ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 33 ถึงเวลาเก็บกวาดขยะ (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 33 ถึงเวลาเก็บกวาดขยะ (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2560 07:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 33 ถึงเวลาเก็บกวาดขยะ (100%)
แบบอักษร

 

 

ถึงเวลาเก็บกวาดขยะ

 

 

 

              ในขณะที่คนบนเกาะกำลังเจอกับปัญหา

 

              กลุ่มคนบนเรือก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา ผิดกันอยู่หน่อยเดียวที่ไม่ต้องไปสู้รบปรบมือกับใคร เมื่อจู่ๆเสียงโทรศัพท์เครื่องของคุณหมอก็ดังขึ้น ทำให้คนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดได้ยินและเอื้อมมือไปรับตามที่คุณหมอนิวิฐได้สั่งไว้เพราะเบอร์นี้มีเพื่อนสนิทไม่กี่คนเท่านั้นที่โทรเข้ามาได้

 

              “สวัสดีครับ อ เอ่อ ไม่ใช่ครับ”

 

              “เปล่าครับ ต้องขอโทษครับ คุณหมอไม่ได้อยู่ที่นี่”

 

              ตะวันส่ายหน้าไม่รู้เมื่อทิวาหันมาขยับปากถามว่าใคร?

 

             “คือ โทรศัพท์อยู่บนเรือครับ แต่คุณหมอขึ้นไปบนเกาะไปได้สักพักแล้ว.........”

 

              คนหน้าหวานพยายามจะหาคำมาอธิบายให้ฝั่งตรงข้ามเข้าใจได้มากที่สุด แต่พอเห็นทิวากวักมือเรียกไหวๆพร้อมกับเรียกนั่นแหละ

 

              “ตะวันมาดูนี่เร็ว”

 

              “โอเค โอเค ขอโทษนะครับคุณ ผมคงต้องวางสายก่อน แล้วผมจะบอกให้คุณหมอโทรกลับไปหาคุณ 'ตรีภพ' ใช่ไหมครับ? ทันทีที่คุณหมอกลับขึ้นเรือมาจะบอกให้ทันทีเลยครับ สวัสดีครับ”

 

                จากนั้นนิ้วขาวก็รีบกดตัดสายทันทีแล้ววางโทรศัพท์ลงโดยที่คนหน้าหวานไม่อาจได้ล่วงรู้เลยว่าฝั่งตรงข้ามโมโหแค่ไหน ซ้ำยังบันทึกชื่อ 'ตะวัน' ไว้ในเมมโมรี่เผื่อเอาไว้เจอกันตัวเป็นๆอีกต่างหาก

 

                ร่างเพรียวในเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นกุดโชว์ผิวกระจ่างใสไปทั้งเนื้อทั้งตัววิ่งดุ๊กๆเข้าไปหาทิวาที่กำลังยืนส่องกล้องทางไกลรออยู่ จึงรีบรับมาส่องตาตัวเองทันทีเมื่ออีกฝ่ายส่งให้

 

               “อะไรอ่ะทิ เราเห็นแต่ภูเขา”

 

               “ไม่ใช่ทางนั้นซักหน่อย ทางโน้นตะวัน”

 

               ทิวาจับไหล่อีกฝ่ายให้หันไปมองในทิศทางที่ตนเพิ่งละสายตาเมื่อครู่

 

               “เรือนี่! นั่นใช่เรือของพวกนั้นไหมครับ?” ตะวันหันไปถามพวกพี่ๆที่ยืนอยู่รอบๆประหนึ่งบอดี้การ์ดกลายๆ

 

               “ใช่ครับ เมื่อกี้ผมเพิ่งได้รับวิทยุจากคุณหมอ ให้เอาเรือเล็กลงไปช่วยคนป่วยที่ดูเหมือนปอดจะติดเชื้อ เพราะถ้าให้รอจนกว่าจะเสร็จเรื่องกลัวว่าจะนานเกินไป”

 

               “ก็เอาเรือของเราเข้าไปรับเลยสิครับ”

 

               “ไม่ได้หรอกครับ พวกนั้นอาจจะสงสัยที่ทำไมจู่ๆเราเอาเรือเข้าไปเทียบแล้วรับคนของมันขึ้นมา คราวนี้นอกจากจะไม่ได้คุยแล้วคงต้องได้ปะทะกันแน่ๆ”

 

               “แล้วที่ขึ้นไปกันนั่นจะไม่ได้ปะทะกันเหรอครับ?”

 

               ตะวันหมายถึงพจน์กับพวก เพราะมันเลี่ยงได้เหรอจึงถามออกไปแบบนั้น

 

               “ตอนนี้กำลังเลี่ยงที่จะปะทะอยู่ครับ เพราะหัวหน้าวิทยุมาบอกว่า ตอนนี้บอสใหญ่ได้แฝงตัวเข้าไปเป็นคนงานของพวกนั้นแล้ว”

 

               “แฝงตัว! // แฝงตัว? // แฝงตัว!”

 

               เสียงดังประสานบวกกับตาโตๆที่เบิกโพลงราวกับได้รู้ความลับระดับชาติของคนหน้าขาวสามคน ทำให้เหล่าพี่ๆบอดี้การ์ดพากันกลั้นยิ้ม

 

              “แฝงตัวยังไง?”

 

              “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ถึงจะทิ้งร้างห่างเรื่องพวกนี้ไปนาน ผมเชื่อว่าบอสเอาตัวรอดได้ เผลอๆเรื่องจะจบไวกว่าที่คิดด้วยซ้ำ”

 

                ยิ่งฟังที่พี่เขาพูด ตะวันกับทิวายิ่งไม่เข้าใจ แต่ดูเหมือนเอกหรือที่คนอื่นๆเรียกรองหัวหน้าจะไม่อธิบายไปมากกว่านั้น ให้รอดูผลของมันเลยดีกว่า แต่ตะวันกลับไม่เคลียร์เพราะรู้สึกห่วงคนที่ตนเพิ่งรู้ว่าจะทำอะไรอยู่ตอนนี้

 

                “มันอันตรายไหมครับ?”

 

                “แน่นอนครับ เพราะพวกนั้นมีประวัติค้าอาวุธเถื่อน ยาเสพติด รวมทั้งลูกน้องที่นายประดิษฐ์เลือกไว้ใกล้ๆตัวล้วนแล้วแต่เป็นอาชญากรที่มีประวัติติดคุกมาแล้วทั้งนั้น เพราะงี้ถึงต้องเข้าไปใกล้ๆพวกมันเพื่อที่จะได้หลักฐานมัดตัว ถึงมันหนีไปได้แต่ในทางกฏหมายก็ดิ้นไม่หลุด และแน่นอนว่ามันจะต้องอันตรายมากๆด้วย”

 

                 “แล้วแบบนั้นไม่เป็นไรเหรอครับ?”

 

                 “อันนี้ผมบอกไม่ได้ ต้องรอดูว่าระเบิดจะลงเมื่อไหร่”

 

                “ระเบิดลงเหรอครับ?”

 

                 “คือ จะบอกยังไงดี เอาเป็นว่าเวลาบอสโมโหให้หนีให้ห่างที่สุด ไกลได้เท่าไหร่ยิ่งดี บอกแค่นี้พอจะเข้าใจไหมครับ?”

 

                 “ใช่”       นรินทร์ว่าแล้วทำคอหด       “เวลานายโมโหนะ เหมือนระเบิดลงไม่มีผิด ราบเรียบเป็นหน้ากลองเลยละ”

 

                  ชิตส่ายหน้า โทนทำหน้าแหย ส่วนลุงสังข์กลับทำหน้ายิ้มๆประมาณว่าชินแล้วเรื่องนี้

 

                  แต่สำหรับตะวัน เมื่อพี่ๆบอกอย่างนั้นก็หันไปถามนรินทร์เพราะคนตัวเล็กทำไมถึงรู้ทั้งๆที่เพิ่งมาอยู่ก่อนหน้าตนไม่เท่าไหร่

 

                 “รินทร์เคยเห็นเหรอ ยังไง?”

 

                 “คนงานทุกคนรู้เรื่องนี้ดี มีแต่พี่ตะวันเท่านั้นละที่ยังไม่เคยเห็นภาพแบบนั้นของนาย”

 

                “แล้วเราพอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมครับ”

 

                 “อยู่ตรงนี้ ช่วยทำอะไรเพื่อเรียกร้องความสนใจให้พวกนั้นมาสนใจพวกเราเยอะๆอย่างที่เตรียมกันไว้ก็พอครับ”

 

                 พี่เอกว่าอย่างนั้นแล้วก็เพิ่งนึกได้ละมั้ง จึงตะโกนไปทางห้องเครื่องเสียงดังลั่น

 

               “เฮ้ย! เพลงจบแล้วนี่หว่า เปิดอีกสิวะ ใครบอกให้หยุด”

 

                 เท่านั้นแหละเหล่าเศรษฐีใหม่ก็พากันตาเหลือก รีบยกมือห้ามอย่างพร้อมเพรียง

 

                 “พอแล้วครับ หูผมจะแตกอยู่แล้ว นี่ก็เพิ่งหายอื้อจะเอาอีกแล้วเหรอ?”

 

                 “แต่เมื่อเกิดเสียงดัง ทำให้พวกนั้นหันมาสนใจเราได้มากพอดูนะครับ”

 

                 “มันต้องมีสิ่งล่ออย่างอื่นเพื่อหันเหความสนใจพวกนั้นได้บ้างสิ”

 

                 “แล้วจะเป็นอะไรละครับ อยู่กลางน้ำแบบนี้คงทำไม่ได้มาก”

 

                 “ใช่ครับ อยู่กลางน้ำแบบนี้ทำอะไรไม่ได้หรอก แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่กลางน้ำละครับ ผมว่า เราต้องทำอะไรได้มากกว่านี้แน่ๆ”

 

                  ทิวาบอกด้วยสายตาวาววับอย่างนึกสนุก แถมยังยกมือขึ้นลูบคางตัวเองแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ มันช่างขัดตาคนมองเสียนี่กระไร เจ้าตัวก็คงจะลืมไปว่าตัวเองกำลังอยู่ในบทสาวสวยร่างบอบบางอยู่เป็นแน่ และเมื่อเห็นตะวันทำหน้างง คนผมยาวจึงขยับเข้าไปใกล้ๆแล้วป้องปากกระซิบกระซาบบางอย่างข้างหูเบาๆ ทำให้อีกสามคนที่ยืนมองอยู่สบตากันไปมาแล้วทำการอันเชิญตัวเองเข้าไปแล้วเอาป้องหูเหมือนขอฟังบ้าง

 

                  ยกเว้นลุงสังข์ที่ยืนกอดอกส่ายหน้า คงเป็นเพราะอายุที่ไล่เลี่ยกันจึงทำให้มีปฏิกิริยาความเป็นเด็กไม่ต่างกันนัก ความรู้สึกตอนนี้เหมือนคุณพ่อที่มีลูกห้าคนไม่มีผิด

 

                  และหลังจากที่เด็กห้าคนสุมหัวกันได้ไม่นาน

 

                 “จะดีเหรอ?” // “ดีน่า” // “ผมว่ามันเสี่ยงไปหน่อยนะ ถ้าเกิดนายรู้เข้าละก็.......” // “ระเบิดลงแหงๆ.....” // “ไม่สิน่า เราแค่ทำตามแผนที่เตรียมกันไว้ไง....” // “ถึงอย่างงั้นก็เถอะ ถ้าเกิดเราทำแบบนี้แล้วเกิดมันไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ล่ะ?”

 

                 พี่เอกกับลุงสังข์หันไปมองหน้ากัน แล้วก็หันไปมองกลุ่มเด็กที่กำลังยืนสุมหัวปรึกษาหารือกันหน้าเครียด คงจะลืมไปแล้วละมั้งว่าไอ้ที่กระซิบกระซาบกันเงียบๆเมื่อครู่นั้นมันได้ลอยเข้าหูบุคคลที่เงี่ยหูฟังใกล้ๆซะแล้ว

 

                 “อะแฮ่ม ไม่ใช่อย่างที่คิดและแผนอะไรครับ ผมตกข่าวอะไรอยู่หรือเปล่า?”

 

                 พี่เอกเป็นคนถาม แต่สายตาของลุงสังข์ที่จ้องเขม็งนั้นมันหมายความว่า “บอกมาซะดีๆ” จนเหล่าคนกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่ทั้งห้ายิ้มแฮะๆอย่างกับนัดแล้วมองหน้ากันไปมา

 

                 “คืองี้ครับพี่เอก.......”

 

                  คนผมยาวที่เป็นตัวต้นคิดเริ่มต้นเล่า และอธิบายแผนที่กระซิบกระซาบกันเสียงดังให้พี่เอกกับลุงสังข์ฟัง ตอนแรกเอกก็พยักหน้าเหมือนเห็นด้วยดีอยู่หรอก แต่หากยังไม่ทันจะจบประโยคสุดท้ายดีพี่เอกก็รีบส่ายหน้า

 

                  “ให้ทำอย่างนั้นไม่ได้ครับ บอสสั่งให้อยู่ห่างๆ ขืนเข้าไปใกล้กว่านี้มีหวัง”

 

                    “ก็ไม่ได้ใกล้เท่าไหร่นะครับ แค่เอาเรือไปจอดไว้นิ่งๆทำทีว่าเรือเสียต้องซ่อมอะไรนิดหน่อยงี้ แล้วพวกเราจะเรียกร้องความสนใจให้พวกนั้นหันมาสนใจทางนี้มากๆ หลังจากนั้นพวกพี่ๆจะแอบลงเรือไปหรือจะรับคนขึ้นมาพวกนั้นก็คงไม่ทันสงสัยแน่ๆ”

 

                    “จะดีเหรอครับ ขืนทำเกินคำสั่งพวกผมเละเป็นโจ๊กแน่ๆ.....”

 

                    "ไม่ต้องห่วง เรื่องนั้นไว้เป็นหน้าที่ของพวกเราจัดการเอง พวกพี่ๆรีบไปช่วยคนอื่นเถอะครับ”

 

                     พี่เอกทำหน้าลำบากใจ หันไปสบตาลุงสังข์กับพวกแล้วหันกลับไปมองคนหน้าขาวที่พยักหน้าตาใสประมาณว่า 'เห็นด้วยเถอะน่า' แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

                    “ผมไม่แน่ใจว่าบอสจะโอเคด้วย......

 

                    “เถอะน่า เถอะน่า เอ้า! เป็นอันตกลง ทีนี้ก็ลงมือตามแผนกันเล้ย!”

 

 

 

 

 

                    เด็กน้อยบนเรือว่าอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่า คนที่แอบขึ้นไปบนเกาะของตัวเอง(?) กำลังทำหน้าแบบไหน

 

                   “ระวังตัวด้วยนะเฮีย”

 

                   “ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกและคนที่จะพาลุงเด่นคนใหม่เข้าไปในถ้ำคือพี่!”

 

                   นายยอดสะดุ้งโหยงชี้หน้าตัวเอง

 

                   “ผ ผมเหรอ? และแล้วผมตะต้อง ต้องทำไง ถ้าพวกมันจะ จะจับได้ล่ะ”

 

                  “ก็ถ้าพี่พูดแบบนี้มีหวังมันจับพิรุธได้ตั้งแต่พี่ก้าวขาเข้าไปแหงๆ”

 

                   นิวิฐว่าแล้วหันไปมองร่างสูงสองร่างที่กำลังยืนเคียงกัน แน่นอนว่าหนึ่งร่างหนาสูงใหญ่ของพจน์ยังดูหนุ่มแน่นและคมคาย ผิวเนื้อและกล้ามสีแทนตึงแน่นนั้นถ้าพินิจดูให้ดีจะแยกออก ยิ่งเมื่อได้เห็นหน้าด้วยแล้วพวกนั้นก็รู้ได้ทันทีเลยว่าไม่ใช่พวกคนงาน

 

                   แต่นั้นไม่ไช่เรื่องยากเพราะตอนนี้หมอนิวิฐกำลังบุ้ยใบ้บางอย่างที่ทำเอาพจน์กรอกตาขึ้นฟ้า

 

                  “ลุงไม่ได้ซักชุดนี้มานานแค่ไหนแล้ว?”

 

                  เท่านั้นแหละไอ้หมอก็ปล่อยก๊าก เมื่อหน้านิ่งๆของบอสใหญ่เบือนหนีเสื้อแขนยาวของลุงเด่นถอดให้ ทำเอาคนรับมาถือไว้แทบหงายหลังตึง

 

                  “คือ ผมไม่ได้อาบน้ำมาสองวันแล้วครับคุณ”

 

                   “ถึงว่าเถอะ”

 

                    บ่นไปอย่างนั้นเองเพราะสุดท้ายก็ยอมรับเสื้อแขนยาวของลุงแกมาสะบัดซะหลายที ทำเอาคนที่ยืนมองหันหน้าหนีแทบไม่ทันและพากันจามอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็สวมทับเสื้อยืดของตน รวมทั้งกางเกงเก่าๆที่ลุงแกยอมถอดให้และพจน์ก็ยอมรับมาใส่แต่โดยดี เพราะขืนช้าวันนี้ได้หาที่นอนที่นี่กันแน่ๆ

 

                     และแล้วการเปลี่ยนตัวก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้มองเผินๆเหมือนคนแก่สองคนยืนอยู่ด้วยกันยกเว้นเมื่อพจน์ถอดหมวกและผ้าที่พันหัวอยู่ออกเท่านั้น

 

                   “โอโฮ....”

 

                    นายยอดอุทาน มองคนซ้ายที คนขวาที เพราะทั้งความหนาและความสูงที่ไล่เลี่ยกันถ้ามองข้างหลังแทบแยกไม่ออก

 

                   “เป็นไง?”

 

                   “มองข้างหลังเหมือนกันเด๊ะ...”

 

                  “โอ้โฮเฮะ.....”

 

                  เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับที่ชีวินเดินเข้ามาสมทบแล้วมากอดอกมองทำเหมือนนายยอดเป๊ะๆ คือมองคนหนุ่มที มองคนแก่ทีไปมาซ้ายขวาหลายครั้งแล้วพยักหน้าเหมือนจะบอกว่าเข้าท่า

 

                  “ข้าเหมือนคนแก่ขนาดนั้นเลยเหรอวะไอ้วิน?”

 

                  “ก็ไม่ถึงขนาดนั้น”

 

                  “แล้วทำไมพวกเอ็งทำท่าแบบนั้น”

 

                  “คือพวกข้าก็รู้ว่าเอ็งไม่ใช่คนแก่อ่ะนะ แต่พอมองจากด้านหลังแล้วยังกับแฝดเลยว่ะพจน์”

 

                   “มันน่าดีใจไหมที่เอ็งพูดแบบนั้น”

 

                   คนพูดถอนหายใจ อยากจะเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อไอ้ประดิษฐ์แล้วบอกให้มันย้ายก้นตัวเองออกจากเกาะซะไวๆ ตนจะได้รีบกลับบ้านกลับช่อง เพราะตอนนี้ชักจะเบื่อเต็มทนแล้ว

 

                   พจน์รับกล้องขนาดจิ๋วแต่หากประสิทธิภาพสูงจากชีวินแล้วเช็กความเรียบร้อยก่อนจะยัดใส่ย่าม จากนั้นก็ถอดคอมแบทบูทออกแล้วลองขยับเท้าที่อยู่ในรองเท้ายางธรรมดาๆให้ถนัดยิ่งขึ้น มือหนายกย่ามเก่าๆของลุงเด่นมีอุปกรณ์ที่ตนเพิ่งใส่เข้าไปให้กระชับไหล่ แล้วพยักหน้าให้พี่ยอดที่กำลังสูดหายใจเข้าลึกเพราะตื่นเต้นออกเดินนำหน้า เพราะเมื่อมาถึงตอนนี้ก็เสียเวลาไปโข ดีไม่ดีพวกนั้นอาจจะให้ใครออกมาตามอีกก็เป็นได้

 

                  “จะเข้าไปละนะ คอยฟังเสียงซิกให้ดี”

 

                  “ได้เลยพวก เล่นให้สนุกนะเอ็ง”

 

                 “ไม่ใช่ให้ไปเล่นนะเฮ้ยไอ้หมอ รีบๆเข้าล่ะเอ็ง ไม่งั้นได้นอนบนเกาะแน่ๆ อย่าลืมนะว่าเราไม่ได้เอาอุปกรณ์ตั้งแค้มป์มาด้วยสักอย่าง”

 

                  “ไม่ลืม และไม่อยากอยู่ที่นี่นานนักหรอก”

 

                   “ครับบอส ถ้าเมียมาด้วยคงไม่พูดอย่างนี้ใช่ไหม?”

 

                  “เออ....”

 

                  พจน์รับตรงๆจนเพื่อนแปลกใจเพราะร้อยวันพันปีพจน์ไม่เคยที่จะอยากเปิดตัวคนพิเศษหรือแสดงแบบโจ่งแจ้งให้คนอื่นรู้ว่าตนชอบใครหรือคบอยู่กับใครแบบจริงจัง แต่คราวนี้กลับมีความแตกต่างจนนิวิฐกับชีวินพากันหันไปมองหน้ากัน

 

                   หลังจากที่ผละจากชีวินกับนิวิฐแล้วเดินตามหลังนายยอดมาได้ไม่ถึงนาที ตาคมก็พลันสะดุดกับกระท่อมสองสามหลังที่มองดูก็รู้ว่ามันเพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่มาได้ไม่นาน

 

                  ร่างสูงหยุดยืนมองพร้อมกับเก็บทุกอย่างไว้ในหัว กระท่อมที่ถูกสร้างขึ้นจากไม้ไผ่กับหญ้าที่ใช้มุงเป็นหลังคาง่ายๆ แต่ดูแล้วหญ้าแบบนั้นราคามันไม่ถูกนัก

 

                  หึ! ไอ้ประดิษฐ์มันคงคิดว่ามันเป็นเจ้าของเกาะแล้วละมั้งถึงได้สร้างที่พักถาวรเอาไว้แบบนี้

 

                  “กระท่อมพวกนั้นเป็นที่พักคนงานหรือไง?”

 

                  “ไม่ใช่หรอกคุณ หลังนั้นเป็นที่พักของเสี่ย หลังข้างๆนั่นก็ของลูกน้องเสี่ย ส่วนอีกหลังนี่ผมไม่รู้ เพราะเสี่ยไม่ให้คนงานเข้าไปใกล้เลย พวกผมไม่ได้นอนดีแบบนั้นหรอกครับ โน่นเลยในป่า ที่ไหนเหมาะๆก็กางเต้นนอนเลย ง่ายดี”

 

                    ลุงเด่นตัวปลอมพยักหน้าเข้าใจ งั้นต้องระวังให้มากเพราะถ้าสุ่มเดินเข้าไปให้พวกมันจับได้ก็จบเห่ ดีไม่ดีอาจจะโดนพวกนั้นเป่าหัวเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพท์อยู่บนเกาะนี้แน่ๆ

 

                  “เห็นอะไรบ้าง กล้องเป็นไง”

 

                 “เจ๊งมากครับคุณบอส นั่นกระท่อมอะไร?”

 

                 ชีวินถามเพราะกล้องขนาดจิ๋วที่พจน์ติดไว้กลางอกจับภาพหลายอย่างได้โดยเฉพาะตอนนี้ร่างสูงกำลังหยุดยืนมองกระท่อมสองสามหลังอย่างสนใจ

 

               “เออเว้ย มันสร้างบ้านอยู่เหมือนมันเป็นเจ้าของเกาะเองเลยว่ะ”

 

               “นั่นสิ เลิกกันแค่นี้ มีคนหันมามองทางนี้แล้ว”

 

                มือหนาจับปีกหมวกเก่าๆให้บังหน้า เช็กผ้าขาวม้าที่โพกหัวว่ามันยังอยู่ในสภาพดีและพยายามไม่แสดงพิรุธอะไรออกมาให้พวกนั้นเห็น

 

                'ไอ้ตัวใหญ่ร่างยักษ์ยืนอยู่หน้าถ้ำ'

 

                 พจน์เหลือบตามองแล้วไอ้โขลกๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจเพราะกลิ่นผ้าขาวม้าบวกกับกลิ่นเสื้อผ้าที่โชยมาแทบจะทุกขณะจิตทำเอาแทบกระชากทิ้งซะเดี๋ยวนี้

 

                “กูให้มึงไปตามไอ้แก่แค่นี้ใช้เวลาเป็นชาติเลยนะไอ้ยอด”

 

                 “แฮ่ะๆ ลูกพี่ ลุงแกไม่สบาย เห็นใจแกเถ๊อะ”

 

                 “มึงไม่ต้องมาสอนกู ไปทำงานได้แล้ว”

 

                  นายยอดใจดีสู้เสือบังคับตัวเองไม่ให้สั่น ทำทีเอามือเกาคอเกาอกตัวเองแกร๊กๆแล้วหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ใครจะรู้เล่าว่าใจนายยอดตอนนี้กำลังกระหน่ำเต้นจนเจ้าของมันเกือบหัวใจวาย

 

                 “เข้าไปช่วยกันยกของออกมา เรือจะได้ออกจากท่า”

 

                 “ยังเหลือเยอะเหรอลูกพี่?”

 

                 “มึงก็เข้าไปดูเองสิวะ ไม่ใช่มาย้อนถามกู”

 

                 “ได้ลูกพี่ ไปกันเถอะลุง”

 

                 ร่างสูงใหญ่ในชุดมอซอพยักหน้าไม่พูดแล้วเดินตามนายยอดที่ตัวเล็กกว่าไปได้เพียงไม่กี่ก้าวต้องชะงักกึกยืนนิ่งอยู่กับที่เมื่อเสียงจากไอ้ยักษ์ตะโกนไล่หลังมา

 

                 “เดี๋ยวก่อน”

 

                 นายยอดหน้าถอดสีแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก ค่อยๆเหลือบตามองลุงเด่นที่ยืนอยู่ข้างๆเพราะร่างสูงไม่แม้แต่จะแสดงกิริยาอะไรออกมาอย่างที่ตนกำลังกลัวอยู่เลยสักนิดเดียว

 

                “ว่าไงครับลูกพี่?”

 

                 นายยอดหันไปถามไอ้ยักษ์แล้วยิ้มแฮะๆ

 

                “เป็นอะไรของมึงไอ้ยอด แอบไปแดกกัญชามาหรือไงวะหัวเราะห่าอะไรอยู่ได้ ไป เข้าไปช่วยขนเข่งรังนกออกมา ส่วนลุงตามมาทางนี้”

 

                 “ห๊า?!!!”

 

                  ทีนี้นายยอดตาเหลือกห๊าสียงดังจนไอ้ยักษ์จิปาก

 

                 “มึงเป็นเชี่ยอะไรของมึงไอ้ยอด หูตึงหรือไง มานี่มา มาใกล้ๆกู เดี๋ยวกูจัดการให้ รับรองแคะทีเดียวมึงได้ยินชัดทั้งชาตินี้ยันชาติหน้าเลย”

 

                 “ม ไม่ต้องลูกพี่ ผมเกรงใจ เมื่อกี้ลูกพี่บอกให้ลุงแก......”

 

                  “เออ มึงน่ะเข้าไปช่วยกันขนเข่งรังนกออกมาเรือจะได้เอาไปส่ง ส่วนลุงตามมาทางนี้....”

 

                  ไอ้ยักษ์บอกแล้วก็เดินนำหน้า ปล่อยให้นายยอดสะกิดหลังร่างสูงใหญ่ยิกๆ จนลุงเด่นตัวปลอมหันมากระซิบบอก

 

                  “เข้าไปทำอย่างที่มันบอกไม่ต้องกังวล ส่วนทางนี้ฉันจัดการเอง”

 

                  เสียงทุ้มทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วเดินตามหลังไอ้ยักษ์ไปห่างๆโดยมีนายยอดมองตามไปอย่างเป็นห่วง

 

                  ตาคมเหลือบมองท้ายทอยไอ้คนที่เดินนำหน้า ในขณะเดียวกันก็หันมองสำรวจรอบๆตัว

 

                  ร่างสูงชะงักเท้าที่กำลังก้าวตามหลังเพราะเมื่อไอ้ยักษ์มันเดินเข้าไปใกล้จุดจุดหนึ่งริมหน้าผาแล้วผินหน้าเหลือบตามามอง ทำให้ลุงเด่นตัวปลอมหรี่ตาราวกับกำลังเดาสถานการณ์

 

                  คนตัวใหญ่ในเสื้อแขนยาวคลุมถึงมือหนากับโสร่งเก่าขาดยืนนิ่งอยู่กับที่รอว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร แต่ถ้าสังเกตุดีๆมือครามกำลังกำเข้าหากันแล้วปล่อยหลายครั้งราวกับวอร์มเพราะบรรยากาศแบบนี้มันช่างจี้อดรีนาลีนให้ฉีดพล่านเสียนี่กระไร

 

                  แต่ไอ้ยักษ์มันไม่ทันสังเกต มันแค่ผินหน้ามามองตรงตำแหน่งที่คนแก่ยืนอยู่ จากนั้นมันก็หันมา แล้วสบัดหัวของมันซ้ายทีขวาทีจนได้ยินเสียงกระดูดคอลั่นกร๊อบแกร๊บ

 

                 “เสี่ยสั่งให้ลุงกลับไปกับเรือละนะ เพราะลุงแก่แล้ว ทำงานวันพักวันจ้างไปก็ไม่คุ้ม.....”

 

                  มันว่าแค่นั้นแล้วล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง ดึงลวดเส้นเล็กออกมาขึงด้วยมือทั้งสองข้างของมันแล้วมองคนมาที่คนแก่อย่างหมายมาด

 

                 “แต่ฉันว่าลุงอย่ากลับเลย แก่แล้วยังเจ็บออดๆแอดๆกลับไปก็จะเป็นภาระของลูกเมียเปล่าๆ”

 

                  ไอ้ยักษ์แสยะยิ้มเมื่อเห็นคนที่มันกำลังจะจัดการขยับก้าวถอยหลัง

 

                 “อีกอย่าง ถ้าลุงกลับไปลุงอาจจะคายเรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรคายออกมาจนพวกฉันเดือดร้อนออกมาก็ได้ แค่อยากป้องกันไว้ก่อน อย่าว่ากันเลยนะลุง!”

 

                  ไอ้ยักษ์มันว่า แล้วมันก็เดินรี่เข้าหาคนแก่ที่กำลังขยับถอยหลังทีละก้าว แต่ชะรอยไอ้ยักษ์มันคงคิดว่ามันแข็งแรงกว่า ได้เปรียบกว่า หรืออาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้เป็นคราวซวยของมันและไม่เหมือนที่ผ่านๆมาก็ว่าได้ เพราะทันทีที่มันก้าวเข้าใกล้คนที่มันคิดว่าเป็นลุงเด่น แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้แตะต้องส่วนหนึ่งส่วนไดของร่างกายคนแก่ ใบหน้าที่กำลังแสยะยิ้มอย่างยินดีราวกับว่าเรื่องแบบนี้มันทั้งตื่นเต้นและชาชิน ก็ต้องหน้าหงายจนเซถอยหลังห่างออกไปหลายก้าว เพราะเสียง    'พลั่กกก!!!'    กระแทกเข้าที่กึ่งปากกึ่งจมูกของมันดังลั่น

 

                  “อั๊กกกกก!!!”

 

                   ลวดเส้นเล็กที่มันพันมือไว้เพื่อที่จะใช้ทำอะไรซักอย่างหลุดหายไปทางไหนไม่ทันได้มอง เพราะตอนนี้มือของมันกำลังยกขึ้นกุมปากตัวเองที่เจ่อขึ้นมาทันทีทันไดพร้อมกับที่มันถุยน้ำลายที่ทะลักทะลายออกมาพร้อมกับเลือดและฟันหน้าของมันเอง

 

                  “มึงงงง!!”

 

                  พลั๊กกก!!!

 

                 “อุ๊กกกกกกก!!...”

 

                  ไอ้ยักษ์มันคงสงสัยเหลือจะกล่าว ว่าทำไมคนแก่ที่มันกำลังจะจัดการถึงได้แข็งแรงซะจนตอนนี้เป็นมันซะเองที่กำลังจะโดนจัดการ

 

                  มันได้แต่คิดไว้ในหัวแต่มันยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากถาม

 

                 พลั๊กกก!!

 

                 ตุ๊บบบบ!!

 

                ตั๊บบบ!!!

 

                พั๊วะ!!

 

                 เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังต่อเนื่องชนิดที่ฝ่ายหนึ่งนั้นไม่ออมแรงกับอีกฝ่ายที่ไม่ทันได้ตั้งตัวหรือแม้แต่ตั้งการ์ดไดๆ เพราะคนที่ไอ้ยักษ์คิดว่าเป็นคนแก่นั้นประเคนทั้งกำปั้น ศอก เข่า และบาทาเปล่าๆเข้าด้วยกัน เล่นเอามวยวัดดาษๆหรือจะสู้คนที่รวมมวยไทยและวิชาการต่อสู้ทั้งหมดที่เล่าเรียนมารวมไว้ด้วยกันแบบตั้งใจมอบประสบการณ์พิเศษที่จัดให้ไอ้ยักษ์แบบเฉพาะกิจชนิดที่มันไม่ทันได้หายใจหายคอ

 

                 ฮวบบบบบ!!!

 

                 ในที่สุดมันก็ตาลอย เข่าทรุดกระแทกพื้น ก่อนจะล้มลุกคลุกคลานหาทางเอาตัวรอด แต่ดูเหมือนคนแก่จะไม่ปล่อยให้มันได้มีแรงแม้แต่จะกระดิกตัวหนี

 

                   “แฮ่ก.... แฮ่ก.... แฮ่ก.......มึง ….เป็น.....แฮ่ก....ใคร....วะ?!”

 

                   มันนอนหงายหายใจหอบกว่าจะเปล่งเสียงถามออกมาได้ หน้าตาหาเค้าเดิมไม่เจอเพราะมันทั้งช้ำทั้งแตกทั้งปูดโนบวกกับเลือดที่เลอะไปทั้งหน้าเรียกได้ว่าหมอเห็นยังไม่อยากรับเย็บ

 

                  “มึงไม่ต้องอยากรู้หรอกว่ากูเป็นใคร.....เพราะกูเองก็ไม่อยากรู้จักมึง”

 

                   คนแก่ทรุดนั่งบนส้นเท้า แล้วแหวกผ้าขาวม้าให้เห็นเฉพาะดวงตาที่กำลังวาววับดุดัน

 

                   “รู้แค่ว่ากูเป็นประเภทที่ไม่คิดจะรังแกคนแก่อย่างมึง อย่าโทษใครเลย โทษตัวมึงเองเถอะที่ทำกูฟิวส์ขาดขนาดนี้”

 

                   “เฮ้ย....มึงจะทำอะไร?”

 

                    ลุงเด่นตัวปลอมไม่ตอบคำ แต่คว้าเส้นลวดที่ไอ้ยักษ์มันทำหล่นไว้มาถือแล้วพลิกตัวหนักๆของมันให้คว่ำหน้าลงโดยที่ตัวมันเองไม่มีสิทธิ์หรือแรงที่จะดิ้นหนี จากนั้นก็รวบมือของมันมัดไพล่หลังไว้แล้วพลิกมันให้กลับมานอนหงายเหมือนเดิม

 

                    “มึง ปล่อยกูสิวะ ปล่อยกู๊....”

 

                    “เสียใจ กูไม่รับคำสั่งใคร”

 

                     ร่างสูงในเสื้อผ้ามอซอเดินไปที่ปลายเท้าไอ้ยักษ์ จากนั้นก็ดึงเชือกรองเท้าและถุงเท้าเน่าๆของมันออกมามือไว้แล้วมัดข้อเท้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกันจนแน่น

 

                     “มึงจะทำอะไร ปล่อยกูสิวะ ปล่อยกู๊ ปล่อยกู....”

 

                     “พูดมากน่ารำคาญว่ะ”

 

                     ไอ้ยักษ์ตาเหลือกเมื่อปากของมันถูกบีบจนเบี้ยวแล้วถุงเท้าข้างหนึ่งของมันเองนั่นแหละได้ถูกม้วนจนกลมก็ยัดเข้ามาจนจุกคอหอย และเพื่อไม่ให้มันคายออกมาก่อนเวลาอันสมควรลุงเด่นตัวปลอมก็จัดการเอาถุงเท้าเน่าๆอีกข้างรวบปากมันแล้วผูกปมไว้ที่ท้ายทอยจนแน่น คราวนี้ก็คงจะพอนึกภาพออกล่ะว่าทั้งภาพและกลิ่นชวนคลื่นเหียนแค่ไหน

 

                     “อ๊อกกก ไอ้เอี้ย อ่อยอูอิอะ..อ่อยอู อื๊ออออ”

 

                     ตัวใหญ่ๆของมันดิ้นกระแด่วบนพื้นเหมือนปลาถูกทุบหัว ทำให้เนื้อตัวครูดไปกับกรวดจนเนื้อที่เขียวช้ำเพราะโดนกำปั้นไปก่อนหน้าถลอกปอกเปิก

 

                    ตาคมมองมันด้วยความเฉยเมยเย็นชา ไม่ได้รู้สึกสงสารไอ้ยักษ์เลยซักกระผีกของความรู้สึก ผิดกับแววตาเวลาที่มองลุงดุ่ยเมื่อก่อนหน้านี้ลิบลับ

 

                   “คิดว่าจบแค่นี้แล้วใช่ไหม กูไม่ใจดีขนาดนั้น”

 

                   เสียงทุ้มบอกพร้อมกับที่ร่างสูงเดินไปอีกทางที่พอไอ้ยักษ์มันเหลือบเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังหักกิ่งไม้พร้อมกับที่มีสิ่งมีชีวิตบางอย่างติดมาด้วยพวงใหญ่ ตาของมันก็เหลือกขึ้นอย่างตกใจพร้อมกับตะเกียกตะกายพยายามหนีแล้วเปล่งเสียงร้องผ่านถุงเท้าเน่าๆออกมาปานควายถูกเชือด

 

                   “อื๊อออออออ อ่อยอู ไอ้เอี้ย อึงอะอำอะไอ อ่อยอู ไอ้เอี้ยอ่อยอู”

 

                  “นอนลิ้มรสความรู้สึกปางตายว่ามันเป็นยังไงอยู่ตรงนี้ไปก่อนแล้วกัน”

 

                   พรึ๊บบบ! พรึ๊บบบ!

 

                  “อื๊ออออ อื๊ออออ อ่อยอู อื๊อออออ”

 

                  ร่างสูงหันหลังให้กับภาพตรงหน้าแล้วเดินห่างออกมาจนไม่ได้ยินเสียงอื้ออึงของไอ้ยักษ์แล้วนั่นแหละ เสียงชีวินก็ดังขึ้นหลังจากที่พากันเงียบไปพักใหญ่

 

                 'เป็นข้าจะไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก'

 

                 “เออ งั้นกลับไปเิ่มมดอีกรังเป็นไง?”

 

                 'ฮะ ฮะ ฮะ หน่อมแน้มว่ะ ข้าหมายถึงจัดการขั้นเด็ดขาดต่างหาก'

 

                “ขืนจัดการหมดตำรวจคงไม่มีอะไรทำ ได้ประวัติมาหรือยัง?”

 

                  'เออ ไอ้คนที่เอ็งเพิ่งเด็ดมดแดงปล่อยมันเพิ่งพ้นโทษออกมา'

 

                  “ข้อหาอะไร?”

 

                  'ฆ่าคนตาย'

 

                  “ไม่แปลกใจ แล้วคนอื่น?”

 

                   'สบายใจเลย ถ้าเอ็งจะหนักมือไปหน่อยเพราะลูกน้องไอ้ประดิษฐ์แต่ละคนประวัติดีๆทั้งนั้น'

 

                    ชีวินประชดจนลุงเด่นตัวปลอมหัวเราะหึๆ แล้วร่างสูงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้้นอีก

 

                  “ตอนนี้เอ็งอยู่ไหนวิน?”

 

                   'ข้างๆนี่แหละ ไม่ไกลจากเอ็งเท่าไหร่ สงสัยโชคช่วยที่บังเอิญมันเดินแยกตัวออกมาคนเดียว ทุ่นแรงเอ็งไปได้คนหนึ่ง'

 

                  “แล้วเอ็งอยู่ไหนไอ้หมอ?”

 

                 'ข้าอยู่กับลุง เรือเล็กมาแล้ว'

 

                “โอเค ยังไงวันนี้ก็ต้องกวาดให้เสร็จ เลิกกัน กำลังจะเข้าไปข้างใน”

 

                 'รับทราบครับบอส'

 

                  ความชุลมุนตรงปากถ้ำกับในระหว่างทางเดินทำให้ร่างสูงชะงักมองหลายครั้ง คนอีกส่วนหนึ่งก็กำลังปีนบนที่สูง บ้างก็นั่งบนลานที่มีกองรังนกกองใหญ่เพื่อคัดเกรดแยกเข่ง และดูเหมือนจะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่เอ่ยทัก นอกนั้นแค่มองมาแล้วหันกลับไปสนใจงานตรงหน้าเหมือนไม่รู้จักกัน แต่ที่แน่ๆร่างสูงไม่รู้จักใคร แต่แรงสะกิดที่แขนเบาๆทำให้ลุงเด่นตัวปลอมหันขวับไปเห็นนายยอดหันซ้ายหันขวาแล้วยิ้มเฉ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจหันมามองมาก็กระซิบถามมาเสียงเบา

 

                 “เป็นยังไงบ้าง ครับคุณ?”

 

                เสียงลงท้ายแทบไม่ได้ยิน จนตาคมเหลือบไปมองรอบๆ แล้วกระซิบถามบ้าง

 

               “จัดการแล้ว ว่าแต่นายประดิษฐ์อยู่ไหน?”

 

               “ออกไปได้สักพักแล้ว คงจะอยู่ที่กระต๊อบและครับตอนนี้ เพราะถ้าไม่มีเรื่องอะไรหรือว่าเรือกำลังจะออกจากท่าเอารังนกไปขึ้นฝั่ง เสี่ยก็จะเตรียมตัวกลับขึ้นฝั่งด้วย”

 

               “แล้วพวกคนงานได้กลับไปด้วยไหม?”

 

               “ไม่ได้กลับหรอกคุณ คงอีกนาน”

 

                 “แล้วที่นี่ใครคุม?”

 

                  เสียงทุ้มแปลกหูของลุงเด่นถามออกไปอย่างระวังเพราะตอนนี้ทั้งตนและนายยอดยืนคุยหลบมุมกันสองต่อสองก็จริง แต่ก็ไม่อยากตอบคำถามถ้าเกิดใครสงสัยเข้า และนายยอดก็เหมือนจะรู้กระซิบบอกเสียงเบา

 

                  “ไอ้โต้ง คนที่สักจนตัวลายนั่นละ ส่วนไอ้คนที่หายไปกับคุณเมื่อกี้ก็น้องมัน ป่านนี้มันคงสงสัยแล้วมั้งว่าน้องมันหายไปไหนนาน ปกติไอ้นี่ติดก้นพี่มันตลอด”

 

                   “ดี ให้มันสงสัยมากๆแหละดี”

 

                  “จะดีเหรอคุณ ถ้าเกิดมันถาม”

 

                  “บอกไปว่าไม่รู้ก็จบ”

 

                  “ผมกลัวว่ามันจะไม่แค่นั้นนะสิ”

 

                   นายยอดว่ายังไม่ทันจะขาดคำดีก็ตาเหลือก รีบยอบตัวลงนั่งหลบมุมจนลุงเด่นต้องทำตาม

 

                   “ไอ้แจ็ค ไอ้น้องเฮี้ย มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะ เฮ้ย! เห็นน้องกูไหม?

 

                    เสียงไอ้โต้งตะโกนถามคนงาน บางคนส่ายหน้า แต่บางคนกลับชี้โบ้ชี้เบ้บอกว่าเห็นเดินออกไปกับลุงเด่น บางเสียงก็ว่าเห็นลุงเด่นเดินกลับมาคนเดียว

 

                    “น่านไง! นั่นไง! ผมว่าแล้วเชียว ทีนี้จะทำยังไงดี ตายแน่ๆ มันจับได้ตายแน่ๆ” คนที่กำลังพูดนั่งกอดตัวเองตัวสั่น ตาเหลือบมามองร่างสูงอย่างขอความช่วยเหลือ

 

                   “จากตรงนี้มีทางออกทางอื่นอีกไหม?”

 

                  “มีครับ ตามผมมาทางนี้”

 

                   นายยอดคลานสี่ขาแล้วก้มหัวต่ำๆเพื่อไม่ให้คนเห็นจนร่างสูงต้องทำตามอย่างทุลักทุเลเหตุเพราะขายาวๆมันเก็บไม่ได้ง่ายๆอย่างที่คิด จนเมื่อหลุดออกมาเห็นแสงของอีกฝั่งหนึ่งก็เป่าลมออกจากปากดังพรื๊ด และก็เห็นว่ามันเป็นอีกด้านของที่พักของพวกนายประดิษฐ์นั่นเอง

 

                   เดินเป็นวงกลมเลยทีเดียว เพราะเมื่อเดินเข้าข้างหน้า และมุดทางแคบๆออกมาด้านหลังก็เจอบ้านที่พวกนั้นสร้าง ทางฝั่งซ้ายเป็นทะเล ส่วนอีกด้านก็เป็นภูเขาและหน้าผาที่ตนเพิ่งไปมาเมื่อครู่ และเมื่อรู้ทางหนีทีไล่แบบนี้แล้วร่างสูงในชุดเก่าขาดก็ไม่รอช้า

 

                   “ภีมนายอยู่ไหน?”

 

                   'ผมจัดเสร็จไปหนึ่งนะเฮีย ไม่ได้โป๊ะยาหรอก แต่รับรองว่ามันไม่กล้าแม้แต่จะคิดแก้มัด'

 

                  “หึๆ ดี! ข้าจัดการไปหนึ่ง เอ็งจัดการไปหนึ่ง ภีมหนึ่ง ทีนี้ก็ง่ายเข้าแล้วละเพราะที่เหลืออยู่ก็คือไอ้โต้งกับไอ้ประดิษฐ์สองคนเท่านั้น”

 

                  “คุณครับ......คือ..........”

 

                  “เดี๋ยวนะนายยอด คงไม่ต้องใช้ของเล่นที่นายเตรียมมาแล้วละมั้งไอ้น้อง ตัวใหญ่ๆเราจัดการได้เกือบหมดแล้วนี่”

 

                 'ง่ายกว่าที่คิดเยอะแฮะ งั้นรวบที่เหลือเลยไหมเฮียจะได้รีบกลับกันซักที'

 

                “คิดอย่างงั้นเหมือนกัน งั้นรวมตัวกันเลย” เสียงทุ้มเห็นด้วยแล้วหันมาทางนายยอดที่เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่ยอมพูด “นายยอดมีอะไร? เห็นอ้ำๆอึ้งๆ”

 

               “คุณครับ เมื่อกี้ผมได้ยินคุณว่าจัดการใครไปเท่าไหร่นะครับ?”

 

               “ฉันจัดการน้องไอ้โต้ง ส่วนเพื่อนฉันจัดการไปหนึ่ง น้องฉันอีกหนึ่ง ที่เหลือก็แค่ไอ้โต้งกับไอ้ประดิษฐ์ นายยอดมีอะไร?”

 

                “เข้าใจผิดแล้ว นอกจากไอ้โต้งกับพวกนั้นที่พวกคุณๆจัดการ ลูกน้องเสี่ยยังมีอีกสอง......”

 

                 “....ว่าไงนะ!!!!”

 

 

 

 

ToBeCon...............

ความคิดเห็น