ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 34 เมื่อเหล่าตัวสำรองออกโรง (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 34 เมื่อเหล่าตัวสำรองออกโรง (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.3k

ความคิดเห็น : 43

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.พ. 2560 01:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 34 เมื่อเหล่าตัวสำรองออกโรง (100%)
แบบอักษร

 

 

 

เมื่อเหล่าตัวสำรองออกโรง

 

  

 

                   'เอาแล้วไง งั้นรอเดี๋ยว กำลังจะไปหา'

 

                  “เฮ้ยไอ้วิน ถ้าเอ็งกำลังเดินมาตามทางเล็กๆเลียบเขาลูกนี้อยู่ละก็ หลบให้ดีๆ เพราะจากที่ข้ามองจากตรงนี้พวกมันกำลังรีบวิ่งร้อยเมตรแข่งกันไปที่ไหนซักที่ว่ะ”

 

                   เสียงทุ้มบอกยังไม่ทันจะจบดี ชีวินก็รับรู้แรงสะเทือนใต้ฝ่าเท้าบอกให้รู้ว่ากำลังมีใครหรืออะไรสักอย่างใกล้เข้ามาด้วยความเร็วทำเอาหัวหน้าหน่วยบอดี้การ์ดเลิกคิ้วก่อนจะรีบพุ่งหลาวเข้าพงหญ้าข้างทางชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด

 

                   ผ่านไปนาทีกว่าๆ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเงียบไปและเริ่มเข้าสู่โหมดปกติร่างสูงของชีวินจึงเดินออกมายืนตรงจุดเดิมเมื่อครู่แล้วเป่าลมออกจากปากพรืดใหญ่พลางมองฝุ่นแดงๆที่ยังตลบอยู่บนพื้นผิวถนนลูกรังอย่างสงสัย

 

                   “แปลกเว้ย พวกมันจะไปไหนกันทำอย่างกับกระทิงแตกฝูง หรือว่า......”

 

                   'หรือว่าอะไรวะ?'

 

                   “หรือว่าพวกมันเห็นพวกตัวเองที่โดนจัดการแล้ว!”

 

                   “งั้นก็เตรียมตัวเลย เพราะเผื่อพวกมันเห็นก็คงต้องปะทะกันละคราวนี้”

 

                  “ภีมยังอยู่บนที่สูงอยู่ไหม?”

 

                  'ยังอยู่เฮีย แล้วผมก็รู้ด้วยว่าพวกมันวิ่งแข่งร้อยเมตรไปทำไม'

 

                  “แล้วพวกมันวิ่งทำไม?”

 

                  'ไปที่ท่าแล้วเฮีย แต่หลังจากนั้นเฮียคงไม่อยากรู้หรอก'

 

                  “ยังไงวะ?...”

 

                  'ตอนนี้ผมกำลังประเมินสถานการณ์จากสิ่งที่เห็น เรือของเรากำลังจะเข้ามาจอดเทียบใกล้ๆเรือของพวกนั้นแล้วครับผม'

 

                 “เฮ้ย!! ใครออกคำสั่ง?”

 

                  'อันนี้ผมไม่รู้ ก็อยู่ด้วยกันเนี่ย'

 

                  “วิน ต่อสายถึงเอกสิ ถามดูว่าเกิดอะไรขึ้น”

 

                  'รอเดี๋ยว.....'

 

                  “แล้วเห็นอะไรอีก?”

 

                  'เห็นความขาวครับเฮีย ต้องขอบคุณกล้องที่ซูมได้ชัดขนาดนี้....'

 

                  “อะไรขาว?”

 

                   'ขาขาวๆ แขนขาวๆ หน้าหวานๆครับเฮีย อันนี้ขอบรรยายคนเดียวก็พอ เฮียคงไม่อยากให้ผมบรรยายคนของเฮียหรอก เพราะตอนนี้ตะวันลงน้ำไปแล้ว'

 

                   เท่านั้นแหละคนฟังถึงกับนึกภาพตาม ต่อมาไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นฟันคมก็บดเข้าหากันจนได้ยินเสียงฟันกัดกัดกันกร๊อด

 

                   “ว่าไงวิน?”

 

                   'ดูเหมือนว่าที่ภีมพูดจะถูกหมดเลยว่ะ ลูกน้องบอกว่า น้องๆเขาขอให้เอาเรือเข้ามาใกล้ๆฝั่งเอง'

 

                   พจน์ได้ยินถึงกับไม่สบายใจ เพราะรู้สึกเป็นห่วงคนบนเรือขึ้นมาติดหมัด เพราะถ้าเกิดปะทะกันคราวนี้อาจจะโดนลูกหลงได้

 

                  “บอกให้เอกรีบขยับเรือออกไป”

 

                  พจน์กัดฟันพูด อยากจะเขย่าหัวใครสักคนให้หลุดตอนนี้จริงๆ

 

                  'คงจะยากแล้วละเฮีย เพราะตอนนี้เด็กๆลงเล่นน้ำกันแล้ว'

 

                  “ คิดว่ามาปิกนิกกันหรือไง?!”

 

                  “คงใช่....”

 

                   นายยอดไม่ออกความเห็น แต่จากที่ยืนฟังเงียบๆก็พอจะเดาออกว่าเป็นยังไง มือดำคล้ำอย่างคนที่คุ้นชินกับงานหนักสกิดแขนลุงเด่นตัวปลอมเบาๆแล้วทำมือชี้บอกว่าตามข้าพเจ้ามา

 

                    หลังจากเดินมาได้ไม่ถึงห้านาทีก็เจอกับชีวินที่ดักทางอยู่ ส่วนภีมก็มาตามมาสมทบหลังจากนั้นไม่นาน

 

                   “ไหนต่อสายไปหาเอกอีกที คราวนี้ข้าพูดเอง”

 

                    “ได้....”

 

                    “เดี๋ยวก่อนวิน”             มือที่กำลังจะต่อสายของชีวินชะงักเมื่อได้ยินเสียงห้าม            “มาคิดอีกทีถ้าลองได้พากันลงเล่นน้ำแบบนี้ต่อให้บอกให้ขยับเรือคงจะเสียเวลาไปโข ลองพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสหน่อยเป็นไร ถ้าพวกนั้นช่วยเรียกร้องความสนใจให้เรา เราอาจจะเข้าถึงตัวไอ้เสี่ยประดิษฐ์ง่ายเข้าไปอีก”

 

                    “เข้าท่า งั้นก็แปลว่า พวกมันวิ่งไปที่ท่าเรือสอง ก็เหลือแค่ไอ้เสี่ยกับคนของมันแค่คนเดียว ทีนี้ก็ง่ายเข้าอีก”

 

                  “งั้นคงต้องรีบจัดการ เพราะพวกอีกสองคนของมันอาจจะกลับมาไวกว่าที่คิดโดยที่เรายังไม่ได้ลงมืออะไรกันเลยด้วยซ้ำ”

 

                 “โอเค นายยอดช่วยนำทางไปที่กระท่อมของมันเลย”

 

                  “ได้ครับคุณ”

 

                  “เอ็งจัดการเรื่องนั้นแล้วใช่ไหมวิน?”

 

                   “เรียบร้อย ถ้าเร่งหน่อยอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง”

 

                   เรื่องนั้นของชีวินกับพจน์ที่คุยกันภีมที่ฟังเงียบๆอยู่ก็รู้ดี มีอยู่คนเดียวที่ฟังแบบไม่เข้าใจก็คือนายยอดที่เหลือบมองหน้าหล่อเหลาของภีมที มองหัวหน้าบอดี้การ์ดที เหลือบมองร่างสูงใหญ่ของพจน์ที แล้วก็พลันนึกไปถึงคุณหมอคนเมื่อเช้า ในความรู้สึกของนายยอดตอนนี้คือพวกเขาทำบุญด้วยอะไรกันหนอ ถึงได้หล่อล่ำ สง่าผ่าเผย และเก่งกล้าสามารถไม่กลัวใครคล้ายกับเทพสงครามลงมาจุติยังไงอย่างงั้น

 

                  “ตรงนี้ละครับ ถ้าพวกนั้นไปสอง ก็คงเหลือแต่เสี่ยกับไอ้โต้ง หรือถ้าไอ้โต้งอยู่ในถ้ำกับคนงาน ตอนนี้เสี่ยก็อยู่คนเดียว”

 

                 “ข้าว่าตอนนี้พวกมันคงเริ่มสงสัยแล้วละว่าคนของมันหายไปไหน”

 

                 “คิดเหมือนกันเลย ที่วิ่งไปอาจจะเป็นแผน”

 

                 “นั่นสิ ถ้าเป็นแผนของพวกมันที่จะล่อเราออกไปจริงๆ เราต้องทำแผนซ้อนแผนล่อหมาออกจากถ้ำ(?) รอดูว่ามันจะทำยังไงต่อ”

 

                 “งั้นตอนนี้ต้องทำอะไรซักอย่าง เอ็งดูลาดเลา ส่วนนายยอดช่วยได้มากเลย งั้นจากนี้ช่วยกลับเข้าไปในถ้ำแล้วถ้ามีอะไรผิดสังเกตให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ที”

 

                  “ได้ครับ..”

 

                  นายยอดรับคำแล้วค่อยๆย่องเงียบกลับเข้าไปทำงานเหมือนเดิม ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้คุณๆเขาจัดการทางนี้กันเอง

 

 

 

 

                 ในจังหวะที่ฝั่งบนเกาะกำลังจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับไอ้เสี่ยประดิษฐ์ เพราะเริ่มเบื่อ(?) เต็มที อีกทางฝั่งหนึ่งของพวกเดียวกันนั้นก็กำลังจะเริ่มแผนการเรียกร้องความสนใจจากลูกน้องไอ้เสี่ยประดิษฐ์ และมันก็ได้ผลมากจนเรียกได้ว่าเกินความคาดหมาย เพียงเพราะหนึ่งในนั้นคือคนผมยาวที่แค่พระพริบตาหวานปริบๆ กัดปากอิ่มแล้วเอียงหน้าขมวดคิ้วทำตาไม่เข้าใจเท่านั้นเอง เท่านั้นจริงๆ หนึ่งในสมุนของไอ้เสี่ยพุงพลุ้ย นาม 'ไอ้เบิ้ม' ก็แทบแดดิ้นลงไปซบแทบเท้านาง

 

                 “ทำไมไม่ได้ละคะพี่ขา”

 

                 เสียงหวานตะโกนถาม เพราะทันทีที่เอาเรือจะเทียบท่าก็มีคนสองคนหน้าตาเหมือนเป็นญาติกับโจรภาคใต้มาบอกว่าเป็นที่ส่วนบุคคล และห้ามเอาเรือเข้าเทียบท่าโดยเด็ดขาด ซ้ำยังไม่ให้ใครลงจากเรือขึ้นฝั่งถ้าไม่ได้รับอนุญาติ คนหน้าหวานจึงตะโกนถามอย่างที่เห็น

 

                 “เสี่ยไม่ให้ใครขึ้นไปบนเกาะก่อนที่จะได้รับอนุญาต พวกคุณกลับไปเถอะที่ตรงนี้เป็นที่ส่วนบุคคลห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกขึ้นมาเดินเพ่นพ่านมันรบกวนการทำงานของคนงานเขา”

 

                  หนอย!!! ทิวาเข่นเขี้ยวในใจ พูดออกมาได้ไม่อายปากว่าเป็นที่ส่วนบุคคล ไอ้หน้าด้าน

 

                  “แล้วเสี่ยอยู่ไหนละคะ ให้ทิไปขออนุญาตกับเสี่ยเองก็ได้ค่ะพี่ขา น้าาา ทิอยากถ่ายรูปจริงๆค่ะพี่ นะพี่นะ”

 

                  เสียงที่ออดมาอีกอย่างหวานหูพี่คะพี่ขาของคนหน้าหวานทำให้ไอ้สองหน้าโหดหันไปมองตากัน ฝ่ายหนึ่งอยากให้ขึ้นมาใจจะขาดเพราะชอบของสวยงาม กับอีกคนคือไอ้ 'บัติ' ที่แอบมองคนผมสั้นที่ตัวเปียกเพราะเพิ่งขึ้นจากน้ำก่อนที่มันจะกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อบังเอิญเห็นยอดอกสีชมพูที่ชูชันดันเนื้อผ้าเข้า

 

                  “กูก็อยากให้ขึ้น เพราะตอนนี้ของกูก็กำลังจะขึ้น แต่มันจะมีปัญหาทีหลังนะโว้ยถ้าเสี่ยไม่อนุญาตก่อน”

 

                  “ให้ขึ้นไปก่อนแล้วค่อยไปถามก็ได้นี่หว่า กูอยากจัดการนังผมยาวใจจะขาดแล้วว่ะ ขาวชิบหาย ไม่ต้องพูดถึงตอนปอกออกหมด”

 

                  “ไอ้หื่นเอ้ย มึงก็เป็นซะอย่างนี้เวลาเห็นผู้หญิง”

 

                   “โด่ ไอ้ปอด แล้วมึงล่ะ กูรู้ว่ามึงก็สนใจไอ้คนผมสั้นอยู่เหมือนกัน กูเห็นมึงกลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกจะหลุดอยู่แล้ว เถอะน่าเชื่อกู ให้ขึ้นมาแล้วบอกให้ไปถามเสี่ยเอง ถ้ามีปัญหานักก็เจี๋ยนซะก็สิ้นเรื่อง”

 

                  “สิ้นเรื่องบ้านพ่อมึง มึงดูพรรคพวกของมัน มองมาที่มึงกับกูหน้าสลอนขนาดนั้น แล้วดูตาพวกมัน กูว่า......”

 

                  “ทำยังกับไม่เคย เอาน่า พาขึ้นมาก่อน กูอยาก กูเสี้ยน อยู่บนนี้มาหลายอาทิตย์จนกูเมื่อยมือแล้ว วันนี้ได้กินของดีก่อนตายไม่เสียดายชาติเกิด”

 

                 “ไอ้ปากหมา มึงอย่ามาพูดเป็นลาง ตายเตยอะไร แล้วตกลงว่าถ้าเสี่ยไม่ตกลงมึงเป็นฝ่ายรับผิดคนเดียว กูไม่เกี่ยว”

 

                 “เออ ก็ได้ ให้กูรับผิดชอบคนเดียว งั้นกูก็มีสิทธิ์จัดการนังคนผมยาวกับไอ้หนุ่มผมสั้นหน้าหวานก่อนมึง ที่เหลือมึงค่อยรับเดนจากกูก็แล้วกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

 

                     สองหน้าโหดยืนซุบซิบปรึกษากันจนเมื่อเสียงหวานตะโกนเร่งมาอีก

 

                   พี่ ….พี่ขา...... พี่หนวดสุดหล่อ ว่ายังไงคะ ให้น้องทิขึ้นไปขอกับเสี่ยเองก็ได้ค่ะ”

 

                    เพียงเมื่อได้ยินว่าสุดหล่อเท่านั้นแหละ ไอ้คนมีหนวดที่เสี่ยประดิษฐ์จ้างมาให้เป็นมือปืนคุ้มกันก็เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นหมารับใช้ ยิ้มร่าจนอวดฟันเหลืองไปทั้งปาก แถมในอกฟูฟ่องภูมิใจประหนึ่งว่าตนนั้นเป็นเทพบุตรลงมาจุติบนโลกก็ไม่ปาน

 

                   “งั้นก็ได้ ขึ้นมาเลย แต่มีข้อแม้อยู่ว่าให้ขึ้นได้แค่สองคน”

 

                    “เอ๋ ทำไมละคะ พี่ๆเขาก็อยากเห็นเหมือนกันอ่า”

 

                     คนผมยาวต่อรอง เรื่องอะไรจะขึ้นไปกันสองคน ไม่รู้ว่าพวกพี่ภีมอยู่ตรงไหนกัน ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าขึ้นไปตอนนี้คงได้เจอดีทั้งขึ้นทั้งล่อง

 

                     “นะคะพี่ พี่หนวดคนดี พวกพี่ๆเขาก็อยากเห็น พวกเรายังไม่เคยเห็นเขาเก็บรังนกกันจริงๆเลยสักที จะไปไหนก็มีแต่คนห้าม มาที่นี่ก็มีคนห้ามอีกเหรอคะ?"

 

                    ปกบางยื่นอย่างน่ารัก บวกกับจังหวะที่คล้ายดั่งไม่ตั้งใจเมื่อคนผมยาวปาดผมทั้งหมดของตัวเองไปกำไว้ด้วยมือข้างเดียว เผยให้เห็นต้นคอระหง ร่องไหปลาร้าได้รูป ไหล่มนกลมกลึง กับความขาวชนิดหนึ่งไม่มีสองที่กำลังล้อเล่นกับแสงสวยยามเที่ยงวัน บวกกับดวงหน้า ตากลมโต และปากบางอิ่มที่แย้มยิ้มหวานตลอดเวลาทำให้คนที่จ้องตาเป็นมันกลืนน้ำลายเอื๊อกจนลูกกระเดือกแทบหลุด

 

                     “กูว่าให้พวกมันขึ้นมาเถอะว่ะ ไม่ได้กินได้ดมกลิ่นก็ยังดี”

 

                     ไอ้เบิ้มว่าอย่างนั้น แต่ไอ้บัติกลับไม่เห็นด้วย

 

                    “ไปถามเสี่ยให้แน่ใจก่อน ถ้าเสี่ยอนุญาตกูจะไม่ว่าอะไรมึงซักคำ”

 

                    “เฮ้ย ให้ขึ้นมาก่อนแล้วค่อยพาไปหาเสี่ย เผลอๆเสี่ยจะชอบด้วยซ้ำที่จู่ๆก็มีอีหนูเดินเข้าไปถึงที่ คอยดูนะ ได้เข้าใกล้เมื่อไหร่กูจะสวมวิญญาณปลิง ทั้งดูดทั้งเกาะไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลยแม่งเอ้ย!”

 

                     ไอ้เบิ้มหมั่นเขี้ยว กำลังจะป้องปากตะโกนบอกคนหน้าหวานบนเรือว่าให้ขึ้นมาได้ แต่มันก็ต้องชะงักกึก เลือดเกาเดาแทบไหลเมื่อช่วงจังหวะหนึ่งที่ร่างบอบบางหันกลับมามองตน ลมทะเลก็พัดแรงพาให้กระโปรงผ้าเนื้อบอบบางปลิวไหวให้ใจหวิวเล่น

 

                     ภาพต้นขาเนียนๆยังติดตา บวกกับหน้าหวานๆที่เหมือนจะเขินอายแล้วรีบตระครุบชายกระโปรงลงปิดเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือปรางแก้มที่แดงก่ำจนไอ้เบิ้มเคลิ้ม ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนก็เพิ่งเห็นนางฟ้าตัวเป็นๆก็วันนี้

 

                     “กูไม่ไหวละ ขอยลโฉมใกล้ๆหน่อยเถอะ”    ไอ้เบิ้มว่าแล้วป้องปากตะโกน   “ขึ้นมาเลยครับคนสวย เสี่ยอนุญาตแล้ว”

 

                     “เฮ้ย ไอ้เบิ้ม อนุญาตตอนไหนวะ ทำไมไวงี้”

 

                     “กูก็ไม่รู้ แต่กูจะให้ขึ้นมาละ ช้างฉุดไม่อยู่แล้ว”

 

                     สองคนที่กำลังหันมามาปรึกษาหารือกันเองโดยลืมไปซะสนิทว่าจังหวะที่ละสายตาอยู่นั้น คนบนเรือก็ถือโอกาสลงเรือทันทีที่ได้โอกาสเพราะจ่ออยู่แล้ว และก็ไม่ได้ลงมาสองคนอย่างที่ได้คุยกันไว้แต่แรก จนเมื่อพวกมันหันไปเห็นเข้านั่นแหละ

 

                    “เฮ้ยยย!! // เฮ้ยยยย!!”

 

                    ดูเหมือนจะช้าไปหน่อย เพราะเพียงไม่กี่วินาทีที่หันหน้าละสายตามา เรือยางลำเล็กที่บรรจุคนได้เป็นสิบก็มาพร้อมกับคนสิบคนจริงๆ โดยเฉพาะคนหน้าหวานที่ยิ้มหวานสู้เล่นเอาคำพูดที่ตระเตรียมไว้ต้องไหลกลับลงไปพร้อมกับน้ำลายของไอ้เบิ้มเอง

 

                    แล้วความหวังที่จะได้ยลโฉมเนื้อนวลใกล้ๆเป็นอันอันตธานหายวับไปในพริบตากับภาพชายฉกรรจ์ที่ล้อมหน้าล้อมหลังคนหน้าหวานสองคนคล้ายกับเดือนล้อมดาวประหนึ่งว่ากลัวสองคนตัวบางตรงกลางจะเป็นอะไรไป ไอ้เบิ้มไอ้บัติคิดเช่นนั้น

 

                     แต่พวกมันก็หารู้ไม่ว่า เหล่าพี่ๆบอดี้การ์ดกำลังสะบัดร้อนสะบัดหนาวเสียวสันหลังวาบๆ เพราะถ้าขืนปล่อยให้คนหน้าหวานขึ้นเกาะมากันเองตามลำพังอย่างที่ไอ้หน้าโจรมันว่า มีหวังพวกพี่ๆนี่แหละจะเละเป็นโจ๊กก่อนใครเพื่อน เพราะฉะนั้นหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมปล่อยคนงามไว้กับพวกมันตามลำพังเพื่อชีวิตน้อยๆของพวกพี่เอง

 

                    “พี่หนวดไม่ต้องตกใจไปนะคะ คุณพ่อเห็นก็เลยเป็นห่วงน่ะค่ะ ทิกับพี่ตะวันไม่เคยมาเที่ยวแบบนี้เลย เลยให้พี่ๆตามมาดูแล”

 

                   กระดากปากจริงๆพับผ่า ทิวากัดลิ้นตัวเอง ไม่เคยมาเที่ยวแบบนี้ หึ! หนักกว่านี้กูก็เคยมาแล้ว แต่หากใครจะได้ล่วงรู้ความคิดในใจเพราะเมื่อสิ้นเสียงคำว่า 'ดูแล' ยิ้มหวานก็แจกอีกราวกับควักเอาขนมออกเข้าล่อเด็กสามขวบ จนไอ้คนหน้าเหี้ยมลืมไปเลยทันทีว่าจะพูดอะไรไปเมื่อครู่

 

                    “ม ไม่เป็นไร งั้นจะพาไปหาเสี่ยแล้วกัน ถ้าเสี่ยบอกให้กลับ พวกคุณทุกคนต้องกลับขึ้นเรือทันทีตกลงไหม”

 

                    “ตกลงค่าาา”

 

                    ทั้งภาพและเสียงมาพร้อมๆกันจนไอ้คนที่เอาแต่จ้องหน้าหวานอยากจะแหวกวงล้อมของชายฉกรรจ์เข้าไปยลเนื้อนวลใกล้ๆ และยังเสียงน้ำลายที่กลืนดังเอื๊อกทำให้พี่ๆบอดี้การ์ดเหลือบตาไปมองหน้าไอ้เบิ้มราวกับนัด

 

                     “งั้นตามมาทางนี้ กระท่อมเสี่ยอยู่อีกทาง”

 

                       ทิวาเหลือบตาไปมองด้านหลังพี่เอกกับพี่ๆอย่างขอบคุณ แขนที่คล้องแขนตะวันไว้แน่นแทบจะกอดกันกลม พลางกระซิบบางอย่างที่แม้จะมีคนอยู่รอบข้างแต่มีใครหาได้ยินไม่นอกจากเจ้าตัวทั้งสอง

 

                       “ดูสายตามันสิ ทิต้องระวังตัวเองให้ดี ถ้ามันเล่นไม่ซื่อ”

 

                       “น่า น่า รับรองจะดูแลตัวเองสุดชีวิต อีกอย่างพวกพี่ๆคงไม่ปล่อยให้เราเป็นอะไรหรอก”

 

                        “ก็ค่อยยังชั่วไงที่มากันหลายคน ถ้าเกิดจะมาแค่สองคนเราไม่ให้ทิขึ้นมาหรอกนะ”

 

                       “ตะวันดูนั่น......”

 

                       ทิวาไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายของตะวัน เมื่อตาบังเอิญไปเห็นการทำงานของคนงานเข้าซะก่อน จากนั้นร่างเล็กก็สวมวิญญาณคุณหนูผู้เอาแต่ใจหยิบกล้องที่ตนคล้องคอเอาไว้มากดชัตเตอร์แบบรัวเร็วชนิดห้ามไว้ไม่ทัน

 

                      “อย่าเพิ่งถ่าย ยังไม่อนุญาตให้ถ่าย”

 

                      “ทำไมละคะพี่หนวด?”

 

                     “อะแฮ่ม ผมชื่อเบิ้ม”

 

                     “อ๋อค่ะ ทำไมเหรอคะพี่เบิ้ม?”

 

                    “ผมให้คุณถ่ายน้ำ ถ่ายฟ้า หรือตรงไหนก็ได้ของเกาะ ยกเว้นคนงานกำลังทำงาน”

 

                   “ก็แหมเวลาคนทำงาน ถ้าเขารู้ว่ามีกล้องอยู่มันจะไม่เป็นธรรมชาติเหมือนกับที่แอบถ่ายนี่คะ อย่างพี่เบิ้มตอนนี้ก็เหมือนกัน”

 

                    หยอดไปอีกหน่อยพร้อมกับลั่นชัตเตอร์เก็บภาพหน้าไอ้เบิ้มไว้ในเมมโมรี่แบบเต็มๆโดยที่มันไม่ทันได้ห้าม แต่พอถึงบทจะห้ามก็ต้องแพ้นัยตาหวานๆที่กระพริบปริบๆราวกับเด็กน้อยไร้เดียงสากับปากบางที่ยื่นนิดๆ ไอ้เบิ้มจึงปล่อยเลยตามเลย

 

                    “นั่นไงครับ กระท่อมหลังนั้นแหละของเสี่ย”

 

                     ขบวนคนสิบกว่าคนที่ตบเท้าสามัคคีกันเข้าไปใกล้ตัวกระท่อมทำให้บุคคลที่แอบซุ่มปรึกษากันอยู่ก่อนหน้าพากันทำตัวอำพรางให้กลมกลืนกับสถานที่โดยที่โดยที่กลุ่มผู้มาใหม่ไม่อาจได้ล่วงรู้เลยว่า ตาของคนแอบมองอยู่ก่อนจ้องตามร่างบางแทบไม่กระพริบ

 

                     “เสี่ยครับเสี่ย”

 

                      “มีไรวะ?”

 

                      ร่างที่กลมออกข้างเรียกง่ายๆว่า 'อ้วน' กับความสูงที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า 'เตี้ย' ปล่อยให้พุงพลุ้ยๆนำหน้าออกมาก่อน แต่แล้วไอ้เสี่ยประดิษฐ์ก็สะดุดกึกอยู่กับที่พร้อมกับตาที่เล็กเท่าเม็ดก๊วยจี้เบิกโพลงขึ้นอย่างน่าขัน เพราะท่ามกลางคนแปลกหน้าที่ยืนเรียงกันหน้าสลอน หนึ่งในนั้นคือคนผมสั้นหน้าหวานที่ยืนอยู่ข้างๆคนหน้าหวานผมยาวอีกคน ทำให้เสี่ยประดิษฐ์อึ้งตะลึงในความน่ารักน่าใคร่ กว่าที่สำเนียงพูดไดๆจะเปล่งออกมา

 

                      “แล้วนั่นใครกันวะ ใครอนุญาตพวกมึงให้พาคนแปลกหน้าเข้ามาหากู”

 

                     “คือ คุณเขามาจากกรุงเทพน่ะเสี่ย เห็นบอกอยากจะขอเสี่ยเข้าไปถ่ายรูปคนงานเก็บรังนกคำวิทยง วิทยาอะไรซักอย่างนี่แหละ”

 

                     “วิทยานิพนธ์ค่ะ”

 

                     เสียงหวานที่แทรกขึ้นทำให้เสี่ยประดิษฐ์แลตาไปมองคนพูด แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทำอะไรก็ต้องอึ้งกันเป็นแถว เพราะคนผมยาวยกมือขาวขึ้นแนบแก้มตัวเองแล้วปล่อยเสียงออกมาประหนึ่งว่าได้เห็นไอดอลในดวงใจ

 

                    “กรี๊ดดดดด ทั้งอ้วน ทั้งเตี้ย ขึ้นกล้องสุดๆเลยค่ะเสี่ยขา!!”

 

                      ห๊ะ?!!

 

                     พวกพี่ๆแทบไม่เชื่อหู ต่างก็หันขวับไปมองคนพูดที่กำลังวี๊ดว๊าย แต่คนหน้าหวานก็ไม่ได้อธิบายหรือไขความกระจ่างไดๆให้ใครฟังเพราะตอนนี้ยังไม่ว่าง เพราะอะไรน่ะเหรอ?

 

                        แช๊ะ! แช๊ะ! แช๊ะ!

 

                        ก็นี่ไง

 

                       เสียงรัวชัตเตอร์ดังเป็นข้าวตอกแตกเมื่อคนผมยาวยกกล้องที่เอาคล้องคอมาด้วยขึ้นเล็งไปที่ไอ้เสี่ยร่างอ้วนแล้วรีบเก็บภาพไว้ในเมมโมรี่อย่างกับว่าได้เจอซุปตาร์ตัวเป็นๆมายืนอยู่ตรงหน้า ไม่ปล่อยให้เสียเวลาไปแบบเปล่าประโยชน์เลยแม้แต่สักวินาทีเดียว ทั้งแนวตั้งแนวขวาง พลิกกล้องซูมแบ็กกราวเอาให้ชัดๆ ทั้งกระท่อมหลังที่ร่างอ้วนเตี้ยของเสี่ยประดิษฐ์ยืนอยู่กับสมุนของมัน รวมทั้งฉากภูเขาด้านหลังชนิดที่ใครเห็นภาพแล้วเอามาเทียบกับสถานที่จริงต้องยอมรับว่าใช่ที่นี่แน่ๆ เสียงกดชัตเตอร์ดังอยู่นานหลายนาทีชนิดที่ซุปตาจำเป็นถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออก

 

                       หลังจากนั้นคนหน้าหวานก็ลดกล้องลง แล้วเป่าปากฮู้ เหมือนกับว่าช่วงเวลานั้นตนก็แทบลืมหายใจไปเหมือนกัน ก่อนที่โปรยยิ้มหวานจะแจกอีกรอบ

 

                      “แหม ที่นี่สวยจังเลยนะคะ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีที่ดีๆแบบนี้ แถมยัง....”

 

                      เสียงหวานค้างไว้แค่นั้นแล้วร่างบางก็เดินแหวกพี่ๆวิ่งตึก ตึก ตึก ขึ้นบันไดสองสามขั้นเข้าไปหาไอ้เสี่ยพุงพลุ้ยโดยลำพังชนิดที่ไอ้เสี่ยประดิษฐ์เองก็ยืนอึ้งอยู่กับที่เพราะมัวแต่ตะลึงในความน่ารักของคนผมยาว

 

                      “แถมยัง......มีคนน่าสนใจขนาดนี้.....อยู่ที่นี่ด้วย”

 

                      คราวนี้ยิ่งกว่าคำว่าอึ้งครับ แต่ละคนทั้งอึ้งทั้งตัวแข็งแถมอ้าปากค้างมองตามมือขาวๆที่กำลังไต่ไปตามสาบเสื้อลายสีแสบที่ไอ้เสี่ยมันสวมอยู่

 

                     “ทั้งเกาะทั้งเจ้าของเกาะน่าสนใจพอๆกันเลยค่ะ”

 

                     เปรี๊ยะะ!!!

 

                      ถ้าใครสักคนที่อยู่ตรงนี้มีฌาณวิเศษหรือหูทิพย์ตาทิพย์ก็คงได้ยินเส้นเลือดที่สมองของใครบางคนกำลังเต้นตุบๆแทบแตก

 

                     หมับ!!

 

                    พจน์หลุบตามองมือที่กำลังกำแน่นของน้องชาย อีกทั้งตาคมที่กำลังจ้องเขม็งไปที่เป้าหมายอย่างพอจะเข้าใจความรู้สึก เพราะตอนนี้ตนกับน้องชายรู้สึกอยากจะสั่งสอนคนหน้าหวานตรงนั้นว่าอย่างริอ่านเล่นกับไฟ พอๆกับอยากเหยียบไอ้เสี่ยพุงพลุ้ยให้จมเกาะ

 

                    มือหนาสะกิดไหล่ชีวินที่กำลังกอดอกยกยิ้มขำเป็นสัญญาณว่าให้เริ่มลงมือได้ เพราะขืนช้ากว่านี้มีหวังแผนพังเพราะแรงหึงโหดของใครบางคนเป็นแน่แท้

 

                    เอกสิทธิ์ถึงกับหูผึ่งเมื่อได้ยินเสียงของสัตว์ชนิดหนึ่งเข้า และลูกน้องที่มาด้วยกันก็มีกิริยาไม่ต่างกันนัก ต่างก็เหลือบตามองกันไปมาคล้ายกับส่งซิกแนล แล้วรองหัวหน้าก็เหลือบตามองคนผมยาว กะคร่าวๆว่ารูปที่คนตัวบางถ่ายได้น่าจะพอสำหรับใช้มัดตัวไอ้เสี่ยโลภมากกับสมุนของมันแล้ว

 

                     “ตอนนี้เหรอครับ?”

 

                      ตะวันกระซิบถามกลับเมื่อพี่เอกขยับเข้ามาใกล้ พยายามไม่เหลือบตามองไปมาจนผิดสังเกต และเมื่อสมุนหน้าโหดของไอ้เสี่ยประดิษฐ์ที่ชื่อบัติหันมาเห็นเข้าจึงยิ้มอ่อนๆส่งไปให้เหมือนไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะเสตาหลบ มองไปที่ทิวาเพราะอีกฝ่ายดูเหมือนจะเก่งเหลือเกิน เจื้อยแจ้วแบบน้ำไหลไฟดับขนาดนายประดิษฐ์ที่ขี้รำคาญยังยืนฟังเหมือนต้องมนต์สาริกาลิ้นทอง

 

                      แต่จะทำยังไงดี?

 

                      ตะวันเริ่มคิดแผนไว้ในหัว ถ้าเดินเข้าไปสะกิดแบบโต้งๆก็จะผิดสังเกตเกินไป และเพียงเสี้ยววินาทีที่กำลังรำพันดูเหมือนว่าพลังจิตที่ตะวันส่งไปจะแรงใช้ได้ จู่ๆทิวาก็หันขวับกลับมามองเหมือนโดนสกิดยังไงอย่างงั้น แล้วยิ่งพอเห็นตะวันขมวดคิ้วแล้วมองมา ความสามารถพิเศษอีกอย่างของทิวาก็เริ่มทำงานอีกครั้ง

 

                      “เสี่ยขา เอ่อ ห้องน้ำเสี่ยไปทางไหนเหรอคะ คือ.......”

 

                       คนงามก็ไม่ได้บอกหรอกว่าจะไปทำไม แค่นิ้วเรียวเกี่ยวกันไปมาอย่างเขินๆ ไอ้เสี้ยชีกอก็หัวเราะในความน่ารักของสาวน้อยผมยาว(?)

 

                       ช่างน่ารักน่าชังจริงๆ

 

                       “ทางนั้นเลยหนู เชิง เชิง เชิงตัมสะบัย”

 

                     ทางนั้นที่ว่าคือต้องเดินตามทางไปอีกหน่อยแล้วจึงเห็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่มุงหลังคาสังกะสี แต่ข้างฝากลับล้อมแค่หญ้าคาแค่พอบังตาไม่ให้คนข้างนอกมองทะลุเข้าไปเห็นข้างใน ส่วนข้างๆห้องน้ำที่ว่าก็ไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครทำให้ดูดีเพราะมีแต่หญ้าคาสูงท่วมหัวจนกลัวว่างูจะฉกตายเข้าสักวัน

 

                    “งั้นทิขอตัวเลยนะคะเสี่ย ตกลงเสี่ยอนุญาตให้ทิถ่ายรูปคนงานแล้วใช่ไหมคะ?”

 

                    “ถ้าเพื่อการศุกษาอย่างที่อาหนูทิบอกเสี่ย เสี่ยก็ไม่ว่าอาไล”

 

                    “ขอบคุณค่ะ แหม เสี่ยนี่น่ารักจังเลย”

 

                     ทิวาจบคำว่าน่ารักด้วยการบิดแก้มอูมๆของเสี่ยประดิษฐ์อย่างหยอกล้อ ทำเอาคนมองอยู่ถึงกับทำหน้าไม่ถูกไปตามๆกัน รวมทั้งคนที่กำลังมองผ่านกล้องส่องทางไกลก็ถึงกับคิ้วกระตุกเลยทีเดียว

 

                      “งั้นทิไปก่อนนะคะเสี่ย”

 

                      ก่อนจะผละออกมาก็ขยิบตาให้หน่อยหนึ่ง แล้วทิวาก็รีบคล้องแขนตะวันดึงให้เดินเร็วๆไปทางห้องน้ำจนขาแทบขวิด ทำให้คนที่มองจากด้านหลังหัวเราะเบาๆอย่างเข้าใจ

 

                      “คงจาอยากเข้าห้งน้ำมักๆ น่าลักจริงๆเด็กสมัยนี้”

 

 

                       เปล่า กูไม่ได้อยากเข้าห้องน้ำ ทิวาบอกในใจ กูอยากล้างมือ

 

                      “ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ขยะแขยง”

 

                       ขอบคุณพระที่ยังพอมีน้ำให้ล้างมือแบบนี้ มือบางถูแล้วถูอีกจนนิ้วเรียวเริ่มแดง ทำให้ตะวันที่กำลังยืนมองหัวเราะเบาๆ

 

                      “แต่ทิก็เก่งนะ พูดอะไรกับไอ้เสี่ยนั่นเป็นนานสองนานเหรอมันถึงเออออห่อหมกกับทิขนาดนั้น ถ้าเป็นเราป่านนี้คงโดดหนีไปไกลแล้ว”

 

                      “ฝืนตัวเองแบบสุดๆ ไม่เคยฝืนอะไรเท่านี้มาก่อนเลยด้วย”

 

                     “เราถึงบอกว่าทิเก่งไง”

 

                      ตะวันแหวกหญ้าออกมองข้างนอก เห็นพวกพี่ๆยืนล้อมห้องนี้ไว้จากทางเข้าเพื่อกันไม่ให้สมุนของไอ้ประดิษฐ์หรือใครเดินตามเข้ามาในขณะที่สาวๆ(?)กำลังใช้ห้องน้ำ

 

                      “แล้วเมื่อกี้พี่เอกบอกอะไร?”

 

                      “บอกให้เรารีบๆ.....”

 

                      แซ๊กกก แซ๊กกกก

 

                      ขวับ!

 

                     “ใครน่ะ!?....”

 

                      ทิวาถาม ตะวันจึงรีบแหวกหญ้าดูอีกทางแต่ก็เห็นพวกพี่เอกกับคนอื่นยืนอยู่ห่างๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ได้สนใจจะหันมามองทางนี้ด้วยซ้ำ

 

                     “ทิ พวกพี่เอกยังอยู่ข้างนอกครบเลย แล้วใครอยู่ตรงนั้น”

 

                     แซ๊กกก! แซ๊กกกก!!

 

                    หญ้าที่ใช้มุงเป็นฝาห้องน้ำขยับอย่างรุ่นแรงเหมือนมีใครกำลังพยายามจะพังมันเข้ามาทำให้ทิวาตั้งการ์ดเอาตัวบังตะวันไว้อย่างปกป้อง ส่วนตะวันเห็นแบบนั้นก็หันมองซ้ายมองขวาเพื่อหาอาวุธ แต่แล้วหน้าหวานก็จ๋อยเมื่อไม่เห็นมีอะไรพอที่จะใช้ป้องกันตัวได้เลยสักอย่าง

 

                     “ทำยังไงดีล่ะทิ ประตูมันเปิดไม่ออก อ๊ากกก!”

 

                      “หา?!”

 

                       ทิวาหันขวับไปมองตะวันที่กำลังทั้งผลักทั้งดันประตูจึงรีบเข้าไปช่วยดันบ้าง เมื่อมันไม่ขยับเลยจนต้องหันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ เพราะจำได้ว่าตอนเข้ามามันไม่มีกลอนแท้ๆแต่ทำไมมันกลับล็อกจากข้างนอกได้อย่างน่าแปลกใจ

 

                       แล้วมือบางก็เปลี่ยนเป็นช่วยกันทุบประตูโครมๆ

 

                      “ปั๊งงง ปั๊งงง ปั๊งงงง พี่เอก พี่เอกได้ยินไหม เปิดประตูที พี่เอกช่วยด้วย”

 

                       แซ๊กกก!!  แซ๊กกกก!!!

 

                       ตึ๊งงงง!!

 

                       ขวับ!

 

                      “ไม่ทันแล้ว ใครก็ได้เปิดประตูที อื๊ออออออ!!!”

 

                       ทิวาตาเหลือก เมื่อเสียงที่ตั้งใจจะตะโกนให้สุดเสียง กลับเป็นแค่เสียงอื้ออึงในลำคอแทนเพราะฝ่ามือใหญ่ของใครบางคนตะปบหมับเข้าที่ปากบาง พร้อมกับแขนแข็งๆอีกข้างของมันก็ดึงคนตัวบางให้ถอยไปชนกับร่างสูงเพรียวที่แนบเข้ามากอดไว้แน่นจากด้านหลัง พร้อมกับลมหายใจร้อนๆแนบเข้ากระซิบข้างหู

 

                       “ชู่ววว!”

 

                        ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตายชะงักกึกทันที เริ่มรับรู้สัมผัสอันคุ้นเคยบวกกับร่างสูงใหญ่ที่เริ่มจำได้ทำให้คนผมยาวหันขวับกลับไปมองคนที่กอดตนไว้ เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากนั้นคนตัวเล็กก็ยิ้มกว้างขึ้นอย่างยินดีเมื่อไม่ใด้เป็นอย่างที่ตนคิดกลัวแต่แรก

 

                        ทิวาโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก มือบางยกขึ้นลูบแก้มสากแล้วเลื่อนลงไปตามไหล่หนาราวกับจะหารอยบุบสลายของร่างสูงตรงหน้าจนลืมดูว่าเพื่อนที่มาด้วยกันมีชะตากรรมอย่างไร

 

                        แน่นนอนว่าตะวันยังดิ้นไม่หยุดเพราะภาพตรงหน้าที่เห็นมีแต่เพียงผนังหญ้าคา เสียงร้องที่ดังก็ย้อนกลับเข้าไปอื้ออึงในลำคอแทนเพราะฝ่ามือหนาสากเลื่อนขึ้นตะปบปากบางเอาไว้แน่นพร้อมกับร่างหนาหนักที่โอบไว้จากทางด้านหลังจนทำให้ตะวันถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

 

                        ทิวาล่ะ ทิวาเป็นยังไง!

 

                       คิดได้เท่านั้นตะวันก็มีแรงฮึด ใช้เท้ายันพื้นเต็มแรงหวังจะใช้น้ำหนักที่ถีบนั้นดันคนข้างหลังให้เสียหลักบ้าง แต่ดูเหมือนว่ามันจะรู้ทันและดักไว้ทุกทางจนร่างบางได้แต่ดิ้นกระแด่วๆ ปากบางที่ถูกตะปบไว้แน่นนั้นก็พยายามส่งเสียงขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาเผื่อว่าใครข้างนอกจะได้ยิน ศอกเล็กๆก็พยายามถองไปข้างหลัง หนักเข้าไอ้คนตัวใหญ่มันก็เริ่มจิปาก

 

                       “อย่าดิ้นสิเล่า!”

 

                        เอ๊ะ?!

 

                       สิ้นเสียงที่กระซิบข้างหูตะวันก็ถึงกับชะงักกึกหยุดร่างกายที่กำลังดิ้นหนีแบบทันทีทันได จนเมื่อร่างบางถูกไอ้คนข้างหลังอุ้มแล้วหมุนให้หันกลับมาเห็นทิวาที่กำลังถูกคุณภีมกอดคอเอาไว้แน่นเท่านั้นตะวันก็ถึงบางอ้อ แล้วคนตัวบางจะหันขวับกลับไปมองเจ้าคนตัวใหญ่ที่กำลังกอดตนไว้ทันที

 

                         ปากบางก็ได้แต่พะงาบๆพูดไม่ออกพอๆกับตากลมโตที่กำลังเบิกโพลงก่อนจะกระพริบปริบๆ มองร่างสูงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และมองย้อนกลับตั้งแต่เท้าขึ้นไปจรดหัวเพราะทั้งภาพและกลิ่นตอนก่อนมากับตอนนี้มันห่างกันไกลลิบโลกชนิดไม่บอกก็ไม่รู้ว่าคนเดียวกัน

 

                         “ชู่ววว!!”

 

                          ท้องนิ้วโป้งยกขึ้นแตะปากอิ่มเหมือนบอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ จากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีตะวันก็ได้รับคำตอบว่าทำไม เมื่อใบหน้าคมที่สวมหมวกสานปิดไว้ครึ่งๆจู่ๆก็ก้มลงมาจนชิด

 

                          ชิดจนตะวันเพิ่งรู้หความหมายว่าทำไม แต่ก็ช้าไปอยู่ดี

 

                         “อื๊ออออ!!!”

 

                         คำที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยเป็นอันต้องย้อนกลับเข้าไปในปาก และสิ่งที่ตามเข้าไปติดๆคือปลายลิ้นหนาที่แทรกปราการนุ่มเข้าไปพันเกรียวกับลิ้นอ่อนบางที่กำลังสั่นระริกจนเจ้าของมันตาเบิกโพลง

 

                         “อย่าครับ.....อื๊ออออ”

 

                          อารมณ์ตกใจเพราะไม่คิดว่าพจน์จะทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นทำให้ตะวันขยับถอยหลังพลางยกมือขึ้นผลักไหล่คนตรงหน้า แต่ติดที่ลำแขนหนาสอดเข้ากอดเอวบางแล้วรั้งคนตัวเล็กเข้ามากอดไว้แนบแน่นซะก่อน จากนั้นร่างสูงก็ยกคนในอ้อมแขนขึ้นแล้วทำการผินหลังให้คนอีกสองคนอย่างไม่สนว่าคนมองเขาจะคิดยังไง เพราะตอนนี้พจน์อยากจะ 'สั่งสอน' คนดื้อในอ้อมแขนชนิดไม่ให้อีกฝ่ายได้เอ่ยปากคัดค้าน โทษฐานที่ออกคำสั่งให้หันหัวเรือเข้าฝั่งโดยไม่ได้รับการเห็นชอบไดๆจากตน โทษที่สองคือใจกล้าเกินไป พากันขึ้นเกาะมาโดยไม่รู้เลยว่ามันอันตรายแค่ไหน ถ้าไม่มีพวกเจ้าเอกคอยล้อมหน้าล้อมหลังคุ้มกันอยู่ละก็ ป่านนี้คงได้ไปเป็นอาหารหวานลิ้นของสมุนของไอ้เสี่ยหรือไม่ก็ไอ้เสี่ยประดิษฐ์นั่นแหละที่มันจะเอาไปกินซะเอง

 

                         “เอี๋ยวอ่อน อื๊ออออ!!!”

 

                         คำพูดที่พยายามจะเปร่งออกมาฟังไม่ได้ศัพท์ เหตุเพราะปลายลิ้นอุ่นซ่านไม่ยอมปล่อยให้ปากบางได้ทำตามอย่างที่ใจคิด อีกทั้งฝ่ามือสากยังยกขึ้นประคองท้ายทอยได้รูปแล้วทำการประกบปากกับปากเข้าหากันอย่างแนบแน่น ทั้งดูริมฝีปากอวบอิ่มทั้งบนทั้งล่าง ไล้เลียหยอกล้อทีเล่นทีจริง แล้วประกบปากกับปากเข้าด้วยกันจนปากบางๆบิดเบี้ยวพาให้คนโดนจู่โจมถึงกับลืมวิธีกลืนน้ำลายไปชั่วขณะ

 

                        “อืมมม”

 

                        เสียงครางพึงพอใจจากใครซักคนดังออกมาแผ่วเบา ตามติดด้วยเสียงดูดจุ๊บจั๊บฟังไม่ได้ศัพท์จากอะไรซักอย่างแต่ไม่รู้ว่าทำไมพอได้ยินแล้วกลับรู้สึกวาบหวามไปทั้งเนื้อทั้งตัวจนขาเรียวอ่อนระทวยแทบไม่มีแรงยืน

 

                        มือบางยกขึ้นเกาะบ่าหนาอย่างเผลอๆ ซ้ำยังเอียงหน้าให้องศาปากสองปากประกบกันซะยิ่งกว่าแนบแน่น ลิ้นนุ่มเผลอแทรกเข้าไปในโพลงปากอุ่นซะเองอย่างไม่รู้ตัวจนลิ้นสองลิ้นเกี่ยวกระหวัดรัดรึงหนักหน่วงราวกับงูพันเหยื่อ สร้างความพอใจอย่างเอกอุให้คนตัวใหญ่จนเส้นที่ขีดไว้หมายจะแค่ทำโทษให้พอชื่นใจ กลายเป็นอะไรที่ยากจะห้ามปราม

 

                       “อ๊ะ อือออ อ่า พอแล้ว อื๊อออ!”

 

 

                        พจน์ไม่ว่าเมื่อใบหน้าหวานแหงนหงายเบี่ยงหนี คางเรียวที่เชิดขึ้นตรงหน้าก็น่าสนใจจนปากหยักได้รูปตามติดชนิดที่คนพยายามหนีได้แต่หลับตาถอนหายใจ จากนั้นปากอิ่มก็ถูกตักตวงอีกอย่างหนักหน่วงราวกับคนตัวใหญ่ตายอดตายอยากมาจากไหน จนเมื่อเวลาผ่านไปชั่ววินาทีตะวันก็เริ่มจำได้ว่าตนกับพจน์ไม่ได้อยู่กันแค่เพียงลำพังในห้องนี้

 

                       “พอแล้ว พอก่อน....”

 

                       เสียงหวานกระซิบปรามเพราะเริ่มหายใจไม่ออก มือบางที่เกาะบ่าหนาเปลี่ยนมาทุบตุ๊บตั๊บเหมือนกับเรียกสติอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าคนตัวใหญ่จะติดใจเนื้อหวานจนไม่ยอมผละปากไปทางไหน ส่วนคนปรามที่พยายามจะถอยหนีก็ต้องขนลุกซู่ขึ้นทั้งเนื้อทั้งตัวเมื่อใบหน้าหล่อคมจู่โจมซบวูบเข้าที่ซอกคอขาวเหมือนกับว่าจูบแค่นี้มันยังไม่พอบรรเทา ทั้งปากทั้งจมูกที่เต็มไปด้วยเคราเขียวครึ้มจึงซุกไซ้ไชชอนจนคอขาวแดงเป็นทาง เพียงเท่านั้นคนตัวสูงอาจจะยังไม่ค่อยพอใจนัก จึงเพิ่มรอยรักสีกุหลาบด้วยการทาบดูดขมเม้มไปทั่วเนื้อขาวราวกับประทับตราไว้ว่าคนนี้มีเจ้าของ

 

                        หลังจากที่ซบหน้านิ่งๆเหมือนกับว่ากำลังตัดใจ พจน์จึงค่อยๆละปากกับจมูกของตนห่างออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก พร้อมกับเลิกคิ้วล้อเลียนคนตัวบางที่กำลังทำหน้าไม่ถูก ทั้งแก้มทั้งคางที่กำลังแดง ปากอวบอิ่มยิ่งบวมเจ่อเพราะโดนบดบี้ขยี้ไปหมาดๆ ลงไปถึงลำคอขาวที่เต็มไปด้วยรอยแดงของฤทธิ์หนวดแข็งๆ ทำให้ตะวันกัดปากฉับ หมายจะอ้าออกต่อว่ากลับต้องชะงักเมื่อเห็นกิริยาที่พจน์ยกมือขึ้นแตะปาก ชู่ววว!!! แล้วแลตามองข้างๆเหมือนกับจะบอกใบ้อะไรซักอย่างจนตะวันต้องแลตาไปมองบ้างอย่างเผลอๆ

 

                         เท่านั้นแหละ

 

                        อะเจี๊ยกกกกก!!!

 

                        ตากลมโตเบิกโพลง ปากที่กำลังจะอ้าต่อว่าใครบางคนกลับต้องอ้าค้างอยู่อย่างนั้น เมื่อตาของตนโฟกัสไปยังคนอีกคู่ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะลืมไปเหมือนกันว่าไม่ได้อยู่กันตามลำพัง

 

                       แล้วตะวันก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าเหมือนกับว่าได้เห็นภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเมื่อครู่ไม่มีผิด ต่างกันอยู่หน่อยเดียวตรงที่ร่างแน่งน้อยที่กำลังถูกชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำทะมัดทะแมงโอบกอดไว้อย่างหวงแหนนั้น มีผมดำขลับยาวสยายคลอเคลียไหล่มนกลมกลึง คนแอบมองกลืนน้ำลายดังอึกเมื่อมองตามมือหนาของชายคนนั้นที่ค่อยๆยกขึ้นช้อนต้นคอบอบบางแล้วบดเบียดปากหยักเข้าดูดกลืนริมฝีปากบางอิ่มสีระเรือจนบิดเบี้ยวทำเอาคนแอบมองวาบหวามเพราะไม่เคยเห็นฉากจูบอันดูดดื่มของคนอื่นในระยะใกล้แค่ปลายแขนเอื้อมขนาดนี้มาก่อน

 

                       แล้วคนแอบมองก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอดังจนคนข้างได้ยิน เมื่อจังหวะที่ตาหวานแอบเหลือบไปมองเป็นจังหวะเดียวกับที่ชายชุดดำกำลังใช้ฝ่ามือหนาอุ้มสะโพกของคนในอ้อมแขนขึ้นแล้วบดเบียดหน้าขาเข้าหาร่างน้อยในอ้อมแขนจนคนแอบมองถึงกับอ้าปากค้างแล้วรีบหันหลังให้ทันทีอย่างทนดูไม่ได้

 

                     'โกหกทั้งเพตะวัน'

 

                      ทนดูไม่ได้อะไร มันเป็นภาพที่ดูดีมากจนแทบละสายตาไม่ได้ต่างหาก แล้วพอหันหน้าไปอีกทางเพราะเขินก็ผะเอิญหันกลับมาปะทะกับตาคมอีกคู่ที่กำลังจ้องตนอยู่แบบปุ๊บปั๊บทำเอาแก้มบางร้อนวาบจนแทบไหม้

 

                        “หึๆ”

 

                        พจน์ไม่ได้สนใจมองน้องชายเลยแม้แต่น้อย เพราะตาคมมัวแต่จ้องนิ่งไปที่คนผมสั้นหน้าหวานตรงนี้ต่างหาก คงเป็นเพราะไม่เคยเห็นใครมาทำอะไรแบบนี้ให้มองละสิถึงได้ทำกิริยาแบบนั้นออกไป ทั้งตาโตที่เบิกโพลงมองอย่างน่าเอ็นดู มือบางที่ยกขึ้นปิดปากตัวเองราวกับว่าจะอุทานออกมา แล้วไอ้กิริยาที่แลตาเหลือบมองเขานั่นอีก ถ้าไม่มีอีกคู่ขวางอยู่ตรงนี้ จากที่กำลังเอ็นดูคงได้อยากดูเอ็นกันบ้างละ

 

                         ตาคมสบกับตาหวานนิ่งนานอย่างเปิดเผยความในใจ มองกันอยู่อย่างนั้นอยู่ชั่วอึดใจทั้งพจน์ทั้งตะวันก็ต้องหันไปมองคู่ข้างๆเมื่อได้ยินเสียงป๊าบ จากนั้นก็เสียงตุ๊บตั๊บดังลั่นห้อง

 

                        “พอเลยนะ พอได้คืบจะเอาศอกไอ้ปีศาจ”

 

                        คนพูดกำลังดึงเส้นสปาเก๊ตตี้ขึ้นคล้องคอไว้เหมือนเดิม แล้วถลึงตามองคนที่กำลังลูบแขนตัวเองป้อยๆเพราะเจอฤทธิ์มือเล็กแต่แรงไม่เล็กตามไปหมาดๆ มันเป็นภาพที่ทำเอาตะวันต้องกลั้นหัวเราะเพราะไม่เคยเห็นคุณภีมทำท่าหงอแบบนี้กับใครมาก่อน ส่วนพจน์ก็กระแอมกระไอเหมือนจะบอกว่าพวกเอ็งไม่ได้อยู่กันตามลำพังแค่สองคนนะเฮ้ย

 

                       “ถอยออกไปให้ห่างๆเลยนะ ถ้าเข้ามาอีกก้าวเดียวชกจริงๆด้วย”

 

                      “โธ่ ขอพี่ชื่นใจอีกนิด”

 

                      “ไอ้พี่ภีมบ้า หัดอายคนอื่นบ้างสิ!”

 

                       ทิวาถึงกับเดือดปุ๊ดๆ ร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าทั้งคอเมื่อเห็นพจน์ที่ถึงจะมีหมวกปิดหน้าไว้ กับตะวันที่ถึงแม้จะหันหลังให้ แต่ที่แน่ๆสองคนั้นต้องเห็นฉากดุเดือดเมื่อครู่ไปแล้วแหงๆ

 

                      “สองคนนั้นไม่ใช่คนอื่น”

 

                     ภีมยิ้มร้าย สบตาพี่ชายที่กำลังกอดอกเก็กมาดขรึมมองมาก่อนที่คนเป็นน้องจะเลิกคิ้วเมื่อพี่ชายบอกสั้นๆ

 

                     “ช้า”

 

                     “อะไร? เฮียเริ่มก่อนนะ ผมแค่ไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ ระหว่างที่เฮียกำลังสวีสกับหวานใจเท่านั้นเอง”

 

                     “เออ เสร็จงานเมื่อไหร่ค่อยไปต่อที่เหลือบนเรือแล้วกัน”

 

                     “ผมก็ว่างั้นแหละ”

 

                     “พอเลยนะทั้งสองคน!!!!”

 

                     สองเสียงตวาดลั่นก่อนจะพากันยกมือขึ้นปิดปากเพราะลืมตัว พลางแหวกหญ้าคาออกเพื่อมองข้างนอก เมื่อไม่มีอะไรผิดปกติก็พากันถอนหายใจโล่งอก

 

                     “แล้วนี่จะเอายังไงกันต่อดีครับ?....”

 

                     ทิวาถามออกไปแล้วก็ตาเหลือกเมื่อร่างสูงของภีมขยับเข้ามาจนชิดทำเอาคนหน้าหวานถอยหลังกรูดจนหลังชนประตูเพราะกลัวว่าคนตัวสูงจะเข้ามาต่อจากเมื่อครู่

 

                     “อะ อะไร จะทำอะไร อย่าเข้ามานะ....จะ......”

 

                     “ชู่วววว! อย่าเอ็ดไปสิ พี่กำลังจะบอกแผนการอยู่นี่ไง”

 

                     “ผ แผนอะไร ทำไมพี่ภีมต้องเข้ามาใกล้ขนาดนี้ด้วยเล่า!”

 

                     “น่า ใกล้นิดใกล้หน่อยไม่เห็นเป็นไร เมื่อกี้เรายัง....อุ๊บ!”

 

                      ตาคมพราวระยับ ถูกใจมือนุุ่มๆที่ยื่นมาปิดปากตนไว้ตอนนี้ยิ่งนัก แล้วคนตัวสูงคนน้องจะรีบถือโอกาสหาเศษหาเลยยกมือหนาซ้อนทับมือบางไว้แล้วกดจุมพิตฝ่ามือขาวเป็นกำไรให้กับตนทำเอาคนผมยาวอ้าปากค้าง รีบดึงมือหนีพัลวัน

 

                      “พี่จะบอกแผนให้น้องช่วยนิดหน่อย ใช้เวลาไม่นาน”

 

                      “แผนอะไร?”

 

                     “คืออย่างงี้....”

 

                      “บ บอกมาเลยก็ได้นี่นา ทำไมต้องกระซิบซะใกล้ขนาดนี้ด้วย?”

 

                       “เพราะมันเป็นความลับ เดี๋ยวข้างนอกได้ยิน”

 

                       หือ!?

 

                      เกือบไปแล้วนะ เกือบจะเชื่ออยู่แล้วเชียว ถ้าไม่บังเอิญเห็นตาที่กำลังพราวระยับเหมือนสนุกของคนตรงหน้า ทิวาก็คงจะคิดว่าเป็นงานเป็นการเป็นแน่แท้ แต่ที่ไหนได้

 

                      “พี่ภีมมมม.....”

 

                       “โอเค โอเค จริงจังแล้ว จริงจังแล้ว โอ๊ยย!!”

 

                        มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางทัน แต่ก็ไม่ก่อนที่กำปั้นน้อยจะซัดโครมเข้าที่หน้าอกหนาจนคนตัวสูงแทบจุก ตัวนิดเดียวแต่แรงเยอะจนภีมส่ายหน้ากับความร้ายกาจนั้น ก่อนที่ไอ้หน้าหล่อจะยิ้มร้ายเมื่อหูได้ยินเสียงแหวกหญ้าคาจากด้านหลังที่แม้จะไม่หันไปมองก็พอจะรู้ว่าเป็นยังไง

 

                        “ตามสบาย บอกแผนการณ์กันเสร็จเมื่อไหร่ตามออกไปตรงจุดที่นัดกันไว้ก็แล้วกัน”

 

                        “ได้เลยเฮีย”

 

                        “ตะวันจะไปไหน? รอเราด้วย”

 

                         ตะวันหันกลับมามอง หมายจะพูดบางอย่างแต่ก็ถูกมือหนาดึงให้เดินตามออกไปตรงทางที่ร่างสูงพากันเข้ามาตอนแรกซะก่อน

 

                         “พี่ภีมเห็นไหมเขาไปกันหมดแล้ว”

 

                        “ก็ใช่ไง ทีนี้ก็เหลือเราแค่สองคนแล้ว พี่จะได้จัดการคนดื้อได้ถนัดๆหน่อย พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้เป็นเด็กดีรออยู่บนเรือ”

 

                         “......”

 

                       “ตอบ!”

 

                       “ช ใช่”

 

                      “พูดอีกทีซิ”

 

                      “ใช่ครับ”

 

                      “แล้วลงมาแบบนี้ นึกหรือว่าพี่จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ”

 

                      “ต แต่ทิอยากลงมาช่วย”

 

                       “ช่วยให้ยุ่งน่ะสิ ยังดีที่พวกเจ้าเอกลงมาด้วย ถ้าไม่มีพวกนั้นนึกออกไหมว่าลงมาแล้วเรากับตะวันจะเป็นยังไง?!”

 

                        ผมยาวสลวยไหวไปมาเมื่อหน้าหวานส่ายปฏิเสธ ตาหวานเสหลบเพราะไม่อาจทนต่ออำนาจนัยตาคมที่สบมานิ่งนานได้ ร่างบางพยายามถอยห่างจากคนตัวสูงจนหลังบางๆติดข้างฝา ใจนึกอยากจะแหวกหญ้าคาวิ่งตามตะวันออกไป ถ้าไม่ติดที่มีคนยื่นแขนออกมาขวางทางราวกับจะรู้ว่าคนหน้าหวานกำลังคิดจะทำอะไร

 

                       ใบหน้าคมก้มลงมาใกล้ๆ

 

                      ใกล้จนปลายจมูกของทั้งสองคนเกือบจะสัมผัสกัน

 

                      มันคงจะไม่มีอะไรมากกว่านั้น ถ้าเสียงทุ้มจะไม่กระซิบเบาๆราวกับจะให้ได้ยินกันแค่สองคนแต่เล่นเอาคนฟังขนลุกแปลกๆ

 

                     “งั้นคงต้องสาธิตให้ดูหน่อยแล้วว่ามันอันตรายแค่ไหน ถ้าพวกมันได้เห็นเนื้อขาวๆแบบนี้เข้า แล้วจะเป็นยังไงถ้าไม่มีคนคอยป้องกัน”

 

                     หือ?

 

                    “พี่ภีม อื๊อออออ!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ToBeCon..................

ความคิดเห็น