facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2560 16:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 9



เฉินหย่งหนานเรียกรถลากมาสองคัน คันหนึ่งสำหรับเขาและฟางซินผู้เป็นภรรยากับอีกคันหนึ่งสำหรับเหวินเป่าที่อยู่ด้านหลังไม่ไกลกันนัก ภาพของเด็กหนุ่มในชุดเสื้อและกางเกงสีขาวบอบบางนั่งไหล่ลู่คอตกพร้อมกับใบหน้าเศร้าสร้อยนั้นทำให้หย่งหนานนึกเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยจนต้องคอยหันไปมองเป็นระยะ



“พี่รู้จักนางเอกชิงอี่ของครูหยางด้วยหรือคะ”



ฟางซินเอ่ยถามอย่างสงสัยขณะรถลากพาพวกเขากลับบ้าน หย่งหนานพยักหน้าพร้อมกับเล่าให้ภรรยาฟังถึงประวัติอันแสนขมขื่นของเด็กน้อยเมื่อแปดปีที่แล้ว



“ฉันนำเหวินเป่าไปฝากไว้ที่คณะงิ้วของครูหยางเพราะนึกไม่ออกว่าที่ไหนจะรับเลี้ยงเด็กในวัยนั้นได้ และเพราะสงครามทำให้ฉันลืมเลือนเหวินเป่าไปสนิท นั่นก็เป็นความผิดของฉันเอง”



หย่งหนานถอนหายใจ เขานึกขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เขามีความคิดอยากจะพาฟางซินไปเปิดหูเปิดตาจนกระทั่งได้ช่วยเหวินเป่าไว้อีกครั้ง มิเช่นนั้นหย่งหนานก็ไม่กล้าจะคาดเดาเลยว่าชีวิตของเหวินเป่าจะเลวร้ายไปกว่าในอดีตขนาดไหน



“ชีวิตของเด็กคนนั้นช่างน่าเห็นใจ แต่น้องคิดว่าพี่ไม่ควรโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ลืมนึกถึงเขา เป็นเพราะพี่กำลังทำงานเพื่อชาติจนไม่อาจมุ่งสู่ใครเพียงคนใดคนหนึ่ง”



ฟางซินเอ่ยปลอบใจเมื่อเห็นสีหน้าสลดของสามี เธอยกมือขึ้นแตะไหล่และยิ้มให้อย่างเข้าใจ



“ตอนนี้ฟ้าก็ได้กำหนดให้พี่มาพบและช่วยเหลือเหวินเป่าอีกครั้งก็นับว่าเป็นวาสนา”



หย่งหนานสบตากับภรรยาด้วยความพึงใจอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าที่มาของชีวิตคู่จะเกิดจากความจำเป็นในหน้าที่ของชาติตระกูล แต่ฟางซินก็ทำให้เขารู้สึกถึงความโชคดีที่ได้สตรีผู้มีสติปัญญาและจิตใจอันงดงามมาเคียงคู่



“หากฉันจะขอเลี้ยงดูเหวินเป่าตามที่เคยสัญญาไว้กับเขาเมื่อยามเด็กเธอจะว่ากระไรหรือไม่”



ผู้เป็นภรรยาส่ายหน้าพร้อมส่งยิ้มมาให้



“น้องจะว่ากระไรเล่าคะ บ้านเรือนของเราก็กว้างขวางจนน้องเหงา แค่เลี้ยงดูคนเพิ่มอีกสักคนไม่เห็นจะเป็นเรื่องเดือดร้อนอันใด ดีเสียอีกน้องจะได้ฟังเพลงงิ้วเพราะๆทุกวันเมื่อพี่ไม่อยู่บ้าน”



รถลากจอดสนิทอยู่หน้ารั้วบ้านกว้างขวางปกปิดมิดชิดจากสายตาผู้คนภายนอกและมีทหารอารักขาอย่างเข้มแข็งทำให้เหวินเป่าถึงกับตัวสั่นเมื่อลงมาจากรถลาก หนุ่มน้อยกวาดสายตามองด้วยความตื่นตาเมื่อรู้ว่าตนเองกำลังอยู่หน้าบ้านของนายกรัฐมนตรีเฉินจิ้งเหอและหลานชายของเขา ภาพที่หย่งหนานยืนเคียงคู่อยู่กับภรรยาเมื่อรถลากมาถึงก่อนทำให้เหวินเป่าอดใจแกว่งไม่ได้ เขาไม่รู้เลยว่าชะตากรรมต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร



“โถ ตัวสั่นเป็นลูกนกเชียว”



ฟางซินเอ่ยอย่างเวทนา หญิงสาวก้าวเข้ามาและแตะไหล่เหวินเป่าอย่างอ่อนโยน



“เข้าไปในบ้านก่อนเถิดแล้วค่อยพูดจา”



เหวินเป่านึกเคืองตนเองที่วันนี้เขาเหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อตัว ดวงตาเรียวหวานกลอกไปมาอย่างสับสนจนหย่งหนานต้องพยักหน้าให้ สายตาของหย่งหนานทำให้เหวินเป่าอุ่นใจขึ้นมาก



“มาเถอะเหวินเป่า เข้ามาในบ้านของเรา”



คำพูดของหย่งหนานเรียกความตื้นตันจนเอ่อท้นให้กับหัวใจดวงน้อย เหวินเป่าก้าวเดินตามแผ่นหลังกว้างที่เคียงคู่ไปพร้อมภรรยาอย่างไม่อิดออดอีกต่อไป เขาไม่สนใจอีกแล้วว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรขอเพียงแค่ตอนนี้ปลอดภัยอยู่ในความดูแลของชายชาติทหารตรงหน้าแม้ว่าหัวใจของเหวินเป่าจะเจ็บแปลบอยู่บ้างเพราะสตรีผู้นั้น



“นั่งก่อนเถิด”



ฟางซินชี้ชวนให้เหวินเป่านั่งลงที่ชุดรับแขกเมื่อเดินมาถึงบ้านหลังเล็กที่สร้างแยกจากบ้านหลังใหญ่เยื้องอยู่ด้านข้าง แม้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวบ้านที่เหวินเป่าเดินผ่านมาหากแต่มันก็ช่างใหญ่โตสำหรับเขา เหวินเป่านั่งบนเก้าอี้กลางโถงกว้างอย่างตื่นตาตื่นใจโดยมีฟางซินยิ้มอย่างเอ็นดู



“ดูสิ น่าเอ็นดูราวกับลูกกวางหลงป่า ไม่ต้องหวาดกลัวไปหรอกเหวินเป่าที่นี่ปลอดภัยแน่นอน”



ฟางซินเอ่ยเรียกหญิงรับใช้และออกคำสั่งให้นำผ้าชุบน้ำมาทำความสะอาดใบหน้าของเหวินเป่าที่เลอะไปด้วยเครื่องสำอางและคราบฝุ่นคราบน้ำตา ระหว่างนั้นหย่งหนานนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆ ช่วงนี้กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มมีความระส่ำระสายเพราะฝั่งสัมพันธมิตรกำลังโจมตีอย่างหนักทั้งที่เกาะญี่ปุ่นและตามประเทศต่างๆที่ญี่ปุ่นบุกไปยึดครองเป็นฐานทัพทหารกองทัพญี่ปุ่นสูญเสียกำลังพลและประชากรเป็นจำนวนมากแต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังยืนกรานในสมรภูมิรบอย่างเหนียวแน่น



“เสร็จแล้วเหวินเป่า อุ๊ยตาย นี่เป็นผู้ชายแท้ๆทำไมถึงงดงามเช่นนี้นะ”



เสียงอุทานของฟางซินเรียกความสนใจของหย่งหนานจากหนังสือพิมพ์ในมือได้เขาเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มที่ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอางของงิ้วเหลือแต่เพียงหน้านวลใสพลันหย่งหนานก็ถึงกับชะงักงันเมื่อแรกเห็น



กรอบหน้าเรียวได้รูป ผิวพรรณขาวนวลดูต่างไปจากชาวจีนทั่วไปอยู่บ้าง แต่ที่เด่นชัดคือเครื่องหน้าสมส่วนเหมาะเจาะราวกับจิตรกรฝีมือเยี่ยมปั้นแต่งออกมา คิ้วของเหวินเป่าโก่งโค้งรับกับดวงตาเรียวนัยน์ตาดำขลับ จมูกโด่งคมเป็นสันทำมุมกับริมฝีปากสีแดงระเรื่อโดยธรรมชาติ ความลงตัวนั้นทำให้หย่งหนานจ้องมองอย่างเผลอไผลในขณะที่เจ้าตัวเหวินเป่าได้แต่ก้มหน้างุดคางแทบจะชิดอกจนหย่งหนานนึกอยากจะตรงเข้าไปเชยคางมนนั้นให้เงยขึ้นมาให้เขาได้จ้องมองเสียให้หนำใจ



“เอ่อ...”



เหวินเป่าหน้าร้อนผ่าวจนแก้มแดงซ่าน คำชมมากมายไม่หยุดหย่อนของฟางซินยังไม่เทียบไม่ได้กับตาคมที่จ้องมองราวกับพยัคฆ์หนุ่มแม้ว่าหย่งหนานจะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เหวินเป่านึกอยากจะละลายหายไปต่อหน้าสายตานั้นนัก เขานึกขอบคุณที่ฟางซินหันไปพูดคุยกับหย่งหนานปันความสนใจจากชายหนุ่มไปได้บ้าง



“น้องชอบใจเด็กคนนี้เหลือเกินค่ะ”



ฟางซินมองหย่งหนานราวกับเป็นของเล่นถูกใจ



“เหวินเป่าทำให้น้องคิดถึงน้องชายที่ไม่ได้พบกันมานานแล้ว หากพี่ไม่ว่าน้องจะขอดูแลเหวินเป่าให้เองเมื่อพี่ไปทำงาน น้องจะให้เหวินเป่าช่วยดูแลเซียวจงลูกของเราและน้องจะสอนให้เหวินเป่าเรียนหนังสือด้วย พี่จะอนุญาตไหมคะ”



หย่งหนานเผยรอยยิ้มออกมา เขากุมมือฟางซินไว้ในความมีน้ำใจของภรรยา



“ฉันจะขอบคุณมากด้วยซ้ำที่เธอดูแลเหวินเป่าเช่นที่เธอบอก ฟางซิน เธอเป็นภรรยาที่ฉันภูมิใจมากนะ”



แม้จะเจ็บลึกอยู่ในหัวอกแต่เหวินเป่าไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าผู้หญิงตรงหน้าช่างมีจิตใจแสนประเสริฐจนเขามิบังอาจอิจฉาความโชคดีที่ฟางซินได้เคียงคู่กับวีรบุรุษของเขา เหวินเป่ามองเห็นแต่ความเหมาะสมคู่ควรโดยแท้จนต้องกดความรันทดไว้ให้ลึกที่สุด เขาลุกจากเก้าอี้ลงมานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นและคำนับจนหน้าผากติดพื้นห้อง



“ขอบคุณนายหญิงครับ ผมจะทำทุกอย่างที่นายหญิงสั่ง”



“อย่าเรียกว่านายหญิงเลยเหวินเป่า ฉันเองเห็นเธอเหมือนน้องชายคนหนึ่ง”



ฟางซินลูบไหล่บางที่สะท้านเพราะความตื้นตันด้วยความเมตตาแต่เหวินเป่าส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว



“ขอให้ผมได้เรียกว่านายหญิงเถิดครับ บุญคุณของนายหญิงมากเกินกว่าผมจะคิดเป็นอย่างอื่น”



“งั้นก็ตามใจเถอะ อยากเรียกเช่นใดก็แล้วแต่สะดวก”



พูดจบฟางซินก็ไอออกมาชุดใหญ่จนหย่งหนานขยับเข้าไปประคองอย่างเป็นห่วงตั้งแต่คลอดบุตรคนเดียวให้เขาฟางซินก็อ่อนแอลงมากจนหย่งหนานเป็นห่วง



“ไอหนักเหลือเกินฟางซิน พรุ่งนี้ให้หมอฝรั่งมาตรวจดีไหม”



“อย่ายุ่งยากเลยค่ะพี่” ฟางซินฝืนยิ้มเมื่ออาการไอทุเลาลงแล้ว



“คืนนี้อากาศเย็นเท่านั้นเองและคงเป็นเพราะออกไปตากน้ำค้างด้วย น้องก็เป็นเช่นนี้จนน่ารำคาญอยู่แล้วขอตัวไปพักผ่อนก็คงจะดีขึ้น คงต้องรบกวนพี่พาเหวินเป่าไปที่ห้องพักแทนน้องนะคะ เหวินเป่า พักอยู่ที่นี่ให้สบายเถิดนะ ถือเสียว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้านนี้”



ฟางซินเอ่ยจบก็สั่งให้สาวใช้ประคองตนก้าวเดินไปยังห้องนอน ทิ้งไว้เพียงหย่งหนานและเหวินเป่าให้นั่งเงียบกันอยู่ในห้องโถง ครั้นเมื่อได้อยู่เพียงลำพังกันอย่างแท้จริงเหวินเป่าก็ถึงกับหายใจขัด เขาไม่กล้าสบตาของหย่งหนานเลยจริงๆ



“อากุย”



เสียงนุ่มอย่างไม่เคยใช้กับใครมาก่อนดังขึ้นจนเหวินเป่าสะดุ้งโหยง เขาเหลือบตามองหย่งหนานอย่างกล้าๆกลัวๆจนกระทั่งเจ้าของเสียงนุ่มคลี่ยิ้มบางๆเหวินเป่าก็แทบละลายไปกับพื้นห้อง



“ลุกมานั่งด้วยกันตรงนี้เถิด”



“ตะ แต่ว่า นายท่าน”



“มาเถิดน่า อย่ากลัวจนตัวสั่นแบบนี้สิ”



เหวินเป่าลุกขึ้นจากพื้นและก้าวมานั่งบนเก้าอี้ตัวติดกันกับหย่งหนานอย่างขลาดๆยิ่งเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีอาทรหัวใจของเหวินเป่าก็ยิ่งปวดแปลบ



“ฉันขอโทษที่ไม่ได้ไปรับเธอตามที่สัญญาไว้ เธอจะยกโทษให้ฉันได้หรือเปล่า”



หนุ่มน้อยเงยหน้าทันควันด้วยความตกใจ เหวินเป่าส่ายหน้าเร็วๆและรีบพูดละล่ำละลัก



“อย่าโทษว่าเป็นความผิดของนายท่านสิครับ แค่บุญคุณที่ให้ชีวิตผมใหม่ถึงสองครั้งผมก็ไม่รู้จะตอบแทนพระคุณของนายท่านได้หมดหรือเปล่าในชาตินี้”



สีหน้าของเหวินเป่ายิ่งสร้างความเอ็นดูในหัวใจของชายชาติทหารอย่างไม่เคยเกิดกับผู้ใด เขามองใบหน้าตื่นตกใจของเหวินเป่าด้วยความยินดีที่หนุ่มน้อยไม่ได้ก้มหน้าก้มตาใส่เขาอีกแล้ว



“ไหนลองเล่าให้ฉันฟังทีสิว่าแปดปีที่เราไม่ได้พบกันเธอผ่านอะไรมาบ้าง”



หย่งหนานถามด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองจนเหวินเป่าคลายความตื่นเต้น จากนั้นเหวินเป่าก็เล่าฉากชีวิตตั้งแต่หนีความเลวร้ายจากทหารญี่ปุ่นไปอยู่ในค่ายทหารกลางป่าเกือบหกเดือน ก่อนจะกลับเข้ามาในเมืองและใช้ชีวิตอยู่ในโรงงิ้วเป็นทั้งตัวประกอบและกุลีจนกระทั่งเมื่อเยี่ยไป๋ซานหนีไปจากคณะงิ้วและเขาต้องขึ้นแสดงแทนเพื่อนรุ่นพี่โดยไม่ทันตั้งตัว



“พี่ไป๋ซานน่าสงสารมาก ผมเข้าใจที่พี่เขาหนีไปแต่ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องมารับบทแทน ถ้าวันนี้ฟ้าไม่ส่งนายท่านมาอีกครั้งชีวิตของผมก็คงไม่ต่างอะไรจากพี่ไป๋ซาน”



หยาดน้ำคลออยู่ในหน่วยตางามจนหย่งหนานยิ่งนึกสงสาร เขากล่าวขอบคุณฟ้าอยู่ในใจที่ดลใจให้เขาไปได้ถูกจังหวะ ใบหน้านวลกลั้นน้ำตาจนชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะดึงไหล่บางนั้นเข้าหาและโอบไว้เพื่อปลอบโยน การกระทำของหย่งหนานที่มีแต่ความจริงใจและอบอุ่นทำให้เหวินเปล่ากล้าที่จะซบหน้ากับบ่ากว้างและร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น



“ร้องไห้ออกมาเสียให้พอเถิดอากุย ชีวิตของเธอช่างน่าสงสารนัก ต่อไปนี้ฉันจะดูแลไม่ให้เธอต้องพบเจอกับความลำบากเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว”



“นายท่าน”



ร้องไห้จนเสื้อคลุมของหย่งหนานเปียกชึ้นจนกระทั่งได้ระบายความอัดอั้นออกจากหัวใจดวงน้อย เหวินเป่าจึงถอนสะอื้นและผละออกจากบ่าที่เขาใช้รองรับความทุกข์เพื่อมาพบกับใบหน้าคมที่จ้องมองเขาอยู่แล้ว หย่งหนานใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกจนหมดเพราะเขาไม่ต้องการเห็นใบหน้าอ่อนหวานดูเศร้าสร้อย



“ไปเถอะ ฉันจะพาเธอไปยังห้องพัก”



หย่งหนานแตะไหล่ให้เหวินเป่าลุกตามก่อนจะพาเดินผ่านไปยังด้านใน แม้จะเป็นเรือนหลังเล็กแต่ก็มีห้องหับแบ่งซอยอยู่หลายห้อง หย่งหนานเดินนำเหวินเป่าผ่านประตูห้องหนึ่งซึ่งใหญ่กว่าห้องอื่นๆ และได้ยินเสียงไอของฟางซินดังลอดออกมาเหวินเป่าจึงเดาว่าน่าจะเป็นห้องของหย่งหนานและภรรยาของเขา



“ห้องของฉันกับฟางซินน่ะ”



ชายหนุ่มเอ่ยคลายความสงสัย เขาพาเดินผ่านห้องเล็กที่อยู่ถัดไป



“ส่วนห้องนี้เป็นห้องของฮุ่ยจงลูกชายคนเดียวของฉัน เราเรียกเขาว่าเซียวจง(จงน้อย) เขาอายุได้สองขวบแล้วตอนนี้”



น้ำเสียงของหย่งหนานบอกถึงความรักที่มีต่อบุตรชายได้เป็นอย่างดี



“บ่าวรับใช้จะมีเรือนแยกอยู่ด้านหลัง พวกเขาจะดูแลทั้งที่เรือนใหญ่ของคุณลุงคุณป้า เรือนของพี่หยางซุนและที่นี่ ถึงแล้วนี่คือห้องของเธอตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”



หย่งหนานหยุดยืนอยู่หน้าห้องถัดจากห้องของบุตรชาย เขาผลักประตูเข้าไปและก้าวนำให้เหวินเป่าก้าวตาม หนุ่มน้อยมองไปรอบห้องเล็กพลางกวาดสายตามองโดยรอบ ตลอดชีวิตสิบหกปีเหวินเป่าไม่เคยมีอาณาจักรส่วนตัวมาก่อนเลย



“อันที่จริงนายท่านให้ผมไปอยู่ที่เรือนบ่าวรับใช้ก็ได้ครับ ที่นี่มันดีเกินไปสำหรับผม”



เหวินเป่าเอ่ยเพราะรู้ดีว่าตนนั้นต่ำต้อยแค่ไหน หากแต่หย่งหนานส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย



“เธอไม่ใช่บ่าวรับใช้นะ เธอคือคนในการดูแลของฉันย่อมได้รับสิ่งที่เหมาะสมสำหรับเธอ”



เหวินเป่ามองผู้ชายตรงหน้าอย่างตื้นตัน เขาทั้งรักและบูชาหย่งหนานจนท่วมท้นหัวใจ น้ำตาที่เพิ่งจะเหือดหายกลับรื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นน้ำตาแห่งความยินดีที่เหวินเป่ามีในตอนนี้



“ขี้แยจริงๆ เอะอะก็ร้องไห้ เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็งสิอากุย”



หย่งหนานเอ่ยเย้าจนเหวินเป่าหัวเราะทั้งน้ำตา เขาเองผ่านความลำบากมาก็มากแต่นานๆถึงจะร้องไห้ออกมา แต่เมื่อได้อยู่ใกล้หย่งหนานก็เหมือนเขามอบความไว้เนื้อเชื่อใจจนกล้าจะระบายความอัดอั้นให้หย่งหนานได้รู้ แต่หนุ่มน้อยไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของตนนั้นพิมพ์ประทับเข้าไปในหัวใจของหย่งหนานตั้งแต่แรกเห็น



“อากุย อ้อ ฉันไม่ควรเรียกเธอว่าอากุยสินะ ชื่อนี้น่ะมันไม่เหมาะกับเธอ ฉันควรจะเรียกเธอว่าเหวินเป่า”



เหวินเป่าส่ายหน้า เขามองหย่งหนานด้วยสายตาของความเคารพนับถืออย่างไม่ปิดบัง



“สำหรับนายท่านผมคืออากุยเสมอ ผมคือลูกเต่าต่ำตมที่นายท่านมอบชีวิตใหม่ให้ แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่มีวันลืมและอยากให้นายท่านเรียกผมว่าอากุยอย่างเดิมตลอดไป”



คำพูดใสซื่อบริสุทธิ์เหล่านั้นช่างรบกวนจิตใจของหย่งหนานเสียเหลือเกิน เขาเผลอไผลจ้องมองใบหน้าของเด็กในปกครองอย่างลืมตัวหลายต่อหลายครั้งจนนึกเคืองตนเองที่ไม่อาจควบคุมจิตใจได้ยามอยู่กับเด็กหนุ่มตรงตา หย่งหนานเรียกสติของเขากลับคืนมาก่อนจะเอ่ยปาก



“คืนนี้เธอเหนื่อยมามากแล้วจงหลับพักผ่อนให้สบายเสียเถิดอากุย ขอให้เธอตื่นเช้ามาพบกับรุ่งอรุณที่สดใส”



ชายหนุ่มอวยพรและหันหลังกลับ หย่งหนานเตรียมสืบเท้าก้าวออกจากห้องถ้าไม่ติดว่าชายเสื้อคลุมถูกมือน้อยดึงรั้งไว้เสียก่อน



“นายท่านครับ ขอบคุณสำหรับทั้งหมดที่นายท่านมอบให้ผม ชั่วชีวิตนี้ผมจะไม่ลืมเลือนเลย”



หย่งหนานหมดความอดทน เขาหันกลับมาอีกครั้งพร้อมกับเชยคางมนให้เงยขึ้นและบรรจงกดริมฝีปากของเขาลงไปบนหน้าผากเกลี้ยงอย่างอ่อนโยน เขาประทับมันไว้เพื่อส่งผ่านความรุ้สึกทั้งมวลไปให้เหวินเป่าได้รับ การกระทำโดยปราศจากการล่วงเกินฉันชู้สาวราวกับเหวินเป่าคือเด็กน้อยตัวเล็กในวันที่แยกจากกันทำให้เหวินเป่ายืนนิ่งและซึมซับความอ่อนโยนจนล้นหัวใจ



หย่งหนานจูงมือเหวินเป่าไปยังเตียงเล็กพร้อมกับดันไหล่บางให้เอนกายลงไป เขาดึงผ้าห่มคลุมร่างเล็กจนถึงลำคอ  เหวินเป่ายิ้มให้อีกครั้งก่อนจะหลับตาลงไปด้วยความเหนื่อยอ่อนเมื่อต้องพบกับเหตุการณ์ร้ายๆ หย่งหนานรั้งรอจนลมหายใจของเหวินเป่าแผ่วเบาสม่ำเสมอจึงได้ลุกขึ้นยืนและก้าวออกไปจากห้อง



ขณะปิดประตูห้องลงหย่งหนานได้แต่ยืนมองบานประตูที่กั้นเขากับเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านในและจ้องมันอยู่อย่างนั้นท่ามกลางความเงียบสงัดในยามราตรีที่มีเสียงไอของฟางซินแว่วมาเป็นระยะ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อหัวใจของเขามีความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้น มันเป็นความแปลกประหลาดที่ชวนให้ยุ่งยากใจโดยที่หย่งหนานยังหาสาเหตุไม่ได้ มันก่อกวนจนหัวใจของชายชาติทหารคันอยู่ยิบๆ



ตัดใจจากคนที่นอนหลับใหลอยู่หลังบานประตูและก้าวกลับไปยังห้องของเขากับภรรยา หย่งหนานทรุดนั่งอยู่บนเตียงกว้างที่มีฟางซินคู้กายนอนหลับเพราะความเย็นชื้นของอากาศ ชายหนุ่มขยับผ้าห่มคลุมให้อีกฝ่ายด้วยความห่วงใยในสุขภาพของภรรยา ความดีของฟางซินทำให้เขาอยากจะดีต่อเธอเพื่อเป็นการตอบแทน มโนธรรมทำให้เขาจำต้องยับยั้งความรู้สึกประหลาดเหล่านั้นเอาไว้เพื่อความถูกต้อง แม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะสร้างความทรมานให้เขาอยู่มากแต่หย่งหนานก็ต้องทำ



หัวใจของหย่งหนานพลันหนักอึ้งเมื่อรู้ว่านอกจากม่านประเพณีแล้วยังมีม่านแห่งความดีงามกางกั้นหัวใจของเขาอยู่



TBC

** **

แจกดาว แจกไลค์ให้บ้างน้า


ความคิดเห็น