ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่หนึ่ง: คนดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ตกกำแพงเมืองจีน...กลายเป็นอ๋อง!!

ชื่อตอน : ตอนที่หนึ่ง: คนดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ตกกำแพงเมืองจีน...กลายเป็นอ๋อง!!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.พ. 2560 02:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่หนึ่ง: คนดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ตกกำแพงเมืองจีน...กลายเป็นอ๋อง!!
แบบอักษร

“อาม่า ผมว่าพวกเราถ่ายรูปกันตรงนี้อีกสักสองสามรูปให้เห็นไอ้ฉากต้นไม้เปลี่ยนสีข้างหลังแล้วเดินไปดูตรงอื่นกันเถอะนะ ม่าดูสิ อิฐแถวนี้มันดูหลุดๆแตกๆ เหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ยังไงก็ไม่รู้อ่ะม่า”

 

 

เว่ยลี่หมิงหรี่เปลือกตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อยเพื่อสู้กับแสงตะวันในช่วงสายของเมืองจีน มือทั้งสองข้างรับหน้าที่แบกสัมภาระที่ไม่ใช่ของเจ้าตัวแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือใบใหญ่ในมือซ้าย หรือไม้เซลฟี่สีชมพูในมือขวา สัมภาระเดียวที่เป็นของลี่หมิงเองคือเป้สะพายฟีบๆใบเดียวที่ถูกเนรเทศไปอยู่บนหลังเป็นที่เรียบร้อย



ลี่หมิงเดินไปพลางหายใจหอบกระชั้นไปพลางด้วยความเหนื่อยล้า เนื่องด้วยกำแพงเมืองจีนด่านซือหม่าไถนั้นไม่ใช่สถานที่ที่จะดูถูกกันได้ง่ายๆ ขึ้นชื่อยิ่งนักในเรื่องความยากลำบากของการเดินทางมาเพื่อชื่นชมวิวทิวทัศน์ที่งดงามราวกับสะกดทุกลมหายใจ หรืออย่างน้อยนักท่องเที่ยวคนอื่นนอกจากลี่หมิงก็คงคิดเช่นนั้น



เด็กหนุ่มชะงักฝีเท้าอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อคนตรงหน้าหยุดเดินกระทันหัน แถมกระเป๋าถือเจ้ากรรมในมือดันทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักชั้นดีทำให้ร่างกายเซไปติดกำแพงพลันสายตาไม่รักดีเผลอมองทอดลงไปเห็นความน่าหวาดเสียวของเหวเบื้องล่าง ชวนให้ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก



เว่ยลี่หมิงเดินลงปลายเท้าเบาราวกับกลัวยางรองเท้าสึก ครุ่นคิดจนหัวผุก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่าทำไมแพคเกจทัวร์ท่องเที่ยวจีนที่อาม่าซื้อในงานโปรโมตการท่องเที่ยวถึงได้พามาดูจุดที่สุดแสนจะกันดารของกำแพงเมืองจีน แถมที่ที่ยืนอยู่ตอนนี้มองไปทางไหนก็ไม่เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ลี่หมิงได้แต่นึกสงสัยว่าลูกทัวร์ที่มาด้วยกันหายหัวไปอยู่ตรงไหนกันหมด



“อาหมิง ลื้อมันพุกจาโอเวอร์ กำแพงเมืองจีนนี่มังอยู่มาเป็นพังๆปี มังไม่รีบมาพังตอนอั๊วกะลื้อกะลังเดิงอยู่นี่หรอก แล้วถ้าลื้อร่วงลงไปจริงๆ ลื้อก็ใช้ไอ้วิชาตัวเบาอะไรของลื้อกระโดดกลับขึ้งมาสิ ลื้อจะกลัวอารายยย”



อาม่าพูดจายานคาง พร้อมส่ายหัวส่งเสียงจิ๊จ๊ะ มองค้อนปะหลับปะเหลือกไปที่หลานรักบ้างไม่รักบ้างด้วยแววตาไม่สบอารมณ์



“โธ่ ม่า ผมบอกไปกี่ทีแล้วว่าผมเป็นนักเทควันโด ไม่ได้เป็นจอมยุทธแห่งยอดเขาเหลียงซานจะได้มีวิชาตัวเบาอะไรนั่น”



เด็กหนุ่มทักท้วงอาม่าอย่างจนใจเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็มิอาจทราบได้ ลี่หมิงมักโดนอาม่าแขวะด้วยเรื่องนี้อยู่เป็นกิจวัตร เนื่องด้วยอาม่าไม่เคยพอใจที่หลานชายคนเดียวของแกเลือกเป็นนักเทควันโด อาม่าอยากให้ไอ้หลานที่แกเลี้ยงมาเองกับมือไปทำมาหากินอย่างอื่นที่ดูมีหน้ามีตามากกว่านี้ หรืออย่างน้อยก็ทำงานที่ไม่ต้องมาทนเจ็บตัวให้แกเห็นอยู่ทุกวัน



“พุกไปก็เท่านั้ง อั๊วเคยบอกให้ลื้อไปเป็งดารา เป็งพระเอกหนัง เป็นบุ๊กลี ยังดีกว่ามาคอยเตะต่อยไปวังๆแบบนี้ เห็งมะ หน้าตาลื้อนี่ ที่ถูไถไปวัดไปวาได้ก็เพราะได้ความงามมาจากอั๊วหรอกนะ และนี่ อั๊วล่ะอยากให้ลื้อได้เห็งตอนอั๊วเปงสาวนะ อั๊วอ่ะนะ...”



ลี่หมิงกรอกตาทำหูทวนลมเมื่ออาม่าเข้าสู่โหมดเพิกเฉยความงามของธรรมชาติและเริ่มชื่นชมความงามของตัวเองสมัยยังเป็นสาวให้ฟังเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่ควรจำ เด็กหนุ่มแสร้งพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนักแต่ก็พยายามทำเป็นตั้งใจฟัง สายตาเหม่อมองนก มองเมฆ มองเศษอิฐที่ตอนนี้ดูเหมือนจะน่าสนใจมากกว่าเดิม



มองบนอาม่านี่ผิดไหม?

 

 

“อาหมิง...มาๆ...มาถ่ายรูปกะอั๊วตรงนี้...เดี๋ยวอั๊วขอใส่แว่นกังแดดเพื่อความคูๆชิกๆก่อง..ลื้อหยิบแว่งออกมาให้อั๊วซิ”

 

 

อาม่าเปลี่ยนมาชี้นิ้วสั่งให้เด็กหนุ่มทำตามประสงค์ของอาม่าผู้ยิ่งใหญ่ พักเว้นจากการพรรณนาถึงความหลงตัวเองชั่วคราว



“เฮ้อ แปปนะม่า”



เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว หนุ่มน้อยนักเทควันโด ดีกรีนายแบบพาร์ทไทม์ผู้มีหน้าตาราวเทพบุตร เว่ยลี่หมิง หรือ ลี่หมิง เมธาสิทธิ์ในตอนนี้ทั้งหนาว ทั้งเหนื่อย รวมถึงจิตใจก็แสนอ่อนล้า เด็กหนุ่มย้อนคิดถึงสาเหตุที่ต้องออกมาทนหนาวเป็นเพื่อนเที่ยวกับอาม่าในครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะลี่หมิงชื่นชอบศิลปะกำแพงเก่า‘เป็งพังๆปี’ตามที่อาม่าได้กล่าวไว้แต่อย่างใด สำหรับเขาแล้วปีนี้เป็นเพียงปีแย่ๆปีนึงที่ลี่หมิงรอคอยให้ใครคนหนึ่งกลับมาอยู่ทุกนาที


หากให้สรุปสั้นๆ เว่ยลี่หมิงก็แค่อกหักรักคุด หลุดทีมชาติ งานการไม่ก้าวหน้า มีอาม่าเป็นที่พึ่งสุดท้าย และเป็นเพราะชีวิตบัดซบจนไม่มีอะไรให้ทำมากไปกว่านี้แล้ว จึงต้องมาทนยืนหนาวอยู่ต่างแดน ร่วมชื่นชมความเก่าแก่ของกำแพงเมืองจีนไปพร้อมๆกับซิงเกิลแกรนด์มัมหรืออาม่าผู้ยิ่งใหญ่ของอาหมิง



เด็กหนุ่มลงมือทำตามคำสั่งที่ได้รับอย่างเบื่อหน่าย หลังจากควานหาจนครบทุกช่อง เพิ่มเติมคือถูกทารุณกรรมด้วยวัตถุแปลกปลอมมากมายจนกระดูกแทบพรุน ลี่หมิงถึงได้ค้นพบสัจธรรมว่าในกระเป๋าอาม่ามีทุกอย่างยกเว้นแว่นกันแดด เด็กหนุ่มขมวดคิ้วก่อนเบนสายตากลับไปหาอาม่า ตั้งใจจะเอ่ยถามถึงแว่นตาวิเศษที่ดูเหมือนจะหายตัวไปได้เองก่อนจะเผลอยิ้มออกมา รอยยิ้มบางแต่งแต้มลงบนใบหน้ารูปไข่ของเด็กหนุ่มที่เจ้าตัวเองก็ลืมไปแล้วว่าไร้รอยยิ้มมานานเพียงใด



“โธ่ อาม่าาา มันอยู่บนหัวม่านั่นแหละ”



ลี่หมิงส่ายหัวเอือมระอา ยืนมองท่าทีจับแว่นเงอะๆงะๆของอาม่าแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มยืนรออาม่าจัดการกับแว่นกันแดดวิเศษบนหัว ในขณะเดียวกันก็จัดท่าทางเตรียมไม้เซลฟี่ให้พร้อมรออาม่าคนงามมาเข้าฉาก ลี่หมิงเว้นระยะปลอดภัยไม่เข้าไปชิดกำแพงให้มากเกินไป ภาพเหวที่เห็นเมื่อครู่ยังคงติดตาแจ่มชัด ก่อนเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาจะดึงเด็กหนุ่มออกจากความคิดชวนหวาดเสียวของตัวเอง



เด็กผู้ชายหัวเกรียนอายุราวสิบขวบสองคนสองคนวิ่งใกล้เข้ามา พูดตะโกนหยอกล้อกันด้วยภาษาจีนท้องถิ่นที่ฟังไม่ออกว่าหัวเราะเฮฮาอะไรกันนักหนา เด็กชายตัวเล็กผอมบางที่นำโด่งมาเป็นคนแรกหันหน้าหันหลังวิ่งตรงเข้ามาชนกับลี่หมิงเข้าอย่างจัง



ไอ้เด็ก…!!



ลี่หมิงที่ไม่ทันตั้งตัวได้แต่ยกกระเป๋าถือของอาม่าขึ้นมาตั้งรับแรงกระแทก ฉับพลันทันใดราวกับสวรรค์กลั่นแกล้ง เทพเจ้าไม่เข้าข้าง แผ่นอิฐใต้รองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ที่พึ่งอ้อนอาม่าซื้อให้เมื่อวานและกำแพงพันปีด้านหลังกลับทรุดตัวและขยับเคลื่อนร่วงหล่นลงยังเหวลึกเบื้องล่างอย่างไม่น่าให้อภัย



“เฮ้ย...อ๊ะ...อาม่าาาาาาาาาา”



เว่ยลี่หมิงแหกปากตะโกนร้องเรียกอาม่าด้วยความตื่นตระหนก เด็กหนุ่มร่วงลงมาจากกำแพงตามแรงโน้มถ่วงโลก นึกก่นด่าอิฐพันปีทั้งหลายในใจที่นึกอยากจะแตกก็แตกขึ้นมาอย่างปลงตก เอาแล้วไง วิชาตัวเบาไหมล่ะม่า ถ้าเมื่อกี้มีป้าขายลอตเตอรี่ถีบจักรยานผ่านมานะ ลี่หมิงคนนี้คงรวยกว่าบิลเกตไปแล้ว



“อาหมิงงงงงงงงง…”



เสียงกู่ร้องเรียกชื่อหลานชายด้วยความสิ้นหวังของอาม่าเป็นเสียงสุดท้ายที่ลี่หมิงได้ยินก่อนที่ความมืดจะเข้าครอบงำสติการรับรู้ทั้งหมดของเด็กหนุ่ม



“โอยยย…”



ลี่หมิงส่งเสียงครางแผ่วเบาเมื่อความเจ็บระบมสัพยอกแล่นไปทั่วร่าง เปลือกตาทั้งสองข้างกระพริบระรัวพยายามปรับสายตาให้ชัดขึ้น ความมืดมิดที่สะท้อนผ่านดวงตาบ่งบอกให้รู้ว่าพระอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว ภายใต้ฟ้ามืดครึ้มปรากฏดวงดาราพร่างพรายโลดแล่นเพลิดเพลินเต็มท้องนภา ช่างงดงามสว่างสไสวยิ่งนัก เสี้ยววินาทีถัดมาลี่หมิงจึงนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่เวลามานอนชมดาว



“อาม่า...”



คนเจ็บที่ดันเป็นห่วงอาม่าจนลืมตัวรีบร้อนผุดลุกขึ้นนั่งก่อนต้องส่งเสียงโอดโอยออกมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มหน้าซีดเมื่อย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ขยับมือที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงก่อนพบว่าตัวเองยังกำไม้เซลฟี่ในมือขวาเอาไว้แน่น ลี่หมิงนึกอยากขำแต่ก็ขำไม่ออกพยายามเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ ทว่าสัมผัสแรกที่ผ่านปลายนิ้วกลับเป็นชายแขนเสื้อนุ่มลื่นยาวเกะกะเลยข้อมือ ลี่หมิงขมวดคิ้วกับการเปลี่ยนแปลงของเสื้อโค้ตยูนิโคล่อุลตร้าไลท์ที่ใส่มา เด็กหนุ่มพยายามยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล แข้งขาสั่นผั่บๆตามด้วยความปวดร้าวราวกับไม่ได้เดินมานานนับปี

 

 

ลุกยืนตัวตรงได้ยังไม่ทันไร หัวผุๆที่มีพลันเจ็บแปลบราวกับถูกไฟช็อต ลี่หมิงยกมือทั้งสองขึ้นกุมศีรษะ กระแสภาพและความทรงจำแปลกตาไหลเวียนเข้ามาจนต้องทรุดตัวลงอีกครั้งด้วยความตกใจ เด็กหนุ่มก้มลงมองชุดคลุมตัวยาวพิลึกที่มาแทนเสื้อโค้ตยูนิโคล่ลดราคา มือทั้งสองค่อยๆเคลื่อนผ่านใบหน้าลงไปจนถึงบริเวณเอว สัมผัสของเรือนผมนุ่มลื่นดุจไหมชั้นดีคลอเคลียผ่านปลายนิ้วให้ความรู้สึกที่แม้จะแปลกประหลาดแต่กลับสุดแสนจะคุ้นชินในเวลาเดียวกัน



“ท่านอ๋อง ท่านอ๋องอยู่ตรงนั้น!”



เสียงตะโกนเอะอะ อึกทึก วุ่นวายดังขึ้นไม่ไกลตัว ลี่หมิงรีบมองหาต้นตอของเสียงเพื่อเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ชายแก่ผมขาวแปลกหน้าวิ่งตรงเข้ามาหาลี่หมิงพร้อมคบเพลิงในมือประหนึ่งอยู่ในพิธีเปิดโอลิมปิก ขาสั้นๆก้าวกระโดดข้ามฝ่าป่าดงพงหญ้าทั้งหลายอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าจะเหยียบหัวงูไปสามสี่ตัวแล้วหรือไม่ ชายแก่กระหืดกระหอบเข้ามาหาเด็กหนุ่มด้วยใบหน้าดีใจจวนเจียนจะร้องไห้ อย่าว่าแต่ลุงเลยลี่หมิงคนนี้ก็ดีใจจนแทบจะกรีดร้องออกมาเหมือนกัน เด็กหนุ่มสำรวจใบหน้าเหี่ยวย่นของชายแก่แปลกหน้าที่แสนคุ้นตาในความทรงจำ ริมฝีปากเผยอขึ้นเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงเรียกแผ่วเบาออกจากลำคอแห้งผาก



“ลุงเค่อ…”



ลี่หมิงหลุดปากเรียกชื่อชายรับใช้เก่าแก่ของตัวเอง การได้พบคนรู้จักช่วยให้โล่งอกเหมือนยกภูเขาออกไปทั้งลูก ทว่าอึดใจถัดมาเด็กหนุ่มนิ่งงันลืมหายใจชั่วขณะเมื่อความจริงตีแสกหน้าประหนึ่งถูกอาม่าฟาดด้วยไม้ตียุง ลุงอะไรที่ไหนฟะ เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยมีลุงกับเขาสักคน ครึ่งคนก็ไม่มี ตั้งแต่จำความได้ก็มีแต่อาม่ามาตลอด มีแค่อาม่าคนเดียว อาม่าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามโลก ลี่หมิงที่สติหลุดเริ่มแสดงอาการตื่นตระหนกอย่างไม่อาจปิดบัง



“ขอรับท่านอ๋อง จางเฉินเค่อสมควรตาย ท่านอ๋องเจ็บปวดตรงไหนมากหรือไม่ขอรับ” ลุงเค่อพูดจาลนลาน มือเหี่ยวย่นจับแตะต้องตัวเด็กหนุ่มไปทุกข้อกระดูกด้วยความเป็นห่วงเป็นไยราวกับลูกในไส้



เดี๋ยวลุง ลุงเรียกใครท่านอ๋อง โอ๊ย ปวดหัวชะมัด เมื่อกี้ไม้เซลฟี่ฟาดหัวหรือไงฟะ ภาพบ้าบออะไรเต็มหัวไปหมด



จางเฉินเค่อเห็นลี่หมิงมีท่าทีทรมานก้มหน้าเอามือกุมหัวแน่น รีบตะโกนสั่งให้คนข้างหลังที่วิ่งตามมาสมทบเร่งแบกหามพาท่านอ๋องไปรับการรักษา ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่สี่ห้าคนพุ่งเข้ามาหาลี่หมิงอย่างแข็งขัน ร่างกายที่ล่ำสันเหมือนกินเวย์โปรตีนมาแล้วหลายกระปุกยิ่งทำให้เว่ยลี่หมิงที่ยังคงตื่นตระหนกกับความทรงจำแปลกประหลาดในหัวตัดสินใจได้ว่าไม่อยากจะโดนใครหน้าไหนแตะต้องทั้งนั้น เด็กหนุ่มรีบชิงลุกพรวดขึ้นยืนโดยไม่ทันให้ใครตั้งตัว



“อา...อืม...ลุงเค่อ...คือว่า...ข...ข้าไม่เป็นอะไรมาก ไม่ต้องเป็นกังวลไป ข…ข้า…เดินเองได้”



“ท่านอ๋อง...”จางเฉินเค่อเบิกตากว้างแทบไม่อยากจะเชื่อสายตนเอง



ลี่หมิงปวดหัวตุบๆ ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สมองไม่สามารถประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปได้ ความทรงจำใหม่ที่ถาโถมเข้ามารวมกับความทรงจำของเว่ยลี่หมิงทำให้รู้สึกว่าเป็นทั้งตัวเองและไม่ใช่ตัวเองในเวลาเดียวกัน ราวกับจิตวิญญาณได้เข้ามาอยู่ในร่างของใครสักคนที่ควรจะเป็นเขาแต่กลับไม่ใช่เขา หัวสมองน้อยๆของลี่หมิงสับสนวุ่นวายกับความทรงจำที่ตีกันอยู่ในหัว ทั้งคำพูดคำจาที่หลุดออกมาจากปากนั้นก็ล้วนฟังดูแปลกประหลาด แต่ต่อให้แปลกประหลาดแค่ไหนลี่หมิงก็เป็นคนพูดมันออกมาเอง



เด็กหนุ่มเงยหน้ามองฟ้า ก้มหน้ามองดิน มองเท้าตัวเองที่เหลือรองเท้าผ้าใบที่อาม่าซื้อให้อยู่เพียงข้างเดียว โฮ นี่มันเกิดอะไรขึ้น อาม่า ลี่หมิงขอโทษ รองเท้าหายไปแล้วข้างนึง ต้องโดนอาม่าด่าแน่ๆ ลี่หมิงหายใจกระชั้นพยายามดึงสติ รู้ดีว่าสิ่งสำคัญตอนนี้ไม่ใช่รองเท้า แต่คือความจริงที่ตัวเขาไม่ใช่เว่ยลี่หมิงอีกต่อไปแล้ว ลี่หมิงเม้มปากแน่น สะกดกลั้นที่จะไม่สติแตกกระโดดไซด์คิกใครสักคนเพื่อถามว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น



ความทรงจำใหม่ที่ได้รับบ่งบอกให้เด็กหนุ่มรู้ว่าเจ้าของร่างนี้คือ เว่ยเสวี่ยหมิงหรืออ๋องห้า ราชบุตรแห่งราชวงศ์เว่ยภายใต้แผ่นดินของหมิงเฉียนฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดา



เว่ยเสวี่ยหมิงเดินก้าวขึ้นมาเพื่อช่วยพยุงชายรับใช้ให้ลุกขึ้น หากแต่นอกจากลุงเค่อจะไม่ยอมลุกขึ้นยืนแล้วยังทำสีหน้าตื่นตกใจราวกับเป็นคนตกกำแพงเมืองจีนเสียเอง วินาทีถัดมาเมื่อเสวี่ยหมิงอ้าปากเตรียมเอื้อนเอ่ยคำพูดกลับถูกตะโกนขัดคอเสียงดัง



“ท่านอ๋อง สวรรค์เมตตายิ่งนัก ท่านเดินได้แล้ว ข้าน้อยจางเฉินเค่อขอบคุณสวรรค์”




สวรรรรรรรรรค์....ไยเหล่าเซียนช่างไร้เมตตา ไม่ส่งข้ามาเป็นอ๋องธรรมดา แต่เป็นอ๋องขาพิการงั้นเรอะ!!

ความคิดเห็น