่นอน

 

....ทว่าในที่แห่งนี้นั้นมันไม่ได้มีเพียงแค่คุณและผมเท่านั้น...มันยังมีสายตาของทุกคนที่กำลังจดจ้องมองมา สายตานับสิบ นับสิบ จดจ้อง มองมา ราวกับสายตาของปีศาจร้ายอันเริงร่า

 

 

––––ผมพลาดไปเสียแล้ว

 

ตัวผมที่ต้องการในทุกสิ่งทุกอย่างของคุณนั้น.. โลภมากเกินไป–– จนเพียงแค่ความใจดีและการชมเชยจากคุณนั้น ก็ไม่อาจเติมเต็มตัวผมได้อีกต่อไป...

 

ได้โปรดลงโทษผม ดุด่าผม ทำร้ายผม... ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณนั้นไม่เคยมอบให้ผู้ใด

 

...ผมต่างปราถนามันทั้งหมด

 

––––ตัวผม...ที่น่ารังเกียจนี้

 

...ต้องการมันทั้งหมดนั้น...แต่เพียงผู้เดียว

 

––––ช่างน่ารังเกียจ...

 

....

 

 

“ลงโทษ...?”

 

และแล้ว....ท่านอาซาเซลที่นิ่งงันไปเล็กน้อยนั้นก็ได้เอ่ยลากเสียงออกมาเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ

 

 

เสียงของเขาทำให้ตัวผมที่ก้มหน้าต่ำอยู่อย่างสำนึกในความต้อยต่ำ–––ผู้ซึ่งกำลังซุกซ่อนรอยยิ้มบ้าคลั่งก่อนหน้านั้นของตนเองไว้อยู่นั้น เป็นอันต้องพ่ายแพ้ต่อกิเลสของตัวเอง แอบเงยหน้าขึ้นมาลอบมองดูเขาอย่างอดรนทนไม่ได้

 

––––ดวงตาคู่งามนั้นของเขาหรุบลงต่ำ ปลายนิ้วเรียวเล็กนั้นลูบไล้วนอยู่ที่ขอบถ้วยชาอย่างช้าๆ

 

“นี่ฉันได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?” เขาเหยียดยิ้มออกมา งดงาม ร้ายกาจ....จนแทบหยุดหายใจ น้ำเสียงใสบริสุทธิ์ของเขาก็ราวกับจะทิ่มแทงผมด้วยความจริงที่ว่าเราต่างกันเท่าใด คุณสูงศักดิ์ถึงเพียงไหน และผมแปดเปื้อนอยู่เพียงใด....

 

“นายที่เป็นแค่พ่อบ้านต่ำต้อย กล้าดียังไงถึงมาเอ่ยร้องขอความต้องการจากฉัน?”

 

ใช่....

 

ผมกล้าดียังไงกันนะ? ถือดีอะไรกันถึงกล้าเอ่ยคำๆ นั้นออกไป....

 

––––กล้าดียังไงกัน...?

 

“แค่จะลงโทษนายน่ะ มันไม่เห็นต้องมาถึงมือของฉันเองเสียหน่อย”

 

เวลานั้น...ตัวผมแทบจะไม่หลงเหลือสติที่จะใช้แววตามืดหม่นนี่มองดูเขาผู้งดงามและสว่างไสวอีกต่อไป หากแต่เหมือนเป็นคำสาป ผมยังคงมองดูองศาของรอยยิ้มของเขาที่ดูราวกับจะยิ่งร้ายกาจขึ้นไปอีกนั่นต่อไปด้วยความลุ่มหลงมัวเมา

 

 

––––หลงใหล คลั่งไคล้ จนแทบบ้า

 

“ก็มันจะแปดเปื้อนมือของฉันได้นี่นะ?”

 

แต่ อา....

 

 

ใช่แล้ว... และแล้วความจริงนั้นก็ได้ตอกย้ำตัวผมอีกครั้ง...อีกครั้ง และอีกครั้ง ....ตัวผมที่ต่ำต้อย โสมม ดำมืด และสกปรกนี้นั้น หากว่าให้ท่านต้องมาสัมผัสเข้ากับคนอย่างผมแล้วล่ะก็––––

 

...มือขาวบริสุทธิ์คู่นั้นก็จะแปดเปื้อนเอาได้

 

...

 

ผมนั้นรู้ดีอยู่แล้ว

 

...รู้ดีอยู่แล้ว

 

และทั้งๆ ที่ก็รู้ดีอยู่แล้วนั้น....

 

...หากแต่ก็ยังดึงดันที่จะเหม่อมองดูเขาไปอย่างคนโง่งม ...มอง และมอง มองแต่เพียงเขาเท่านั้น

 

ในสายตาของผม โลกทั้งใบนี้นั้นมีเพียงแต่เขาซึ่งอยู่เบื้องหน้า ไม่มีสิ่งใดมากหรือน้อยไปกว่านั้น มองเห็นแต่เพียงเขาผู้นั้น ....แค่เขาเท่านั้น

 

เขา––ผู้ซึ่งค่อยๆ หยัดกายยืนขึ้นอย่างงามสง่า ในมือน้อยนั้นโอบประคองถ้วยชาไว้ ปลายนิ้วเล็กงดงามนั้นกวัดเกี่ยวกันกับหูหิ้วของมัน ก่อนที่จะเอียงแก้วเทราดของเหลวภายในนั้นมายัง––––

 

 

––––ศรีษะของผม

 

ตัวผม – ผู้ซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา

 

“จำเอาไว้ซะ ทีหลังอย่ามาคิดตีตนเสมอร้องขอความต้องการต่อหน้าของฉัน”

 

ผมเหม่อมองรอยยิ้มของเขา มันช่างเจิดจ้า ส่องสว่าง และเจิดจรัสเสียจนดวงตาของผมแทบจะมืดบอดไปในพริบตา

 

ไม่รับรู้ถึงของเหลวร้อนๆ ซึ่งกำลังไหลเอ่อท่วมไปทั้งศรีษะของผม ผิวกายปะทะเข้ากับอุณหภูมิอันแตกต่างของชากุหลาบนั้นจนแปล๊บปล๊าบ อากาศที่เย็นกว่าปกติของวันนี้นั้นทำให้ร่างกายของผมปรับตัวไม่ทัน สัมผัสของมันลากไล้วนเวียนไปตามเส้นผม ไหลลงสู่หนังศรีษะ ชโลมลงบนสัมผัสของผิวหน้า

 

––––ผ่านหัวคิ้ว ข้างแก้ม ข้างหน้าผาก ปลายจมูก ....และปาก

 

รู้สึกราวกับมันเป็นสัมผัสของฝ่ามืออันอุ่นชื้นของคนตรงหน้า ...ครอบงำซึ่งสติของผมอย่างสิ้นเชิง

 

รสชาติของชากุหลาบไหลซึมเข้ามาในปาก กลิ่นหอมจัดอันเย้ายวน เย่อหยิ่ง สูงส่งชวนลิ้มลองของมันแตกพร่ากระจายไปทั่วประสาทสัมผัสการรับรู้

 

––––เป็นราวกับรสชาติแห่งตัวตนของท่านอาซาเซล ...มอมเมาตัวผมผู้ซึ่งน่ารังเกียจ

 

ผมที่แทบจะบ้าคลั่งไปแล้วนั้น ได้แต่ลืมตาเบิกโพล่งมองดูเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ แสงตะวันสาดส่องผ่านมาจากด้านหลังของเขา ช่างเจิดจ้าเหลือเกิน.....

 

....ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนพูดเองแท้ๆ ว่าหากจะลงโทษผมแล้วล่ะก็ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมาถึงมือของเขา เพราะมันจะทำให้เขาต้องแปดเปื้อน...

 

....ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนพูดเองแท้ๆ ถึงแบบนั้น ...ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น...

 

––––กลับยินยอมลงโทษผมด้วยตัวของเขาเอง

 

จนกระทั่งมือคู่นั้นของเขาได้แปดเปื้อนไปด้วยสีสันของผม ด้วยสีสันของชากุหลาบซึ่งสาดเทลงมา ระยะห่างระหว่างตัวเขาและผมนั้นดูราวกับจะได้ลดลงไปกระทั่งคล้ายว่าจะสามารถแตะสัมผัสได้ในวินาทีนั้น

 

หลังจากนั้นผมแทบจะฟังอะไรไม่รู้เรื่องอีกต่อไป ยกเว้นก็แต่เพียงประโยคสุดท้ายของเขา....

 

....ประโยคซึ่งมาพร้อมกับสัมผัสนุ่มนิ่มของผ้าเช็ดมือผืนขาวบริสุทธิ์ – ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นของเขา – ผ้าเช็ดมือซึ่งเขาเพิ่งจะสัมผัสด้วยมืออันงดงามคู่นั้น ...ได้ลอยมาแปะอยู่บนใบหน้าของผม

 

––––พัดพาสติของผมให้ลอยจางหายไป

 

“รีบๆ ไปล้างตัวให้สะอาดซะ ฉันไม่คิดจะให้คนเนื้อตัวสกปรกมารับใช้อยู่ข้างกายหรอกนะ”

 

ผมไม่สามารถมองเห็นเขา แต่รับรู้ได้ว่าเขาจากไปแล้ว....

 

––––จากไปพร้อมกับวิญญาณของผม

 

....

 

อา.... ผมไม่สามารถหยุดยั้งมันได้อีกต่อไป...

 

ผมปราถนาเหลือเกิน... ปราถนา...... คนคนนั้น...

 

[ได้โปรด...ให้ผมได้อยู่ภายในโลกใบเดียวกันนั้นของคุณด้วยเถอะ]

 

...

 

.......

 

พระผู้เป็นเจ้าครับ...ผมมีความผิดบาปหนึ่งต้องการจะสารภาพ...

 

–ตัวผมนั้น...ได้หลงรักคนคนหนึ่ง...

 

 

ท่านอาซาเซล ...ที่ถึงจะไม่ใช่คนที่พูดมาก แต่ก็ยินยอมเอ่ยปากชมเชยผมในทุกๆ ครั้ง

 

ท่านอาซาเซล ...ที่ถึงจะบอกว่าการลงโทษผมด้วยตัวเขาเองนั้นจะทำให้ต้องแปดเปื้อน แต่ก็ยินยอมแปดเปื้อนเพียงเพื่อ “ความต้องการ” ของผม

 

ท่านอาซาเซล ...ที่ถึงจะพูดจาร้ายกาจเย่อหยิ่งออกมาแบบนั้น แต่ก็ยังใจดี....

 

...ก็เพราะทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายเทชากุหลาบนี้ใส่ผมด้วยตัวเองเป็นการลงโทษแล้วแท้ๆ แต่สุดท้าย ก็ยังทนไม่ได้ ทนไม่ได้ที่จะมอบผ้าผืนนั้นให้กับผม เพื่อเช็ดล้างมันให้สะอาด เป็นความอ่อนโยนที่ตัวผมไม่สมควรได้รับมัน...

 

[ตัวผมที่สกปรก]

 

 

ทว่าเขา....

 

...ยังเอ่ยบอกแก่ผมอีกว่า

 

––––ตัวผมที่สกปรกนี้นั้น ...สามารถชะล้างให้สะอาดได้ และสามารถยืนอยู่เคียงข้างกายเขาผู้นั้น ...กลับไปยืนอยู่เคียงข้างกายของเขา

 

...เหมือนกันกับชากุหลาบนี้ ซึ่งสามารถชะล้างมันออกไปได้

 

แม้ว่าผม...จะไม่ต้องการ

 

 

 

 

ท่านอาซาเซล เขาคนนั้นก็คือน้องชายของผม และเป็นนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม

 

ตัวตนเพียงผู้เดียว..ที่ผมเฝ้าปราถนาจากสุดขั้วหัวใจ

 

 

 

 

ใช่แล้ว....

 

[รสชาติของชากุหลาบในวันนั้น ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของผมกระทั่งวินาทีนี้....]

 

...

 

เพราะนับตั้งแต่วินาทีนั้น เขาก็ได้ครอบงำโลกของผม สายตาของผม จิตวิญญาณของผม และ – หัวใจของผม – โดยสมบูรณ์แล้ว

 

 

 [END: Eliotte's Side, 13 years old]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เอลิออธสายยัน เขาคนนี้เป็นคนที่บิดๆ เบี้ยวๆ เพราะการถูกแย่งชิงวัยเด็กไป เต็มเติมด้วยคำว่า [ท่านอาซาเซล] ที่ถูกสลักไว้ในจิตวิญญาณโดยท่านพ่อท่านแม่ของตัวเขาเอง จนได้พบกับ [ท่านอาซาเซล] คนนั้นจริงๆ โลกทั้งใบของเขาถึงได้เริ่มมีตัวตนขึ้นมา มีสีสันขึ้นมา และทำให้เขาได้เริ่มต้น 'ก้าวเดิน' และ 'มีชีวิต' จริงๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

 

เขาเป็นตัวละครที่จะเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต เริ่มมีความต้องการของตัวเอง และค่อยๆ หลุดจากกรอบอันน่าชิงชังของเซเลเวียนน์ที่สอนสั่งทายาทในตระกูลตัวเองด้วยคำสาปของ [สีดำและอำพันหม่น]

 

นอกจากนี้ เอลิออธนั้นเพิ่งเริ่มเดินทางในสายยัน และพลัง(?)ที่ว่านี้นั้นยังไม่ตื่นอย่างเต็มที่เพราะเขายังไม่พบเจอภัยคุกคามที่จะมาแย่งชิง [ท่านอาซาเซล] ของเขาไปจากตัวเขา

 

เขาถูกจัดอยู่ในตัวละครสายยันอย่างสมบูรณ์แบบจากความต้องการที่จะครอบงำ ครอบครอง เป็นหนึ่งเดียวกันกับอาซาเซลชนิดที่ต้องการทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนโยนหรือโหดร้ายทารุณ เขาต้องการทุกอย่าง และไม่ปราถนาจะแบ่งปันมันให้กับใครทั้งนั้น

 

(เป็นสายยันที่ยันหนักจนมาโซไปเลยด้วยอีก...และไม่มาโซอย่างเดียว เขายังเป็นสายเอสด้วย...)

 

**ค่อนข้างอันตรายเพราะว่าเขามีแนวโน้มที่จะอาการหนักถึงขั้นยอมตายไปด้วยกันกับอาซาเซลดีกว่ายินยอมยกให้ใคร นั่นทำให้เขาจำเป็นต้องเติบโตขึ้นอีกมาก... มากๆ ถ้าหากว่าอาร์สยังอยากอยู่ในฮาเร็มอย่างสงบสุข.... แค่ก!

 

--------------------------

 

 

 

ความคิดเห็น