ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่สอง: ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำมั่วๆคือข้าเอง

ชื่อตอน : ตอนที่สอง: ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำมั่วๆคือข้าเอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มี.ค. 2560 18:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่สอง: ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำมั่วๆคือข้าเอง
แบบอักษร

“ชาขาวเจ้าค่ะ ท่านอ๋อง”

 

“วางไว้ก่อนเถอะ หากเจ้าออกไปแล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวนจนกว่าจะถึงมื้อเย็น ข้าต้องการพักผ่อน”

 

“เจ้าค่ะ”



เว่ยลี่หมิงในร่างองค์ชายเสวี่ยหมิงแห่งตำหนักหงหลินเผยรอยยิ้มบางให้สาวใช้ สาวน้อยพยักหน้ารับคำอย่างเอียงอายไม่สบตาท่านอ๋องผู้งามล้ำ พลางปิดประตูลงอย่างเบามือ



เด็กหนุ่มเหม่อมองประตูที่เพิ่งปิดลงด้วยแววตาเลื่อนลอย รอยยิ้มที่มีเมื่อครู่พลันเลือนหายในเสี้ยววินาที สองมือยกขึ้นปิดหน้าพร้อมทำในสิ่งที่ลี่หมิงถนัดที่สุดมาตลอดสามวันคือ…



นั่งร้องไห้



สามวันผ่านไปแล้วนับตั้งแต่ลี่หมิงลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นองค์ชายเสวี่ยหมิงหรือเยว่อ๋องแห่งราชวงศ์เว่ย ลี่หมิงยังทำใจไม่ได้ หรือพูดให้ถูกคือเด็กหนุ่มยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะทำใจจากเรื่องอะไร อันที่จริงการเป็นอ๋องนั้นแสนสุขสบาย มีคนรับใช้คอยปรนนิบัติพัดวีทุกย่างก้าวจนแทบจะไม่ต้องหายใจเองด้วยซ้ำ หากพูดว่าโชคร้ายที่กลายเป็นอ๋องก็คงเป็นการดูถูกท่านอ๋องทั้งราชอาณาจักร



แต่ถ้าจะให้พูดว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้กลายเป็นองค์ชายนั่งกระดิกเท้าเกาขาสบายใจในตำหนักหงหลินที่ service เลิศ interior ล้ำ ไม่ต้องมาคอยถูกอาม่าไล่ให้ไปตากผ้าล้างจานก็คงจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์นัก เหตุการณ์น่าระทึกร่วงตกกำแพงเมืองจีนเมื่อสามวันที่แล้วยังคงติดตาตรึงจิตนิจนิรันดร์เหลือเกิน แล้วนี่ปลิวกระเด็นอีท่าไหนดันโผล่มายุคที่ไม่มีพรรคมิวนิสต์กับ KFC แถมมีร่างใหม่กับความทรงจำแสนไฉไลอยู่เต็มหัวอีก! ว้าววว พ่องงง ใครมันจะไปทำใจได้ฟะ!!



ชาขาวอุ่นๆบนโต๊ะส่งกลิ่นหอมน่าลิ้มลอง ลี่หมิงหักห้ามใจไม่ยกดื่มดับกระหาย ในยุคที่ความเจริญจากศตวรรษที่ 20 ยังเข้าไม่ถึง ห้องน้ำโบราณที่เพียงแค่นึกถึงก็รู้สึกขมคอขึ้นมา การหลีกเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เด็กหนุ่มคิดถึงอาม่ามากเกินบรรยาย แต่ความห่วงหาอาลัยที่มีให้กับชักโครก American Standard ที่บ้านก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลยสักนิด



เด็กหนุ่มเมินหน้าหนีถ้วยชากระเบื้องเคลือบลายคล้ายไก่ไม่ก็นกที่คงจะถูกวางอยู่อย่างนั้นไปจนเย็น หลับตากอดอก หนุนตะแคงศีรษะลงบนโต๊ะ ตลอดสามวันที่ผ่านมาลี่หมิงผู้ชาญฉลาดได้ทำการนั่งเทียนบำเพ็ญเพียรคิดคำนวนความน่าจะเป็นของเรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อบวกความรู้จากละครแนวย้อนยุคกลับชาติมาเกิดที่เคยดูกับอาม่า ลบกับส้วมโบราณชวนคลื่นเหียน คูณอาหารพระราชวังรสเลิศ แล้วหารกับความรู้สึกที่แยกไม่ออกบอกไม่ถูกจึงได้ข้อสรุปว่าองค์ชายเว่ยเสวี่ยหมิงต้องเป็นตนเองในอดีตชาติแน่ๆ



ภาพความทรงจำรันทดหดหู่มากมายของเสวี่ยหมิงปรากฏให้เห็นทุกครั้งเมื่อหลับตาลงราวกับเป็นภาพยนตร์ชีวิตที่เล่นไม่รู้จบ ทั้งความรู้สึกยินดียินร้าย เศร้าโศก คำกล่าวโทษนรก ติเตียนสวรรค์ ทั้งหมดนั้นล้วนเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกการรับรู้ทั้งหมดของลี่หมิง ต่อให้รูปร่างหน้าตาภายนอกจะแปรเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอย่างไร แต่เพราะความเชื่อมั่นสุดหัวใจในทฤษฎีละครจีนที่เคยดู ทำให้เด็กหนุ่มคิดอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเสวี่ยหมิงเป็นหนึ่งในอดีตภพของตัวเองแน่นอน

 

 

นี่ต้องเป็นความผิดพลาดสักอย่างของสวรรค์ที่มั่วซั่วส่งวิญญาณกลับมาเข้าร่างเก่าในอดีตแน่ๆ เด็กหนุ่มที่ยังฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะสะอื้นไห้ไปพร้อมกับแค่นหัวเราะแห้งๆในข้อสรุปสุดหลุดโลกของตัวเอง อย่างน้อยคิดได้แบบนี้ก็สบายใจกว่าคิดว่าไปเข้าร่างไร้วิญญาณของใครก็ไม่รู้เป็นไหนๆ…

 

 

ลี่หมิงเหลือบมองไอโฟนไม่เข้ายุคสมัยบนโต๊ะไม้ขัดเงาหน้าตาราคาแพง ในใจนึกอยากหยิบมาเปิดเข้า facebook ตั้งสเตตัสชักดิ้นชักงอหมดอาลัยตายอยาก ณ พื้นตำหนักหงหลิน การข้ามภพกลับมาใช้ชีวิตในอดีตแน่นอนว่าไม่ได้ทำใจได้ง่ายเหมือนละครจีนที่นั่งดูกับอาม่า เด็กหนุ่มเคยลองคิดเล่นๆดูเหมือนกันว่าหากชีวิตไม่มีอินเตอร์เน็ตจะน่าเบื่อแค่ไหน ไม่นึกเลยว่าเมื่อกระเด็นมาอยู่ในยุคโบราณที่ไร้อินเตอร์เน็ตจริงๆจะเหมือนกับการไปท่องดาวอังคารแล้วลืมถังอ๊อกซิเจนไว้บ้านอาม่า ไอโฟนที่อุตส่าห์ติดมากับไม้เซลฟี่คงมีคุณค่าแค่ใช้ทับกระดาษและเป็นไม้เกาหลังที่ยาวเกินไป



เมื่อนึกถึงไม้เซลฟี่ก็ดันนึกถึงอาม่าขึ้นมา และทุกครั้งที่ลี่หมิงนึกถึงอาม่าก็อยากจะกระโดดหน้าต่างตำหนักตายให้รู้แล้วรู้รอดไปซะ แต่น่าเสียดายที่ตำหนักหงหลินเป็นเพียงเรือนไม้ชั้นเดียว หากพุ่งออกไปนอกจากจะไม่ตายแล้ว อาจถูกติฉินนินทาได้ว่าไม่สำรวมกิริยามารยาทความเป็นอ๋อง



รู้ทั้งรู้ว่าคิดมากไปก็ไม่ช่วยอะไร แต่เด็กหนุ่มก็อดหวั่นวิตกกับชะตากรรมของอาม่าไม่ได้ จริงๆแล้วคงไม่ต้องคิดมากขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าพาส-ปอร์ต-ของ-อา-ม่าดันติดมาด้วย!!!!! เพราะนอกเหนือจากไม้เซลฟี่โง่ๆกับไอโฟนไร้ประโยชน์แล้ว กระเป๋าถือสี่มิติของอาม่าก็ตกอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พบกับลุงเค่อครั้งแรก ลี่หมิงกระแทกหน้าผากลงกับโต๊ะถี่ๆ ถ้าอาม่าโดนจับข้อหาลักลอบเข้าเมืองไปแล้วจะทำยังไงดี แล้วป่านนี้อาม่าจะขวัญเสียแค่ไหนที่เห็นหลานชายร่วงลงไปต่อหน้าต่อตา



กิจกรรมที่คอยเบนความว้าวุ่นใจของลี่หมิงได้ดีคงเป็นการมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสายจากผู้คนมากมาย หลังจากราชสำนักประกาศว่าเยว่อ๋องกลับมาเดินได้และมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ดีดังเดิม บรรดาเหล่าเชื้อพระวงศ์รวมไปถึงมิตรแท้และสหายเทียมทั้งหลายต่างพากันมากล่าวแสดงความยินดีกับเสวี่ยหมิง แต่ยิ่งได้ยินคำกล่าวขอบคุณปาฏิหาริย์สวรรค์มากเท่าใด เด็กหนุ่มกลับยิ่งรู้สึกไม่พอใจขึ้นทุกวัน



โทษสวรรค์เถอะ! จะให้กลับมาทำซากอะไร!! Wi-Fi ก็ไม่มี 4G ก็มาไม่ถึง ฮ่วย!!!



ลี่หมิงเงยหน้าขึ้น เอื้อมมือพลิกคันฉ่องกลมๆลายเต่าที่คว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะมาส่องดู ทั้งหน้าตาและร่างกายของเสวี่ยหมิงไม่มีส่วนใดเหมือนลี่หมิงแม้แต่น้อยเด็กหนุ่มค่อนข้างผิดหวังกับรูปร่างผอมบางที่เอาไปต่อยตีกับใครก็คงกระดูกหักช้ำในตายไปก่อนยังดีที่สวรรค์ทดแทนกล้ามเนื้อที่ขาดแคลนด้วยเครื่องหน้าสมบูรณ์แบบ เจ้าของนัยน์ตาสีอ่อนที่สะท้อนในกระจกกระพริบไล่หยาดน้ำตาพราวในแพขนตา แม้ใบหน้ามนได้รูปจะผ่านการร้องไห้จนผลัดสีทับทิมฝาด แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้ความงามอ่อนเยาว์ประดุจเหล่าเทพเทวาบนผืนภาพวาดลดเลือนลง ทั้งเรือนผมนิลกาฬที่ทิ้งตัวลงจรดเอวและริมฝีปากคู่บางละมุนละไม ทั้งหมดเมื่อรวมกันกลับให้ความรู้สึกลงตัวอย่างน่าประหลาด

 

 

เว่ยเสวี่ยหมิงแม้เป็นบุรุษแต่กลับมีรูปลักษณ์งดงาม ยากจะหาชายหญิงใดในแว่นแคว้นมาเทียบเคียง ทั้งสติปัญญาและวาจาดั่งปราชญ์ ยิ่งเสริมให้การเป็นหนึ่งในราชบุตรคนโปรดของหมิงเฉียนฮ่องเต้ไม่ใช่สิ่งเหนือความคาดหมาย



หลังจากวันคล้ายวันพระราชสมภพ 15 ชันษา เสวี่ยหมิงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เยว่อ๋องจากพระบิดาให้ไปเป็นอ๋องกินเมือง* ที่เมืองเยว่ หากแต่องค์ชายผู้ควรมีอนาคตไกล กลับมีชะตาพลิกผันกลายเป็นเพียงอ๋องแต่ในนาม ไร้ซึ่งอำนาจที่องค์ชายผู้ได้รับบรรดาศักดิ์พึงมี



เปลือกตาทั้งสองข้างของลี่หมิงปิดลงอย่างอ่อนล้าอีกครั้งเมื่อนึกถึงชีวิตประดุจพระเอกละครหลังข่าวของอ๋องห้า เด็กหนุ่มเพียงนั่งนิ่ง ปาดคราบน้ำตาเปรอะเปื้อน ปล่อยให้ความทรงจำของเสวี่ยหมิงโลดแล่นในมโนสำนึก



“หลิวเต๋อเฟย** สิ้นพระชนม์แล้วพะยะค่ะ” 

 

หมอหลวงกล่าวพลางก้มศีรษะมองพื้นเพื่อเลี่ยงการสบตากับองค์ชายผู้หัวใจแตกสลาย

 

 

ราวกับโลกทั้งใบจบสิ้นลง เสวี่ยหมิงไม่สามารถแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยความเศร้าโศกที่มีออกมาเป็นคำพูดได้ ร่างกายที่ด้านชาหยุดนิ่งลงตรงข้างเตียงไม้แสนคุ้นเคย ที่บัดนี้ดูราวกับถูกสร้างมาเพื่อเป็นแท่นวางร่างพระศพซีดเผือดไร้วิญญาณของพระมารดาผู้เป็นพระสนมคนโปรดของหมิงเฉียนฮ่องเต้

 

“ท่านแม่ เหตุใดจึงจากข้าไปเร็วยิ่งนัก…”



อ๋องห้าทรุดตัวลงข้างเตียงสะอื้นไห้ตัวโยน นึกน้อยใจโชคชะตาที่สวรรค์รีบพรากพระมารดาไปจากตน องค์ชายน้อยหลั่งน้ำตาแห่งความโศกาอาดูรเป็นครั้งสุดท้าย ดวงใจที่แสนสับสนไม่เข้าใจว่าเหตุใดในวันที่ทุกข์ยากทางจิตใจเช่นนี้ พระบิดากลับไม่แม้แต่ชายตามาเหลียวแล จะมีก็แต่เหล่าคนรับใช้เก่าแก่ของตำหนักที่ต่างพากันร่ำไห้ต่อการจากไปของนายหญิงผู้เปี่ยมด้วยเมตตา



หลังผ่านพ้นพิธีฝังพระศพของพระมารดาไปเพียงไม่นาน เสวี่ยหมิงบังเอิญไปได้ยินเหล่าคนรับใช้จากตำหนักอื่นจับกลุ่มพูดคุยสัพเพเหระ ชื่อของพระมารดาที่ปรากฏขึ้นในบทสนทนาเรียกให้องค์ชายหนุ่มหยุดยืนแอบฟังอย่างไม่สมฐานะ



“เจ้ารู้ไหม ข้าได้ยินพวกคนจากตำหนักลู่เอินพูดกันว่าหลิวเต๋อเฟยถูกลอบวางยาพิษเป็นเพราะมีคนอิจฉาองศ์ชายเสวี่ยหมิงที่ได้รับถาบรรดาศักดิ์อ๋อง แม้จะได้ไปเป็นแค่อ๋องกินเมืองที่อยู่ชายแดนก็เถอะ”



“นี่ยังไม่นับรวมที่ไปเป็นราชบุตรคนโปรดของฮ่องเต้จนไปขัดหูขัดตาพวกขุนนางที่สนับสนุนองค์รัชทายาทอีก”



“เออ ใช่ ข้าก็ได้ยินมาว่าจริงๆแล้ว วันนั้น…”



เสวี่ยหมิงที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกลกัดฟันแน่น หัวใจแสนบอบช้ำที่โกรธแค้นนึกอยากสั่งลงโทษคนปากพล่อยทั้งหลาย ความจริงคืออะไรต่อให้พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินใช่ว่าจะได้คำตอบที่แน่ชัด เมื่อไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป เสวี่ยหมิงจึงค่อยๆหันหลังเดินเลี่ยงออกมาไปยังโรงเก็บม้าหลังอุทยาน



คนรับใช้ในคอกม้าโค้งคำนับให้องค์ชายหนุ่ม เสวี่ยหมิงจูงม้าศึกสีน้ำตาลอมทองของตนออกมาก่อนตวัดขาขึ้นขี่ม้าคู่ใจห้อตะบึงพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าเพื่อปลดปล่อยความเศร้าโศกที่ทะลักล้นไปกับความเร็วและสายลมที่ปะทะร่างกาย แต่แล้วองค์ชายหนุ่มกลับค่อยๆหลับตาลง ปล่อยมือออกจากบังเหียนพร้อมกับเหวี่ยงตนเองลงมาจากม้าที่ไร้การควบคุม ในช่วงเวลานั้นเว่ยเสวี่ยหมิงคิดเพียงแค่ว่าคงดีไม่น้อยหากสวรรค์จะรีบมารับตัวเขาขึ้นไปอยู่กับท่านแม่



หากแต่ความปรารถนานั้นไม่ได้เป็นจริง ซ้ำร้ายเหตุการณ์ในครั้งนั้นกลับทำให้อ๋องห้ากลายเป็นองค์ชายขาพิการนับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่กระนั้นความทรงจำที่ลี่หมิงได้รับปรากฏภาพของชายหนุ่มที่พร่ำบอกคนรอบตัวว่าตนนั้นมิอาจลุกยืนเดินได้ด้วยตนเองอีกแล้ว กลับย่างก้าวลงเท้าเบาเดินวนเวียนลุกนั่งอยู่ในห้องหับที่ปิดมิดชิดของตนยามมิมีผู้ใดคอยเฝ้าดู



แท้จริงแล้ว อ๋องห้าผู้อับจนหนทางเพียงเสแสร้งแกล้งทำเป็นขาพิการมาตลอดเจ็ดปีเพื่อให้ตนหมดสิทธิ์ในบัลลังค์มังกร ยุติปัญหาความวุ่นวายทั้งหลายทั้งมวลให้จบสิ้นลง



เมื่อขาดซึ่งความเพรียบพร้อมและสมรรถภาพที่ควรมี หมิงเฉียนฮ่องเต้จึงได้แต่งตั้งผู้แทนผู้ครองเมืองไปประจำที่เมืองเยว่ โดยที่องค์ชายจะมีโอกาสได้เดินทางไปตรวจการณ์เพียงยามที่มีกิจราชการเร่งด่วนจำเป็นเท่านั้น



พระนามพระราชทานเยว่อ๋องจึงกลับกลายเป็นเพียงยศลอย หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นหนามยอกอกที่เว่ยเสวี่ยหมิงไม่อาจหาหนทางกำจัดออกจากจิตใจได้เลย



นี่ข้ากำลังนั่งดูละครย้อนยุคตอนบ่ายกับอาม่าอยู่รึไง ตัวเอกเรื่องนี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน นอกจากจะไม่มีแม่แล้ว พอขาพิการไปพ่อผู้เคยเคยรักใคร่กลับไม่มาใส่ใจดูแลเหมือนเดิม ขนาดแค่น้ำเต้าหู้หน้าปากซอยก็ยังไม่ซื้อมาฝากลูกฝากหลานเลยอ่ะม่า และที่แย่คือมันดันเป็นชีวิตจริงของคนๆนึง ไม่ใช่หนังย้อนยุคที่ไหน แล้วข…ข้า… ดันกลายเป็นคนผู้นั้นไปซะแล้ว!



ทีนี้จะทำยังไงดี โถถัง กะละมัง หม้อ...แผนตลอดเจ็ดปีที่เยว่อ๋องอดทนทำมา ข้าดันทำความพยายามของเจ้าของร่างพังพินาศ! เพิ่งมาถึงก็เดินเอาเดินเอา ก็ใครมันจะไปตรัสรู้ได้เล่าว่าไม่อยากเดินได้!!



ยิ่งคิดยิ่งเครียดเหลือเกิน ดีนะมียาแก้ปวดเศียรเวียนเกล้าของอาม่าติดมาด้วยกระปุกหนึ่ง แอบเอามากินสักเม็ดแล้วออกไปเดินเล่นดูเต่าในสระบัว เพื่อความผ่อนคลายสบายตาคงจะดีกว่านั่งอุดอู้ดมตดตัวเองอยู่ในตำหนัก



แม้ตอนนี้องค์ชายเสวี่ยหมิงจะกลับมาใช้ขาทั้งสองข้างได้เป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากลุงเค่อให้ออกไปเตรดเตร่ เดินเร่ทั่วตำหนักได้อย่างอิสระมากเท่าใดนัก ลี่หมิงจึงหมดพลังชีวิตส่วนมากไปกับการพยายามโน้มน้าวพ่อบ้านประจำตำหนักให้ปล่อยตนออกไปเดินเล่น ย่ำหญ้าเหยียบหนอนในอุทยานหลังตำหนักบ้างอะไรบ้าง



“ท่านอ๋องต้องไม่ไปไกลมากนะขอรับ อีกประเดี๋ยวข้าน้อยจะให้คนไปตามดู…”




จางฉินเค่อผู้ขี้วิตกกังวลตามประสาคนแก่ ปฏิบัติกับเสวี่ยหมิงเหมือนเป็นเด็กห้าขวบมาขออนุญาตพ่อไปว่ายน้ำฝั่งผู้ใหญ่ที่น้ำลึกเกินเมตรครึ่ง ลุงเค่อมีท่าทีเว้าวอนอิดออดและไม่คิดจะหยุดพูดจนผู้เป็นนายยกมือขึ้นขัด  



“ลุงเค่อ เมื่อวานข้าก็ไปมาวันก่อนก็ยังไปมาแล้ว ข้าไม่หกล้ม ไม่ตกน้ำ ขอแค่เห็นเต่าผลุบหัวขึ้นมาสองทีก็จะกลับ เช่นนี้ดีไหม พอใจหรือไม่”



แม้จะเหนื่อยใจเพียงใดลี่หมิงก็เข้าใจในความรักนายเยี่ยงลูกของลุงเค่อ ไม่ต้องกังวลนะลุง ตอนนี้เสวี่ยหมิงเป็นเว่ยลี่หมิงแล้ว แม้ไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่ข้ายืนหายใจอยู่มันเป็นยุคไหนในประวัติศาสตร์และไม่รู้ด้วยว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์อะไรจะยังมีชีวิตอยู่บ้าง แต่ต่อให้วันนี้มีแรดพันปีพุ่งชนข้าก็ตีลังกากระโดดถีบได้



ในที่สุดลี่หมิงก็ได้ออกมาเดินทอดน่องส่องเงาตัวเองอยู่ริมสระน้ำในอุทยานเหอฮวา สองขาก้าวเดินอย่างเอ้อระเหย ยิ้มแย้มเบิกบานใจสูดอากาศยามบ่าย พร้อมกับกำชับให้เหล่าองครักษ์และสาวใช้ไปช่วยยืนอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ ไม่ต้องคอยเดินชิดตามติดจนแทบจะเป็นเงาให้อึดอัดรำคาญใจ



เด็กหนุ่มค้อมหัวลงดูเต่าผลุบหัวโผล่หางได้ไม่นานก็เริ่มหมดความสนใจ ลี่หมิงเบนสายตาพยายามสอดส่องหาปลาโลมาในสระบัว หรือต่อให้ไม่มีโลมา ก็ขอแค่ได้เห็นปลาตัวใหญ่ๆที่ไม่น่าเบื่อเหมือนเต่าขาสั้นก็พอ มองหาเป้าหมายใหม่ได้ไม่ทันไร ภาพสะท้อนในเงาน้ำข้างกระดองเต่ากลับปรากฏใบหน้ายื่นเข้ามาใกล้ ลี่หมิงหมุนตัวตวัดขาเป็นวงกว้าง ความตกใจเป็นเหตุให้ตัดสินใจถีบเจ้าคนแปลกหน้าตกสระบัวไปอย่างไม่ลังเลด้วยสัญชาตญานของนักเทควันโด ที่เป็นผลพลอยได้จากการถูกซ้อม เอ้ย ฝึกซ้อมมากว่าทศวรรษ



เอาแล้ว ถีบใครไปวะ!! ทหาร? ลุงเค่อ? คนสวน? หรือแรดพันปี!?



เต่าตัวน้อยใหญ่ทั้งหลายต่างพากันแหวกว่ายหนีความโกลาหลเล็กๆในสระน้ำ ชายแปลกหน้าค่อยๆลุกยืนในสระแสนตื้นอย่างเชื่องช้าพลางส่งเสียงร้องโอดครวญแผ่วเบา ชายผู้มาอยู่ผิดที่ผิดเวลาพยายามสะบัดซากพืชน้ำและใบบัวออกจากร่างกายด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งวิหคสวรรค์ มือข้างหนึ่งจัดแจงอาภรณ์ให้เข้าที่ อีกข้างยกขึ้นเสยเรือนผม สะบัดปอยเปียกลู่ให้พ้นใบหน้า เผยให้เห็นดวงตาที่อ่อนโยนหากก็แฝงไปด้วยความแข็งกร้าวทรงพลังราวกับรู้ทันทุกสรรพสิ่ง ดวงหน้าหล่อเหลาพราวประกายด้วยหยดน้ำขยับยกริมฝีปากส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้กับเสวี่ยหมิง น้ำเสียงทุ้มนุ่ม เอื้อนเอ่ยคำทักทายด้วยความเอ็นดู



“หมิงเอ๋อร์ นี่พี่เอง เจ้าตกใจมากหรือ”



ลี่หมิงในร่างเว่ยเสวี่ยหมิงยืนกอดตัวเองอยู่ริมสระ ขนลุกกับรอยยิ้มหวานเลี่ยนและออร่าเปล่งประกายพิลึกของชายผู้ยืนประจันหน้า เด็กหนุ่มเหม่อมองใบหน้าและแววตาที่แสนคุ้นเคย ชายไร้มารยาทผู้ไม่รู้จักส่งเสียงเรียกก่อนเข้าใกล้ผู้นี้ ไม่ใช่บุคคลที่ดูแปลกตาในความทรงจำของเสวี่ยหมิงเลยแม้แต่น้อย เมื่อรับรู้ว่าตัวเองบังอาจทำอะไรลงไป ลี่หมิงรู้สึกหน้าชา ตัวแข็ง เลือดไม่ไหลเวียน ลมหายใจติดขัด หน้ามืดตามัว ตัวอ่อนแรง ต้องการยาดมเซียงเพียวอิ๊วขึ้นมาในทันที



“ได้เห็นเจ้าแข็งแรงดีเช่นนี้พี่ก็สบายใจ”



“อ..องค์รัชทายาท!!!”



อ้ากกกก สวรรค์ท่านเล่นตลกพอรึยัง!ให้ข้ากระโดดถีบองค์รัชทายาท มันชักจะเริ่มไม่ตลกแล้ววว!!



--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติม:

 

*อ๋องกินเมือง หมายถึง อ๋องที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ไปครองเมืองที่อยู่ไกลออกไป ส่วนใหญ่แล้วเพื่อไม่ให้อยู่คานอำนาจกับรัชทายาทในเมืองหลวง

 

**เต๋อเฟยเป็นหนึ่งในตำแหน่งนางสนมของฮ่องเต้

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

Talk ยามดึก

 

ต่อจากนี้จะพยายามมาลงให้ได้1-2 ตอนต่อสัปดาห์ค่ะ เรื่องนี้มีลงในเว็บเด็กดีนะคะสามารถติดตามได้ทั้งสองเว็บค่ะ

ผู้เขียนยินดีน้อมรับคำติชมทุกประการ หากมีข้อเสนอแนะเช่นใดสามารถบอกกล่าวกันได้ค่ะ

 

ซังหวงตี้

ความคิดเห็น