งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 14:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 9
แบบอักษร

 

 

ความสัมพันธ์แบบก้าวกระโดด 

 

“วันนี้เป็นข้าวต้มปลาของโปรดของคุณวีเลยนะคะ”

“น่าทานจังนะครับ”

“อย่างนั้นคุณวีต้องทานเยอะ ๆ นะคะ หนูอัยก็ด้วยตัวยิ่งเล็ก ๆ อยู่” ป้าอิ๊วยังมิวายหันมากำชับกับใออัยอีกคน ก็ดูเอาเถอะเมื่อก่อนตัวเล็กแค่ไหนก็ตัวแค่นั้นไม่เปลี่ยน แล้วอย่างนี้จะมีแรงไปสู้รบปรบมือกับเจ้านายของแกได้ยังไง

“ครับ”

“มีเรื่องอะไรดี ๆ หรือเปล่าคะหนูอัย ทำไมเช้านี้ดูหน้าตาสดใสเชียว หายไข้แล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ หายแล้วครับ” ใออัยยิ้มแล้วขยับปากตอบผู้สูงวัย ไม่ได้สังเกตตัวเองเหมือนกันว่าเป็นอย่างที่ป้าแกพูดจริงไหม แต่ก็พอรู้ตัวว่าวันนี้ตัวเองแปลกไปจากทุกเช้า เวลาที่รู้สึกมีความสุขเราก็ต้องยิ้มไม่ใช่หรือ

“ก็ดีแล้วล่ะค่ะ ถ้าอย่างนั้นป้าไม่กวนแล้วนะคะ ถ้ามีอะไรอยากได้เพิ่มเติมเรียกพี่นิดเขาได้นะหนูอัย”

“ขอบคุณครับ”

“นายดูเป็นที่รักของบ้านนี้เหมือนกันนะ ครั้งก่อนที่มา นายมาทำอะไรไว้อย่างนั้นเหรอ” กวีถามขึ้นหลังจากที่ป้าอิ๊วเดินออกไป เขาสังเกตมาสักพักแล้ว ดูเหมือนว่าใออัยจะสนิทกับคนที่นี่ ซึ่งผิดวิสัยกับที่แสดงออกกับอรอินทร์น้าสาวของเจ้าตัว ที่ทุกคนในบ้านแทบไม่อยากจะเสวนาด้วย ก็แปลกดีอยู่เหมือนกัน

“คุณรู้”

“ทำไมถึงต้องไม่รู้ มีอะไรต้องปิดบังฉันยังนั้นเหรอ”

“เปล่าครับ”

“ก็ดี กินข้าวได้แล้ว ฉันถามจริง ๆ นะ นายกินข้าววันละกี่มื้อกัน” ใออัยมองหน้าคนถามด้วยอาการฉงนสนเท่ ทำไมถามแบบนั้น ทุกครั้งที่เขาทานใออัยก็ทานด้วยทุกมื้อไม่ใช่หรือ แต่คนตัวเล็กก็ขยับปากตอบอยู่ดี

“สามครับ”

“ฉันก็สามแต่ไม่ยักจะตัวเล็กเหมือนนาย” กวีว่าแกมหยอกไม่ได้จริงจังนัก เพราะคนที่เขาว่านะตัวเล็กเกินไปจริง ๆ ผอมจนไม่รู้จะผอมยังไง แต่ก็แปลกเวลาที่เขาจับตัวก็เห็นมีเนื้อนิ่ม ๆ ให้เขาจับอยู่เหมือนกัน

“ผมโตได้เท่านี้”

“ก็กินเยอะ ๆ จะได้มีแรงมารบกับฉัน เข้าใจไหม”

“ครับ”

“ไม่ต้องมายิ้ม” ไม่รู้เหมือนกันว่ายิ้มเพราะอะไร แค่รู้สึกดีใจที่อย่างน้อยกวีก็ลดความแข็งกระด้างในการพูดคุยกับตัวเองลงบ้าง แล้วไหนจะคำพูดที่แสดงออกมาเหมือนกับว่าเป็นห่วงเขาด้วยนั้นก็ด้วย มันอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ดีใจที่อย่างน้อย ๆ กวีก็คงไม่รู้สึกว่าเขาน่ารำคาญเหมือนที่หลาย ๆ คนรู้สึก ตอนนี้ช่องว่างระหว่างพวกเขาคงจะลดลงมาหน่อยหนึ่งแล้วสินะ

“แกดูสินางนิด แกเห็นเหมือนที่ฉันเห็นไหม”

“เห็นอะไรล่ะป้า ก็เห็นแต่คุณวีกับคุณหนูอัยนั่งทานข้าวด้วยกันเหมือนอย่างทุกวัน” ดูมันพูด ท่าจะมองไม่เห็นอะไรเลยจริง ๆ นะนางคนนี้นี่

“ก็นั่นแหละ ที่ฉันอยากให้แกเห็น ดูบรรยากาศรอบโต๊ะอาหารสิ เหมือนคู่สามีภรรยาที่พึ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ เลยแกว่าไหม”

“ป้าอย่าอินมากได้ไหม เขาเป็นผู้ชายทั้งคู่นะป้านะ มันอาจจะไม่มีอะไรแบบที่ป้าหวังก็ได้” นิดไม่ได้พูดเกินจริงแต่พูดตามความจริงที่น่าจะเป็น แม้อะไร ๆ รอบตัวสองคนนั้นจะเปลี่ยนไปแต่ใช่ว่าเขาทั้งคู่ต้องตกลงปลงใจกันอย่างที่ป้าอิ๊วแกคิดเสียเมื่อไหร่

“เอ๊ะ แกนี่นะชอบขัดฉันอยู่เรื่อย ถ้าแกตาไม่บอดแกก็น่าจะมองออกไม่ใช่หรือว่าตอนนี้เจ้านายเราเปลี่ยนไปแค่ไหน”

“อันนั้นฉันไม่เถียงหรอกนะป้า แต่ป้าต้องใจเย็น ๆ เดี๋ยวเกิดไม่เป็นไปตามที่หวังแล้วจะเสียใจเอานะ อีกอย่างคุณวีก็มีคู่หมั้นอย่างคุณน้ำอยู่แล้วด้วย มันคงจะยากอยู่เหมือนกันนะฉันว่า”

“ก็แค่คู่หมั้นแถมยังไม่ได้หมั้นอย่างเป็นทางการอีก”

“อย่าพึ่งตั้งแง่กับคุณเขาเลยป้า ถ้าเกิดคุณวีรักชอบพออยู่กับคุณน้ำ ยังไง ๆ คุณผู้หญิงของบ้านก็คงเป็นคุณเธอนั่นแหละ”

“ไม่มีทาง ฉันเลี้ยงคุณวีมาตั้งแต่เด็กทำไมฉันจะไม่รู้ใจเธอ คุณวีไม่มีทางรักคุณน้ำไปในทางฉันชู้สาวแน่นอน”

“อะไรที่ทำให้ป้ามั่นใจได้ขนาดนั้น”

“ถ้าไม่เชื่อแกก็คอยดูเอาแล้วกัน” จะไม่ให้แกมั่นใจได้ยังไง ก็ในเมื่อคนที่เข้ามาเปลี่ยนกวี ยังนั่งทานข้าวพร้อมกันทุกวันอยู่แบบนี้ พอหนูอัยก้าวเข้ามา บ้านหลังนี้ก็เป็นเหมือนบ้านสักที ตั้งแต่เรื่องคราวนั้นแกยังไม่เคยเห็นคุณของแกยิ้มแบบสดใสออกมาอีกเลย แต่นี้เพียงระยะเวลาแค่หนึ่งเดือนใออัยกลับทำให้เจ้านายแกยิ้มและหัวเราะได้จนนับครั้งไม่ถ้วน ถึงเสียงหัวเราะเหล่านั้นจะเกิดจากการกลั่นแกล้งใออัยของกวีก็ตามที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นายมาทำอะไรที่นี่”

“ที่นี่เป็นร้านอาหาร ฉันควรมาทำอะไรล่ะ” หลังจากที่ได้เจอเด็กคนนี้เมื่อวานมันทำให้เขารู้อะไรหลาย ๆ อย่าง แต่มันยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เขาอยากจะรู้ เลยต้องมาถามเอาข้อมูลเพิ่ม แต่การจะเข้ามาหลอกถามเอาเลยมันก็ดูจะไม่เข้าท่า เพราะอีกฝ่ายก็ดูจะฉลาดและทันคนอยู่เหมือนกัน อย่างนั้นเลยต้องมาตีสนิทเอาไว้เสียก่อนน่าจะดีกว่า

“นายนี้มันกวนประสาทฉันชะมัด”

“ฉันไม่ได้กวนอะไรนายเลยนะ ฉันพูดความจริง ถามหน่อยเถอะเวลาลูกค้าเข้าร้านนาย นายมาถามแบบนี้ทุกคนเลยไหมธารา” ร้อยกรองถาม นี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เขารู้มาว่าธาราเป็นลูกคนเล็กของเจ้าของร้านอาหารไทยบนเกาะ ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเสียหมดเปลือกแต่มันเป็นความบังเอิญที่เมื่อคืนเขามาพักที่รีสอร์ทแถวนี้ คนที่นั่นเลยแนะนำให้มาทานอาหารที่ร้านขึ้นชื่อของเกาะ ถามไปถามมาคนบอกก็เล่ายันชื่อเจ้าของร้านและลูกชายทั้งสองคนมาด้วย เลยได้รู้ว่าจุดไต้ตำตอมันอยู่แค่นี้เอง เขามีเวลาไม่มากไม่น้อยในการทำงานครั้งนี้แต่ถ้าเสร็จเร็วเรื่องมันก็จะจบเร็วตามไปด้วย และอีกอย่างเขาเริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยของกวีที่ปานนี้พี่ชายหัวดื้อของเขาก็ไม่ยอมรักษาตัวเองให้กลับมาเดินได้สักที ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ต้องกังวลอยู่ตลอดเวลาเหมือนในตอนนี้

“ฉันไม่ทำอะไรบ้า ๆ แบบที่นายพูดมาหรอก แต่เพราะนายเป็นคนที่น่าสงสัยนะสิ ฉันถึงต้องระแวงไว้ก่อน”

“นายอาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้นะธารา ฉันอาจจะเป็นคนที่นายควรไว้ใจมากที่สุดก็ได้นะ”

“ไม่มีทาง คนอย่างนายนี่นะ น่าไว้ใจ”

“ฉันพูดเรื่องจริงแต่ถ้าไม่เชื่อก็เรื่องของนาย” ร้อยกรองพูด สายตาก็จ้องมองคนตัวเล็กที่ยืนกอดอกมองเขาอย่างช่างใจอยู่เหมือนกัน “แต่สุดท้ายแล้วนายก็ต้องเชื่อฉันอยู่ดี เอาเป็นว่าเรื่องนี้พับลงไว้ก่อน ตอนนี้ฉันหิวแล้วคุณเจ้าของร้านมีอะไรจะแนะนำหน่อยไหมครับ”

“ฉันไม่ใช่เจ้าของ นี้เป็นร้านของพ่อแม่ฉัน”

“ไม่เห็นจะต่างกัน อย่างนั้นเอาอะไรที่ขึ้นชื่อมาสักสองสามอย่างก็แล้วกัน”

“ได้” ถึงกับเลิกคิ้วมองตามคนตัวเล็กที่พึ่งเดินห่างออกไป อะไรจะง่ายดายขนาดนั้น ยอมลงให้เขาง่ายแบบนี้มันดูแปลก ๆ นะเพราะอย่างน้อยเท่าที่ได้คุยกันมา ไม่มีสักประโยคที่ธาราจะไม่เถียงเขาหรือชักสีหน้าใส่ แต่ก็ดีอยู่เหมือนกันเขาเองก็ไม่อยากเถียงกับเด็กสักเท่าไหร่ จะว่าไปที่นี่ก็น่าอยู่เหมือนกันนะไม่คิดว่าทะเลที่ทางใต้จะสวยได้ขนาดนี้

ตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมากับสภาพแวดล้อมแปลกตา ภาษาที่แตกต่างออกไป แต่คะแนนความประทับใจเขายกให้เต็มสิบเลย ทั้งบรรยากาศที่ต่างจากในเมืองอย่างสิ้นเชิงนี้ก็ด้วย สดชื่นจนนึกอยากจะมาอยู่ที่นี่นาน ๆ ส่วนเที่ยงวันอย่างในตอนนี้ก็ร้อนกำลังดีไม่ระอุจัดเหมือนบางพื้นที่เพราะต้นไม้ที่อยู่บนเกาะนี้ค่อนข้างเยอะเดินไปทางไหนก็เย็นสบายตลอดทาง ที่เที่ยวมีไม่มากเพราะเป็นเกาะไม่ใหญ่แต่ก็ชวนสะดุดตาให้มาพักผ่อนหย่อนใจได้เหมือนกัน ไว้ว่าง ๆ ชวนพี่วีมาเที่ยวบ้างคงจะดีไม่น้อยเพราะรายนั้นน่าจะสภาพแวดล้อมแบบนี้มากกว่าอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน

ร้อยกรองคงจะมองไม่เห็นเพราะทันทีที่ตกปากรับคำ ธาราก็หันหลังเดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานของเด็กหนุ่มชาวเกาะ ที่ถ้าใครมาเห็นคงต้องหันมามองอีกครั้งเป็นแน่

“ทำอะไรอยู่เหรอธารา แล้วนั่นใส่อะไรลงไป”

“ไม่มีอะไรหรอกพี่วา แค่ลูกค้าเขาสั่งรสจัด ๆ เท่านั้นเอง”

“แต่พี่ว่าไม่น่าจะใช่นะ”

“เชื่อผมเถอะพี่ รับรองถ้วยนี้อร่อยเหาะแน่ ๆ” ว่าแล้วก็หัวเราะเบา ๆ เหมือนกับสะใจอะไรบางอย่าง ทำให้วายุมองน้องชายตัวเองอย่างไม่เข้าใจ อะไรของเจ้าน้องคนนี้ คิดจะทำอะไรอีกแล้วล่ะสิ ถ้าไม่สร้างความเสียหายให้ร้านก็แล้วไป เห็นตัวเล็ก ๆ แบบนี้แต่ก็แสบใช่เล่นอยู่เหมือนกัน

“แล้วนี่หายไปไหนมา ตั้งแต่เมื่อวานจนตอนนี้พึ่งเข้าร้าน บ้านช่องก็ไม่กลับ”

“ผมกลับไปแล้วแต่เป็นเมื่อเช้านะ ส่วนเมื่อคืนไปนอนบ้านไอ้ขรมัน บอกพ่อกับแม่แล้วด้วยเพราะอย่างนั้นถือว่าผมขอแล้ว ห้ามบ่นนะพี่ชาย”

“เออก็ได้ ว่าแต่จะอยู่ช่วยงานที่ร้านไหมวันนี้ พ่อกับแม่ขึ้นฝั่งไปทำธุระเหลือพี่อยู่ร้านคนเดียว”

“ลูกน้องในร้านเยอะแยะ พี่กิ่งก็อยู่”

“แล้วเราอยู่ช่วยพี่ไม่ได้หรือไง ร้านตัวเองแท้ ๆ”

“ครับ ๆ ผมไปดีกว่า เดี๋ยวลูกค้ารอนาน” ธาราหัวเราะร่าพร้อมกับยกถาดที่มีข้าวสวยและอาหารอยู่สองสามอย่างออกไป ท่าจะเพี้ยนแดดขึ้นทุกวันนะน้องเขานี่

“มาแล้ว ๆ อาหารพร้อมเสิร์ฟแล้วครับ” คนตัวเล็กเดินกลับมาพร้อมถาดที่มีอาหารอยู่เต็ม พลางส่งเสียงเมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่ร้อยกรองนั่งอยู่

“เร็วดีเหมือนกันนะ ทั้งที่ตอนนี้ลูกค้าก็เต็มร้าน”

“แน่นอน ร้านฉันมันมืออาชีพ”

“ให้มันจริง” ร้อยกรองว่าให้พร้อมกับมองของในถาด หน้าตา สีสัน ใช้ได้ พูดแล้วก็เหมือนท้องเริ่มประท้วงเพราะตั้งแต่เช้าแล้วเขายังไม่ได้ทานอะไรเลย นี่ก็จวนจะบ่ายแล้วด้วย แต่ว่ารอยยิ้มของอีกคนนี่สิมันไม่น่าไว้ใจ “นายคงไม่ได้ใส่อะไรลงไปในอาหารพวกนี้หรอกใช่ไหม”

“ฉันจะทำแบบนั้นไปทำไม ระแวงไปได้ รีบกินสิเดี๋ยวก็เย็นเสียก่อนหรอก” อาหารตรงหน้ามีอยู่สามอย่าง ร้อยกรองชั่งใจก่อนจะใช้ช้อนตักจานแรกที่เป็นผัดกะเพราทะเลมาวางที่จานก่อนจะตักเข้าปาก ส่วนคนเอาอาหารมาเสิร์ฟก็ลุ้นเสียคนทานต้องเลิกคิ้วมองคล้ายถามว่าลุ้นอะไร

“อร่อย”

“เห็นไหม นายก็คิดมากไปได้” จานที่สองก็ยังเหมือนเดิม ธารามองตามมือของร้อยกรองตักอาหารเข้าปากตาไม่กระพริบ พอรู้ตัวว่าโดนจับได้ก็หันหน้าหนี จนร้อยกรองระแวงขึ้นมาอีกแต่พอรับอาหารเข้าปากแล้วเขี้ยวก็ไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติ สงสัยเขาจะคิดมากไปเองเลยเลิกสนใจแล้วทานอาหารต่อ พอหยิบช้อนตักเตรียมซดกับข้าวอย่างที่สามที่เป็นต้มยำกุ้งน้ำข้น คนตัวเล็กก็รีบหันมามองเหมือนรอคอยเรื่องสนุก แต่จนแล้วจนรอดอาการของชายหนุ่มตรงหน้ากลับไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นเลย ทั้งที่ก็ซดน้ำต้มย้ำนั้นไปหลายช้อน เป็นไปได้ยังไง

“อร่อยเหรอ”

“ใช่ อร่อยมากโดยเฉพาะต้มยำถ้วยนี้ นายไปได้สูตรมาจากไหนฉันขอได้ไหม จะไปให้คนที่บ้านทำให้กิน”

“อย่ามาโกหก”

“อ้าว ฉันจะโกหกไปทำไม ไม่เชื่อก็ลองชิมดู ฉันว่าน่าจะเอาขึ้นเป็นเมนูเด็ดของร้านได้เลยนะ” ธารามองมาอย่างไม่ไว้ใจแต่ก็ยอมรับช้อนไปถือไว้ในมือแต่โดยดี หรือมันจะอร่อยจริง ๆ ไม่มีใครสนใจหรอกว่าลูกคนเล็กของเจ้าของร้านมานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับลูกค้าต่างถิ่นคนนี้ทำไมเพราะต่างก็คิดว่าคนทั้งคู่คงเป็นคนรู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่พอรับน้ำต้มยำข้น ๆ เข้าปากคนตัวเล็กแทบจะคายทิ้งทันที ถ้าไม่ติดที่ว่า

“หยุด แล้วกลืนมันลงไป ไม่อย่างนั้นฉันลุกขึ้นตะโกนบอกลูกค้าในร้านแน่ ว่าในอาหารฉันมีแมลงสาปอยู่ คิดดูนะว่าจะเสียหายขนาดไหน เลือกเอาจะกลืนไม่กลืน” แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชี้หน้าเจ้าตัวเอาไว้แกมบังคับด้วยคำขู่จนธาราต้องกลืนต้มยำคำนั้นลงไป ไม่ใช่กลัวคำขู่แต่กลัวเรื่องที่จะตามมาต่างหาก ตอนแกล้งก็ไม่ทันคิดแค่อยากให้ร้อยกรองรู้เสียบ้างว่าใครเป็นใคร แต่ไม่คิดว่าจะโดนเอาคืนด้วยสิ่งที่ตนเองเป็นคนทำ

“เค็ม”

“แล้วก็หวานด้วย เป็นไงรสชาติต้มยำอร่อยไหม”

“ไอ้บ้าเอ๊ย”

“กระดูกมันคนละเบอร์นะเด็กน้อย ถ้าคิดจะแกล้งฉัน ฉันก็จะแกล้งนายคืนแฟร์ ๆ ดี ว่าไหม”

“ฝากไว้ก่อนเถอะ” คนโดนคาดโทษไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใดแถมยังหัวเราะสนุกไปอีก ไม่พอยังมีหน้ากินข้าวที่เหลือต่อด้วย นี้ไม่ได้รู้สึกกับสิ่งที่ทำกับเขาเลยใช่ไหม ได้ ๆ นายร้อยกรองถ้ามีโอกาสครั้งหน้านายเสร็จฉันแน่

 

 

 

 

 

 

“เข้ามา” พอได้รับคำอนุญาต ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา ทำให้คนที่ยังง่วนอยู่กับเอกสารบนโต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมามอง “นายเองเหรอ”

“ครับ ผมเอากาแฟกับขนมมาให้” คนตัวเล็กขยับปากตอบพร้อมกับเดินเอาของว่างไปเสิร์ฟถึงโต๊ะทำงาน เมื่อก่อนห้องนี้กวีห้ามให้ใออัยเข้ามาเพราะเป็นห้องส่วนตัว เป็นห้องทำงานที่ห้ามคนนอกเข้า แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ดี ๆ วันนี้กวีถึงยอมให้เขาเข้ามาในห้องที่ว่าได้

“ดีเหมือนกัน ตาฉันเหมือนมันจะปิดเลย”

“พักสายตาก่อนดีไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวซดกาแฟสักอึกก็คงจะดีขึ้น” การพูดคุยระหว่างกวีและใออัยก็ดูจะเป็นกันเองขึ้น ไม่ตวาดใส่ ไม่ดุเท่าเมื่อก่อนแต่ก็มีบ้างยามที่เขาไม่ได้ดั่งใจ แค่นอนห้องเดียวกันคืนหนึ่งคนเราจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยหรือ และดูเหมือนว่าคนตัวเล็กจะสามารถทำให้กวีไว้ใจได้ในระดับหนึ่งซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับใออัย เพราะเจ้าตัวไม่ชอบบรรยากาศอึดอัดยามที่กวีเอาแต่เฝ้าจับผิดแบบนั้นอยู่แล้ว แบบนี้ดีกว่าเป็นไหน ๆ

“ครับ”

“นายเบื่อไหมที่ต้องมาดูแลฉัน” ใออัยหันไปมองคนถามอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถามแบบนี้

“ไม่ครับ”

“ทำไมล่ะ ฉันทั้งดุทั้งด่านายสารพัด นายไม่เบื่อบ้างหรือไงกับคนที่เอาแต่ใจแบบฉัน” คนถามเงยหน้ามองเพดานห้องก่อนจะปิดเปลือกตาลง โดยที่แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ไว้คล้ายจะพักสายตาแต่ไม่ได้นอนหลับ แต่พอนึกได้ว่าคนที่เขาคุยด้วยไม่มีเสียงเลยต้องลืมตาลุกขึ้นมามองเพื่อรอคำตอบจากอีกฝ่าย

“มันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ”

“เหรอ ถามจริง ๆ นะ หน้าที่ที่นายว่ามาน่ะใครเป็นคนสั่งให้ทำ น้าของนายหรือว่าไง” คนตัวเล็กส่ายหน้าเป็นการปฎิเสธก่อนจะขยับปากตอบ

“ตัวผมเองที่เป็นคนบอก”

“ตัวนาย” กวีทวนคำซึ่งใออัยก็พยักหน้ารับ “แต่ตัวนายไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องมาดูแลฉันเลยไม่ใช่เหรอ”

“มีครับ แต่เหตุผลของผมมันไม่สามารถบอกใครได้”

“สักวันฉันหวังว่าคงจะรู้เหตุผลของนาย” ใออัยกลับส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ แล้วชวนคุยไปคนละทาง

“ทานของว่างดีกว่านะครับ” กวีหมกตัวอยู่ในห้องทำงานมาตั้งแต่เช้า มื้อเที่ยงก็ทานอยู่ในห้องนี้ไม่ได้ออกไปไหน เอกสารที่กวีทำดูเหมือนจะเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างที่ใออัยเองก็ไม่เข้าใจ ตั้งแต่ที่ได้มาดูแลกวีไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่เห็นเขานั่งทำงาน ทั้งที่ตัวเองป่วยควรพักอยู่เฉย ๆ แท้ ๆ ส่วนใออัยก็ไม่ค่อยจะได้ทำอะไร นั่งอ่านหนังสือรออยู่เงียบ ๆ ไม่ได้ไปรบกวนคนที่ทำงานด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ขมวดคิ้วมุ่นอยู่ตลอดเวลา อยากจะถามกวีอยู่เหมือนกันว่าไม่เหนื่อยหรือ ไม่มีคนมาช่วยเลยหรือไง แต่ไม่กล้าเพราะยังไงเสียมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเขา แต่ถ้าแต่งงานกับนราภัทรไปแล้วไม่มีเวลาให้เธอแบบนี้ชีวิตคู่จะไปรอดได้ยังไง เหมือนความคิดจะสะดุดอย่างไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะคิดเรื่องกวีไปถึงขั้นนั้น แต่จะว่าไปหลังจากวันนั้น นราภัทรก็ไม่ได้มาเยี่ยมกวีอีกเลย ไม่เป็นห่วงคู่หมั้นเลยหรืออย่างไรว่าจะอยู่ดีหรือเปล่า เป็นผู้หญิงที่แปลกเสียจริง ตอนมาก็ทำเหมือนรักเสียหนักหนาแต่พอเวลาอย่างนี้กลับไม่เยี่ยมหน้าโผล่มาเลย คิดแล้วก็อยากจะน้อยใจแทนเป็นคนรักกันภาษาอะไร ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่ใช่ว่าใออัยจะเข้าใจความรักในแบบชายหญิงเสียทีเดียว เพราะขนาดเจ้าตัวยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรักเลยด้วยซ้ำ

“ใออัย” คนโดนเรียกเพียงแค่หันไปมองเหมือนสงสัยว่ากวีต้องการอะไร “เดินมาน่หน่อยสิ” ใออัยทำตามอย่างว่าง่าย ปิดหนังสือที่อ่านค้างอยู่แล้วว่างไว้บนโต๊ะหน้าโซฟาก่อนจะลุกเดินมาหาเจ้าของบ้าน “มานี่ มายืนข้าง ๆ ฉัน”

“ครับ” ถึงอย่างนั้น ใออัยก็ไม่ได้เดินไปยังจุดที่กวีบอก เจ้าตัวเลือกยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานแทน

“เดินมาเถอะน่า ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก แค่จะให้ดูอะไรหน่อย”

“ครับ” ไม่ได้อยากระแวงแต่เพราะมีประสบการณ์มาก่อนเลยต้องทิ้งระยะห่างไว้สักหน่อย ไม่ใช่ว่าหลงตัวเองว่ากวีจะมาปล้ำจูบเอาแต่มันก็แอบคิดอยู่นิดหนึ่งจริง ๆเพราะยังไง ๆ ใออัยกับกวีก็เคยจูบกันมาแล้วถึงสองครั้ง แม้ครั้งแรกจะเป็นตอนที่เจ้าตัวไม่มีสติก็ตาม แต่ครั้งที่สองเขาคงไม่มีวันลืมและก็เป็นจริงอย่างที่แอบคิด ทันทีที่ก้าวไปหยุดยืนข้างกวี คนเจ้าเล่ห์ก็กระตุกมือโอบรอบเอวบางจนใออัยซวนเซขึ้นไปนั่งบนตักแกร่ง

“อย่าดิ้นเดี๋ยวฉันก็ตกเก้าอี้หรอก” คนตัวเล็กหยุดดิ้นทันที กลัวเป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดเพราะแรงที่ใออัยดิ้นไม่ใช่น้อย ๆ เลย ถึงเก้าอี้บุน่วมตัวนี้จะใหญ่พอให้เจ้าตัวนั่งอีกคนได้แต่ก็อาจจะล้มเพราะเสียสมดุลแล้วคนที่จะเจ็บก็คงจะเป็นกวี

“อย่างนั้นก็ปล่อยสิผมครับ”

“ทำไมเหรอ นายกลัวฉันขนาดนั้นเลยหรือไง” ถามยั่วแหย่ตามประสาคนขี้แกล้งที่ชอบทำให้อีกคนหน้าแดงเพราะคำพูดและการกระทำอยู่เรื่อย ใออัยอยากบอกเหลือเกินว่า “แค่นั่งตักฉันเองนะนายจะกลัวอะไร มากกว่านี้เราก็ทำมาแล้ว” คนพูดว่าพลางกระชับวงแขนให้โอบรอบเอวบางหนาแน่นขึ้น

“คุณวี”

“นายจะคิดมากทำไม ฉันเป็นคนทำยังไม่คิดมากเลย” ดูเขาพูดเข้า เขารู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดหรือกำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวไหมว่าเขากอดใออัยอีกแล้ว

“มันไม่สมควรนะครับ”

“นายเอาอะไรมาตัดสินว่าอะไรควรไม่ควร ฉันแค่อยากกอดนาย ฉันก็กอดแค่นั้นเอง”

“แต่ผมเป็นผู้ชาย”

“ก็แค่ผู้ชาย” ทำไมคำตอบคุณขถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ คราวก่อนยังทำท่ารังเกียจกันอยู่เลยไม่ใช่หรือ แล้วทำไมวันนี้ถึงเป็นอีกอย่าง

“คุณเคยบอกว่าคุณไม่ชอบผู้ชาย”

“ใช่ ฉันไม่ได้ชอบผู้ชายหรือมีรสนิยมแบบนั้น”

“แล้วทำไม”

“ฉันแค่อยากพัก”

“อย่างนั้นคุณวีก็น่าจะพักก่อนนะครับ ค่อยมาทำต่อ” ใออัยเสนอเพราะไม่อยากอยู่ในท่าทางล่อแหลมแบบนี้ไปนานกว่านี้ กลัวว่าคนที่กอดตัวเองอยู่จะรู้เข้าว่าหัวใจเขามันไม่ได้เต้นตามจังหวะปกติเหมือนเดิมอีกแล้ว

“ฉันแค่เหนื่อย” ใออัยหันไปมองหน้าคนพูด มันเป็นสิ่งที่เขาอยากถามแต่ไม่คิดว่ากวีจะเป็นคนพูดมันออกมาเอง ถ้านับระยะเวลาที่รู้จักกันก็ถือว่าไม่นานมากพอที่คนอย่างกวีจะมาเผยด้านนี้ให้ใออัยได้เห็น อีกคนดูจะไว้ใจเขาพอสมควรเลยทีเดียว แต่จะแปลกอะไรเพราะใออัยเองก็ยังเคยเล่าเรื่องที่ไม่เคยบอกใครมาก่อนให้กวีรับรู้ ถ้ากวีอยากระบายเจ้าตัวก็ยินดีจะรับฟัง ว่าแต่ทำไมต้องมากอดเขาแล้วคุยกันแบบนี้ “ชีวิตฉันไม่เหลือใครเลยสักคน” ใจของใออัยกระตุกด้วยความรู้สึกผิด เพราะเรื่องนี้เจ้าตัวรู้ดีว่าใครเป็นคนทำ ยิ่งสายตาที่มองมาอย่างไม่ปิดความเมื่อยล้ามันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดมากมายจนใออัยนึกคำพูดแทบไม่ออก

“เหลือคุณร้อยกรอง คุณภาส แล้วคุณน้ำยังไงล่ะครับ” คนสุดท้ายที่พูดถึงเป็นชื่อที่ทำให้เจ้าตัวรู้สึกเจ็บแปลบอย่างประหลาด เหมือนมีคนมาบีบหัวใจเอาไว้เบา ๆ แต่ไม่ยอมคลายมืออกสักที

“มันไม่เหมือนกัน นายรู้ไหมหลังจากที่ฉันตื่นขึ้นมาในวันนั้น ทุกอย่างในชีวิตฉันเปลี่ยนไปหมด ทุกอย่างมันเร็วจนฉันแทบตั้งตัวไม่ติด ตอนนั้นฉันแทบไม่อยากมีลมหายใจอยู่เลยด้วยซ้ำ” กวีพูดช้า ๆ ไม่ได้เร่งรีบ เพียงแค่พูดเพื่ออยากให้ใครสักคนเข้าใจเขา แรงบีบที่มือทำให้กวีหันไปมองก็เห็นเป็นมือเล็กทั้งสองข้างของใออัยที่ทำเหมือนกำลังปลอบประโลมเขาอยู่ เขาเลยโอบเจ้าตัวเข้ามาแนบอกมากขึ้น ส่วนคนตัวเล็กก็ไม่ได้ขัดขืนยอมให้กอดอยู่แบบนั้น

“สู้ ๆ นะครับ” ใออัยไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไงให้อีกคนรู้สึกดีขึ้น นอกจากอยู่นิ่ง ๆ ให้อีกฝ่ายกอดและขยับปากเป็นคำพูดง่าย ๆ ที่มันอาจจะไม่กินใจคนฟังสักเท่าไหร่ แต่มันเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจของใออัยอย่างแท้จริง

“นายให้กำลังใจฉันอยู่อย่างนั้นเหรอ” กวีว่าพลางหัวเราะน้อย ๆ ออกมา มันน้อยครั้งมากที่กวีจะหัวเราะแบบนี้ จนคนเห็นอยากจะให้กวีหัวเราะออกมาบ่อย

“เหมาะกับคุณดีนะครับ”

“อะไรเหรอ”

“เสียงหัวเราะ” พอใออัยพูดจบกวีก็หัวเราะออกมาจนใออัยตามอารมณ์ไม่ทัน เป็นอะไรของเขาอีกล่ะนั่น หรือคำที่ใออัยพูดออกไปมันแปลกมากเลยหรือ

“ก็ได้ฉันจะหัวเราะบ่อย ๆ ว่าแต่นายเถอะไม่ดิ้นหนีฉันแล้วหรือไง”

“ก็ปล่อยสิครับ” พูดเหมือนนึกได้ว่าตัวเองยอมให้อีกคนโอบกอดเสียอยู่นานสองนาน จนข้างแก้มเริ่มมีสีชมพูแซมขึ้นมาให้ได้เห็น แต่กวีก็ไม่ได้พูดให้อีกคนได้อาย

“ไม่ปล่อย ไหน ๆ นายก็ปลอบฉันมาถึงขนาดนี้แล้ว อย่างนั้นก็ช่วยให้กำลังใจฉันหน่อยได้ไหม”

“ยังไงครับ” คนพูดเอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจ เพราะเจ้าตัวได้ให้กำลังใจเป็นคำพูดไปแล้วไม่ใช่หรือ แล้วสายตาแวววาวแบบนั้นมันอะไรกัน ไม่นานคำถามที่เกิดขึ้นภายในใจก็ถูกเฉลยออกมา พร้อมกับใบหน้าเล็กเรียวที่ค่อย ๆ ขึ้นสีจนเห่อร้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

“จูบได้ไหม” เสียงหัวใจที่กระหน่ำเต้นรัวเมื่อได้ฟังคำขอแสนเอาแต่ใจจากคนที่ใออัยนั่งตักอยู่ วูบแรกที่ได้ยินคิดว่าล้อเล่นแต่คงไม่ใช่เพราะทั้งแววตาและน้ำเสียงที่ส่งผ่านมา มันบอกได้ว่ากวีเอาจริง

“ไม่ ไม่ได้ครับ”

“ใจร้ายจังเลยนะ แต่ว่าถ้าฉันจะจูบแล้วนายจะห้ามฉันได้เหรอ” คนพูดไม่ได้สนอาการขยับปากติด ๆ ขัด ๆ ที่บอกปฎิเสธเลยสักนิด นอกจากจะไม่ปล่อยตามที่พูดแล้ว สองแขนที่กอดเอวบางไว้อยู่ก็ยิ่งรัดแน่น จนใออัยต้องยกมือดันอกหนาไว้เพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างกวีและตัวเองมากที่สุด แต่ดูท่าว่าจะไม่เป็นผลสักเท่าไหร่ “ฉันขอดี ๆ แล้วนะ ตกลงจะให้ฉันจูบได้หรือยัง” น้ำเสียงนุ่มทุ้มถูกเปล่งออกมาเป็นวาจาเพื่อใช้เว้าวอน ให้คนที่เริ่มสับสนเริ่มคิดหนัก “นะใออัย” ไม่พูดเปล่ากวียังรุกคืบใช้ริมฝีปากหนาจูบไปที่คางเล็กเบา ๆ คล้ายออดอ้อนให้คนตัวเล็กยอมคล้อยตาม ด้วยท่าทางที่ใออัยนั่งอยู่บนตัก ส่วนสูงคนตัวเล็กเลยสูงกว่าศีรษะกวีไปหน่อยทแต่นั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับกวีเลยสักนิดในการพยายามล่อให้ลูกกว้างน้อยยอมเดินเข้ามาติดกับ

“คุณ คุณวี”

“กลัวอะไร ไม่ต้องกลัว นายก็สัมผัสกับมันมาแล้วไม่ใช่เหรอ” กวีย้อนถามเพราะในแววตาของใออัย มันไม่มีคำปฏิเสธอยู่ภายในนั้นนอกจากความกลัวอะไรบางอย่าง กวีค่อย ๆ ไล่จูบตั้งแต่ปลายคางเล็กไต่ขึ้นมาสัมผัสแก้มเนียน ใออัยก็ทำเพียงแค่ผินหน้าหลบเล็กน้อยคล้ายกังวลอะไรอยู่

“คุณน้ำ” เพราะเฝ้ามองริมฝีปากอวบย้อยอยู่ตลอดเวลา กวีจึงชะงักไปครู่หนึ่งกับชื่อบุคคลที่สามที่ถูกใออัยขยับปากยกขึ้นมาอ้าง แม้แต่ใออัยก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมถึงได้นึกถึงผู้หญิงคนนั้นในเวลาแบบนี้ ทำไมไม่ขัดขืนเหมือนในตอนแรก หรือมันจะเป็นเพราะน้ำเสียงที่แสนนุ่มนวลและรวมไปถึงเรื่องราวที่เขาได้ฟังยังนั้นหรือ แต่ท้ายที่สุดแล้วเหตุผลที่ทำให้ใออัยปฎิเสธไม่ลง มันคงจะเป็นเพราะสายตาของกวีที่มองมา กวีสื่อความหมายออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการใออัยมากแค่ไหน และมันยังพลอยทำให้เรี่ยวแรงที่คิดจะต่อต้านหายไปแทบไม่มีเหลือ

“ไม่มีน้องน้ำ ตอนนี้มีฉันกับนายแค่สองคน มองมาที่ฉัน” ปลายนิ้วที่สัมผัสตรงข้างแก้มทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะยอมหันหน้ามาตามแนวที่ปลายนิ้วนั้นชักนำและสบเข้ากับตาคมที่มองกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็รู้สึกเหมือนแพ้ทางทุกที “มองแล้วไม่รู้เลยหรือยังไงว่าตอนนี้ฉันต้องการเพียงแค่นายเท่านั้นนะใออัย” ว่าจบมือหนาก็เลื่อนไปที่ท้ายทอยก่อนจะกดโน้มให้ใบหน้าเล็กเข้ามาใกล้ โดยที่ใออัยไม่มีท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด

สัมผัสแรกที่กลีบปากอวบได้รับคือความเย็นชืดจากริมฝีปากหนาของกวี เจ้าตัวเพียงแค่กระพริบตาปริบ ๆ อยู่ครั้งสองครั้งแต่ไม่ได้ขยับหนีไปไหน อย่างที่กวีว่าตอนนี้มีเขากับใออัยแค่สองคน จะผิดอะไรถ้าเพียงทำตามที่ใจของตัวเองก็ต้องการ จากครั้งแรกสู่ครั้งที่สองหรือแม้แต่ครั้งที่สามที่กำลังเกิดขึ้น จะเป็นตอนที่รู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นครั้งไหน ๆ ใออัยคงต้องยอมรับกับตัวเองเสียทีว่ารอยจูบที่คุณวีมอบให้ ไม่ได้สร้างความรังเกียจให้เกิดขึ้นบนความรู้สึกของเจ้าตัวเลยแม้แต่น้อยนิด และครั้งนี้ก็เช่นกันแม้จะรู้ว่ามันไม่สมควร แต่ใออัยกลับหยุดความต้องการที่เกิดขึ้นอยู่ภายในลึก ๆ ไม่ได้

มันไม่ใช่การบังคับ กวีจึงไม่ต้องกังวลว่าเด็กน้อยในอ้อมกอดจะดิ้นหนีไปไหน มันง่ายต่อการรุกล้ำที่เขาเป็นฝ่ายออกปากขอจากเจ้าของเรียวปากอิ่มนี้ เขาเพียรเฝ้าเลาะเล็มอย่างอ้อยอิ่งไปตามแนวกลีบเนื้ออวบ จากกลีบล่างสู่กลีบบนที่น่าดูดดึงไม่แพ้กัน ถึงอยากจะลิ้มลองความหวานจากโพล่งปากนั้นอีกครั้งใจแทบขาดแต่ก็ต้องอดทน ด้วยอยากสัมผัสอย่างทั่วถึงเลยต้องเฝ้าบอกและยับหยั่งใจตัวเองเอาไว้ กลัวลูกกวางน้อยจะตื่นตูมแล้วเตลิดหนีหายไป แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์เพียงแค่ครั้งสองครั้ง แม้จะเป็นการสัมผัสแค่ภายนอก ยิ่งกับคนไม่ประสาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ย่อมยากที่จะต่อกรกับความหวามไหวที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้น มันอื้ออึงไปหมดทั้งแรงดูดดึงที่ริมฝีปากบนและล่าง ทั้งที่ไม่ประสาแต่กลับรู้สึกว่าแค่นี้มันยังไม่พอ ทั้งที่ยังอ่อนหัดแต่ยังกล้าที่จะขยับปากกดจูบตอบ แม้จะแผ่วเบาตามความกล้าน้อยนิดที่เกิดขึ้น แต่นั้นก็มากพอแล้ว ที่จะเป็นสัญญาณให้กวีขยับไปขั้นต่อไปโดยไม่ต้องห่วงว่าใออัยจะหลบหนีไปกลางคัน

มือหนาที่เคยใช้โน้มศีรษะสวยได้รูป ค่อย ๆ ลากผ่านมาตามลำคอเล็กเรื่อยลงมาตามแนวลาดไหล่จนทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของขนลุกซู่ ยามที่ฝ่ามือร้อนแตะโดนผิวเนื้อที่รอดพ้นจากการปิดบังของเสื้อผ้า ในขณะที่ลิ้นหนาก็เริ่มทำหน้าที่ในการส่งปลายลิ้นอุ่นชื่นแตะและสอดเขาไประหว่างกลีบปากอิ่มที่ตอนนี้เผยอออกอย่างยินยอมพร้อมใจ ส่วนมือก็ลูบไล้เรื่อยมาตามลำแขนเล็กที่เป็นเนื้อนิ่มไม่ได้ต่างจากหญิงสาว มือซ้ายจากที่เคยประคองกอดเอวเล็ก กลับถูกยกขึ้นมาใช้ยามที่ต้องการกดให้ริมฝีปากทั้งคู่ได้แนบชิดสนิทกันมากขึ้น แทนมือขวาที่ตอนนี้กำลังใช่บีบเคล้นไปตามเอวคอดใต้ร่มผ้าที่ผู้หญิงหลายคนยังต้องนึกอาย แม้จะไม่แรงมากแต่เพราะคนตัวเล็กผิวขาวจัดจึงปรากฏเป็นรอยสีแดงจากนิ้วมือทั้งห้าให้เห็นอยู่ดีถ้าเปิดเสื้อขึ้น ทั้งมือและริมฝีปากที่ทำงานอย่างสอดประสานกันทำให้ใออัยแทบสำลักความรู้สึกจนต้องยกมือทุบไปที่ไหล่หนาแย้งเพื่อขอพักหายใจ ซึ่งกวีก็ไม่ขัดแต่พอพักได้แค่เสียววิคนตัวโตก็เริ่มขอกำลังใจครั้งใหม่ทันที ช่วยไม่ได้ก็ใครใช้ให้ใออัยหน้าแดงหูแดงลามไปถึงคอแบบนั้นกัน แบบนี้มันยั่วกันชัด ๆ กวีไม่ได้ต่างจากคนหิวโซ่คล้ายราชสีห์ที่อดอยากปากแห้งมานานแรมปี

“หวาน นายหวายมากเลยรู้ไหมใออัย” เสียงกระซิบเกิดขึ้นที่ข้างใบหูเล็กหลังจากที่กวีถอนจูบออก มันช่วยเรียกให้ใออัยหันไปมอง ก็เจอเข้ากับสายตาที่กำลังหวานหยาดเยิ้มของกวีที่กำลังสื่อความหมายแบบนั้นมาให้ได้รับรู้ เจ้าตัวเกิดอาการอายจึงซบหน้าไปกับไหล่กว้างแต่จนแล้วจนแล้วจนรอดใออัยก็หนีไม่พ้น เพราะทันทีที่กวีพลิกหน้าใออัยกลับมาเขาก็ตะโบมจูบจนคนตัวเล็กหายใจหายคอแทบไม่ทัน เหมือนเป็นจูบสูบเรี่ยวแรงจนใออัยต้องยกมือขึ้นมาเกาะที่ไหล่หนาเพื่อเป็นตัวยึด ไม่เช่นนั้นคงได้หล่นตุ้บไปกองอยู่ที่พื้นแล้วแน่ ๆ ทั้งแรงกอดรัดที่นวดคลึงไปทั่วร่าง ไหนจะลิ้นหนาที่ไล่กวาดต้อนลิ้นเล็กอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมือนตอนนี้สติสัมปชัญญะของใออัยแทบถูกพรากไปไม่มีเหลือ สมองก็โล่งคิดอะไรก็เป็นภาพเลือนราง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากวีเปลี่ยนเป้าหมายมาอยู่ที่ซอกคอหอมตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเปียกชื่นที่พอโดนความเย็นของเครื่องปรับอากาศแล้วยิ่งรู้สึกเย็นซ่านขึ้นไปอีก แรงเม้มที่เริ่มหนักไต่ไปตามลำคอขาวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สร้างความรู้สึกจักจี้ แม้แต่เจ็บแปลบป่นเสียวซ่านให้กับคนตัวเล็กที่ตอนนี้กัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่น ซึ่งไม่ต่างจากมือทั้งสองข้างที่กำเสื้อกวีไว้จนยับยู่ยี่อย่างไม่รู้จะระบายออกมาอย่างไร ถ้าเป็นคนปกติก็คงจะส่งเสียงออกมาเพื่อระบายความรู้สึกแต่เพราะทำแบบนั้นไม่ได้ ริมฝีปากอวบจึงเป็นสิ่งเดียวที่เจ้าตัวพอจะบรรเทาความรู้สึกของตัวเองที่มันเริ่มจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลัวว่าจะควบคุมมันไม่อยู่ เป็นครั้งแรกที่ใออัยเกิดความต้องการและเป็นครั้งแรกที่รู้สึกกลัวความต้องการของตัวเอง พอเห็นว่าอีกคนเอาแต่กัดปากไม่ยอมปล่อยกวีจึงเลื่อนขึ้นไปจูบหมายจะทำให้คนตัวเล็กได้ผ่อนคลายลงซึ่งใออัยก็ยอมให้กวีเขามารุกล้ำอีกครั้ง

“ใออัย” ยังเป็นเสียงของกวีฝ่ายเดียวที่ครางชื่ออีกคนออกมาอย่างพึ่งพอใจ แม้ในเวลาเช่นนี้ใออัยก็ยังน่าแกล้ง ไม่รู้ว่าการขอกำลังใจครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ เพราะกวีเองก็กำลังมัวเมาไปกับลิ้นบางที่ทั้งพยายามสู้และหลบหนีไปในเวลาเดียวกัน จนเกิดเป็นเสียงหยาบโลนที่เกิดขึ้นหลายครั้งยามที่ลิ้นหนาเกี่ยวกะหวัดและดูดรัดลิ้นเล็ก หรือแม้แต่เสียงตอนดูดดึงริมฝีปากอวบนั้นก็ด้วย แต่ก่อนที่สติจะถูกครอบงำไปเพราะรสจูบเสียหมดก็ต้องสะดุ้งเพราะแรงบีบที่เคล้นคลึงอยู่บริเวณก้นนิ่มทำให้คนตัวเล็กต้องเรียกสติกลับมา แล้วไหนจะอวัยวะที่แข็งขึงกำลังดุนดันผ่านกางเกงผ้าเนื้อดีที่กวีสวมใส่อยู่นี้อีก มันดูจะเกินขอบเขตที่กวีขอจนใออัยต้องรีบหยุดทั้งตัวเองและตัวกวีที่เริ่มจะคุมตัวเองไม่ได้เหมือนกัน แรงต่อต้านจากใบหน้าที่เริ่มหลบหนีและมือเล็กที่เริ่มไล่จับมือซนที่พยามบีบไปทั่วทั้งต้นขา ทำให้กวีรู้ตัวว่าลูกกวางตัวน้อยเริ่มต่อต้านและนั้นเท่ากลับช่วยเรียกสติเขาอีกคนด้วย กวีรู้ดีว่าตัวเองควรหยุด แต่เรื่องอะไรจะยอมง่าย ๆ ขอแกล้งคนที่เริ่มดิ้นรนหนีหน่อยก็แล้วกัน อยากรู้นักว่าจะเอาแรงที่ไหนมาขัดขืนทั้งที่พึงโดนเขาจูบสูบวิญญาณไปขนาดนั้น

ทำไมกวีถึงไม่ยอมหยุดอีก ดิ้นก็แล้ว ไล่จับมือที่จับไปตามต้นขาไว้ก็แล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมหยุด ไหนจะริมฝีปากหนาที่จูบไม่ยอมผละออกสักทีนี่ก็ด้วย หนำซ้ำยังใช้มือล็อกท้ายทอยใออัยไว้แน่นเพื่อไม่ให้สะบัดหน้าหนีได้อีก และที่สำคัญคือคนตัวเล็กไม่มีแรงมากพอที่จะผลักเขาออก ทั้งที่ยังนั่งอยู่บนตักกวีอยู่แบบนี้ ลำพังแค่โดนกอดเจ้าตัวยังดิ้นแทบไม่ได้แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้ ที่ทั้งโดนโอบและรัดจนแน่น ลองทุบไหล่ไปก็ไม่เขยื้อน จะกัดปากเขาให้หยุดแต่ก็เป็นใออัยที่โดนเสียเอง จะให้เขาขาดอากาศหายใจตายให้ได้เลยหรือไง ถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าจะทำให้เผลอเคลิบเคลิ้มและรู้สึกดีไปกับสัมผัสที่กวีมอบให้ แต่เขาต้องหยุดก่อนที่ตัวเองจะเผลอตัวและใจไปมากกว่านี้ แค่นี้มันก็เกินพอแล้ว ด้วยสัมผัสที่เริ่มต่างออกไปจึงทำให้รู้ว่า กวีกำลังแกล้งเขาอยู่ จากจูบแบบดูดดื่มมาเป็นจูบแบบทีเล่นทีจริง จนใออัยเริ่มจะจักจี้ กวีทั้งขบทั้งกัด ในเมื่อเขาเล่นแบบนี้ใออัยก็มีวิธีหยุดเขาในแบบของตัวเองเหมือนกัน

“โอ๊ย โอ๊ยใออัยปล่อย ปล่อยฉันเจ็บ” กวีถึงกลับร้องลั่นออกมา แต่นั้นก็เท่ากับว่าเขาคืนอิสระให้ริมฝีอวบไปในตัวด้วย คนตัวเล็กถึงกับยิ้มที่สามารถเอาคืนอีกคนได้ แต่ยังไม่ทันจะได้ลงจากตักก็โดนคว้าเอวเอาไว้อีกรอบจากตอนแรกกวีเผลอปล่อยมือแล้วไปกุมไว้ที่หูทั้งสองข้างแทน “นี้นาย กล้าบิดหูฉันเลยเหรอ”

“ครั้งนี้ผมไม่ขอโทษ เพราะคุณแกล้งผมก่อน” คนตัวเล็กขยับปากบอกพลางดิ้นหยุกหยิกไปมาเพื่อมอบอิสระให้แก่ตัวเอง แต่นอกจากจะไม่เป็นผลแล้วกวียังใช้ทั้งสองแขนรั้งเข้ามาแนบชิดขึ้นไปอีก แม้จะเป็นประโยคที่ยาวแต่กวีก็พอจับใจความได้ เพราะเขามองปากอวบย้อยนี้ขยับเอื้อนเอ่ยออกมาบ่อย ๆ จนชินไปแล้วนั่นเอง

“นายเลยแกล้งฉันกลับใช่ไหม”

“ก็ ก็คุณ” ใออัยไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเพราะสีหน้าที่กวีแสดงออกมามันทำให้เจ้าตัวนึกหวั่นในอก นอกจากจะเป็นเจ้านายเขาแล้วกวียังอายุห่างกับเขาตั้งหลายปี มันดูเสียมารยาทที่คนอายุน้อยกว่าไปถือวิสาสะทำแบบนั้น แต่อยู่ดี ๆ กวีกลับเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา แค่มองใออัยยังไม่ชอบเลย คน ๆ นี้ต้องหาวิธีเล่นงานเขาอีกครั้งเป็นแน่ และก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย

“ก็ได้นายแกล้งฉัน ฉันแกล้งนายกลับ”

“ไม่ได้ คุณแกล้งผมไปแล้ว”

“ตอนไหน ตอนไหนเหรอที่ฉันแกล้งนาย” ไม่รู้จะตอบยังไง ก็นั้นมัน “อ้อ ที่ฉันจูบส่งท้ายไปเมื้อกี้นะเหรอ” กวีคนนี้เป็นใครกัน ทำไมดูขี้เล่นต่างจากปกติ ทั้งพูดกวนไปกวนมาแล้วรอยยิ้มทะเล้นนี้คืออะไร ไม่คิดว่าบุคลิกนี้จะออกมาจากตัวของกวี ใออัยมองหน้าคนช่างแกล้งอย่างไม่อยากจะเชื่อในสายตา “มองหน้าฉันแบบนี้ อยากโดนฉันแกล้งอีกเหรอ”

“คุณไม่สบายหรือเปล่า” ใออัยตอบไม่ตรงคำถาม แต่เลือกถามเป็นอย่างอื่นแทนแล้วใช้หลังมือแตะไปที่หน้าผากของกวีและของตัวเองเพื่อเช็คอุณหภูมิของร่างกาย แต่ก็พบว่าตัวกวีไม่ได้ร้อนหรือมีอาการผิดปกติอะไร ส่วนคนที่โดนหาว่าไม่สบายเพียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ คล้ายเห็นสิ่งที่ใออัยทำเป็นเรื่องตลก

“ฉันสบายดี อย่ามาเปลี่ยนเรื่องน่า ฉันยังไม่ได้แกล้งนายคืนเลยนะ”

“ไม่” ขยับปากปฏิเสธพร้อมยกมือมาปิดปากแน่น ไม่ยินยอมให้กวีได้เอาคืนอย่างที่บอกเอาไว้ เรื่องอะไรต้องมายอมเสียเปรียบให้อีกฝ่ายแกล้งอีกครั้งกัน เรื่องแบบนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นผู้ชายด้วยกันแล้วล่ะ เพราะพวกเขาได้ทำสิ่งที่ก้าวข้ามขอบเขตที่ผู้ชายเขาทำด้วยกันมาแล้ว นั่นก็คือจูบครั้งที่สามที่พึ่งจบลงไป และหลังจากนี้สิ่งที่พอจะตอบได้มันคงเกี่ยวกับความรู้สึกมากกว่าว่าทำไมถึงทำแบบนี้ลงไป

“คิดว่าแค่นี้จะห้ามฉันได้” เด็กคนนี้ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย ไอ้ท่าทางเหมือนเด็กพยายามต่อต้านยิ่งเขาเห็นแบบนี้เขายิ่งอยากจะแกล้ง ว่าจบกวีก็กดจูบไปที่แก้มนิ่มแรง ๆ หนึ่งทีจนคนตัวเล็กต้องรีบย้ายมือที่ปิดปากมาจับแก้มเอาไว้ เจ้าตัวมองคนทำตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่ากวีจะเป็นคนแบบนี้ ไม่พอแค่นั้นกวียังก้มลงไปกัดที่ไหล่เล็กที่มีเสื้อผ้ากั้นอยู่แรง ๆ อีกทีหนึ่งด้วยความหมั่นเขี้ยว จนใออัยต้องห่อไหล่เอาไว้

“คุณวี”

“ทำไม นายจะทำอะไรฉัน” กวีถามด้วยรอยยิ้มที่คนมองเรียกว่ากวนได้อย่างหน้าตาเฉย ไม่พอยังยักคิ้วมาให้อีก คนมองแทบจะอ้าปากค้าง กวีที่เคร่งขรึมและเป็นคนจริงจังไม่เหลือเคล้าให้เห็นเลย คนตัวเล็กจึงไม่รู้ว่าต้องแก้สถานการณ์ตอนนี้ยังไง นั่งอึ้งจนคนฉวยโอกาสได้ทีจูบไปที่แก้มอีกข้างเพื่อเรียกสติให้ใออัยรู้ว่านี้คือเรื่องจริง กวีที่นั่งอยู่ตรงนี้คือกวีตัวจริง แต่ยังไม่ทันที่คนตัวเล็กจะได้พูดอะไร เสียงเอ่ยติด ๆ ขัดที่ดังขึ้นอยู่ตรงหน้าประตูก็เรียกสายตาทั้งคู่ให้หันไปมองเสียก่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น