ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่ 1

“รังรักสิเน่หา : รักฤๅเสน่หา 2”

- ติกาหลัง -

 

ตอนที่ 1

 

                “พี่รุ่ง ! ใจร้ายที่สุดเลย !” เสียงของหญิงสาววัยแรกแย้มในชุดนิสิตเสื้อพอดีตัว กระโปรงพลีทยาวพอดีเข่ายืนหอบหายใจด้วยดวงหน้าที่แสดงอาการไม่พอใจชัดเจน หลังตะโกนบอกกับบุรุษร่างสูงกำยำในชุดกึ่งลำลอง ที่เชิ้ตสีเทาปลดกระดุมไว้สองเม็ด พับแขนเสื้อ แต่ชายเสื้อยังอยู่ในกางเกงสแลคสีกรมท่าเนื้อดี เข็มขัดที่คาดไว้กับเอวสอบก็แบรนด์ดังราคาแพง หากชายหนุ่มกลับยืนมือล้วงกระเป๋ากางเกงจ้องมองคนตะโกนใส่ด้วยแววตาเฉยชา

                “ลิตเติ้ล...” เสียงเรียกชื่อนั้นทุ่มต่ำ หากมีแววยะเยือกอย่างควบคุมอารมณ์ “อย่าขึ้นเสียงกับพี่ชาย”

                “คุณพ่อก็ทราบว่าพี่รุ่งทิ้งลูกไว้ให้กลับมาเองนี่ค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบาและเรียบร้อย ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนโซฟาอย่างแรง ด้วยดวงหน้าหงิงงอ และสูดหายใจแรงอย่างระงับโทสะ

                คนเป็นบิดาที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวยาวหันไปมองบุตรชายที่ยังยืนนิ่งอยู่ท่าเดิม มุมเดิม ด้วยดวงหน้าระอาใจ “แล้วทำไมเราทิ้งน้องไว้ ?”

                “นัดห้าโมงครึ่ง ผ่านไปถึงห้าโมงสี่สิบห้ายังไม่โทรมา ทำไมต้องรอคนผิดเวลาด้วยครับ ?”

                จบการตัดสินทันที เพราะทุกคนทราบดีว่า ชายหนุ่มเป็นคนตรงเวลาเพียงไหน และหากจะมาสายหรือมีเหตุจำเป็น ทุกคนต้องโทรศัพท์บอกเขาโดยตรง เขาจะไม่สนใจข้อความใดๆ ทั้งสิ้นหากเลยช่วงเวลานัดหมายไปแล้ว

                “เราผิดนะลิตเติ้ล” เสียงดุของสตรีสูงวัยที่ยังคงความงาม พร้อมยังมีรูปร่างเพรียวอวบอิ่มสมส่วนดวงหน้าแสดงออกถึงเลือดผสมที่ยังคงความงามไว้ เธอนั่งอยู่เคียงประมุขของบ้าน

                “หม่ามี้...” เสียงใสครางออกมา ก่อนจะทำสะบัดร่างเล็กน้อย

                “แล้วทำไมเลท ?” คนเป็นพ่อเอ่ยถามขึ้น

                “ลูกเดินไปศูนย์หนังสือ แล้ววันนี้ลืมใส่นาฬิกาไปค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อนลง จนทุกคนถอนหายใจ ไม่ต่างจากคนเป็นพี่ชาย

                “ฉันไม่ผิด มือถือก็ดูเวลาได้” เขาเอ่ยเสียงเข้มกับน้องสาวคนเล็ก “ลูกขอไปอาบน้ำก่อนนะครับ คุณพ่อ หม่ามี้” หันไปเอ่ยกับบิดามารดาเรียบร้อย ก่อนจะหันหลังออกจากประตูห้องนั่งเล่นใหญ่ไปทันที ทิ้งให้สามคนในห้องได้แต่นั่งถอนหายใจ

                “แล้วกลับมายังไง ?”

                “แท็กซี่ค่ะหม่ามี้”

                คนเป็นแม่พยักหน้าเข้าใจ “เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จแล้วมาเอาตังค์ค่ารถกับหม่ามี้แล้วกันนะ”

                “ขอบคุณค่ะ” พอได้ยินคำนั้น ร่างเพรียวก็กระโจนไปกอดมารดาด้วยดวงหน้าแย้มยิ้มสดใสทันที จนบุพการีได้แต่ส่ายหน้ายิ้มเหนื่อยใจ

                “ที่โมโหนี่ เพราะค่ารถสินะ” เสียงห้าวที่เอ่ยมีแววกลั้วขัน จนสองคนแม่ลูกหัวเราะได้ทันที

                “ก็ลูกยังไม่มีงานทำนี่น่า”

                “จ้ะ แม่ตัวเล็ก” มือใหญ่ที่มีริ้วรอยแห่งวัยเอื้อมมายี่ศีรษะลูกสาวแรงๆ อย่างหมั่นไส้ จนแกหัวเราะ

                “ไปอาบน้ำเถอะ หม่ามี้จะได้ไปเตรียมตั้งโต๊ะมื้อเย็น”

                “ค่ะ”

                เมื่อร่างเพรียวในชุดนิสิตเดินออกไปแล้ว สองสามีภรรยาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนคนเป็นสามีและบิดาของลูกๆ จะเอื้อมแขนขึ้นโอบไหล่คนข้างกายไว้ ก่อนหันไปจูบขมับเธออย่างรักใคร่ไม่เสื่อมคลายเช่นสมัยหนุ่มสาว

                “คุณแรก ก็ขึ้นไปอาบน้ำเถอะค่ะ”

                “ยังดีกว่า ออกไปประชุมผู้ถือหุ้นไม่ได้เหงื่อออก เดี๋ยวทานข้าวเสร็จค่อยขึ้นไปอาบ”

                “งั้นเดี๋ยวฉันไปบอกสาวๆ ให้เตรียมตั้งโต๊ะก่อนนะคะ”

                “ลิซ” เสียงห้าวเอ่ยเรียก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่ไม่มีไขมันส่วนเกินขยายยื่นออกรอบเอวจนน่าเกลียดเลยสักนิด และความสูงของเขาก็ทำให้เธอต้องแหงนมอง

                “คะ ?”

                “ฉันอยากให้รุ่งแต่งงาน”

                “คุณแรกก็ทราบดีว่า รุ่งดื้อแค่ไหน”

                “ฉันจะเจ็ดสิบแล้วนะ ให้แข็งแรงยังไงก็ไม่รู้จะอยู่ไปได้เท่าไร”

                “พูดแบบนี้อีกแล้ว” คนตัวเล็กกว่าในอ้อมแขนที่เดินกันไปยังห้องครัวเอ่ย “เชื่อฉันเถอะค่ะ รุ่งจะหาภรรยาที่ดีด้วยตัวเอง อย่าพยายามจับเขาไปดูตัวหรือจับคู่ให้เขา”

                “เธอตามใจรุ่งมากไป”

                “ฉันเคยตามใจลูกมากไปอย่างนั้นหรือคะ คุณแรก ?” เสียงที่กดต่ำเอ่ยถามสามีทันควัน

                รอยยิ้มแห้งๆ จากสามีถูกส่งลงมาหา “ฉันตามใจกว่าสินะ”

                “ใช่ คุณแรกน่ะ ตามใจลูกทุกคนกว่าฉันมากกกกก” เธอลากเสียงยาว จนเขาทำปากยื่น ยิ่งทำให้เธอหัวเราะขัน ยกมือไปลูบแก้มสากของเขาเบาๆ

                “รักเธอจัง อลิชาเบธ วัฒนาวาณิชย์” สามีเอ่ยเรียกชื่อภรรยาเต็มยศ จนคนฟังหัวเราะ ที่เขาชอบย้ำว่าเธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาเสมอๆ

                “รักคุณแรกอรุณ สามีแสนแซ่บเช่นกันนะคะ” เธอเอ่ยเย้าต่อ พลางทำจมูกย่นให้ “แก่แล้วก็ยังแซ่บ”

                “แน่นอน” เขารับคำ พลางยักไหล่ทำท่าทางภูมิใจ จนเธอหัวเราะขัน

                “น้อยอิจฉานายจัง” เสียงแซวจากแม่บ้านสาววัยกลางคนดังขึ้น จนสามีภรรยาหันไปหัวเราะให้ ก่อนจะเข้าไปในห้องครัว เพื่อดูอาหารและเตรียมการตั้งโต๊ะอาหารมื้อเย็นเช่นทุกคนที่ลูกจะกลับบ้านกันครบเช่นปกติ

 

                ร่างสูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตรยืนเช็ดผมอยู่ โดยมีผ้าขนหนูสีดำผืนเดียวพันกายท่อนล่าง หยดน้ำเกาะเล็กน้อยตามผิวกายละเอียดขาว ที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ หลังเจ้าตัวเช็ดอย่างลวกๆ อยู่หน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องแต่งตัว เสียงเรียกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นที่โต๊ะทำงานมุมห้องนอน ทำให้ขายาวๆ ก้าวออกไปภายในห้องนอนและหยิบเครื่องมือสื่อสารสีดำราคาแพงมามองดูชื่อหน้าจอ

                มัดหมี่

                “อืม” เขารับคำในลำคอหลังกดรับสาย

                “แล้วเธอจะกลับกี่โมง” เขาถามหลังฟังปลายสาย

                “สามทุ่มดึกไปมั้ง สาวน้อย” ประโยคนี้มีแววไม่พอใจในน้ำเสียงชัดเจน เขาฟังปลายสายอีกครู่

                “รอฉันที่นั้น เดี๋ยวทานข้าวกับพ่อแม่พี่น้องเสร็จแล้วไปรับ” ตัดบทกดวางสายทันที ก่อนจะโยนโทรศัพท์เครื่องบางราคาแพงไปอย่างไม่ใส่ใจ ด้วยดวงหน้าขมวดมุ่ยกว่าเดิม

                ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องสิ่งที่เพิ่งโยนไปอย่างไม่ใส่ใจนิ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปกดโทรออกไปหาใครสักคน ระหว่างเดินไปยังห้องแต่งตัว เพื่อรีบแต่งตัวให้เรียบร้อย จึงกดเปิดเสียงลำโพงโทรศัพท์ และเมื่อปลายสายรับเขาก็เอ่ยสิ่งที่สงสัยทันที

                “เลิฟ เรียนศิลปกรรมต้องอยู่ทำงานส่งจนดึกที่คณะด้วยเหรอ”

                “ใช่สิ รุ่งเรียนหมอยังมีเคสต้องอยู่ดึกเลย ศิลปกรรมก็มีเหมือนกัน ถามทำไม ?”

                “แค่สงสัย”

                “จีบเด็กอยู่เหรอ” คนถามมาด้วยความร่าเริง

                “มาถึงยังเนี่ย”

                “ทำไมไม่ตอบอ่ะ”

                “ทำไมต้องตอบ”

                “โห น่าเบื่อว่ะ”

                “แค่นี้นะ” เขาเดินมากดวางสาย เพราะดูเหมือนน้องสาวฝาแฝดจะเริ่มถามลึกไปอีก หากเขาก็ไม่น่าถามเลยจริงๆ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมช่วงนี้คนที่โทรมาหาว่าจะกลับดึกดื่นถึงได้มีงานที่คณะมากมาย จนแทบหาเวลาพักผ่อนไม่ได้

                เสียงเคาะประตูหน้าห้องนอนดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มรีบหันไปคว้าเสื้อโปโลสีฟ้าปกและขอบแขนสีเทามาสวมโดยไม่ติดกระดุม ทับกับกางเกงยีนส์เนื้อดีขายาว ก่อนจะเดินออกไป โดยไม่ลืมหยิบโทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าเงินมาใส่กระเป๋าหลังของกางเกงด้วย

                “อ้าว พี่รุ่งไม่ค้างบ้านอีกแล้วเหรอ”

                “อืม” เขาตอบน้องสาวสั้นๆ

                “พี่เลิฟโทรมาว่าอยู่ปากซอยแล้ว คุณพ่อเลยให้น้องมาตาม”

                เขาพยักหน้ารับน้องสาวหน้าตาสะสวย ผิวขาวใสอมชมพูไม่ต่างจากมารดา โอบไหล่คนตัวเล็กกว่าเดินไปตามทางเดินของชั้นสอง เพื่อลงไปยังห้องอาหารด้านล่าง เดินลงบันไดมาไม่เท่าไรก็ทันกับรถยนต์สีเทาคันหรูของน้องเขยที่อายุมากกว่าเขา เข้ามาจอดยังที่จอดรถชั่วคราวด้านข้างลานหน้าคฤหาสน์แรกอรุณ

                ร่างสูงในชุดสูทภูมิฐานก้าวลงจากด้านคนขับ ก่อนจะหันไปเปิดประตูหลังให้บุตรชายตัวน้อยกระโดดลงมา โดยร่างเพรียวสวยของน้องสาวฝาแฝดของเขาก็เดินอ้อมมาจูงมือเจ้าหลานชายตัวซนอีกข้างกับสามี ทั้งสามคนเดินเข้ามาในตัวตึกด้วยกันด้วยรอยยิ้ม พลางทั้งสามคนก็ยกมือไหว้บิดามารดา และหันมาทักทายเขา และรับไหว้น้องสาวคนเล็กเรียบร้อย

                “หม่ามี้คะ” ลูกสาวคนโตเดินไปกอดเอวของคนเป็นแม่ หลังบิดาเดินคุยกับสามีเธอไปแล้ว โดยมีพี่ชายฝาแฝดเดินอยู่ด้านหลังกับน้องสาวคนเล็กที่เล่นกับหลานชายอยู่ไม่ห่างเดินตามมา

                “อะไรจ๊ะ เลิฟ ?”

                “รุ่งโทรหาลูก ถาม...”

                “ยัยเลิฟ !” เสียงของคนถูกอ้างถึงกดต่ำทันที พร้อมสายตาที่แววโรจน์จนน้องสาวนิ่ง

                “ก็นายโทรมาถาม...” เธอต้องเม้มปากเมื่อเขากดหน้าลงจ้องเธอด้วยสายตาชนิดนึง ระหว่างมารดาก็ได้แต่เหลียวมองลูกหญิงชายฝาแฝดสลับไปมา “ถามเรื่องงานแฟชั่นครบรอบยี่สิบห้าปีบริษัทหม่ามี้น่ะค่ะ”

                “ถามทำไมหรือรุ่ง ?”

                “เอ่อ...” เขาติดอ่างทันที “อยากให้หม่ามี้ทำโปรเจคประมูลเครื่องเพชรทำบุญกับมูลนิธิของลูกน่ะฮะ” เขาคิดขึ้นได้ทัน ก่อนที่น้องสาวจะอ้าปากบอก จนคนเป็นน้องสาวหัวเราะขัน

                “หัวไวชะมัด” เธอหันไปกระซิบพี่ชายฝาแฝด จนเขาตวัดค้อน

                “ได้สิ เดี๋ยวหม่ามี้ปรึกษาคุณพ่อดู” อลิซาเบธยิ้มรับ ก่อนเดินจูงมือลูกสาวคนโตไปยังห้องอาหาร ที่ตอนนี้ทุกคนนั่งประจำที่แล้ว

                “อ้าว รุจ” พี่สาวทักน้องชายด้วยรอยยิ้มสดใส เดินไปกอดชายหนุ่มที่สูงกว่าแน่น “พี่นึกว่าเราจะไปปาร์ตี้กับสาวๆ เสียอีก”

                “แซวตลอดอ่ะพี่เลิฟ” ชายหนุ่มในชุดสูทเต็มยศที่ยืนอยู่มุมห้องคุยกับบิดาและพี่เขย เอ่ยขึ้นขบขัน หลังคลายอ้อมกอดกับพี่สาวแล้ว “นัดทานข้าวทั้งบ้านเดือนล่ะครั้ง ผมเคยขาดหรือครับ ไม่เคยเลยนะ พี่รุ่งไม่มาบ่อยกว่าผมอีก”

                คนถูกเอ่ยชื่อตวัดสายตาไปมองน้องชายนิ่ง โดยไม่เอ่ยอะไร ระหว่างทุกคนกำลังเดินไปนั่งประจำที่ของตนเองยังโต๊ะอาหาร

                “จ้ะ พ่อหนุ่มโสดในฝัน”

                “พี่รุ่งก็ได้นะ” เขาหันไปหาพี่ชายคนโตอีกรอบ และยิ้มให้อย่างทะเล้น

                “คนนั้น ฝันร้าย น่ะสิ” จบคำของเธอ เกิดเสียงหัวเราะขันรอบห้องอาหารทันที แม้แต่คนถูกแขวะก็ส่ายหน้ายิ้มเล็กน้อยตามประสาไปด้วย

 

                รุ่งสวัสดิ์ และ รวิสรา นั้นสนิทกันในระดับที่ว่าดีมากสำหรับการเป็นฝาแฝด หากพอเริ่มเติบโตและแยกย้ายเรียนตามสาขาที่ชื่นชอบพวกเขาก็เริ่มมีโลกส่วนตัวของตนเอง และความเป็นผู้ชายกับผู้หญิงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ปัจจุบันทั้งสองคนอายุสามสิบสามปีแล้ว

                รุ่งสวัสดิ์ เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำ ดวงหน้าคมสันต์ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใสมีแววดุดันเสมอจนน่าหลงใหล ยิ่งท่าทางภูมิฐาน นิสัยนิ่งเงียบ ท่าทีสุขุม ก็ดันเสน่ห์ของบุรุษเพศให้สูงขึ้นจนติดอันดับ หนุ่มโสดในฝันจากนิตยสารต่างๆ แถมยังพ่วงตำแหน่งนายแพทย์แผนกศัลยกรรมหัวใจ และมาจากตระกูลไฮโซ ก็ทำให้มีชื่อในวงสังคมได้ไม่ยาก หากเขาก็เป็นคนชอบเก็บตัว ไม่ค่อยออกงานสังคมกับครอบครัวเท่าไร

                และยิ่งเมื่อน้องสาวฝาแฝดอย่าง รวิสรา ออกเรือน เข้าสู่ประตูวิวาห์ แต่งงานไปกับคนรักหนุ่มตระกูลดัง นามว่า วสวัสดิ์ ดิเรกนุสรณ์ เมื่อตอนอายุยี่สิบหก ก็ทำให้บิดามารดาอยากให้ชายหนุ่มออกเรือนเสียที หากเจ้าตัวก็ปฏิเสธเสมอมา ด้วยเหตุผลการเรียนเฉพาะทางที่ยังไม่จบ แต่พอเรียนจบมาสักพักใหญ่ก็ถูกให้ไปดูตัวโดยไม่รู้ล่วงหน้า และความเป็นคนตรงไปตรงมาและไม่ค่อยพูด เมื่อพูดปฏิเสธไป จึงเกิดรอยร้าวระหว่างธุรกิจขึ้นทันที

                ด้วยเหตุการณ์ครั้งปฏิเสธการแต่งงานของพี่ชายคนโต จนผู้ถือหุ้นฝ่ายว่าที่เจ้าสาวไม่พอใจ ยกแผนถอนหุ้นและปั่นหุ้นสนุก ทำให้น้องชายคนที่สามอย่าง รุจินพ ต้องรีบกลับมาจากอังกฤษ เพื่อช่วยบริหารงานองค์กรใหญ่ของบิดากับคุณอาสาว สามี และลูกชายของอาทันที แม้เจ้าตัวจะยังอยากเที่ยวก่อนก็ตาม

                “รุจยี่สิบเจ็ดแล้ว ไม่มีตัวจริงอีกเหรอ ?” วสวัสดิ์เอ่ยถามน้องชายคนที่สามของภรรยาสาวคนสวย

                “สามสิบสามแบบพี่รุ่ง ยังไม่มีเลยพี่เอก”

                “นายรู้ได้ไงว่า รุ่งไม่มีตัวจริง” คนเป็นพี่สาวเอ่ย จนคนถูกยกชื่อมาพูดถึงอีกได้แต่ถอนหายใจ

                “ทำไมชอบเอาชื่อฉันไปในวงสนทนาเรื่องหาคู่ด้วยวะ” เสียงที่เอ่ยแสดงออกอย่างเบื่อหน่ายชัดเจน

                “อ้าว ก็พี่รุ่งเป็นพี่คนโตนี่” น้องสาวคนสุดท้องอย่าง รวินท์นิภา เอ่ยขึ้นบ้าง จนทุกคนพยักหน้า

                “ลิตเติ้ล ทานข้าวไปเงียบๆ เลย” เขาหันไปดุน้องน้อย จนเธอทำปากยื่น

                “พี่เอก ถามนาย อย่าโยนมาหาฉัน” เขาหันไปดุน้องชายคนที่สาม ก่อนจะหันไปมองแฝดของตนเองด้วยสายตาชนิดนึงที่รู้กันดีว่าไม่พอใจ

                “นายอายุเท่าฉันนะ ฉันมีลูกสี่ขวบแล้ว นายยังไม่มีทั้งเมียทั้งลูก แล้วเมื่อไรจะมี”

                “คุณพ่อยังแต่งงานกับหม่ามี้ตอนสามหกเลยนะ ฉันเป็นผู้ชาย และเพิ่งสามสิบสาม” เขาเอ่ยถึงบิดามารดาด้วยน้ำเสียงเรียบราบ

                “นั่นไง” คุณแรกอรุณส่งเสียง พลางส่ายหน้า “แกก็ลากฉันไปในบทสนทนาด้วย รุ่ง !

                คนฟังหัวเราะขันขึ้นมากันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนเอ่ยถึงบิดามารดาที่ส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันไปรับถ้วยผลไม้รวมลอยแก้วมา ถึงมือใหญ่จะจับช้อนตักผลไม้หวานเย็นเข้าปาก หากใจเขากลับกำลังลอยไปหาใครบางคนที่นัดไว้

 

                “มีเคสหรือจ๊ะ รุ่ง ?” เสียงถามอ่อนโยนจากมารดาทำให้คนตัวสูงใหญ่กำยำไม่ต่างจากบิดาตอนวัยหนุ่มก้มลงโอบกอดร่างอิ่มสมส่วนของมารดาไว้แน่นก่อนจะปล่อย

                “พรุ่งนี้มีผ่าตัดวีไอพีฮะ ค้างคอนโดใกล้โรงพยาบาลกว่า” เขาเอ่ยบอกเสียงเรียบร้อย ก่อนจะก้มลงหอมแก้มมารดาเบาๆ และหันไปกดศีรษะน้องสาวคนเล็กอย่างเอ็นดู

                “คุยด้วยหน่อยสิ” รวิสราเอ่ยก่อนที่พี่ชายฝาแฝดจะหันเดินไปขึ้นรถยนต์สีดำคันหรูที่คนรถขับนำมาจอดไว้ให้ก่อนแล้ว

                “ว่ามา” เขาเอ่ยหลังมารดาเดินจูงมือน้องสาวเข้าไปสมทบกับคนอื่นๆ ที่ห้องนั่งเล่นใหญ่แล้ว

                “นายกำลังเลี้ยงเด็กใช่ไหม ?” คนเป็นน้องสาวฝาแฝดที่เกิดทีหลังเกือบสิบนาทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลใสที่ไม่ต่างกันนักสบประสานกันนิ่งไม่มีหลบ “เราเป็นฝาแฝดกัน ทำไมฉันจะจับความรู้สึกนายไม่ได้ว่าตอนนี้นายกำลังมีความรัก”

                “รัก ?! หึ !” เขาส่งเสียงในลำคอ ยิ้มมุมปากนิ่ง “เลี้ยงไว้เอา เรียกรักเหรอ ?”

                “รุ่ง อย่าหลอกตัวเอง” เสียงที่จริงจังและเตือนอยู่ในทีทำให้ชายหนุ่มนิ่งไป “ฉันไม่รู้หรอกว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน แต่ฉันรู้สึกมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว”

                “บางทีฉันก็ไม่อยากมีแฝด”

                “หึ... ทีตอนฉันรักพี่เอก นายยังมาพูดให้ฉันคิดได้”

                คนฟังยืนเม้มปาก เพราะตอนนี้คนตรงหน้าคงกำลังรู้สึกถึงอีกฝ่ายที่เป็นฝาแฝดเหมือนที่เขาเคยรู้สึก หากเขายังไม่เข้าใจว่า ที่เขารู้สึกกับหญิงสาวคนนั้น คือ ความรัก หรือ ความใคร่ กันแน่

                “ฉันพูดอะไรหน่อยนะ รุ่ง” รวิสราเอ่ยเสียงเรียบ เอื้อมมือไปจับไหล่บึกบึนของอีกฝ่ายแน่น เงยหน้า จ้องตากันอย่างจริงจัง “คุณพ่อกับหม่ามี้เคยบอกไว้ไงว่า เอาๆ กันไป ก็รักกันเองอ่ะ !

                “ยัยเลิฟ !

                “บายนะ พี่ชาย” หญิงสาวรีบวิ่งขึ้นบันไดหน้าคฤหาสน์ไปทันที พลางหันมาโบกมือส่งจูบอย่างร่าเริงสดใส หากคนฟังคำเมื่อครู่กลับยืนส่ายหน้าหายใจแรงอยู่ข้างประตูรถยนต์คันหรูของตนเอง

 

                เอาๆ กันไป ก็รักกันเอง !

 

                รุ่งสวัสดิ์สลัดหน้าไปมา เมื่อคิดถึงประโยคนั้น ทำไมเขาจะจำไม่ได้ว่าพ่อแม่เคยพูดไว้ แต่มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นไหม เพราะเขาอายุมากกว่าอีกฝ่ายถึงสิบสามปี หากพอคิดถึงตรงนี้เขาก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด

                “เออ พ่อแก่กว่าหม่ามี้สิบสี่ปีนี่หว่า” พึมพำออกมากับตนเอง ก่อนจะทำปากเบ้เล็กน้อย และส่ายหน้าไล่ความคิดออกไป ก่อนจะหยิบเครื่องมือสื่อสารที่ส่งเสียงร้องออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์

                “ทำไมยังไม่ออกมา ฉันจอดอยู่ที่เดิม” พอฟังปลายสายสักพักเขาก็รับคำในลำคอ ก่อนจะดับเครื่องยนต์ และเดินออกจากรถยนต์อย่างไม่เร่งรีบ หลังล็อคเรียบร้อยก็เดินไปตามทางเดินในความสลัวจากแสงไฟสนามเงียบๆ

                “อะไรเยอะแยะ ?” ส่งเสียงถามด้วยดวงหน้าขมวดมุ่ยทันที ที่พบร่างบางในชุดนิสิตที่หอบม้วนกระดาษ และถุงหลายใบที่มีเอกสารและอุปกรณ์อะไรอีกมากมายมาอย่างทุลักทุเล จนเขาต้องเข้าไปช่วยถือมาบางส่วน จนเธอยืนได้อย่างสบาย และหอบม้วนกระดาษไว้ในอ้อมแขนเล็กนั้นโดยไม่มีอะไรปิดบังดวงหน้า

                หญิงสาววัยแรกแย้มดวงหน้าเรียวยาวคมคลายอย่างไทย ดวงตากลมโตสีนิลใต้แพขนตางอนหนา รับคิ้วโค้งเรียวสวยได้รูปไม่รุงรัง จมูกโด่งมนเชิดปลายเล็กน้อย ปากเรียวสีสดหยักอย่างลงตัว เส้นผมสีน้ำตาลเข้มโดยธรรมชาติยาวสลวยถึงกลางหลัง ขับให้เธอเป็นคนสวย และถึงขึ้นสวยมาก สวยอย่างหาคำอธิบายได้ยาก เมื่อเทียบกับผู้คนที่เดินสวนไปมาตามทางทั่วไป เธอมีจุดดึงดูดได้แน่นอน ยิ่งรวมกับรูปร่างสูงร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร มีส่วนโค้งส่วนเว้าทรงนาฬิกาทรายชัดเจนน่ามอง ผิวเนียนใสละเอียดสีน้ำผึ้งอ่อนยิ่งทำให้เธอน่าหลงใหล และเสน่ห์ที่มองอย่างไรก็เป็นสาวเรียบร้อยอ่อนหวาน ไร้จริตมารยา ยิ่งทำให้คนตัวโตได้แต่มองรอยยิ้มแห้งๆ อย่างขอโทษนั้นนิ่ง

                “มัด ทำไม่ทันค่ะ” เธอบอกเสียงอ่อย “ไม่มีใครทำเสร็จ แต่คุณรุ่งมารับ มัดเลยขอแบ่งงานเอากลับไปทำที่บ้านแทน”

                คนฟังถอนหายใจแรง ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ก่อนจะรับคำในลำคอ และเดินหอบของมากมายนำไปทางรถยนต์ของตน โดยมีคนต้องทำการบ้านเดินตามหลังต้อยๆไม่ส่งเสียงอะไรเลย พอมาหยุดที่ท้ายรถยนต์คันหรูระหว่างเจ้าของรถจัดการวางถุงสิ่งของเรียบร้อยดี เขาก็หันมารับของจากอ้อมแขนเธอไปจัดวางไว้ให้ เมื่อปิดท้ายรถทั้งคู่จึงแยกกันไปเปิดประตูขึ้นไปนั่งประจำที่ ซึ่งคนขับรถไม่เอ่ยอะไรกับคนนั่งเบาะข้างๆ เลยจนถึงที่หมายปลายทาง

 

…………………………

 

 

ชื่อเล่น นิหน่า เรียก นิ ดีกว่าเรียก หน่า !!!

ปัจจุบันล่องลอยตามอารมณ์ อายุ 30 กว่าๆ

 

#

 

อ่านมากกว่าเขียน

แต่ก็จะไม่หยุดเขียน

เพราะบางครั้งการเขียน ก็ทำให้เรารู้ว่า กำลังคิดสิ่งใดอยู่...

 

มีเพจแล้วนะคะ ^___^

ติกาหลัง

https://www.facebook.com/Tikalung/

#

 

แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น