งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 14:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 10
แบบอักษร

 

 

คำสั่ง 

 

 

“ขอ ขอโทษนะคะ คือ”

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” กวีเพียงแค่ถามออกไปด้วยน้ำเสียงและใบหน้าหน้านิ่ง ๆ และเป็นอีกครั้งที่ใออัยต้องหันกลับมามอง ก็เมื่อกี้เป็นอีกหนึ่งอารมณ์แต่ตอนนี้กลับมาเป็นกวีคนเดิมเสียแล้ว

“คือนิดได้ยินเสียงคุณวีร้อง นึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณวีแต่ไม่นึกว่าจะ”

“ได้ยินเสียงของผมเหรอครับ”

“คือประตูห้องมันปิดไม่สนิทค่ะ นิดเลยถือวิสาสะเปิดเข้ามาแต่ไม่นึกว่าจะ” เหมือนใออัยจะเพิ่งรู้สึกตัวตอนที่นิดหันมามอง เจ้าตัวจึงรีบปลดแขนกวีที่กอดตัวเองไว้หลวม ๆ ออก ซึ่งกวีก็ไม่ได้ห้าม แล้วลุกออกจากตักแกร่งอย่างรีบร้อน พลางเดินไปหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ที่โต๊ะขึ้นมานั่งอ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ตอนนี้หน้าแดงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ไปทำงานงานต่อเถอะ” คนเข้ามาใหม่รีบรนรานออกไปเหมือนรู้สึกผิดที่เข้ามาขัดจังหวะที่น่าจะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่ นิดไม่รู้จะขอโทษยังไงจึงช่วยปิดประตูห้องทำงานของกวีให้แนบสนิทแทน เพื่อที่อย่างน้อยจะได้ไม่มีใครทะเล่อทะล่าเข้าไปแบบเธออีก เกือบไปแล้วนะนางนิดเกือบโดนหักเงินเดือนไปแล้วไหมล่ะ ดูจากสายตาที่กวีมองมาเธอรู้ได้เลยว่าเจ้านายของเธอต้องไม่พอใจเธอมากแน่ ๆ

“ดูนายจะชอบอ่านหนังสือนะ” พอบุคคลที่สามออกจากห้องไป แถมคราวนี้ยังช่วยปิดประตูให้อย่างดีอีก กวีจึงอดที่เอ่ยล้อคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ได้

“ครับ” ดูก็รู้ว่าใออัยไม่กล้าสู้หน้า เพราะนอกจากตอนพูดแล้วเจ้าตัวก็ยกหนังสือมาบังไว้ระดับใบหน้าตลอด อาจจะเป็นเพราะเขินหรือกำลังอายอยู่ก็ไม่ทราบ

“ไหน ๆ เขาก็ปิดประตูให้เสียสนิทแล้วก็มาให้ฉันแกล้งต่อดีไหม” กวียังคงแหย่ใออัยเล่นแต่คราวนี้ใออัยไม่ตอบเลื่อนหนังสือลงให้เห็นแค่ดวงตากลมที่มองถลึงมาที่เขาเท่านั้น แค่นั้นกวีก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าปากอวบ ๆ ของอีกฝ่ายคงกำลังบ่นและขบเคี้ยว เขี้ยวฟันใส่เขาอยู่เป็นแน่ ไม่นึกว่าใออัยจะช่วยให้เขาผ่อนคลายได้ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นรสจูบไม่ประสีประสาหรือแม้แต่เนื้อนิ่ม ๆ ที่ลื่นมือยามเขาลูบไล้ ยอมรับว่าตัวเองนั้นห่างหายจากเรื่องแบบนี้มานานมาก เกือบจะสามปีได้แล้วสินะ แต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมารู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกันได้ แถมยังไม่รู้สึกรังเกียจอีกต่างหาก แม้จะเคยว่าอีกคนเอาไว้ว่าไม่ได้อยากจะจับต้องแต่พอเอาเข้าจริงก็เป็นตัวเขาเองที่หาโอกาสสัมผัสใออัยแทบเสียทุกครั้ง สงสัยพอจบเรื่องคงต้องหาเวลาไปปลดปล่อยตัวเองเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นคนที่จะไม่ปลอดภัยอาจจะเป็นคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ในห้องนี้แทน ซึ่งสายตาที่กวีใช่มองถึงกับทำให้ใออัยต้องขยับไปนั่งชิดมุมโซฟาอีกฝั่งเหมือนระวังภัย สายตาที่กวีใช้มองมาที่ใออัยมันเหมือนกับเสือหิวทำให้คนตัวเล็กต้องระแวง ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องกลัวเพราะยังไงกวีก็เดินมาหาตนเองไม่ได้ เมื่อกี้ก็ด้วยไม่รู้ว่าพี่นิดจะเห็นอะไรไปบ้าง เพราะท่าที่เขานั่งอยู่บนตักของกวีมันก็พาลพาให้คิดไปไกลแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่นึกว่าตัวเองจะสะเพร่าขนาดลืมปิดประตูห้องให้สนิทเสียได้ อายก็แสนจะอาย สู้หน้าก็ไม่กล้าสู้ อีกคนจะรู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้บ้างไหม จะว่าไปก็นึกไม่ถึงว่ากวีจะขี้เล่นได้ขนาดนี้ หรือว่านี่จะเป็นนิสัยที่แท้จริงของอีกฝ่ายกันนะ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรืออะไรแต่ใออัยกลับรู้สึกว่านิสัยและบุคลิกแบบนี้น่ารักกว่าปกติเสียอีก

 

 

 

 

 

 

 

“ป้าอิ๊ว ป้าอิ๊ว ๆ”

“อะไร ๆ มีเรื่องอะไรเหรอนางนิด วิ่งหน้าตาตื่นมาเชียว” ผู้อาวุโสถามเมื่อคนเห็นคนตะโกนเรียกมาแต่ไกล แถมยังหอบเหนื่อยเหมือนไปวิ่งมาราธอนมาเสียอีก “แกเป็นอะไรนางนิด เล่นเอาหัวใจคนแก่จะวายตาย”

“ป้าอิ๊ว ป้ารู้ไหมว่าฉันไปเจออะไรมา” นิดพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตะหนกป่นหอบนิด ๆ ทำให้ป้าอิ๊วทิ้งสิ่งที่ทำค้างอยู่หันมาฟังด้วยความไม่เข้าใจ อะไรของมัน

“เป็นอะไรของแก ค่อย ๆ เล่ามาสิ”

“ได้ ๆ ป้า แต่ฉันขอพักเหนื่อยก่อน ถ้าฉันไม่ได้เล่าให้ป้าฟังฉันต้องอกแตกตายแน่ ๆ”

“อะไรของแกนางนี่” แกมองด้วยความมึนงง เรื่องมันใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ ตกลงมันไปเจออะไรมา

“ฉันไปเจอคุณวีกับคุณหนูอัยมานะสิป้า”

“แล้วมันแปลกตรงไหน ก็บ้านเราอยู่กันไม่กี่คน หนูอัยเขามาดูแลคุณวีก็ต้องอยู่ด้วยกันนะถูกแล้ว ตกใจอะไรไม่เข้าเรื่อง”

“มันไม่ใช่แค่นั้นนะสิป้า” ป้าแกเงยหน้าขึ้นมามองนิดจึงเริ่มพูดต่อ “ก็ที่ฉันเห็นนะ คุณหนูอัยเธอกำลังนั่งตักคุณวีอยู่นะป้า”

“ก็นึกว่าจะมีอะไร” ป้าอิ๊วหันหขวับมามองคนพูดอย่างตกตะลึง กลัวว่าจะฟังผิดไป “อะไรนะ แกพูดใหม่สิ” แกไม่อยากจะเชื่อ หรือมันจะอำแกเล่น “แกโกหกฉันหรือเปล่านางนิด”

“ฉันจะโกหกป้าทำไมเล่า ฉันไปเห็นมากับตาเลยนะ คุณหนูอัยเธอนั่งอยู่บนตักคุณวีส่วนคุณวีก็กอดเอวคุณหนูอัยไว้แน่น หน้าเน้อนี้ห่างกันไม่ถึงคืบ ป้าเอ้ยอกอีแป้นจะแตก” คนพูดแสดงท่าทางโอเวอร์ทำให้คนฟังพลอยตาโตกับเรื่องที่ได้ยินไปด้วย แม่เจ้าโว้ยอะไรจะปานนั้น เรื่องที่แกหวังไว้กำลังจะเป็นจริงแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

“จะไปไหน” กวีถามขึ้นเมื่อได้ยินเสียงขยับตัวและท่าทางของคนตัวเล็กที่ลุกขึ้นยืนเหมือนว่าจะออกไปไหน หรือจะไปเข้าห้องน้ำแต่ในห้องทำงานเขาก็มีไม่ใช่หรือ กวีคิดด้วยความแปลกใจ

หลังจากที่มื้อเที่ยงจบลงพวกเขาทั้งสองก็แทบจะไม่ได้ออกจากห้องกันเลย กวีทำงาน ใออัยก็นั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลา เพราะไม่อนุญาตให้ทำงานบ้านเพราะฉะนั้นงานที่ต้องทำก็คืออยู่ดูแลกวีเท่านั้น ตั้งแต่ตัดสินใจให้อีกคนย้ายมานอนด้วยพื้นที่ส่วนตัวที่เคยเป็นเขตจำกัดกลับถูกปล่อยให้อีกคนลุกล้ำเข้ามาเดินเพ่นพ่านได้ตามใจชอบ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ถ้ากวีจะทำงานคนตัวเล็กก็ต้องรออยู่ด้านนอกตลอดหรือไม่เขาก็เลือกออกไปทำที่นอกห้องทำงานแทน จะเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่เปลี่ยนไปก็อาจเป็นอีกสาเหตุ แต่มันก็มีอีกเหตุผลเหมือนกันที่กวียินยอมให้อีกคนเข้าออกห้องนี้ได้ตามสะดวกไม่ได้ต่างจากตัวเขาสักเท่าไหร่

“ไปดูของว่างครับ” คนตัวเล็กขยับปากตอบหลังจากเดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงาน พอรู้คำตอบกวีเลยต้องยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นมาดู พบว่าตอนนี้ปาเข้าไปบ่ายสามแก่ ๆ แล้ว กวีจึงพยักหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงอนุญาต

ถึงความสัมพันธ์จะเกินเลยไปไม่มากแต่ก็ไม่น้อยสำหรับคนที่อยู่ในฐานะเจ้านายและผู้ดูแล แต่ถึงกระนั้นการปฏิบัติตัวหรือกิริยามารยาทที่ใออัยแสดงต่อกวีก็ยังคงเหมือนเดิม แม้จะมีอาการเก้อเขินออกมาให้เห็นเป็นครั้งคราวยามเผลอสบตากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ หรือแม้แต่ตอนที่กวีพูดและเอาแต่มองริมฝีปากอวบย้อยนั้นก็ด้วย แต่พอตั้งสติได้เจ้าตัวก็ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกินขึ้น จนบางทีเป็นกวีเสียเองที่แอบหงุดหงิดเพราะใออัยไม่ยอมถาม ไม่ยอมพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนเลยสักนิด ทั้งที่เจ้าตัวควรจะถามถึงสาเหตุของการกระทำพวกนั้นแต่ก็เปล่าเลย เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าคนตัวเล็กกำลังคิดอะไรอยู่ สำหรับกวี เขาบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า พึงใจในตัวของใออัยและพอใจกับสัมผัสที่เขาเป็นคนเริ่มอย่างมาก จนบางครั้งก็ถวิลหาเหมือนเด็กหนุ่มที่หัวใจพึ่งหัดเต้นแรงกับเรื่องวาบหวิว แม้ในค่ำคืนที่ผ่านมา ๆ จะนอนข้างกัน เตียงเดียวกันแต่มันไม่ได้ทำให้ความรู้สึกร้อนรุ่มที่กวีก็รู้ดีว่าเป็นเพราะอะไรสงบลงได้เลย ถ้านับจากครั้งแรกที่แค่เผลอไปกับครั้งที่สองที่เกิดจากอารมณ์โมโห แต่ความรู้สึกจากครั้งที่สามเป็นอะไรที่เขารู้สึกพอใจเป็นที่สุด แม้รสชาติจะไม่ต่างกันแต่เพราะอีกคนยินยอมให้ความร่วมมือมันจึงรู้สึกพิเศษกว่าทุกครั้ง จนบางทีก็อยากให้มันเกิดขึ้นอีกในเร็ววันนี้ พูดแล้วก็เหมือนคนหมกมุ่น เอาแต่คิดเรื่องหาเศษหาเลยจากอีกคน ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับว่าเขาชอบความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับใออัย ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ รังเกียจหรือก็ไม่ มีแต่อยากได้เพิ่มขึ้นไปอีก ไม่รู้ถ้าร้อยกรองกลับมาจะว่ายังไงบ้าง ที่พี่ชายอย่างเขาเปลี่ยนรสนิยมจากหน้ามือกลายเป็นหลังมือแบบนี้ แต่อันที่จริงน้องชายเขาก็คงจะรู้ ๆ อยู่แล้วว่าเขากำลังจะเปลี่ยนไป

“ใออัย แกมานี้หน่อยสิ” ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นเสียงใคร ขณะที่กำลังจะเดินเลี้ยวผ่านห้องรับแขกเสียงหญิงวัยกลางคนก็เรียกเขาไว้เสียก่อน

“คุณน้า” คนตัวเล็กขยับปากเป็นคำเมื่อหันไปมอง ไม่นึกว่าจะเจออรอินทร์ในเวลานี้ ปกติถ้าไม่เช้าตรู่ก็ดึกดื่นค่อนคืนถึงจะได้เห็นหน้า ไม่ใช่ว่าคิดเหน็บแนมคนเป็นน้า แต่เพราะอรอินทร์มักจะเข้ามาบ้านในเวลาเช่นนั้นหรือก็ไม่เข้าเลย นี้ก็พึ่งเห็นหน้าหลังจากที่หายไปหลายวัน ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ไหนมา แต่พอเดินเข้าไปใกล้เพื่อจะถาม กลับได้รับคำสั่งมาแทน

“ขึ้นไปนวดให้ฉันหน่อยสิ ฉันเมื่อยจะตายอยู่แล้ว ร้อนก็ร้อน ไม่รู้หายหัวกันไปไหนหมด น้ำท่าก็ไม่เอามาต้อนรับ”

“เดี๋ยวผมไปเอามาให้” พอขยับปากบอกไป กลับได้น้ำเสียงตอบแบบกระชากกลับมา ถึงกลับสะดุ้งเพราะไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้คนเป็นน้าโกรธอีก แต่ว่าไปนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปกติอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

“ไม่ต้อง แกค่อยเอาขึ้นไปให้ฉันข้างบน ฉันจะขึ้นไปอาบน้ำ”

“ครับ”

“แล้วจะยื่นบื้ออยู่ทำไมอีก ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไง ทำไมแกชอบทำให้ฉันอารมณ์เสียอยู่เรื่อย” พูดจบก็สะบัดตัวเดินขึ้นชั้นบนของบ้านไป หลานชายเลยได้แต่มองตามตาปริบ ๆ อย่างยังงงงวยที่โดนคนเป็นน้าหงุดหงิดใส่ แต่เพราะโดนมาบ่อยจึงไม่ได้คิดอะไรมาก มันน้อยใจเกินกว่าจะน้อยใจไปเสียแล้ว

เพื่อปฎิบัติตามคำสั่งของอรอินทร์ ใออัยจึงต้องรีบยกของว่างเข้าไปให้กวีเพราะกลัวอีกคนจะหิว ถ้าอยู่ดี ๆ หายไปแบบไม่บอกกล่าว มันคงไม่ดีนัก ถึงกวีจะไม่ค่อยดุว่าเหมือนแต่ก่อน แต่อย่างน้อย ๆ เรื่องแบบนี้ใออัยคิดว่ายังไงก็ต้องบอก

“ทำไมกลับมาเร็ว” เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ คนถามเองก็ดูไม่ได้ใส่ใจยังก้มหน้าลงไปทำงานต่อ คนตัวเล็กจึงไม่ได้ตอบเพียงเดินเอาถาดที่มีขนมและน้ำผลไม้ไปวางไว้ที่โต๊ะรับแขกกลางห้องที่เป็นชุดโซฟาสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าหล่อดูชื้นเหงื่อมีให้เห็นประปรายตามโค่นผม ทั้งที่อากาศในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศทำงานอยู่ก็เย็นสบายกำลังดี

“คุณวีร้อนเหรอครับ” ใออัยถามหลังจากเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ ที่มีเอกสารกองอยู่เต็มไปหมด คนเงยหน้ามามองก็พอจะอ่านปากทันว่าใออัยนั้นถามว่าอะไร

“หือ ฉันเหรอ”

“ครับ คุณมีเหงื่อ” พอได้คำตอบ กวีเลยยกมือแตะที่ใบหน้าเบา ๆ ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่ใออัยพูดแต่ไม่มีทีท่าอะไรไปมากกว่านั้น

“อ๋อ สงสัยเสื้อผ้าที่ฉันใส่จะถ่ายเทไม่ค่อยดีน่ะ” ยิ่งแปลกก็ในเมื่อเสื้อที่กวีใส่เป็นเพียงเสื้อโปโลมีปกแขนสั้นกับกางผ้าขาสั้นเท่านั้น ไม่น่าจะทำให้ร้อนได้ “นั่นของว่างของฉันใช่ไหม”

“ครับ แต่ผมว่าคุณวีไปนั่งทานตรงนั้นดีกว่านะครับ” ได้ผล เพราะทันทีที่กวีเปลี่ยนเรื่องคุย ใออัยก็หมดความสนใจในเรื่องเหงื่อของเขาไปโดยปริยาย และที่ใออัยอยากให้เปลี่ยนที่นั่งก็เพราะกวีนั่งทำงานอยู่บนเก้าอี้ในท่านี้มานาน มันไม่เป็นผลดีเลยกับคนที่กำลังรักษากล้ามเนื้อขา หนำซ้ำอาการเหน็บชาก็จะตามมาอีกด้วย

“ก็ดีเหมือนกัน อยากจะพักสายตาอยู่พอดี นั่งอยู่แบบนี้นาน ๆ เหมือนขาฉันจะไม่มีแรงเลย” ผิดอย่างที่คิดเสียเมื่อไหร่ ใออัยเดินเข้าไปช่วยพยุงให้ลุกขึ้น “ไม่ต้องใช้รถเข็นก็ได้ เดินไม่ไกลนายประคองฉันไปก็พอ” คนตัวโตบอกเพราะไม่อยากให้ยุ่งยากระยะทางแค่นี้ไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งใออัยก็เห็นด้วยเพราะกำลังอยากให้กวีได้ยืดกล้ามเนื้อหลังจากการนั่งมาเป็นเวลานานพอดี ถึงจะยังยกขาก้าวเดินไม่ได้แต่กวีสามารถลากขาก้าวตามช้า ๆ ของการประคองที่มีใออัยคอยช่วยได้แล้ว ไม่น่าจะเป็นอะไร

“ช้า ๆ นะครับ” เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นไปบอกก็เจอเข้ากับตาคมที่กำลังมองปากอวบสีสวยของใออัยอยู่พอดี อีกทั้งรอยยิ้มนั้นยังทำให้ใออัยหน้าแดงน้อย ๆได้อีกด้วย จะยิ้มทำไมนะ ถึงจะชอบให้ยิ้มแต่ใช่ว่าต้องมายิ้มใส่ในระยะประชิดแบบนี้เสียเมื่อไหร่ ก็รู้ว่ากวีจำเป็นต้องมองปากเพราะการสื่อสารกับตนมันบังคับแต่มันก็ไม่เคยชินกับความรู้สึกที่โดนจ้องบ่อย ๆ แบบนี้เสียที คนตัวเล็กนึกบ่นในใจ

ทุกก้าวเดิน ใออัยก็ยังค่อยลุ้น ถึงจะทำกายภาพให้แล้วเห็นบ่อย ๆ แต่อาการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ของกวีมันทำใออัยอดยิ้มอย่างปลื้มปิติไม่ได้ มันเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น พอก้าวมาถึงชุดโซฟา ใออัยก็เปลี่ยนจากการจับมือทั้งสองข้างเข้าไปโอบรอบตัวของกวีเพื่อจะช่วยให้กวีย่อตัวลงไปนั่ง จะเป็นเพราะความผิดพลาดของคนตัวเล็กหรือการจงใจของคนตัวโตก็ไม่อาจทราบ ทำให้ใออัยที่ตั้งใจประคองคนให้ลงไปนั่งกลับล้มทับกวีไปเสียได้ แต่พอมองหาสาเหตุก็เห็นจะเป็นอ้อมแขนแกร่งที่กอดรอบเอวบางไว้อยู่นั่นเอง ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น พอหันกลับไปมองก็เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ประดับอยู่บนใบหน้าคม

“ปล่อยนะครับ”

“ไม่ปล่อยได้ไหม อยู่แบบนี้ฉันรู้สึกดีมาก ๆ เลยนะ” คนพูดก้มลงมากระซิบที่ข้างหูเล็ก ทำให้คนที่ฟังหน้าเห่อร้อนกับคำพูดและลมร้อนที่เป่าออกมากระทบผิวจนขนลุก ถึงจะหลายครั้งแล้วที่กวีฉวยโอกาสตอนใออัยเข้าใกล้แต่มันก็ไม่เคยชิน เวลาที่อยู่กันเพียงลำพัง นิสัยขี้แกล้งและชอบเอาเปรียบก็มักจะเผยออกมาให้เห็น และใออัยเองก็ปฏิเสธไม่ได้อย่างเต็มปากเสียด้วย

“ไม่ได้นะครับ ผมมีเรื่องต้องไปทำต่อ”

“เรื่องอะไรเหรอ แสดงว่าถ้าไม่มีเรื่องต้องทำก็อยู่แบบนี้ได้ใช่ไหม” นี่เขาจะไม่สนคำที่ใออัยขยับปากพูดเลยหรือ ไม่พอยังใช่จมูกโด่งนั้นมาเคลียคอข้างลำคอเล็กไม่ห่างจนเจ้าของมันต้องย่นคอหนี เขาชอบกลิ่นของใออัยที่มีแต่กลิ่นแป้งเด็กเต็มไปหมด ชอบที่จะทำแบบนี้ เวลาเห็นเจ้าตัวอายหน้าแดงเขายิ่งอยากจะแกล้งให้อายหนักเข้าไปอีก อยากให้อีกคนคุ้นชินกับสัมผัสที่เขามอบให้จนไม่ต้องรู้สึกว่าเรื่องระหว่างเรามันผิด เพราะมันไม่ผิดที่ผู้ชายสองคนจะรู้สึกดี ๆ ต่อกัน

“ไม่ ไม่ได้ครับ คุณน้ารอผมอยู่” มือเล็กดันอกหนาออกเพื่อพูดให้กวีเข้าใจ การหยอกล้อทำนองนี้ กวีเริ่มทำบ่อยขึ้นจนเขาตั้งตัวไม่ทัน “ผมจะไปหาคุณน้า” ซึ่งคนที่เฝ้าอ่านปากก็ทำเพียงแลบลิ้นออกมาเลียที่ริมฝีปากของตนเบา ๆ ถึงจะเข้าใจในสิ่งที่ใออัยสื่อแล้วแต่มันมีสิ่งที่ยั่วยวนให้เขาสนใจมากกว่านั้นแต่ก็ต้องข่มใจไว้ ดูเหมือนอีกคนคงอยากจะไปหาน้าสาวของตัวเองเอามาก ๆ เพราะเห็นใจที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวันหรอกนะ ไม่อย่างนั้นเขาไม่ปล่อยไปแน่

“น้าของนายกลับมาแล้วเหรอ”

“ครับ”

“อย่างนั้นก็ไปเถอะ” คนพูดยอมปล่อยแขนที่กอดเอาไว้ออกแต่โดยดี จนใออัยต้องหันไปมองใบหน้าคมนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ไม่นึกว่าจะปล่อยง่ายดายขนาดนี้ “มองหน้าฉันทำไม ไม่ไปแล้วเหรอ ก็ดีเหมือนกันนะ” ว่าจบก็ทำท่าเหมือนจะกอดใหม่ ใออัยจึงต้องรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นยืน คนบ้า ทำไมชอบแกล้ง แล้วยังมาหัวเราะกันอีกนะ “แล้วจะไปนานไหม”

“ไม่แน่ใจครับ”

“รีบกลับมานะ” ใออัยมองหน้าคนพูดอย่างไม่เข้าใจ ทำไมกวีถึงพูดหรือถามอะไรแบบนี้แต่พอได้ยินประโยคถัดมา คนตัวเล็กแทบอยากจะวิ่งออกจากห้องหนีความเขินอายที่เข้าจู่โจมแบบกะทันหัน “ฉันคิดถึง”

“แกหายหัวไปไหนมา” ทันทีที่ปิดประตูลง เสียงตวาดแว้ดก็ดังขึ้น “ฉันบอกให้แกมานวดให้ฉัน แล้วทำไมแกพึ่งจะมา คำสั่งของฉัน แกไม่ได้สนใจมันเลยใช่ไหม”

“เปล่าครับ ผมไปบอกคุณวีมาครับ” ใออัยใช้วิธีเดียวกันที่สื่อสารกับกวีกับคนเป็นน้า แต่คำตอบมันยิ่งสร้างความไม่พอใจให้เกิดแก่คนที่อ่านปากเจ้าตัวออก

“ทำไมต้องไปบอก ปล่อยให้มันรอไปจะตายหรือไง หรือว่าเดี๋ยวนี้หายใจเข้าออกเป็นมันไปหมดแล้วหา”

“คือผม”

“ไม่ต้องพูด รีบ ๆ มาทำหน้าที่ของแกได้แล้ว ฉันจะได้นอนสักที” เธอพูดขณะที่นั่งลงบนเตียง แต่ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้” อ้อ ฉันลืมอีกอย่าง วันเสาร์นี้ฉันจะพาแกออกไปข้างนอก”

“ไปไหนครับ” ใออัยขยับปากถามแต่คำตอบที่ได้มานั้น มันทำให้รู้ว่าเจ้าตัวคิดผิดที่นึกอยากรู้ เพราะสิ่งที่เขาทำได้เวลาอยู่ต่อหน้าคน ๆ นี้ก็คือเงียบและสมควรจะเงียบให้สมกับความใบ้ของตัวเองที่เป็นมาตั้งแต่เกิด

“ไม่ต้องถาม ฉันไม่พาแกไปฆ่าหรอก ถึงใจจริงฉันอยากจะฆ่าแกให้ตาย ๆ ไปสักแค่ไหนก็ตาม” ว่าจบก็ล้มตัวนอนคว่ำลงไปกับเตียงนอน ไม่ได้สนความรู้สึกของคนฟังสักนิดว่าจะรู้สึกอย่างไรกับคำพูดทำร้ายจิตใจพวกนั้น “เร็ว ๆ ฉันเมื่อยจะตายอยู่แล้ว มัวยืนเฉยอยู่ทำไม แล้วก็ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นใส่ฉัน” นอกจากจะไม่พอใจคนที่ตัวเองเรียกว่าหลานได้อย่างเต็มปากเต็มคำเพราะมันไม่ยอมขยับตัว แล้วยังต้องมาหงุดหงิดกับใบหน้าหวาน ๆ ของใออัยอีก เธอไม่ชอบทั้งใบหน้าที่มันคล้ายคลึงกับเธอหรือแม้แต่สายตาเศร้า ๆ ที่ส่งผ่านมายังเธอ มันมีแต่แววตัดพ้อและน้อยใจที่มันมีต่อเธอนั่นก็ด้วย เธอเกลียดที่มันพูดไม่ได้ เกลียดความไม่สมบูรณ์ของมัน เกลียดความห่วงใย รวมไปถึงความรักที่มันมอบให้ เกลียดจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาเวลาเห็นมันอยู่ในสายตา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีต่อกี่ปีเธอก็ยังเกลียดใออัยไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะมันคนเดียวที่ทำลายชีวิตเธอพังจนไม่น่าให้อภัย “แกอย่ามาทำตัวน่ารำคาญให้ฉันเห็นนะ”

“ครับ” ใออัยรับคำ แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่อรอินทร์สั่ง ไม่มีสิทธิ์หือหรืออืออะไรทั้งสิ้น คนตัวเล็กคิดอย่างน้อยใจก่อนจะลงมือนวดไปตามไหล่บางที่เล็กกว่าเจ้าตัวนิดหน่อย เพื่อหวังให้คนเป็นน้าได้สบายตัวและหวังว่าอารมณ์ของเธอจะดีขึ้นด้วย

“ว่าแต่ไอ้วีมันเป็นยังไงบ้าง ท่าทีของมันที่มีต่อแก มันไว้ใจแกบ้างหรือยัง แต่เท่าที่ฉันเห็นมันไว้ใจแกในระดับหนึ่งเลยนี่” พออารมณ์เริ่มเย็นลงก็ถามถึงในสิ่งที่อยากรู้ อย่างน้อยความคืบหน้าที่เห็นก็ทำให้เธอไม่มองว่าใออัยไร้ค่าจนเกินไป ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์เรียกขึ้นมาใช้งาน ปากก็พูดไปในขณะที่ร่างกายก็ได้รับความผ่อนคลายทำให้อารมณ์เธอดีขึ้นจนสามารถลดน้ำเสียงที่แข็งกระด้างลงไปได้บ้าง อรอินทร์ยังพูดไปเรื่อย ๆ ให้คนที่นวดตัวเธออยู่ได้ฟัง โดยที่ไม่รู้เลยว่าสีหน้าของใออัยในตอนนี้มันเป็นอย่างไร “ก็ดีแล้วล่ะ แต่มันยังไม่ถึงจุดที่ฉันพอใจ แกต้องทำให้มันไว้ใจและเชื่อใจแกมากกว่านี้ แล้วฉันจะมีงานให้แกทำ พอเสร็จเรียบร้อย แกจะไปอยู่เกาะกับตายายของแกตามเดิมก็ได้และฉันก็จะไม่ไปวุ่นวายกับแกอีก”

“ครับ” แม้คนนอนคว่ำอยู่จะไม่เห็นแต่เจ้าตัวก็เลือกที่จะขยับปากรับคำออกมา ถือว่าเขารับรู้แล้ว หวังว่างานที่ให้ทำคงไม่เหมือนกับที่อรอินทร์เคยทำหรอกนะ ไม่เช่นนั้นชีวิตใออัยคงเหมือนตกอยู่นรกและมีตราบาปไปชั่วชีวิตเป็นแน่

“แต่จะให้ดี แกก็อย่าไปหลงเสน่ห์มันเข้าเสียล่ะ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นฉันจะไม่ห้ามแต่ต้องไม่ใช่กับไอ้ง่อยนั่น” คนพูดพลิกตัวหันมาสบตา ตอนนี้ใออัยเองก็ชะงักมือไปกับคำพูดพวกนั้นเช่นกัน

“ไม่”

“จะเถียงหรือไงว่าแกเป็นผู้ชาย ก็ใช่ที่ร่างกายแกมันเป็นผู้ชาย แกอย่าลืมสิว่าตัวแกมันประหลาดแค่ไหน”

“ทำไมถึงได้” ใออัยไม่คิดว่าอรอินทร์จะรู้เรื่องนี้ เพราะคนที่น่าจะมีแค่หมอ ตาอุ่น ยายนิ่มและก็เจ้าตัวที่เดินทางไปตรวจด้วยกันเท่านั้น

“ฉันรู้จักตัวแกดีกว่าที่แกรู้จักตัวเองเสียอีก จำไว้ถ้าแกคิดจะรักผู้ชาย คน ๆ นั้นต้องไม่ใช่กวี ไม่ใช่คนบ้านนี้ เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม ใออัย” อรอินทร์จ้องตาคนฟังอย่างไม่ลดละ คล้ายกับว่าอยากจะขอคำตอบตกลงในสิ่งที่เธอพูด เพราะนั้นเป็นการบังคับไม่ใช่การขอร้อง

“ครับ”

“กับผู้หญิงจะเป็นใครก็แล้วแต่แก แต่อย่าหาเรื่องปวดหัวมาให้ฉันรับรู้ก็แล้วกัน” เหมือนจะสนใจแต่สุดท้ายก็ไม่ เธอคงกลัวว่าเขาจะสร้างปัญหาให้เธอเสียมากกว่า ถ้าเกิดวันหนึ่งอรอินทร์มอบความห่วงใยให้ตัวเขาขึ้นมาสักนิด วันนั้นคงเป็นวันที่ใออัยมีความสุขที่สุด

กังวลแบบไม่มีสาเหตุเห็นจะไม่ใช่ เพราะใออัยรู้ดีว่าสาเหตุมันมาจากเรื่องใดและใครเป็นคนทำให้รู้สึกแบบนี้ ความคิดที่มันว้าวุ่นตีกันสับสนไปหมด เพียงเพราะคำพูดแค่ไม่กี่คำที่ทำให้เจ้าตัวต้องมานั่งเป็นทุกข์แบบนี้

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

“เปล่าครับ” ยังจะมาโกหก ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าสีหน้าเจ้าตัวนั้นเป็นยังไง ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรให้คิดมาก หลังจากที่บอกกวีว่าจะไปหาอรอินทร์ พอกลับมาก็เห็นเอาแต่ถอนหายใจถึงจะไม่มีเสียงแต่แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นบนร่างกายก็พอจะเดาได้ บางทีกวีเรียก ก็ยังไม่ได้ยินเหมือนตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่ในโลกส่วนตัว แล้วนี้ก็ใกล้จะเข้านอนกันอยู่แล้ว อาการเหล่านี้ก็ยังไม่หายไป

“แต่หน้านายมันไม่ได้บอกแบบนั้น”

“ไม่มีอะไรจริง ๆ ครับ” ยังคงปฏิเสธ แถมยังยิ้มร่าเริงกลบเกลื่อนอีก จะให้ถามเซ้าซี้ก็ไม่ใช่นิสัย มันอาจจะเป็นเรื่องที่เจ้าตัวไม่อยากบอกใครหรือบอกใครไม่ได้ ถ้าอยากระบายก็คงจะพูดออกมาเอง กวีคิดแบบนั้นแต่เขาคงไม่รู้ว่าอาจจะไม่มีวันได้รู้เพราะใออัยเป็นคนที่เก็บความลับเก่งเหลือเกิน ไม่อย่างนั้นป่านนี้เรื่องที่เกิดเมื่อสามปีก่อนกวีคงได้รู้ไปนานแล้ว

“ฉันควรเชื่อนายดีไหม โอเค ถ้านายยืนยันแบบนั้นฉันก็จะไม่ถามต่อแต่ตอนนี้มันดึกแล้วและนายควรจะนอนได้แล้ว” กวีพูดพลางเหลือบมองดูนาฬิกาเพราะตอนนี้ก็เลยเที่ยงคืนมาหลายนาทีแล้ว หลังจากกวีทำงานเสร็จได้สักพักแต่คนตัวเล็กก็ไม่เห็นจะรู้ตัวสักที เห็นเอาแต่นั่งเหม่อเหมือนคนคิดอะไรไม่ตกแบบนั้นมาตั้งนานสองนาน ใออัยรู้ว่าปกติกวีจะเข้านอนตอนสามทุ่ม แต่ช่วงนี้เขามีงานต้องทำทุกวันจึงต้องนอนดึกเพราะที่บริษัทมีเรื่องปัญหาเกิดขึ้น ยิ่งตัวเขาอยู่บ้านไม่ค่อยได้เข้าไปที่นั้นเลยต้องตามเช็คตามดูกันแบบนี้ตลอด ดีที่ยังพอมีคนที่ไว้วางใจ พอจะมอบหมายให้ทำงานแทนได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สะดวกจะทำอย่างอื่นควบไปด้วยแบบนี้เป็นแน่ กวีอยากให้ร้อยกรองมาช่วยแต่งานของน้องชายเขาก็ไม่เอื้อที่จะแบ่งเวลามาทำงานในส่วนธุรกิจของทางบ้านได้ กวีเลยไม่คิดจะบังคับให้มาทำด้วย เพราะงานที่ร้อยกรองทำ เจ้าตัวเขารักและใฝ่ฝันมาตลอด แต่ถึงยังนั้นกวีก็ยังได้มอบหมายงานสำคัญชิ้นหนึ่งให้ไปทำ ก็ถือว่าก็เสี่ยงอยู่เหมือน

สามปีแล้วที่เขาต้องนั่งอยู่บนรถเข็นแต่ก็ต้องทำงานอยู่ทุกวัน ต้องรับมือกับธุรกิจมากมายที่คนเป็นพ่อทิ้งไว้ให้ดูแลหลังเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เขากว่าจะผ่านจุด ๆ นั้นมาได้ก็ลำบากเอาการอยู่เหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่หนุ่มหล่อ อนาคตไกล ที่พึ่งจบปริญญาโทจากเมืองนอกมาหมาด ๆ ต้องมาคอยดูแลธุรกิจที่เป็นทั้งของตัวเองและที่ไม่ใช่ของตัวเอง แล้วไหนจะสภาพร่างกายที่พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็เปลี่ยนสถานะภาพไปเป็นดั่งคนพิการ ไหนจะสภาพจิตใจที่ย่ำแย่เพราะสูญเสียบิดา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมารดาก็พึ่งจะจากเขาไปได้ไม่นาน กวีเหนื่อยจนแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ แทบอยากจะตายตามบุพการีทั้งสองไปเสียด้วยซ้ำ แต่พอเขาได้รู้เรื่องบางอย่างและสาเหตุการตายที่คุมเครือของคนที่เป็นที่รัก มันทำให้เขาต้องอดทนเพื่อต่อสู้กับพวกสารเลวเหล่านั้น และหนึ่งในพวกมันก็คงจะเป็นน้าสาวของคนที่เอาแต่นั่งเหม่ออยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่ว่าพาลโกรธคนเป็นหลานไปด้วยเพราะกวีแยกแยะแยะออกว่าใครเป็นคนทำ ไม่ได้คิดเหมารวมไปเสียหมด อาจจะมีบ้างที่นึกระแวงแต่มันก็เป็นเพียงสัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องมี เพราะเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าใออัยจะรู้เรื่องระยำพวกนั้นด้วยหรือเปล่า ถ้าเกิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย กวีคนนี้จะเป็นคนมอบบทเรียนที่ทำให้เจ้าตัวได้สำนึกเองว่าคิดผิดที่มาเล่นกับเขา ถึงการเก็บใออัยไว้ใกล้ตัวอาจจะเป็นอันตรายต่อตัวเขาแต่มันก็เป็นวิธีเดียวที่พอจะจับพิรุธอีกคนได้ กวีพอจะรู้มาบ้างว่าอรอินทร์กำลังหาทางทำอะไรสักอย่างอยู่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่าเธอจะใช้วิธีไหนมารอบกัดเขาอีก อยากจะจัดการให้มันเด็ดขาดแต่ว่ามันยังไม่ถึงเวลา ตราบใดที่ตัวการใหญ่มันยังหลบซ่อนอยู่แบบนี้ เลยกลายเป็นว่าทุกอย่างที่อยู่ในความดูแลของเครือ 'บดินทร์อารักษ์' กวีจึงต้องดูแลเองหมดทั้งหมด

“คุณวีง่วงหรือยังครับ”

“นิดหน่อย นายเองก็ง่วงแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ครับ”

“นายช่วยเอาเอกสารพวกนี้ไปเก็บให้ฉันหน่อยสิ วางไว้แถวนี้แหละ พรุ่งนี้ฉันจะดูต่ออีก” คนตัวเล็กทำตามอย่างว่าง่ายเพราะมันเป็นหน้าที่ปกติของเจ้าตัวอยู่แล้ว ใออัยทำทุกอย่างเหมือนปกติเช่นทุกวันตั้งแต่ที่เข้ามานอนในห้องนี้ เริ่มจากช่วยกวีขยับตัวลงนอน มาปิดไฟกลางห้องและไฟหัวเตียงฝั่งกวี เสร็จแล้วก็ก้าวขึ้นเตียงเพื่อสวดมนต์ไว้พระเตรียมตัวนอน ตั้งแต่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ ใออัยแทบจะนับครั้งได้ที่ตัวเองไหว้พระก่อนนอน บางทีก็มีเรื่องเครียดจนหลงลืมไปหรือไม่ก็เหนื่อยจนเผลอหลับเสียก่อน วันนี้เองก็เช่นกันเพราะมีเรื่องไม่สบายใจ เจ้าตัวเลยอยากหาที่พึ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวทางจิตใจเสียหน่อย

กวีไม่อยากกวนเพราะเหมือนใออัยจะมีเรื่องที่ต้องคิดมาก เลยเพียงแค่นอนนิ่ง ๆ มองคนทำกิจวัตรก่อนนอน เขาเองก็ไม่ค่อยได้ไหว้พระสักเท่าไหร่ททยิ่งใส่บาตรทำบุญยิ่งนับครั้งได้ เห็นทีต้องหาเวลาไปทำบ้าง รู้สึกเหมือนเป็นคนบาปชอบกล ขณะที่นอนคิดคนตัวเล็กก็ไหว้พระเสร็จพอดี

“ฉันไม่อยากบอกให้นายอย่าคิดมากเพราะพูดไปนายก็คงคิดอยู่ดี ไม่มีใครห้ามสมองไม่ให้คิดได้หรอก” ใออัยหันมามองคนที่นอนพูดเหมือนให้กำลังใจเขาอยู่ “เรื่องบางเรื่องก็คิดให้มันแค่พอดี ถ้าคิดเยอะไปก็เป็นทุกข์ ปล่อยวางบ้าง อย่างน้อยก็อย่าคิดจนมันทำร้ายตัวเอง คิดวันนี้พอแล้วพรุ่งนี้ค่อยตื่นมาคิดใหม่ก็ยังไม่สาย”

“ครับ”

“ยิ้มอะไร” กวีพูดเสียดิบดีแต่อีกคนกับนั่งหัวเราะ แม้จะไม่มีเสียงแต่เห็นเพียงท่าทางก็มากพอที่ดูออกว่าใออัยอยู่ในอารมณ์ไหน ซึ่งกวีคิดว่ารอยยิ้มแบบนี้มันเหมาะกับใออัยมากกว่าเป็นไหน ๆ

“คุณวีอยากบวชไหมครับ”

“พูดใหม่สิ ฉันพูดแค่นี้นายจะไล่ฉันไปบวชเลยเหรอ ทีหลังฉันจะไม่พูดปลอบนายแล้ว”

“ขอบคุณนะครับ” พูดพร้อมรอยยิ้ม ที่นาน ๆ ทีกวีถึงจะได้เห็นแต่นั้นก็เล่นเอาคนมองตาพร่าได้เหมือนกัน

“นายก็บอกแต่ฉันให้ยิ้มบ่อย ๆ แล้วนายล่ะ ทำไมถึงไม่ชอบยิ้ม”

“ผมเหรอ” ใออัยขยับปากถาม แม้จะมีเพียงแสงไฟจากหัวเตียงเพียงแค่ฝั่งเดียวแต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่กวีจะมองรูปปากของอีกคนยามที่ขยับเป็นรูปคำต่าง ๆ “คุณวีอยากให้ผมยิ้มบ่อย ๆ เหรอครับ”

“ก็ดีกว่าหน้าเศร้า ๆ ที่นายชอบทำ เห็นแล้วหงุดหงิด ชีวิตไม่มีเรื่องให้ยิ้มได้เลยหรือไง คิดถึงแต่เรื่องที่ให้ยิ้มได้สิจะมัวแต่อมทุกข์อยู่ทำไม”

“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

“เลิกขอบคุณฉันได้แล้ว แล้วก็รีบนอนมันดึกแล้ว และถ้าวันนี้นายนอนไม่หลับเพราะเอาแต่คิดมาก นายจะโดน”

“โดน” ใออัยทวนถามด้วยความสงสัย ถ้าเขานอนไม่หลับจะโดนอะไร แต่พอเห็นสายวาววับของอีกคนขนกายก็เหมือนจะลุกขึ้นกะทันหัน โดยเฉพาะสันหลังที่รู้สึกเสียวแปลก ๆ

“โดนฉันรังแกจนเหนื่อยแล้วหลับไปยังไงล่ะ”

“คุณวี” ยังมาทำหน้าทะเล้นใส่กันอีก บ้าที่สุดเลย ทำไมกวีถึงเอาแต่คิดเรื่องแบบนี้ ใออัยเองก็พอจะรู้ว่าการรังแกที่กวีหมายถึงนั้นคืออะไร แล้วก็ไม่รู้ทำไมตัวเองถึงต้องไปกลัวด้วย ทั้งที่กวีก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น

“ลองไหมล่ะ”

“ไม่เอาครับ” เกลียดนักเชียวสายตาแพรวพราวแบบนี้ “ผมจะนอนแล้ว” สำหรับกวี การได้แหย่ใออัยก่อนนอนถือเป็นเรื่องผ่อนคลายชั้นดีเลยล่ะ

“เอาสิ” จบคำใออัยก็หันไปปิดไฟแต่พอจะล้มตัวนอนกลับถูกดึงเบา ๆ จากคนที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม เจ้าตัวล้มไปซบอยู่บนอกแกร่งแต่พอจะดิ้น ก็ได้ยินน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ดังขึ้นในความมืด

“นอนอยู่ตรงนี้แหละ ฉันไม่ทำอะไรนายหรอกแต่ถ้านายยังจะดิ้นอันนั้นก็ไม่แน่” กวีหยุดพูด รอดูปฏิกิริยาจากคนในอ้อมแขน เมื่อเห็นว่าไม่ขัดขืนกวีจึงเริ่มพูดต่อ “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าชีวิตนายต้องเจออะไรมาบ้าง เพราะฉันเองก็ไม่ได้รู้จักนายดีสักเท่าไหร่ แต่ฟังนะใออัย ชีวิตคนเรามันไม่ได้มีอะไรมาก ถ้าเราเลือกจดจำหรือเก็บแต่สิ่งที่เลวร้ายมาคิดนายก็จะไม่มีวันที่ยิ้มอย่างมีความสุขออกมาได้เลย อยากให้นายลองมองย้อนกลับไปว่าอะไรบ้างที่เป็นเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของนาย แล้วนายจะรู้เองว่าชีวิตนายไม่ได้แย่จนเกินไป ยังมีเรื่องที่ทำให้นายมีความสุข สร้างรอยยิ้มให้กับตัวนาย ไม่รู้ว่าในความคิดของนายตอนนี้กำลังคิดถึงอะไรหรือใครอยู่ แต่นายไม่สามารถวิ่งไปกอดเขาเพื่อขอกำลังใจหรือร้องไห้กับเขาได้ นายจะกอดฉันแทนก็ได้นะ คิดเสียว่าฉันเป็นคน ๆ นั้น คนที่นายอยากกอดเขามากที่สุด” แรงกอดที่เกิดขึ้นบริเวณรอบเอวหนาทำให้กวีหยุดชะงัก เขาไม่คิดว่าใออัยจะกอดเขาจริง ๆ และสัมผัสเปียกชื้นที่แนบมาบนอกมันทำให้กวีรู้สึกว่าเรื่องที่ใออัยกำลังวิตกกังวลคงสาหัสมากจริง ๆ ยิ่งอ้อมแขนเล็กพยายามกอดเขาแน่นขึ้นเท่าไหร่ กวีก็นึกอยากกอดปลอบมากเท่านั้น ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงความคิด อ้อมแขนหนาก็ตวัดโอบไหล่บางที่สะท้อนขึ้นลงจากการร้องไห้แต่ไร้เสียงอย่างหลวม ๆ มืออีกข้างก็ลูบอยู่ที่เรือนผมนิ่มเบา ๆ คล้ายจะโอ๋เด็กน้อยที่กำลังเสียขวัญ “ไม่ต้องพูด ไม่ต้องคิดมาก ลืมมันไปให้หมด ฉันจะอยู่กับนายเอง จำคำพูดฉันได้ไหมที่ฉันเคยบอก ว่าตรงนี้มีแค่ฉันกับนาย ถ้าจะคิดก็ให้คิดถึงแค่เรื่องของฉันกับนาย เข้าใจหรือเปล่า”

ไม่รู้ว่าใออัยร้องไห้ไปนานหรือหนักแค่ไหน รู้แค่ว่าเจ้าตัวร้องจนเหนื่อยและหลับไป โดยที่ยังมีมือหนาของกวีคอยลูบผมนิ่มกล่อมไปเรื่อย ๆ ดวงตาคมสายแววสะท้อนในความมืด อย่างใช้ความคิดแต่ดวงตานั้นก็ล้าเต็มทน เหมือนว่าในอีกไม่ช้าตัวเขาเองก็ใกล้จะเข้าสู้ห้วงนิทราตามคนที่นอนหลับอยู่ในอ้อมแขนไปอีกคน คำพูดพึมพำที่พอจะจับใจความได้ถูกเอ่ยออกมาพร้อม ๆ กับที่เปลือกตาหนาค่อย ๆ ปิดลง

“ฉันไม่ชอบน้ำตาของนายเลยสักนิด”

 

 

 

 

 

 

 

 

“แล้วยังไงเหรอครับ” กวีถาม เท่าที่อรอินทร์มาเรียบ ๆ เคียง ๆ คุยด้วย ใจความก็ประมาณว่าอยากขอให้คนเป็นหลานหยุดทำหน้าที่สักวัน ที่จริงการที่ผู้หญิงคนนี้จะไปไหนมาไหน กวีก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่แรกอยู่แล้ว จะบอกหรือไม่บอกก็ไม่ใช่เรื่องสะลักสำคัญที่ต้องไปใส่ใจ แต่เพราะมีชื่ออีกคน ที่ตอนนี้กำลังไปเตรียมของว่างให้มาเกี่ยวข้อง ใช่ว่ากวีเป็นคนชอบซักไซ้แต่เห็นทีคงต้องถามกันเสียหน่อย ถึงยังไงใออัยก็ยังเป็นคนดูแลของเขาอยู่

“ก็อย่างที่น้าบอกไป ว่ามีธุระจำเป็นที่ต้องพาน้องใออัยออกไปด้วย จะให้อยู่ ๆ พาออกไปก็คงไม่ดีสักเท่าไหร่ ก็เลยมาขอยืมตัวหลานชาย หวังว่าคุณกวีจะอนุญาต”

“ทำไมถึงคิดว่าผมจะไม่อนุญาตล่ะครับ คนเป็นน้าหลาน เป็นครอบครัวเดียวกัน ก็คงอยากจะหาเวลามาอยู่ด้วยกันบ้างเป็นเรื่องปกติ ผมเข้าใจนะครับ ว่าตัวคุณน้าเองก็ใช่จะมีเวลาว่างมาเหลียวแลหลานตัวเองสักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าไปขัดขวางไม่ให้เขาไปกับคุณน้าสุดที่รัก ผมก็คงจะเป็นคนใจร้ายน่าดู” แม้ใบหน้าคมจะมีรอยยิ้มประดับอยู่ แต่คำพูดนิ่ง ๆ กลับแสดงความหมายไปในทางตรงกันข้ามและดูท่าคนฟังก็น่าจะเข้าใจ ไม่ เช่นนั้นเธอคงไม่ต้องยืนข่มอารมณ์โดยการกัดริมฝีปากด้านในและยิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไรเหมือนอย่างในตอนนี้ กวีอาจคิดว่าการพูดคุยครั้งนี้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะแต่เปล่าเลย เพราะดูท่าว่าอรอินทร์คงจะไม่ยอมแพ้ให้กับคำที่ใช้พูดเพื่อจิกกัดเธอเช่นกัน

“ได้ฟังอย่างนี้น้าค่อยโล่งอกขึ้นมาหน่อย” เธอพูดทิ้งค้าง พร้อมกับยิ้มไปให้คนที่มีศักดิ์เป็นลูกเลี้ยงที่มันไม่เคยนับว่าเธอเป็นแม่และเธอก็ไม่คิดจะรับมันเป็นลูก “ดีนะคะ ที่คุณกวีไม่ได้ถามน้า ว่าจะพาน้องใออัยไปทำธุระอะไร ที่ไหน ไม่อย่างนั้นน้าคงรู้สึกลำบากใจมากแน่ ๆ”

“ทำไมล่ะครับ”

“ก็น้าไม่รู้จะตอบยังไงน่ะสิค่ะ เพราะธุระที่จะไปทำ มันเป็นเรื่องส่วนตัว” อรอินทร์เน้นชัดในประโยคส่งท้ายพร้อมกับรอยยิ้มคล้ายผู้ชนะ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเธอจงใจว่ากระทบ แต่กวีก็ทำเมินเพราะเพียงแค่นั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังพูดติดตลกเหมือนคนแกล้งซื่อไม่รู้ความนัยที่อรอินทร์อยากสื่อกลับไปอีกด้วย

“นั่นสิครับ พอคุณน้าพูดแบบนี้ผมก็ชักอยากจะรู้ขึ้นมาแล้วสิ ว่าธุระที่ว่ามันคืออะไร” เพียงเท่านี้ก็ได้เห็นกริยาโดยแท้ นอกจากอาการจีบปากจีบคอพูดจะหยุดชะงักไป เขายังเห็นอีกว่าเธอทั้งเผลอกัดฟันแน่นและชักสีหน้าไม่พอใจใส่ แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับไปยิ้มแย้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่กวีและอรอินทร์จำเป็นต้องพูดคุยกัน ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็เป็นทั้งคู่ที่ยั่วยุุกันได้ตลอด แม้จะมีรอยยิ้มแต่ก็มีคำพูดฟาดฟันกันอยู่ร่ำไป ไม่ได้ต่างจากการทะเลาะกันเสียงดัง เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นสงครามประสาทกันเท่านั้น อาจจะแปลกที่เขายังเรียกเธอคนนี้ว่าน้า ทั้งที่ก็ออกตัวชัดว่าไม่ชอบและเกลียดมากแค่ไหน หรือทำไมไม่ไล่ไปให้พ้น ๆ บ้านนี้จะได้สงบสักที ถ้าคนเราไม่มีเหตุผลจำเป็น มีหรือที่จะปล่อยให้คนอันตรายแบบนี้อยู่ใกล้ตัว “คุณน้าอย่าคิดมากสิครับ ผมแค่ล้อเล่น แต่ถ้าจะบอกจริง ๆ ผมก็ไม่ขัดหรอกนะ”

“แหม่ ไม่รู้มาก่อนเลยนะคะ ว่าคุณกวีจะเป็นคนขี้เล่น ถึงว่าหลานน้าถึงได้ติดขนาดนั้น”

“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งครั้บ แต่จะว่าไม่ติดเลยก็ไม่ใช่อีก” กวีเว้นระยะพูด เพื่อรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย “อย่างว่าแหละครับ ก็ในเมื่อเขาเป็นผู้ดูแลของผม มันก็ต้องติดกันเป็นเรื่องธรรมดา และเขาก็คงจะติดผมไปอีกนานนะครับผมว่า” เป็นประโยคที่กวีเองก็ไม่เข้าใจ แต่มันก็ไม่ใช่เหมือนเขาเองก็อาจจะเข้าใจมัน เพียงแต่ไม่มั่นใจในความคิดเท่านั้น ไม่รู้ว่าอรอินทร์พูดมาเพื่อแสดงเจตนาไหน แต่กวีก็เลือกจะตอบตามความรู้สึกที่คิดว่าเข้าใจไม่ผิด แต่นั้นกลับทำให้แววตาของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป มันดูเหมือนไม่ชอบใจยิ่งกว่าตอนที่เขาพูดจาเพื่อแหนบแนมเธอเสียอีก ซ้ำยังไม่คิดจะปิดบังใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้อีก

“เหรอคะ แต่น้าว่าคงอีกไม่นานแล้วล่ะค่ะ ถ้ายังไงน้าคงขอตัวก่อนแล้วกัน” ว่าจบก็หมุนตัวเดินออกไป ซึ่งก็สวนทางกับคนเป็นหลานที่ถือถาดขนมเข้ามาในห้องรับแขกพอดี เธอเดินผ่านไปโดยที่ไม่ได้เรียกหรือพูดอะไร และอาการที่ว่ามันทำให้ใออัยหยุดยืนแล้วหันไปมองอย่างฉงนในอาการของอรอินทร์ ที่แสดงออกมาชัดเจนผ่านทางสีหน้าว่ากำลังไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่ ทำไมคุณน้าถึงได้ทำหน้าหน้าโมโหขนาดนั้นกันนะ คนตัวเล็กได้แต่ตั้งคำถามขึ้นภายในใจแต่พอหันมามองอีกคน ใออัยยิ่งฉงนหนักขึ้นไปอีก เพราะสิ่งที่เห็นเป็นกวีที่นั่งยกยิ้มซึ่งต่างกับอรอินทร์อย่างสิ้นเชิง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น