facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2560 17:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 10



อาหารเช้าของผู้นำย่อมไม่ใช่ที่บ้าน เฉินหย่งหนานเดินทางไปยังที่ตั้งของกองบัญชาการรบกองทัพจีนพร้อมกับเฉินจิ้งเหอและเฉินหยางซุนตั้งแต่เช้ามืดดังเช่นทุกวัน เหล่าบุรุษจากสกุลเฉินหายใจเข้าออกเป็นงานในทุกนาที จิ้งเหอเคยกล่าวไว้ว่า ในภาวะแห่งความไม่แน่นอนเยี่ยงนี้ แค่วินาทีก็อาจสายเกินไป



“เมื่อคืนพาฟางซินไปเที่ยวมางั้นรึ”



ลุงของเขาเอ่ยทักตั้งแต่รถยนต์ประจำตำแหน่งแล่นออกจากหน้ารั้วบ้าน แม้ว่าจะมีงานมากมายแต่จิ้งเหอก็ยังใส่ใจสมาชิกในบ้านเสมอ หย่งหนานก้มศีรษะรับและเอ่ยอย่างนอบน้อม



“ใช่ครับคุณลุง สงสารฟางซินที่ไม่ค่อยได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน ตั้งแต่แต่งงานเข้าสกุลเฉินก็พบกับสงครามมาโดยตลอด ผมเองก็ทำงานจนไม่มีเวลาให้ฟางซินมากนัก”



“ดีแล้วหย่งหนาน เป็นการดีที่หลานเอาใจใส่ภรรยาเช่นนี้”



“เมื่อไหร่จะมีน้องให้เซียวจง” หยางซุนญาติผู้พี่บุตรชายของจิ้งเหอละสายตาจากหนังสือพิมพ์มาเอ่ยถามด้วยความสนิทสนม



“ดูพี่สิ มีลูกสามคนแล้ว นายยังมีเซียวจงอยู่คนเดียว เดี๋ยวจะไม่ทันใช้เอานา”



หยางซุนมีบุตรคนที่สามแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขามีบุตรชายคนโต บุตรสาวคนรองและยังได้บุตรคนสุดท้องเป็นบุตรชายอีกต่างหาก หย่งหนานส่ายหน้าเมื่อพี่ชายเย้าหยอก



“อยากจะมีเหมือนกันแต่สุขภาพของฟางซินไม่ดีเอาเสียเลยตั้งแต่คลอดเซียวจงหากจะมีลูกอีกคนผมว่าร่างกายของฟางซินจะรับไม่ไหว”



“ก็จริงนะ” หยางซุนยกมือลูบคาง



“ถ้าอย่างนั้นทำไมนายไม่แต่งเมียเป็นอนุเข้าบ้านอีกสักคนจะได้ดูแลนายและมีลูกให้นายได้อีก พี่ว่าฟางซินน่าจะเข้าใจธรรมชาติผู้ชายอย่างเรา”



การมีภรรยาหลายคนไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งกับชนชั้นผู้นำระดับสูง แต่หย่งหนานกลับไม่เคยมีความคิดเช่นนั้น



“มีเมียแค่คนเดียวผมยังไม่ค่อยจะมีเวลาดูแลให้เขามีความสุขเลยครับ ผมยังไม่อยากลากใครมาเหนื่อยใจเพราะผม”



ใจฉุกคิดถึงใครอีกคนที่เพิ่งจะรับเข้ามาอยู่ในการดูแล ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นยิ่งทำให้หย่งหนานไม่นึกต้องการใครมาขวางกั้นให้เขากับหนุ่มน้อยต้องยิ่งห่างไกลกันมากขึ้นไปอีก และเพราะเรื่องนี้ทำให้เขาเอ่ยกับผู้เป็นลุงทันที



“เมื่อคืนผมพาฟางซินไปชมงิ้วของครูหยาง ได้พบกับเหยาหงลี่ด้วยครับคุณลุง”



หย่งหนานเล่าให้จิ้งเหอฟังในเรื่องพฤติกรรมของนักการเมืองในสังกัด และเขาจำเป็นต้องเล่าที่มาของเหวินเป่าให้ผู้เป็นลุงรับรู้ไว้ด้วย



“เหวินเป่าเป็นเด็กที่ผมเคยช่วยไว้จากซ่องคณิกาและนำไปฝากให้ครูหยางช่วยเลี้ยงดู ไม่นึกว่าเขาจะต้องมาพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ ผมจึงขอรับเหวินเป่ามาเลี้ยงดูที่บ้าน คุณลุงจะว่ากล่าวเรื่องนี้หรือไม่ครับ”



“ลุงจะมากระไรเล่าหย่งหนาน” จิ้งเหอกล่าวอย่างมีเมตตา



“การที่หลานช่วยเพื่อนมนุษย์นั้นเป็นบุญของหลานอยู่แล้ว บ้านของเราออกจะกว้างขวาง เพียงเพิ่มเด็กผู้ชายมาอีกสักคนจะเดือดร้อนอะไร จะเลี้ยงดูขัดเกลาเด็กมันอย่างไรก็แล้วแต่ความต้องการของหลานเถอะลุงไม่ว่า แต่ที่ลุงติดใจคือการกระทำของเหยาหงลี่มากกว่า”



“เกลียดนักไอ้พวกนี้” หยางซุนสบถออกมา



“ในขณะที่เรารึแสนจะเหนื่อยยากทำงานเสี่ยงตายกับสงคราม แต่พวกนักการเมืองที่ควรจะบริหารบ้านเมืองแทนคุณพ่อกลับถือโอกาสนี้ยักยอกงบประมาณไปใช้ส่วนตัวเป็นว่าเล่น แถมยังทำตัวมีอิทธิพลยิ่งใหญ่กร่างไปทั่ว ยิ่งกลายเป็นประเด็นให้พวกสังคมนิยมตราหน้าพวกเราไปอีก”



จิ้งเหอเองก็หนักใจในประเด็นนี้ การรักษาสภาพบ้านเมืองให้บอบช้ำน้อยที่สุดจากสงครามที่แพร่ขยายจนกลายเป็นสงครามโลกยาวนานถึงแปดปีเป็นงานหนักที่สุด จิ้งเหอจะต้องประสานงานติดต่อประเทศสัมพันธมิตรและป้องกันการโจมตีจากญี่ปุ่นจนไม่มีเวลาที่จะเข้าไปประชุมรัฐสภาและทำให้เหล่านักการเมืองที่หวังผลประโยชน์กอบโกยงบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมาก



“ผมได้ข่าวมาว่าในตอนนี้พรรคสังคมนิยมได้ผู้คนไปเยอะมาก พวกเขาเบนเข็มจากพวกกรรมกรแบกหามไปสู่พวกเกษตรกรโดยการโจมตีให้เห็นว่านักการเมืองโกงกินและอวดอำนาจบารมีในขณะที่ประชาชนกลับต้องเหนื่อยยากทำงานโดยได้ผลตอบแทนอย่างไม่คุ้มเหนื่อย”



หย่งหนานบอกกล่าวสิ่งที่รู้ออกไป พรรคสังคมนิยมยอมหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวในช่วงสงครามตามที่สหรัฐอเมริกาเสนอพันธะสัญญา แต่ในความจริงแล้วแปดปีที่ผ่านมาพวกเขากลับแอบปราศัยเป็นกลุ่มเล็กๆเพื่อเผยแพร่ความคิดอุดมการณ์ความเสมอภาคออกไปเป็นกองทัพมด และดูเหมือนมันจะได้ผลเป็นอย่างดี



จิ้งเหอครุ่นคิดถึงเรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว มันเป็นไปตามที่เขาคาดคิดโดยรู้นิสัยของอู๋จินไห่เป็นอย่างดี สีหน้าของชายสูงอายุมากด้วยอำนาจเคร่งขรึมเมื่อต้องวางแผนแก้ไขปัญหาในอนาคต



“ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่รออีกไม่นานหรอกสงครามคงใกล้จะถึงจุดสุดท้าย ตอนนี้เยอรมันใกล้จะพ่ายแพ้หากฝ่ายสัมพันธมิตรบุกโจมตีเบอร์ลินได้ และถ้าหากเยอรมันแพ้ญี่ปุ่นก็จะไม่มีตัวช่วยอีกต่อไป”



หย่งหนานภาวนาให้เป็นเช่นนั้น สงครามทำให้ผู้คนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกเขาเหล่านั้นต้องพบกับความสูญเสียจนน่าสงสารเพียงเพราะผู้นำที่กระหายในอำนาจจนต้องกระโจนขึ้นไปขี่บนหลังเสือเพื่อควบคุมมัน



แต่เสือก็ช่างยากที่จะควบคุมเหมือนจิตใจคนที่มุ่งสู่ความหอมหวานของอำนาจ เมื่อได้ขึ้นขี่บนหลังเสือแล้วน้อยคนนักที่จะลงมาได้อย่างสง่าผ่าเผย



หย่งหนานเพียงอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบกับบุคคลที่เขารักทั้งหลาย แต่ดูเหมือนมันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน







หลินเหวินเป่าสะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อตะวันสาดส่องเข้ามาในห้อง มันเป็นการหลับใหลอย่างยาวนานเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีของเขา อาจเป็นเพราะไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดรวมถึงความอบอุ่นที่ได้รับก่อนนอนทำให้เขานอนหลับฝันดี และเมื่อลืมตาตื่นเหวินเป่าก็ลนลานลุกจากเตียงออกไปนอกห้องทันที



หนุ่มน้อยนึกอับอายที่ตนเองตื่นสายขณะที่เข้ามาอาศัยในบ้านของคนอื่น เขาก้าวยาวๆมายังห้องโถงหน้าบ้านทั้งที่ยังไม่ได้ล้างหน้าหลังตื่นนอน และเมื่อมาถึงเขาจึงเห็นฟางซินนั่งอยู่บนโต๊ะพร้อมกับสาวรับใช้สามสี่คนที่ยืนล้อมอยู่



“ตื่นแล้วหรือเหวินเป่า”



สีหน้าของฟางซินดีกว่าเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาอยู่บ้าง แต่แววตาปรานีก็ยังปรากฏให้เห็นยามมองมายังเหวินเป่า



“นายหญิง ผมขอโทษที่ตื่นสาย ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้วครับ”



หนุ่มน้อยชินกับการทำงานแต่เช้าตรู่ในโรงงิ้ว การนอนตื่นสายจะถูกลงโทษโดยไม่มีข้อแม้ ดังนั้นจึงทำให้เหวินเป่ารู้สึกผิดจนหน้าเสียและถึงกับคุกเข่าลงเบื้องหน้าฟางซิน



“อ้าว ทำไมถึงทำหน้าราวกับจะร้องไห้เช่นนั้น ตื่นสายนิดหน่อยเท่านั้นเองอย่าได้กังวลเลย และเธอก็เหนื่อยมากเมื่อวานนี้ ลุกจากพื้นมานี่เถอะ ฉันสั่งให้เขานำเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เธอ”



เหวินเป่าจึงได้ลุกจากพื้นแล้วก้าวไปหยุดยืนเบื้องหน้าฟางซิน เขากลายเป็นตุ๊กตาให้สาวใช้ของฟางซินเทียบเสื้อผ้าเข้ากับตัวอย่างสนุกสนาน อย่างน้อยเหวินเป่าก็ยินดีที่มองเห็นรอยยิ้มจากผู้หญิงที่แสนดีอย่างฟางซิน



“พาเหวินเป่าไปอาบน้ำและตัดผมให้เข้ารูปเข้าทรงทีเถอะ แล้วค่อยมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่พวกนี้”



เหวินเป่าถูกนำไปยังด้านหลังของตัวบ้าน พื้นที่โล่งกว้างก่อนถึงเรือนของคนรับใช้มีบ่อน้ำสำหรับใช้อาบน้ำ สาวใช้ของฟางซินดูแลให้เขาได้อาบน้ำจนสะอาดเอี่ยมก่อนจะนำตัวมานั่งให้สาวใช้นางหนึ่งตัดผมให้ด้วยกรรไกรคมกริบให้เข้ากับโครงหน้าเรียว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเหวินเป่าจึงได้สวมใส่เสื้อผ้าบุรุษสีเข้มตามสมัยนิยมและพากลับไปหาฟางซิน



“เหมาะเจาะดีแท้ เหวินเป่านี่แต่งตัวขึ้นทุกแบบเลยนะ แต่งชุดนางเอกงิ้วก็สะสวยแสนหวานแต่หากแต่งชุดบุรุษเช่นนี้ก็ดูหล่อเหลาราวกับดาราบนจอหนัง”



โรงภาพยนตร์เริ่มเข้ามามีบทบาทอยู่ในสังคมของชนชั้นสูง แต่ก็ซบเซาไปเพราะพิษสงคราม ฟางซินมองเหวินเป่า อย่างพอใจเมื่อจัดการกับรูปลักษณ์ใหม่จนหนุ่มน้อยไม่เหลือคราบมอมแมมอย่างเช่นเคย



เสียงอ้อแอ้ดังมาจากทางเดิน สาวใช้คนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยวัยสองขวบหน้าตาน่ารักน่าชังตรงเข้ามาส่งให้ฟางซินได้อุ้มไว้ หญิงสาวมองบุตรชายเพียงคนเดียวอย่างรักใคร่และเมื่อเด็กชายอยู่ในอ้อมกอดของมารดาก็ยิ้มกว้างหัวเราะดังลั่น



“เซียวจงลูกแม่ น้ำหนักคงจะขึ้นมาอีกแล้ว แม่จะอุ้มไม่ไหวแล้วลูก”



ภาพความอบอุ่นระหว่างมารดาและลูกน้อยทำให้เหวินเป่าน้ำตารื้นขึ้นมา แม้จะรู้ว่าแม่ของตนเองนั้นรักลูกไม่แพ้ใคร หากแต่แม่ของเหวินเป่าก็เป็นแค่หญิงคณิกาไร้การศึกษาจึงไม่เคยอุ้มชูหยอกล้อดั่งเช่นฟางซินกระทำกับฮุ่ยจง และภาพที่แม่ของเขารวมถึงเพื่อนหญิงคณิกานอนตายกันเกลื่อนเพราะถูกทารุณกรรมจากทหารญี่ปุ่นก็ยิ่งตอกย้ำความเจ็บช้ำที่มิอาจลืมเลือนจากหัวใจ



“อ้าว เหวินเป่า ร้องไห้ทำไม”



ฟางซินหันมาเห็นหยดน้ำตาที่ร่วงอาบแก้มเข้าพอดี เธอเอ่ยถามอย่างตกใจที่เห็นเหวินเป่าร้องไห้ เหวินเป่ารีบใช้หลังมือป้ายน้ำตาอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากให้ฟางซินต้องมากังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องของเขา



“ผมเห็นนายหญิงแล้วก็นึกถึงแม่น่ะครับ”



“โธ่เอ๋ย เหวินเป่า” ฟางซินอุทานด้วยความสงสารและอยากจะทำให้เหวินเป่าลืมเรื่องทุกข์ในอดีตเหล่านั้น



“มานี่สิเหวินเป่า มาช่วยอุ้มเซียวจงไปหน่อย ตัวหนักเหลือเกิน”



เหวินเป่าได้ยินก็กระวีกระวาดเข้าไปรับเด็กน้อยออกมาจากอกแม่ทันที และเมื่อได้สบตากันในคราแรกเด็กชายเฉินฮุ่ยจงก็ยิ้มกว้างให้เขาโดยไม่ร้องโยเยเลยสักนิด ทำให้เหวินเป่าตกหลุมรักบุตรชายของฟางซินและหย่งหนานทันที



“คุณชายน้อยน่ารักเหลือเกินครับนายหญิง”



“แปลกนะ กับคนอื่นนี่กว่าจะคุ้นเคยก็ร้องงอแงกันพักใหญ่ แต่กับเหวินเป่าแค่อุ้มครั้งแรกก็หัวเราะใส่เขาเสียแล้ว ดีล่ะ งั้นต่อจากนี้ฉันจะมอบหน้าที่ให้เหวินเป่าช่วยอาซิ้มดูแลเซียวจงอีกแรงหนึ่งก็แล้วกัน”



“ได้ครับนายหญิง”



เป็นหน้าที่แรกในบ้านหลังใหม่ที่เหวินเป่าแสนจะยินดี เขามองเด็กน้อยในอ้อมกอดและตั้งใจว่าจะช่วยดูแลฮุ่ยจงให้ดีที่สุดสมกับบุญคุณที่พ่อและแม่ของเด็กคนนี้มีต่อเขา



“อีกเรื่องหนึ่ง เธอได้เรียนหนังสือหรือเปล่า”



เหวินเป่าส่ายศีรษะ เขาไม่รู้แม้แต่สักตัวอักษร ที่โรงงิ้วจะใช้วิธีบอกบทให้นักแสดงท่องจำกันเอง



“ถ้าเช่นนั้นฉันจะสอนหนังสือให้เธอดีไหม จะได้มีความรู้อ่านออกเขียนได้”



“ขอบพระคุณเหลือเกินครับนายหญิง”



เหวินเป่าซึ้งใจนัก ถ้าไม่ได้อุ้มฮุ่ยจงอยู่เขาก็อยากจะลงไปคำนับฟางซินให้สมกับความดีของหญิงสาว เขาสัญญากับตนเองว่าจะกตัญญูกับคนในครอบครัวนี้ตลอดไป



เหวินเป่าเข้ากับคนในบ้านได้เป็นอย่างดี เพียงแค่วันเดียวเขาก็รู้จักกับสาวใช้และลูกจ้างชายคนอื่นเกือบทั้งหมด ทุกคนต่างเอ็นดูความมีสัมมาคารวะของเหวินเป่า เขาช่วยอาซิ้มที่เป็นคนดูแลฮุ่ยจงจนกระทั่งพาเข้านอนในยามค่ำฟางซินจึงได้เอ่ยขึ้นบ้าง



“ฉันเองก็ขอตัวไปพักผ่อนก่อนล่ะ ฤดูฝนเช่นนี้อากาศชื้นจนไอไม่หยุดเสียที ถ้าหากเป็นหวัดมีไข้ก็จะลำบากคนอื่นอีก”



ฟางซินเข้าห้องนอนแล้วแต่เหวินเป่ายังไม่ง่วงสักนิด เขานั่งเป็นเพื่อนเหม่ยฮัวสาวใหญ่ที่อยู่รอรับหย่งหนานที่ห้องโถง



“นายท่านกลับดึกเช่นนี้ทุกคืนหรือครับพี่เหม่ยฮัว”



เหม่ยฮัวพยักหน้ารับ แล้วเล่าให้ฟังอย่างคนชอบพูดชอบคุย



“คุณชายกลับดึกเกือบทุกคืนนั่นแหละ ผู้ชายบ้านนี้ต่างบ้างานกันทั้งนั้น ท่านนายพลแม้จะเข้าสู่วัยชราก็ยังทำงานหนักไม่ยอมพักผ่อน และทั้งลูกชายหลานชายก็ต่างใช้เป็นตัวอย่าง”



“แล้วถ้านายท่านกลับมาพี่เหม่ยฮัวต้องทำอะไรบ้าง”



“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ ก็แค่รับเสื้อคลุมรับรองเท้าไปเก็บ และต้องมีผ้าขนหนูกับน้ำอุ่นให้คุณชายล้างหน้าล้างตาก็แค่นั้น คุณชายไม่ใช่คนเรื่องมากหรอก”



“ถ้าแค่เช่นนั้นให้ผมอยู่รับนายท่านก็ได้ครับ พี่เหม่ยฮัวจะได้ไปพักผ่อน”



เหม่ยฮัวทำตาโตและยิ้มอย่างยินดี



“เธอจะอยู่รอรับคุณชายแทนฉันงั้นหรือ ดีจริงๆพ่อหนุ่ม ถ้าอย่างนั้นฉันขอมอบหน้าที่นี่ให้เธอช่วยนะ ขอบใจมาก”



เหม่ยฮัวรีบลุกจากเก้าอี้และเดินออกไปจากห้องโถงทันทีทิ้งให้เหวินเป่านั่งอยู่เพียงผู้เดียวในห้อง แต่เหวินเป่าก็ไม่ได้คิดมาก เขานั่งรอหย่งหนานด้วยใช้หมึกเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษตามที่ฟางซินสอนอย่างตั้งใจ



หย่งหนานกลับเข้ามาถึงบ้านเมื่อเกือบเที่ยงคืน ข่าวการรบจากฝั่งยุโรปทำให้นายทหารระดับผู้นำในกองทัพต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอเมื่อเยอรมันกำลังถูกโจมตีจากฝรั่งเศสจนเริ่มจะเพลี่ยงพล้ำ และทางสหรัฐอเมริกาก็ยิ่งจู่โจมกองทัพญี่ปุ่นทั้งทางบกและทางทะเล



เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกว้างของบ้านหย่งหนานก็พลันชะงัก ในคืนนี้มิได้มีสาวใช้มานั่งรอรับเช่นเคย หากแต่มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งนั่งฟุบหลับอยู่กับโต๊ะกลางห้องและบนโต๊ะเกลื่อนไปด้วยแผ่นกระดาษที่มีลายมือคัดตัวอักษรอยู่ หย่งหนานเดินเข้าไปอย่างเงียบกริบและหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาดูพร้อมกับยิ้มบางเมื่อเห็นความตั้งใจของเหวินเป่า



พู่กันกลิ้งตกจากขอบโต๊ะร่วงลงไปบนพื้นทำให้เหวินเป่าสะดุ้งตื่น และเพราะยังงัวเงียเมื่อเห็นบุรุษในชุดทหารมายืนอยู่ใกล้ๆเขาก็อุทานดังลั่น



“เหวอ เอ่อ นายท่าน!”



เหวินเป่าพ่นลมหายใจอออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว



“นายท่านกลับมาเมื่อไหร่ครับ ผมไม่ได้ยินเสียงเลย ผมขอโทษที่เผลอหลับ”



เพราะความตกใจและกลัวจะบกพร่องในหน้าที่ทำให้เหวินเป่าลนลานพูดหน้าตาตื่น เขารีบก้าวยาวๆไปยังมุมห้องที่เหม่ยฮัวเตรียมกาใส่น้ำร้อนไว้แล้ว เหวินเป่ายกอ่างกระเบื้องสีขาวที่มีน้ำใส่ไว้มาวางบนโต๊ะก่อนจะยกกาน้ำร้อนตามมาเทใส่ลงไปตามหลังและส่งผ้าขนหนูให้หย่งหนาน



หย่งหนานมองการกระทำของเหวินเป่าอย่างเพลิดเพลิน เขาถอดเสื้อคลุมตัวใหญ่ส่งให้เหวินเป่ารับไปและดึงผ้าขนหนูมาชุบน้ำเช็ดใบหน้าและลำคอ



“ทำงานแทนเหม่ยฮัวงั้นหรือเหวินเป่า”



“ผมอาสาเองครับ” เหวินเป่าคลี่ยิ้ม “ผมอยากตอบแทนที่ทุกคนในบ้านดีต่อผม อะไรที่ทำได้ผมก็อยากจะช่วย”



“ดีจริงที่เป็นเด็กมีน้ำใจ ฉันภูมิใจในตัวเธอนะ”



คำชมของหย่งหนานทำให้เหวินเป่ายิ่งยิ้มกว้าง เขานั่งคุกเข่าแล้วยกเท้าของหย่งหนานเพื่อถอดร้องเท้าออกมาทั้งสองข้าง เหวินเป่านำรองเท้าและเสื้อคลุมไปเก็บโดยทุกอิริยาบทอยู่ในสายตาของเจ้าของบ้าน



“ตัวอักษรพวกนี้สวยดีนะ” หย่งหนานเอ่ยชมจนเหวินเป่ายิ่งดีใจ



“นายหญิงสอนผมครับ และนายหญิงจะให้ผมช่วยดูแลคุณชายน้อยด้วย”



เหวินเป่ารีบอวด มันเป็นความภาคภูมิใจในงานสำหรับเขาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ใบหน้าสดใสฉายชัดจนหย่งหนานเผลอไผลจ้องมองอยู่นานจนกระทั่งต้องรีบเตือนตัวเองให้ตื่นจากภวังค์



“ดีแล้วที่เธอมีความสุขที่บ้านหลังนี้ ดึกแล้วรีบไปพักผ่อนเถอะ”



เหวินเป่ารับคำ เขาเก็บอ่างกระเบื้องและผ้าขนหนูที่หย่งหนานใช้จนเรียบร้อยจึงคิดจะก้าวกลับไปยังห้องนอน



“เดี๋ยวก่อนอากุย”



เสียงเรียกชื่อที่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นรั้งไว้ ทำให้เหวินเป่าชะงักเท้า หัวใจของเด็กหนุ่มระส่ำระสายเมื่อหย่งหนานเดินเข้ามาใกล้จนสามารถใช้ปลายนิ้วเชยคางของเขาให้ยกสูง ดวงตาคมยามจ้องมองทำให้เหวินเป่าเกือบจะลืมหายใจ



“เธอตัดผมทรงนี้และใส่เสื้อผ้าชุดใหม่นี้ มันทำให้เธอเปลี่ยนไป รู้บ้างไหมเด็กน้อย”



น้ำเสียงทุ้มนั่นขณะเอื้อนเอ่ย ทำให้เหวินเป่าไม่อาจละสายตาไปได้ เขาจ้องมองสบตาราวกับหย่งหนานกำลังสะกดให้เดินตามและตกลงไปในหลุมที่หย่งหนานขุดไว้



“มันทำให้ฉันดีใจเหลือเกินที่ไปช่วยเธอมาจากโรงงิ้วได้ และต่อไปนี้ฉันจะไม่ให้เธอโชคร้ายเช่นนั้นอีกแล้ว”



TBC

 ดาววววววววววววว



ความคิดเห็น