ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#CS [Eliotte's Side] น้องชายคนเดียวของผม ก็คือนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม (บทต้น)

ชื่อตอน : #CS [Eliotte's Side] น้องชายคนเดียวของผม ก็คือนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม (บทต้น)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.พ. 2560 00:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#CS [Eliotte's Side] น้องชายคนเดียวของผม ก็คือนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม (บทต้น)
แบบอักษร

 

 

Chapter#CS

 

[Eliotte’s Side] น้องชายของผม ก็คือนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม (บทต้น)

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

[รสชาติของชากุหลาบในวันนั้น ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของผมกระทั่งวินาทีนี้....]

 

ผมน่ะ ตั้งแต่ที่ถือกำเนิดมาในตระกูลนี้ ก็ได้ถูกตัดสินเอาไว้แล้วว่า “ไร้ค่า” พวกเราทั้งหมดต่างก็เป็น “สีดำ” และ “อำพัน” อันมืดมิดที่ “ไร้ค่า” ด้วยกันทั้งนั้น

 

ตระกูลเซเลเวียนน์นั้นมีตำนานแต่อดีตที่เล่าขานสืบต่อกันมา เรือนผมสีทองสว่าง และดวงตาสีฟ้าประกายราวกับเพชร.... พวกเขาเหล่านั้นก็คือ “แองเจิ้ล” ของตระกูล เต็มเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศและความสูงส่ง เป็นความภาคภูมิใจของเซเลเวียนน์...

 

––––กระทั่งถูกแย่งชิงทำลายมันลงไป

 

หลังจากนั้น เซเลเวียนน์ราวกับจะถูกสาป... ถูกสาปด้วยสีดำและอำพันอันน่าชิงชังนี้

 

กระทั่งน้องชายคนเล็กของผมได้ถือกำเนิดขึ้น

 

[ท่านอาซาเซล]

 

––––เขาก็คือน้องชายร่วมสายเลือด และนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของผม

 

ผมน่ะ ไม่เคยได้พบหน้าเขาเลย ตั้งแต่ที่ท่านแม่ได้ให้กำเนิดเด็กคนนั้นผู้ซึ่งมีชะตากรรมของ “แองเจิ้ล” แล้วนั้น เขาก็ได้ถูกพาตัวไปยังคฤหาสน์หลักของตระกูล ถูกอุ้มชูดูแลในฐานะ “ราชา” ของพวกเรา

 

––––รอบกายของเขาเองก็มีแต่เพียงสายเลือดของเซเลเวียนน์ที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วเท่านั้น

 

ท่านพ่อ ท่านแม่ และพวกเราพี่น้องถูกตัดขาดกันออกจาก “เขา”

 

พวกเราที่เป็นแค่ตระกูลสาขาเล็กๆ อันต่ำต้อยของเซเลเวียนน์นั้นไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้คิดฝันว่าจะได้อยู่ร่วมกัน หรือได้พบหน้ากับ "ท่านอาซาเซล" คนนั้นอีกครั้ง เพราะตระกูลเซเลเวียนน์นั้นเคร่งครัดในเรื่องกฎระเบียบและการแบ่งแยกระดับสูงต่ำของสมาชิกตระกูลมาก...

 

...เด็กจากตระกูลสาขาเล็กๆ อย่างผม แค่คฤหาสน์หลักที่เขาคนนั้นอาศัยอยู่ก็ไม่มีสิทธิ์เยื้องย่างเข้าไปแล้ว

 

กระทั่งพวกชั้นสูงจากสายตระกูลหลักประกาศออกมาว่าจะคัดเลือกตำแหน่ง "คนข้างกาย" ของเขาคนนั้นในอีกห้าปีข้างหน้า กฎระเบียบนั้นเปิดกว้างอย่างมาก พวกเขาจะคัดเลือกจากความสามารถและคุณสมบัติ โดยไม่เกี่ยงระดับชั้นของสายตระกูล หรือสายเลือดใดๆ ขอเพียงแค่เป็นเซเลเวียนน์เท่านั้น

 

 

ในฐานะบุตรชายคนโตแล้วนั้น ท่านพ่อและท่านแม่ได้คาดหวังในตัวผม ผมจึงต้องฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อที่จะได้รับการคัดเลือกให้อยู่เคียงข้าง “เขา”

 

ตั้งแต่แปดขวบ วันที่น้องชายคนนี้ได้ลืมตาดูโลก ผมก็ได้แบกรับชะตากรรมที่จะต้องเป็นผู้รับใช้ดูแลเคียงข้างเขาให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ท่านพ่อท่านแม่คาดหวัง ปราถนาไว้ จะต้องปกป้องคนที่ไม่เคยเห็นหน้า น้องชายที่ไม่สามารถเอ่ยนามออกมาตรงๆ ได้คนนั้น

 

[ท่านอาซาเซล]

 

ผมต้องหายใจเข้าออกเป็นชื่อของเขา ใช้ชีวิตอยู่เพียงเพื่ออุทิศให้แก่เขา ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งตัวตนของตัวเองก็เพื่อกลายเป็นคนของเขา ฝึกฝนดิ้นรนทุกสิ่งอย่างก็เพื่อที่จะอยู่เคียงข้างเขา

 

และมันไม่ใช่เพียงแค่ผมเท่านั้นที่ต้องการอยู่เคียงข้างคนคนนั้น

 

––––ทายาทของทุกสายตระกูลต่างก็แข่งขันแย่งชิงกันเพื่อตำแหน่งคนข้างกายเขา

 

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย.... แต่ในท้ายที่สุดนั้นผมก็สามารถกลายเป็นผู้ที่จะหัวเราะเป็นคนสุดท้ายได้

 

ตัวผมในตอนนั้นไม่รู้เลยว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ กับสิ่งที่ผมได้เพียรพยายามมาทั้งหมด ผมรู้แต่เพียงผมต้องทำมันอย่างปฏิเสธไม่ได้เท่านั้น

 

ผมเรียน เรียน เรียนจนแทบจะบ้า... ฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝนจนร่างแทบจะแหลกสลาย...

 

...เพื่ออนาคตที่ผมไม่รู้เลยว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น เพื่อเป้าหมายเลือนลางที่ตัวผมเองก็ไม่อาจเข้าใจ

 

––––หากแต่ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะบอกแก่ตัวผมเองในตอนนั้นว่าผมจะไม่เสียใจเลย ถ้าเป็นไปได้ผมจะพยายามให้มากขึ้นกว่าในอดีตอีก เพื่อที่จะอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างสง่างามกว่าอดีตของทุกๆ วัน

 

หลังจากชนะการคัดเลือก ผมจำเป็นต้องฝึกฝนและเรียนรู้กฎระเบียบในการรับใช้ "ท่านอาซาเซล"

 

ใช่ กระทั่งเหล่าเมดและบัทเลอร์ผู้รับใช้ในคฤหาสน์ของท่านอาซาเซลนั้นก็ต้องดำรงไว้ซึ่งกฎอย่างเคร่งครัด ห้ามแตะต้อง ห้ามรบกวน ห้ามพูดคุยโดยไม่มีความจำเป็น และอีกสารพัดข้อห้าม เพราะว่าเขาน่ะคือสิ่งสูงสุดของโลกใบนี้สำหรับพวกเราทั้งหมด

 

เพราะว่าพวกเราอาจทำให้เขาต้อง “แปดเปื้อน” ได้

 

––––“แปดเปื้อน” ไปด้วย “สีดำ” และ “อำพัน” อันน่าชิงชังนี้

 

พวกเราจึงต้องผ่านการฝึกฝนเพื่อที่จะมีตัวตนอันบริสุทธิ์ที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านผู้นั้น... ผมได้รับหน้ากากที่ชื่อว่า 'รอยยิ้มอย่างสำรวม' มาจากการฝึกฝนนั้น มันจะกลายเป็นใบหน้าปกติของพวกเราทั้งหมดที่ได้ยืนอยู่ในโลกของ "เขา"

 

ที่คฤหาสน์เซเลเวียนน์นั้น มันมีข้อห้ามมากมาย มีกฎระเบียบนับพัน ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับ "แองเจิ้ล" ของพวกเราแล้ว ก็ยิ่งเคร่งครัดมากขึ้นเท่านั้น ...แต่ยังมีบางข้ออยู่บ้างที่ตัวผมได้รับการละเว้น

 

ในฐานะที่เป็นคนข้างกายของ “ท่านอาซาเซล” แล้วนั้น ผมได้รับอนุญาตให้แสดงอารมณ์ส่วนหนึ่งอย่างสำรวมเหมาะสมต่อหน้าของเขา แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบ...

 

...แต่หลายครั้งมันก็ทำให้ผมสับสน ว่ามากน้อยเพียงใดจึงจะเกินเลยหรืออยู่ภายใต้กฎระเบียบนั้น

 

....

 

.....

 

 

วันแรกที่ผมได้พบเจอกับท่านอาซาเซลนั้น ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ และเหล่าน้องชายของผมต่างก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เคี่ยวเข็ญให้ตัวผมตระเตรียมตัวตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น เพื่อที่จะเตรียมเดินทางไปยังคฤหาสน์หลักของเซเลเวียนน์ สถานที่ที่ตัวผมไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะได้เหยียบย่างเข้าไป

 

ผมมองใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมสุขของท่านพ่อท่านแม่ขณะที่กำลังจะเดินทางออกจากบ้าน และหลังจากก้าวออกไปแล้วก็อาจจะไม่สามารถกลับมาได้อีกแล้ว ตอนนั้น...ผมไม่แน่ใจนักว่าความรู้สึกเหล่านั้นของพวกเขาเป็นเพราะความปิติยินดีในฐานะผู้ให้กำเนิด หรือความภาคภูมิเย่อหยิ่งที่ได้ให้กำเนิด “แองเจิ้ล” ขึ้นมากันแน่

 

 

ส่วนตัวผมนั้น กลับไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังรู้สึกแบบไหนอยู่...

 

ตัวตนของผมถูกฝึกฝนให้ว่างเปล่าไปแล้วตั้งแต่เด็ก ได้ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว หลงเหลือก็แต่เพียงกายเนื้อกลวงๆ หยาบๆ ที่มีเพียงคำว่า "ท่านอาซาเซล" สลักอยู่ก็เท่านั้น

 

 

––––จนกระทั่งได้พบเข้ากับเขา “แองเจิ้ล” ผู้นั้นเข้าจริงๆ

 

เส้นผมสีบลอนด์แพลตตินั่มสว่างไสวงดงามแปลกตา เปล่งประกายเสียจนตาพร่า มันช่างเป็นเส้นผมที่สวยงามราวกับไม่เคยถูกพบเห็นมาก่อน เส้นผมหยักศกสีอ่อนสว่างไสวเหล่านั้นเรียงตัวกันล้อมกรอบใบหน้างดงามนั้นของเขาอย่างอ่อนโยน

 

ดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งเปล่งประกายเจิดจรัสราวกับเพชรซึ่งถูกเจียระไนออกมาได้งดงามที่สุดในโลก เย่อหยิ่ง สูงส่ง ...ร้ายกาจ พวกมันถูกโอบอุ้มไว้ด้วยแพขนตาหนางอนยาวสีอ่อนจาง ที่ออกโทนเข้มกว่าเส้นผมสีบลอนด์ประกายนั้นราวเฉดสองเฉด ขับเน้นให้ดวงตาคู่นั้นดูสูงส่งเยือกเย็นและงดงามราวกับไม่มีอยู่จริง

 

คิ้วของเขาเรียวยาวราวคันศร สันจมูกโด่งสวยงาม ริมฝีปากบางสีอ่อนรูปกระจับ และผิวกายสีขาวบริสุทธิ์ราวกับจะเปล่งแสง ผิวเนื้อนั้นช่างมองดูนุ่มนิ่มและวาวลื่นไร้ตำหนิที่ราวกับจะดึงดูดผู้คนให้แตะต้อง สัมผัส สาดสีแห่งความแปดเปื้อนเข้าสู่สีขาวนั้นของเขา

 

เด็กน้อยวัยห้าขวบผู้นั้น––– เขาคือความสมบูรณ์แบบที่ผมไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ หากเพียงได้พบเจอนั้นก็ได้เข้าใจ ว่านี่เองคือ “แองเจิ้ล” ความภาคภูมิใจเพียงหนึ่งเดียวของเซเลเวียนน์นับตั้งแต่อดีตโบราณกาล

 

“นายคือ 'เอลิออตเต้' สินะ?”

 

น้ำเสียงของเขาเองก็ไพเราะยิ่งกว่าเครื่องดนตรีใดๆ ดวงตาเย่อหยิ่งสูงศักดิ์คู่นั้นจ้องมองมายังตัวผม “ฉัน อาซาเซล อาร์เซเลเวียนน์ หลังจากนี้จะเป็นนายท่านเพียงหนึ่งเดียวของนาย”

 

“...จงซื่อสัตย์และภักดีต่อฉัน แล้วฉันจะยอมให้นายอยู่เคียงข้างกายฉัน––ตลอดไป”

 

“ด้วยสัตย์สาบานของข้า ตัวข้า เอลิออตเต้ ยินดีที่จะซื่อสัตย์และภักดีแต่เพียงท่านตลอดไป...”

 

ตัวผมได้คุกเข่าลงไป ก้มลงทำความเคารพต่อเขาอย่างสูงสุด เอื้อมมือขึ้นสัมผัสที่ชายเสื้อคลุมของเขา แล้วก้มลงกระทับจูบสาบานลงไปอย่างแผ่วเบา

 

––––สัมผัสนั้นราวกับจะทำให้ตัวผมแตกสลายเป็นฝุ่นละอองของโลก

 

“เจ้าได้กลายเป็นคนของข้าแล้ว เอลิออธ”

 

ในวินาทีนั้นผมแทบจะพูดอะไรไม่ออก มันเหมือนกับจะวิ้งไปหมด ราวกับทุกอย่างเป็นเพียงแค่ภาพมายาเพียงเท่านั้น หวาดเกรงว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นแค่ภาพความฝัน...

 

ตัวผมที่ว่างเปล่า ราวกับถูกแต้มสีสัน เพิ่งจะมีสีสันก็ตอนที่ได้พบเจอกับ "เขา"

 

โลกของผมที่ว่างเปล่า ราวกับมีตัวตน เพิ่งจะมีตัวตนก็ตอนที่ได้พบเจอกับ "เขา"

 

––––เขาจึงเป็นเหมือน "ชีวิต" และ "โลก" ทั้งใบของผม

 

 

แต่เขาน่ะก็คือ “ท่านอาซาเซล” เป็น “แองเจิ้ล” ของพวกเรา ถึงจะปราถนามากเพียงใด ก็ไม่อาจแตะต้อง ถึงจะต้องการอย่างลึกล้ำมากเพียงใด ผมก็เป็นแค่ฝุ่นละอองสกปรกในโลกอันเจิดจ้าของเขาเท่านั้น....

 

 

ผมเองก็เพิ่งจะรู้ ...ที่แท้ตัวผมก็ต่ำต้อยถึงเพียงนี้ สกปรกถึงเพียงนั้น แปดเปื้อนไปด้วยสีดำและอำพันอันมืดมิดแสนโสโครก..... ตัวผมที่ไร้ค่า ไม่กล้าแม้แต่เพียงจะหายใจต่อหน้าเขาด้วยซ้ำ ...หากแต่ผมก็ไม่อยากตาย อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปชั่วนิรันดร์ เพียงเพื่อเฝ้ามองดูเขา

 

[นายท่านของผม]

 

เฝ้ามองเขาไว้...ไม่ให้คลาดสายตา...เพื่อที่เขาจะได้ไม่หายไป...ราวกับภาพลวงตา...

 

....เพราะผมไม่เคยเชื่อสายตาตัวเองเลยสักครั้งที่มองเห็นเขา ว่าภาพตรงหน้าสามารถจับต้องได้จริง

 

ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตั้งแต่ที่ได้พบหน้ากันครั้งแรกแล้ว ...ผมน่ะรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าไม่สามารถมีตัวตนใดๆ ในโลกของเขาได้เลย... อย่าว่าแต่คำว่า "พี่ชาย" เลย อย่าว่าแต่พวกเรานั้นเป็น "สายเลือดเดียวกัน" เลย....

 

แค่สามารถยืนอยู่บนโลกใบเดียวกัน มันก็เป็นราวกับความฝันแล้ว

 

––––ช่างแตกต่างกันเกินไป...

 

หากแต่ผมก็ยังคิดปราถนาจะปรากฎอยู่ในสายตาของเขา... น่าตลกแท้ๆ ผมน่ะ..ทั้งๆ ที่ผมน่ะเกือบจะหยุดหายใจจนตายเพียงเพราะไม่กล้าหายใจต่อหน้าเขาด้วยซ้ำ

 

ตัวผมที่ไม่เคยกลัวความตาย หวาดกลัวมันอย่างสุดขั้วหายใจเป็นครั้งแรก ด้วยกลัวว่าความตายจะพรากตัวผมไป ไม่อาจมองเห็นเขาผู้นั้น ผู้ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกอันบิดเบี้ยวว่างเปล่าของผมได้อีกต่อไป...

 

....

 

.......

 

 

ท่านอาซาเซลนั้นมีตัวตนที่งดงาม เย่อหยิ่ง สูงส่ง สว่างไสว...ราวกับไฟที่ล่อลวงแมงเม่าอย่างผมให้บินเข้าไปกระทั่งถูกแผดเผาทั้งเป็น

 

เขาทั้งสูงศักดิ์ และเลอค่า–––

 

––––เลิศล้ำในแบบที่ไม่มีใครสามารถเสมอเหมือน แต่ทั้งๆ ที่เขาสูงส่งถึงเพียงนี้ กลับยินยอมให้ผมติดตามอยู่ข้างกายเขา [ตลอดเวลา]

 

ผมแทบหยุดหายใจในวินาทีที่ได้ยินคำๆ นั้น มันเป็นเหมือนพรวิเศษที่พระเจ้าได้ประทานลงมาให้แก่ผม ให้ได้อยู่เคียงข้างท่านอาซาเซลคนนั้น

 

เมื่อได้สัมผัสกับตัวตนของท่านอาซาเซลมากขึ้น ผมก็เริ่มจะเข้าใจตัวตนของท่านมากยิ่งขึ้น และยิ่งหลงใหลมากขึ้นเข้าทุกที

 

ท่านอาซาเซลไม่ใช่คนพูดมาก เขาเงียบขรึม งามสง่า แตกต่างไปจากเด็กวัยเดียวกันคนอื่นๆ นั่นก็เพราะว่าเขาเป็น “แองเจิ้ล” ด้วยหรือเปล่า?

 

แต่ถึงแบบนั้น ท่านอาซาเซลที่ไม่ชอบพูดจามากความอะไรคนนั้น กลับยินยอมเอ่ยปากชมเชยผมอยู่บ่อยครั้งเมื่อตั้งใจปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างสุดฝีมือ แม้บางครั้งจะเป็นเรื่องราวเรียบง่าย และเขาก็เอ่ยชมแค่เพียงคำพูดที่ฟังดูเรียบง่ายเท่านั้น

 

––––ถึงแบบนั้นกลับทำให้ผมปราถนาและโลภมากขึ้นทุกที

 

สายตานั้นที่จ้องมองมา ...มีเงาของผมสะท้อนอยู่ในนั้น เรือนผมสีจางสว่างไสวที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือ ...ยังมีบางครั้งที่ผมได้รับ "อนุญาต" ให้จับต้อง กลิ่นกายของเขาที่บริสุทธิ์ ...สัมผัสแตะผะแผ่วตรงโพรงจมูก... เมื่อยามที่ยืนอยู่ใกล้เขา

 

––––ทั้งหมดนั่นกำลังทำให้ผมเป็นบ้า

 

เขาที่บริสุทธิ์ถึงเพียงนั้น ขาวสว่างถึงเพียงนั้น ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าไม่ระมัดระวังตัวอยู่เท่าใด ความมืดนั้นปราถนาที่สุดก็คือการได้โอบสัมผัสสีขาวนั้นที่ไม่แปดเปื้อน และผม... หลายครั้งนั้นที่ผมใช้ความใจดีและไม่ระมัดระวังตัวของเขาแตะสัมผัสตัวเขาอย่างแนบเนียน...

 

มันมีความผิดบาปซุกซ่อนอยู่ในจิตใจของผม...

 

...หากแต่ไม่เคยเสียใจ

 

––––หากว่าสัมผัสท่านแล้วตัวผมต้องมอดไหม้ไป...ผมก็ยินดี

 

 

ท่านอาซาเซลคนนั้นไม่ชอบใช้สรรพนามว่า “ข้า-เจ้า” แต่กลับชอบใช้คำสมัยใหม่อย่างเช่น “ฉัน-นาย” มากกว่า และจากการสังเกตมาสักพักนั้น ผมพบว่า เขาจะใช้คำว่า “ข้า” และ “เจ้า” ก็ต่อเมื่ออยู่ในสภาวะจริงจังอย่างมากเท่านั้น

 

––––และนั่นก็กำลังทำให้ผมจะเป็นบ้าอีกเช่นกัน

 

ผมย้อนนึกถึงกลับไปยังวันนั้น วันที่พวกเราได้พบกันเป็นครั้งแรก วันที่ผมสาบานว่าจะอยู่เคียงข้างเขา เป็นคนของเขา จะภักดีและซื่อสัตย์แต่เพียงเขา

 

คำตอบของเขาก็คือ....

 

[เจ้าได้กลายเป็นคนของข้าแล้ว เอลิออธ]

 

ประโยคนั้นของเขา คำพูดที่เขาเอ่ยออกมานั้น ––– จริงจัง

 

...

 

 

อา ท่านอาซาเซล... ผมนั้นหลงใหลท่านราวกับจะตายอยู่แล้วนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เอลิออธสาย??? [บทต้น] แฮ่ม..! เอลิออตเต้เป็นตัวละครที่ค่อนข้างมีปมดำมืดในใจและบิดๆ เบี้ยวๆ ซึ่งก็ไม่ได้เกิดจากน้ำมือของใครเลยนอกจากผู้ใหญ่ล่ะนะ... ส่วนตัวแล้วบลูแปะป้ายให้ตัวละครนี้เป็นพวก "หมาบ้า" ล่ะค่ะ คือหลงเจ้าของมาก หวงของเขามาก และก็กัดดะ-มาก-ด้วย! จริงๆ แล้วเขาค่อนข้างมีสีภายในที่หม่นและกลวงโบ๋ว่างเปล่ามาก ถึงจะยิ้มๆ อยู่ก็เถอะ ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าอาร์สจะช่วยเติมสีให้เขาได้มากเท่าไหน

 

[เนื้อเรื่องในเกม VS อาร์สกระทำ]

 

ในเกม: เอลิออตเต้มีโอกาสได้รับใช้อยู่ข้างกายอาซาเซลเพียงแค่ไม่นานเท่านั้น เพราะว่าอาซาเซล "เกลียด" เอลิออตเต้ อาซาเซลน่าสงสารเพราะโดดเดี่ยวมาโดยตลอด ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเซเลเวียนน์เลี้ยงเขามาโดยยกย่องให้สูงสุด ผลคือเขาเหงามากๆ เด็กน้อยคนนี้ไม่รู้จักแม้กระทั่งครอบครัว เพื่อน ความอ่อนโยน ความสนุก หรือรอยยิ้ม

 

จนเอลิออตเต้ได้เข้ามา ตอนแรกอาซาเซลไม่รู้ว่าคนคนนี้คือพี่ชายของตัวเอง และก็ได้เปิดใจให้ในฐานะที่เป็นคนข้างกาย แต่เขาก็หยิ่งๆ และเข้าหาคนไม่เป็นก็เลยไม่สนิทด้วยเท่าไร แต่ก็ไว้ใจ จนได้รู้ความจริงว่าเอลิออตเต้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง ก็เลยโกรธ ว่าตัวเขาน่ะเหงามาตลอด โดดเดี่ยวมาตลอด โหยหาครอบครัวมาตลอด แต่เอลิออตเต้ที่เป็นพี่ชายแท้ๆ กลับไม่เคยทำเหมือนว่าเขาเป็นครอบครัว เป็นน้องชาย แต่กลับเคารพเขา ทำตัวแบบพวกเซเลเวียนน์คนอื่นๆ ห่างเหินเย็นชากันแบบนั้น...

 

ในขณะที่เอลิออตเต้ก็ไม่กล้าเข้าหาอาซาเซล และกลัวที่จะก้าวข้ามผ่านกฎระเบียบของเซเลเวียนน์ไป เพราะเขาก็เป็นแค่เด็กอายุสิบสามที่ไม่กล้าต่อต้านผู้ใหญ่ ตอนที่เอลิออตเต้โตมากพอที่จะคิดได้ อาซาเซลก็ปิดใจไปแล้ว พวกเขาเลยตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่เย็นชาและอึดอัดมาก

 

(เอลิออตเต้และเหตุการณ์ตอนอายุ 6 ขวบคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้อาซาเซลในเกมเป็นพวกไม่ไว้ใจใคร โดดเดี่ยว)

 

อาร์สกระทำ: อาร์สน่ะมีทั้งความทรงจำของผู้ใหญ่แล้วก็ความเป็นไปของเนื้อเรื่องเกมเกือบทั้งหมด มีแม้กระทั่งข้อมูลที่ถูกร่างขึ้นในช่วงสร้างเกม ทดสอบเกม บางข้อมูลก็ไม่เฉลยหรือปรากฎในเกมที่วางขาย แต่อาร์สก็รู้ ดังนั้นจริงๆ เขาถือว่าโกงพอตัวเลยนะ....

 

อาร์สรู้ว่าเอลิออตเต้ไว้ใจได้ ก็เลยจะเก็บเป็นลูกสมุน ดังนั้นเจอหน้ากันครั้งแรกก็ตั้งชื่อเล่นให้เองเลยว่า "เอลิออธ" แล้วยังคอยใจดีใส่อีกต่างหาก เด็กน้อยอายุสิบสามที่มีอาร์สเป็นโลกทั้งใบมันไม่มีภูมิคุ้มกัน ทีนี้ก็ทั้งตกบ่วงทั้งหลงใหลชนิดถอนตัวไม่ได้ปีนป่ายก็ไม่ขึ้นกันไปสิ (นี่มันเต๊าะเด็ก???)

 

ดังนั้นเอลิออธคนนี้จึงค่อยๆ หลุดจากความเป็น [เอลิออตเต้] ในเกมไป จนหนทางสู่รูทของเอลิออธเปิดออกทั้งๆ ที่ในเกมปิดตายนั่นเอง~ และทำให้เอลิออธคนนี้บ้าคลั่ง หลงใหล เทิดทูน ปราถนาในตัวของ "นายท่านของเขา" มากกว่าในเกมอีกด้วย....

 

--------------------------

 

ช่วงตอบเม้นท์~

 

>>>>ตอนต่อไปนะ

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น