ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 ปลายทางแห่งหายนะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ปลายทางแห่งหายนะ

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 650

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2560 23:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ปลายทางแห่งหายนะ
แบบอักษร

ตอนที่5ปลายทางแห่งหายนะ

เอกพลขับรถพาธนูกลับมาถึงบ้านพักของตนในตอนหัวค่ำ เวลาเดียวกับที่อริศรากำลังนั่งดูโทรทัศน์ฆ่าเวลาในการรอคอยสองหนุ่ม หลังจากที่จัดโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อยมานานกว่า 1 ชั่วโมงแล้ว

“กลับบ้านช้าตั้งชั่วโมงแล้ว ทำไมทำหน้าเครียดกันแบบนั้นล่ะคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามพี่ชาย ซึ่งเดินนำหน้าเพื่อนชายคนสนิทของเธอมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร ด้วยใบหน้าที่ดูคล้ายกับว่ากำลังแบกดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลกเอาไว้ทั้งใบ “ไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมอะไรเลยหรือคะ?” เธอถามอีก เมื่อเห็นว่าคนเป็นพี่เอาแต่เกาศีรษะพลางถอนหายใจเฮือกๆ แทนคำตอบ

“มันได้แต่เรื่องที่ทำให้ยิ่งไม่ได้เรื่องน่ะสิ” เอกพลตอบคำถามน้องสาว ชนิดที่ไม่ได้ให้ความกระจ่างชัดใดๆ แก่ผู้ฟังเลย ซ้ำยังรีบหันขวับไปทางธนู ซึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายมือของฝั่งตรงข้าม ก่อนที่อริศราจะทันได้อ้าปากถามอะไรต่อ เหมือนพยายามจะปกปิดข้อมูลที่มีอยู่

“แน่ใจหรือเปล่าว่าทางนั้นเขาไม่ได้ตาฝาดน่ะ?” ผู้กองหนุ่มถามย้ำกับสายสืบรุ่นน้อง สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่ายังไม่วางใจกับข้อมูลใหม่ที่อีกฝ่ายได้มา

“ทางนั้นเปิดกระจกรถ ตะโกนบอกเขาว่าพรุ่งนี้จะแวะมาซื้อนี่ครับ แถมน้ำหนักเกือบ 100 กิโลแบบนั้น ถ้าจำผิดก็แย่แล้วล่ะครับ” ธนูเท้าคางตอบ ตาชำเลืองมองอริศราที่กำลังตักข้าวใส่จานให้ตน และรู้สึกโล่งใจที่หญิงสาวดูจะไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรเกี่ยวกับคดีนี้นัก

“แสดงว่าคนร้ายเป็นผู้ชายอย่างนั้นเหรอ หรือว่าทางนั้นจะจ้างวานคนอื่นให้ลักพาตัว 3 แม่ลูกนั่นจริงๆ ยอมลงทุนถึงขนาดนั้นเชียว แล้วเกิดคนที่ตัวเองว่าจ้างถูกจับ แล้วเขาซัดทอดมาจะทำยังไง มันจะมีเหรอคนที่ปิดปากสนิท ขอรับโทษแต่เพียงผู้เดียวเพื่อผู้หญิงตัวเล็กๆ ไร้อำนาจคนนึง ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกนักการเมือง หรือลูกมหาเศรษฐีไฮโซก็ว่าไปอย่าง?” เอกพลมิวายตั้งข้อสงสัย และเพราะคำพูดเหล่านั้นนั่นเองที่ทำให้อริศราอดสงสัยขึ้นมาอีกไม่ได้

“เอ๋? ผู้ต้องสงสัยเป็นผู้หญิงด้วยหรือคะ แสดงว่าพี่เอกรู้ตัวคนร้ายแน่ชัดแล้วใช่ไหมคะ เขาทำเรื่องแบบนั้นไปเพื่ออะไรกันคะ อ้อว่าการที่ผู้หญิงคนนึงจะคิดทำเรื่องแบบนี้ได้ เขาคงต้องมีมูลเหตุจูงใจที่หนักหนาสาหัสแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ?” หญิงสาวนั่งลงข้างๆ พี่ชาย แล้วตั้งคำถามชุดใหญ่ เสียจนธนูถึงกับกุมขมับ ขณะที่เอกพลซึ่งพึ่งรู้สึกตัวว่าเผลอหลุดคำพูดอะไรออกมา ก็ได้แต่นั่งอึ้ง และนึกอยากตบปากตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ

“เอ่อ... คือผู้ต้องสงสัยมันก็มีหลายคนน่ะนะ แต่ที่มีมูลเหตุจูงใจรุนแรงหน่อยก็คือผู้หญิงคนที่ว่า อย่างที่อ้อคิดนั่นแหละ” คนเป็นพี่ยิ้มฝืด เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้า ด้วยกลัวว่าน้องสาวจะไล่ต้อนจนรู้ชื่อเสียงเรียงนามของผู้ต้องสงสัยคนนั้นในที่สุด

แน่นอน... และมีหรือที่อริศราจะไม่เข้าข้างไอดอลของเธอ

“ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนจ้างวานจริงๆ ล่ะก็... อาจจะมีก็ได้นะคะ คนที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางปริปากเรื่องอะไรออกมา อย่างคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนรักไงล่ะคะ เนอะ!” อริศราออกความเห็น แล้วหันไปยิ้มให้ธนูและเอกพลปิดท้ายประโยค ทำเอาสองหนุ่มเสียวสันหลังวาบอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“นี่มันเรื่องคุกเรื่องตะรางนะอ้อ เอาอย่างนี้ ถ้าเป็นน้องนูจะยอมติดคุกแทนยัยอ้อหรือเปล่า?” เอกพลจัดการโยนกลองไปให้ธนู เป็นการกลบเกลื่อนให้พ้นจากเรื่องคดี

“อย่างอ้อนี่ จะอาฆาตขนาดวางแผนฆ่าคนอื่นเลยหรือครับ?” ธนูสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะใช้ความกะล่อนคิดหาคำตอบฉลาดๆ เอาตัวรอดไปได้อีกครั้ง

“สมมุติไง แค่สมมุติ” ผู้กองหนุ่มยังคงยืนยันที่จะให้สายสืบรุ่นน้องตอบคำถามเดิม

“สมมุติแบบนี้ไม่ค่อยดีมั้งครับพี่เอก มันเป็นลางร้ายนะจะบอกให้” ธนูยังคงยืนยันที่จะไม่ตอบคำถามนั้น แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายใช้ลูกตื๊อประเภทใดก็ตาม อริศราเองก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน เธอจึงค่อนข้างผิดหวังที่ธนูบ่ายเบี่ยงไปเรื่อย และหันไปสนใจกับรายการในโทรทัศน์ แทนการนั่งฟังบทสนทนาของสองหนุ่ม ซึ่งดูจะไม่ได้สาระอะไร

“เอ๊ะ! ผู้ชายคนนี้?” หญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มเจ้าของผมรองทรงยุ่งๆ ยาวๆ แบบศิลปินเกาหลี ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายบรรดาลูกครึ่งไทย – จีนทั้งหลาย และคงจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ชายของเธอ หากไม่มีชุดสูทสากลสีเทามาช่วยเสริมให้เขาดูภูมิฐานมากขึ้นกว่าคนวัยเดียวกัน

“หลี่ เหวิน นักธุรกิจไต้หวัน เจ้าของบริษัทส่งออกงานฝีมือไทยรายใหญ่” เอกพลอ่านชื่อและรายละเอียดอาชีพของชายหนุ่มหน้าละอ่อนในโทรทัศน์ สลับกับการชำเลืองมองสีหน้าท่าทางแปลกๆ ของน้องสาว “รู้จักเขาเหรอ อย่าบอกนะว่าเป็น 1 ในคนที่มาจีบเราน่ะ?”

คราวนี้คำถามของคนเป็นพี่ เรียกให้น้องสาวหันขวับกลับมาหาเจ้าของคำพูด ใบหน้าแดงก่ำกับสิ่งที่ได้ยิน

“โธ่! พี่เอกก็คิดถึงแต่เรื่องแบบนี้ ใช่ที่ไหนกันล่ะคะ” เธอโวยวาย  เสียงสูงปานกระดิ่ง ตาชำเลืองมองธนูซึ่งกำลังจับจ้องชายหนุ่มรุ่นพี่ในโทรทัศน์ชนิดตาไม่กระพริบ สีหน้าเรียบเฉยเสียจนไม่รู้ว่าครุ่นคิดอะไรอยู่กันแน่

“อ้าว! ก็เห็นทำหน้าทำตาอย่างกับรู้จักเขานี่” เอกพลมิวายหรี่ตาจับผิดน้องสาวคนเดียวของตัวเอง

“ก็แค่คิดว่าเคยเห็นที่ไหนต่างหากล่ะคะ ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พี่เอกพูดด้วย” อริศราละล่ำละลักคำแก้ตัว โดยไม่รู้ว่าสายตาของธนูได้เปลี่ยนกลับมาจับจ้องอยู่ที่เธอแล้ว

...เขากำลังเป็นห่วงเรื่องที่เธอมักจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาทำความรู้จัก ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์อะไร หากคนเหล่านั้นไม่ได้เป็นอาชญากรใจบาปทั้งหลายในสังคม ที่เห็นเธอเป็นแค่เหยื่อและเครื่องมือในการก่อคดี จากจุดอ่อนตรงลักษณะนิสัยความเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสาร อันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำตัวของอริศรามาแต่ไหนแต่ไร นั่นคือสิ่งที่เขาเป็นกังวลมากกว่าการที่อริศราจะหันมาเป็นฆาตกรเสียเอง ไม่ใช่เพราะเขามั่นใจว่าเธอจะไม่มีทางเปลี่ยนไปเป็นคนแบบนั้น แต่เพราะเขาจะไม่มีทางยอมให้เรื่องเลวร้ายใดๆ มาทำให้เธอต้องเจ็บปวดถึงขั้นคิดทำสิ่งผิดๆ เหล่านั้นต่างหาก!!

“อ้าว! นั่นผู้กองภูผาไม่ใช่หรือคะ ได้ออกทีวีด้วยล่ะ”

น้ำเสียงแสดงความตื่นเต้นของอริศราปลุกให้ธนูตื่นจากภวังค์ ชายหนุ่มหันขวับไปมองโทรทัศน์ซึ่งกำลังฉายภาพ ‘ผู้กองภูผา’ ให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด ผิดวิสัยที่มนุษย์ประเภทสุขุมคัมภีรภาพอย่างเขาควรจะเป็น

“ใช่ครับ ผู้ต้องหาเกิดอาการผิดปกติระหว่างที่เราคุมตัวมาที่กองปราบปราม แล้วพอนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์ก็วินิจฉัยว่าพวกเขาเสียชีวิตระหว่างทางครับ”

คำพูดของชายหนุ่มทำให้ทั้งเอกพล ธนู และอริศรา ซึ่งได้รับฟังทุกอย่างผ่านรายการข่าวด่วน ถึงกับชะงักไป โดยระหว่างนั้นก็มีรายชื่อผู้ต้องหาที่เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 5 คน ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์ด้วย

“ซวยแล้วภูผาเอ๊ย!” เอกพลนั่งหน้าซีดเผือด ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน หลังจากรับรู้สถานการณ์ที่ภูผาต้องประสบอยู่ในขณะนี้

“แบบนี้ผู้กองภูผากับลูกทีม ก็ต้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนสิครับเนี่ย?” ธนูหันมาถามเอกพล สีหน้าท่าทางบ่งบอกถึงความเป็นห่วงผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ไม่แพ้กัน ในเมื่อเขาเองก็รู้จักภูผาในฐานะเพื่อนสนิทของเอกพลมาตั้งแต่ทั้งคู่ยังเรียนนายร้อยตำรวจ นอกจากนี้การที่เขาช่วยสืบคดียาเสพติดให้อีกฝ่ายเสมอๆ ก็ทำให้เขาค่อนข้างสนิทสนมกับลูกทีมของภูผา ไม่ว่าจะเป็นพงศ์ หรือบรรดาจ่าๆ ทั้งหลาย และรู้ดีว่าทุกคนไม่มีทางก่อคดีฆาตกรรมปิดปากผู้ต้องหาคดียาเสพติดในครั้งนี้ได้

“ใช่! ก็... คงจะเป็นแบบนั้นนั่นแหละนะ” เอกพลพยักหน้ารับ แล้วกอดอกพิงพนักเก้าอี้ นั่งฟังรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจับใจความได้ว่า...

เพื่อนของตนและลูกทีมได้วางแผนล่อซื้อยาเสพติดจำนวนกว่า 1 ล้านบาท กับผู้ค้ารายใหญ่รายหนึ่งจากการตามสืบคดีของภูผาเอง โดยทางผู้ค้าเป็นฝ่ายนัดวัน เวลา สถานที่ ว่าจะทำการส่งยาเสพติดให้ในวันนี้ ที่โกดังร้างย่านชานเมือง แน่นอนว่าทันทีที่พวกของภูผาแสดงตัวเข้าจับกุม การยิงต่อสู้กันก็เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บ ถึงอย่างนั้นก็สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด แต่ระหว่างทางที่นำตัวทั้ง 5 คนกลับมายังกองปราบปราม จู่ๆ แต่ละคนก็กลับมีอาการคล้ายขาดอากาศหายใจและแน่นิ่งไป เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลจึงรู้ว่าทุกคนเสียชีวิตแล้ว

“ทำไมต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้วยล่ะคะ พวกผู้กองภูผาไม่ได้เป็นคนฆ่าหรือวิสามัญคนร้ายสักหน่อยนี่คะ?” อริศราถามพี่ชายด้วยความสงสัย และอดที่จะเป็นห่วงภูผาไม่ได้เช่นกัน

“มันเป็นกฎ เป็นวินัยตำรวจน่ะ เพราะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นระหว่างคุมตัวผู้ต้องหาไป สน. คนที่ถูกสงสัยก็ต้องเป็นตำรวจอยู่แล้ว แถมคนตายยังเป็นพวกแก๊งค้ายารายใหญ่ด้วย มีหวังหมอนั่นกับลูกทีมได้พักงานยาวแน่ๆ”

คำตอบของเอกพล ยิ่งทำให้ทั้งธนูและอริศรารู้สึกเป็นห่วงภูผาเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

ครืดดดด!!

โทรศัพท์มือถือของเอกพลสั่นอย่างแรง จนเกือบร่วงตกจากโต๊ะอาหาร ทำเอาทั้งสามคนถึงกับสะดุ้งเฮือก โชคดีที่คนเป็นเจ้าของตะครุบมันไว้ทัน ก่อนจะเกิดอาเพศที่ทำให้โทรศัพท์กลายสภาพเป็นเพียงเศษซากของความทรงจำ

“ว่าไงครับคุณเพื่อน ถ้าจะโทรมาเล่าเรื่องนั้นล่ะก็ ผมดูข่าวแล้วล่ะครับ สดๆ ร้อนๆ” เอกพลเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน ทันทีที่กดปุ่มรับสาย ด้วยรู้ดีว่าปลายสายเป็นใคร จากชื่อเสียงเรียงนามที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

“รู้แล้วเหรอ” ภูผาหัวเราะฝืดๆ แล้วจึงบอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของการโทรศัพท์มาในค่ำวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อรายงานความผิดพลาดของตัวเอง “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก ฉันแค่จะโทรมาถามว่าน้องธนูอยู่ที่บ้านนายหรือเปล่าน่ะ?”

“อ๋อ น้องนูเหรอ กินข้าวอยู่ด้วยกันนี่แหละ นายจะคุยกับน้องนูสินะ ที่จริงโทรเข้าเครื่องน้องนูจะเร็วกว่าไหมเพื่อน”

คำพูดของเอกพลที่กล่าวถึงภูผา รวมทั้งการพาดพิงมาถึงบุคคลที่ 3 อย่างตน ทำให้ธนูละสายตาจากหน้าจอโทรทัศน์มาให้คำตอบแทนปลายสายที่กำลังจะอ้าปากตอบ

“โทรศัพท์ผมแบตฯหมดน่ะครับ พอดีเช็คข่าวมากไปหน่อย” สายสืบรุ่นน้องชี้แจง พร้อมกับนั่งจ้องโทรศัพท์มือถือในมือเอกพล ราวกับกำลังรอคอยที่จะรับรู้ข่าวสารจากอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ

“น้องนูบอกภูผาเหรอว่าจะมากินข้าวที่บ้านพี่?” เอกพลหันมาถามธนูบ้าง โดยที่ยังคงถือโทรศัพท์ไว้แนบหู

“เปล่าครับ แหม! ทางนั้นก็นายตำรวจมือดี เรื่องแค่นี้ทำไมจะเดาไม่ออกล่ะครับ”

เสียงของธนูดังลอดโทรศัพท์ไปเข้าหูภูผาทางปลายสาย ทำเอาผู้กองหนุ่มต้องรีบส่งเสียงตอบกลับ

“ไม่หรอก พี่ก็แค่เห็นว่าน้องธนูไม่เคยปิดเครื่อง น่าจะเป็นเพราะโทรศัพท์แบตเตอรี่หมด แล้วก็คงจะอยู่นอกบ้านเลยยังไม่ทันได้ชาร์ต ส่วนสถานที่ที่น่าจะอยู่ในช่วงค่ำๆ แบบนี้ก็คงเป็นบ้านของเอก เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าออกมาหรือยัง”

คำตอบของภูผาที่ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ ทำให้เอกพลและธนูอดหันมาอมยิ้มขยิบตาให้กันไม่ได้ ถึงยังไงทั้งคู่ก็เชื่อมั่นว่า 1 ในบรรดานายตำรวจฝีมือดีแห่งกองปราบปรามคนนี้ จะสามารถคลี่คลายคดี รวมทั้งอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาได้ไม่ยาก ในเมื่อแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังไม่อาจเล็ดรอดระบบประมวลผลของสมอง และสายตาแหลมคมคู่นั้นไปได้

“เอาล่ะๆ ถ้างั้นคุยกันตามสบายเลยแล้วกัน ฉันไม่ค่อยถนัดเป็นล่ามน่ะนะ” เอกพลบอกภูผา แล้วส่งโทรศัพท์มือถือของตนให้ธนู เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้สนทนาธุระปะปัง ตามจุดมุ่งหมายที่บุคคลทางปลายสายติดต่อมา

“ผู้กองมีคดีอะไรให้ผมช่วยสืบหรือครับ?” ธนูเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน โดยพยายามเก็บอาการตื่นเต้นเสมือนหนูน้อยที่กำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่ไว้อย่างมิดชิด

“เปล่าหรอกครับ พี่แค่จะรบกวนให้น้องธนูช่วยติดต่อชวินให้พี่หน่อยน่ะครับ ไม่รู้ว่าเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หรือเปล่า พี่โทรไปทีไรก็ให้ฝากข้อความไว้ตลอดเลย เห็นคดียาเสพติดคราวก่อนเขาก็ไปกับน้องธนู เลยคิดว่าน่าจะติดต่อกันได้”

คำตอบของภูผา ทำให้ธนูถึงกับนั่งตัวแข็งค้าง เกิดอะไรขึ้นกับผู้กองหนุ่มรุ่นพี่กันแน่ เพราะอะไรจึงเรียกใช้เจ้าบ้าลูกไฮโซนั่นแทนที่จะเป็นเขา มีสิ่งใดที่เขาทำผิดพลาดไปอย่างนั้นเหรอ อาจเป็นไปได้ที่พ่อของเขาสั่งห้ามแถมทำทัณฑ์บนไว้ หรือว่าทุกคนจะเอือมระอาการกระทำแผลงๆ ของเขาแล้ว ธนูเงียบไปนานด้วยอาการคิดไม่ตก จนภูผาต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม

“พี่รบกวนน้องธนูมากไปหรือเปล่าครับ ถ้าชวินเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ขอแค่เบอร์ให้พี่ก็พอ เดี๋ยวพี่จะติดต่อไปเองครับ”

ยิ่งฟังสิ่งที่ภูผาพูดมากเท่าไหร่ ธนูก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเข็มนับร้อยๆ เล่มทิ่มแทงหัวใจ มันแทบจะทำให้เขาลงไปแดดิ้นอยู่กับพื้นเลย ให้ตายเถอะ!

“ฝีมือผมตกขนาดผู้กองต้องเรียกใช้หมอนั่นเลยหรือครับ?” ธนูตัดสินใจถามออกไปตรงๆ น้ำเสียงของชายหนุ่มราบเรียบ แต่แฝงความเจ็บปวด จนทั้งเอกพลและอริศราหันขวับมาจ้องหน้าเขาด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ใช่ครับน้องธนู พี่แค่จะถามเรื่องเกี่ยวกับวงการธุรกิจส่งออกกับเขาน่ะครับ พอดีมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย ไม่ได้จะให้เขาสืบคดีให้ครับ”

คราวนี้คำตอบของภูผาทำให้ธนูกลายเป็นฝ่ายชะงักไป และหลังจากนั้นเขาก็กลับมาเป็นธนูคนเดิม รวดเร็วเพียงเสี้ยววินาทีแบบทำลายสถิติกินเนสบุคส์

“อย่างนั้นเองหรือครับ เดี๋ยวผมจะบอกหมอนั่นให้เองครับ ผู้กองนัดมาได้เลยว่าจะให้พาหมอนั่นไปเจอกันที่ไหน” สายสืบรุ่นน้องจอมกะล่อนซักถามรายละเอียดการนัดหมาย ด้วยท่าทางเริงร่าลิงโลด พร้อมกันนั้นก็คิดวางแผน จัดตารางภารกิจในวันถัดไป โดยไม่หลงเหลืออาการซึมเศร้าไว้ให้ดูต่างหน้าแม้แต่น้อย

รุ่งขึ้น หลังจากสิ้นสุดคาบเรียนที่ 2 ในช่วงก่อนพักรับประทานอาหารกลางวัน ธนูก็ขี่มอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยเอกชนที่ชวินเรียน ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก และไปดักรอเป้าหมายข้างๆ รถยนต์สีน้ำเงินคันเก่งของอีกฝ่ายอย่างใจเย็น กระทั่งหมดเวลาคาบเรียนในช่วงเช้า

“เดี๋ยวผมกินข้าวแล้วจะแวะเข้าไปครับ” ชวินเดินคุยโทรศัพท์มือถือลงมาจากตึกเรียน และคงจะยังพูดคุยต่อไป หากไม่พบว่ามีบุคคลมิพึงประสงค์กำลังยืนพิงรถของตนชนิดไม่เกรงใจเจ้าของ นี่ถ้าสามารถขึ้นไปเล่นกายกรรมบนหลังคารถได้ ชวินก็เชื่อว่าหมอนั่นคงทำไปแล้วแน่ๆ!

“ฉันอุตส่าห์ปิดโทรศัพท์หนีแล้ว นายยังจะตามมาหลอกหลอนฉันถึงมหาวิทยาลัยอีกเหรอ!”

เสียงขุ่นๆ ของชวินเรียกให้ธนูหันขวับมาฉีกยิ้มรับ เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดเหล่านั้น

“อ้อ! ปิดเครื่องหนีฉันนี่เอง ถึงว่าสิ ทำไมโทรเช้า สาย บ่าย เย็น ก็ยังเจอแต่โอเปอเรเตอร์เครือข่ายมือถือ” จอมกะล่อนยืนพิงประตูรถฝั่งคนขับ พลางแจกยิ้มหวานไม่หยุด

“ถ้านายไม่เลิกรังควาญฉัน ฉันจะให้รปภ. มหาวิทยาลัยหมายหัวทั้งรถทั้งคนไว้เลย ถอยไป! ฉันจะออกไปกินข้าว ไม่มีเวลามาทำตัวไร้สาระเหมือนนายหรอกนะ แล้วถ้าหวังจะให้ฉันอดหลับอดนอนไปเป็นเพื่อนทำเรื่องบ้าๆ บอๆ อย่างคราวก่อนอีกล่ะก็ ฝันไปได้เลย!” ชวินอดโมโหและอับอายขึ้นมาไม่ได้ เมื่อนึกถึงวีรกรรมครั้งที่ตนถูกอีกฝ่ายหลอกให้ขึ้นไปนั่งบนหลังคาโกดังกลางสุสาน

“ฉันยังไม่ได้พูดแบบนั้นสักคำ แล้วที่มาคราวนี้ก็เพราะมีคนเขาอยากจะเจอตัวนายต่างหาก” ธนูเริ่มต้นพูดจาเป็นการเป็นงานขึ้นมาบ้าง เพราะไม่อยากให้ภูผาต้องเสียเวลารอพวกตนนานเกินความจำเป็น

“ใคร!? ถ้ามายถึงผู้หญิงที่เป็นเพื่อนสนิทของแฟนนาย หรือพวกผู้หญิงที่มหาวิทยาลัยของนายล่ะก็ ฉันขอปฏิเสธ”

คำตอบของชวินทำให้ธนูนึกหมั่นไส้ และเผลอตัวกวนประสาทขึ้นมาอีกรอบ เจ้าบ้านี่มันคิดว่าเขาว่างมากขนาดนั้นเลยหรือไงกัน!

“มีทั้งเก้ง กวาง บ่าง ชะนี สัตว์ประหลาดนานาชนิด นายน่ะเป็นขวัญใจของพวกมันเลยล่ะ ไม่รู้ตัวเลยหรือไง”

“ไอ้เจ้าบ้า! ถ้าจะมากวนประสาทก็ถอยไปเลย อย่าคิดว่าเป็นลูกตำรวจแล้วฉันจะกลัวนะ” ชวินออกอาการโมโหลมออกหู

“โอเค! เอาแบบเป็นการเป็นงานก็ได้ ผู้กองภูผาเขาอยากถามนายเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจส่งออก แต่ติดต่อนายไม่ได้ เลยวานให้ฉันช่วย ตอนนี้เขารออยู่ที่ร้านอาหารแถวกองปราบฯ นายจะไปกินข้าวไม่ใช่เหรอ งั้นไปกันเลย” ธนูพูดจบก็เปิดประตูรถ จับตัวอีกฝ่ายดันให้นั่งลงไปที่เบาะฝั่งคนขับ ก่อนจะปิดประตูรถให้อย่างเรียบร้อยเป็นเชิงมัดมือชก

“เฮ้ย! นี่นายอะไรกุญแจอะไรมาไขรถฉันเนี่ยไอ้เจ้าบ้า” ชวินเปิดกระจกรถโวยวาย แต่ธนูกลับสตาร์ทมอเตอรไซค์และขี่นำออกไปทันที พลอยให้ชวินต้องรีบขับรถตามออกไปอย่างเสียไม่ได้

1 ชั่วโมงต่อมา ทั้งคู่ก็มาถึงร้านอาหารที่ภูผานัดหมายไว้ ซึ่งเป็นร้านเดียวกับที่เอกพลนัดธนูมาพูดคุยเรื่องของอริศราเมื่อวานนี้

“โห! ผู้กองมาในลุคส์ใหม่เลยหรือครับเนี่ย?” ธนูเอ่ยปากแซวภูผา ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงยีนส์ ซ้ำยังสวมแว่นตาราวกับไม่ใช่ภูผาคนเดิม

“ทำไงได้ล่ะ ก็พี่ถูกสั่งพักราชการอยู่นี่” ภูผายิ้มเจื่อนๆ มือขยับแว่นซึ่งไม่ใช่แว่นสายตา แต่เป็นเพียงแว่นสำหรับพรางใบหน้าเท่านั้น

“ออกทีวีจนโด่งดังเป็นพลุแตก เลยกลัวคนจำหน้าได้ แล้วมาต่อแถวขอลายเซ็นไม่ใช่เหรอ?” เอกพลที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยออกปากช่วยแซวเพื่อนสนิทอีกคน ระหว่างที่ธนูกับชวินนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“ลองไปออกดูบ้างไหมเล่า?” ภูผาตอบคำแซว พร้อมกับส่งเมนูอาหารให้สองหนุ่ม ลึกๆ ในดวงตายังมีแววกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “สั่งอาหารก่อนก็ได้ กินไปคุยไปจะได้ไม่เสียเวลาพวกเรา เดี๋ยวมือนี้พี่เลี้ยงเอง”

ครืดดดด!!

โทรศัพท์มือถือของเอกพลที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นอย่างแรง ขัดจังหวะการสั่งอาหารของคนทั้ง 4 บนหน้าจอโทรศัพท์ปรากฏหมายเลขที่ไม่มีอยู่ในสารบบ ถึงอย่างนั้นเอกพลก็จำต้องรีบรับสาย

“ใช่ครับ ผมรับผิดชอบคดีที่ภรรยากับลูกสาวทั้ง 2 คนของคุณสุจริตหายตัวไปอยู่ พบศพแล้วอย่างนั้นหรือครับ!?”


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว