facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มิ.ย. 2560 21:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 6



ร่างสูงของเฉินหย่งหนานเดินสง่างามอยู่หน้ากองกำลังทหารรัฐบาลแห่งชาติที่เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนเหล่าทหารทั้งหมด แม้ว่าเขาจะมีอายุเพียงสามสิบปีแต่ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็นถึงพันตรีอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาเป็นหลานของเฉินจิ้งเหอ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเหตุผลส่วนสำคัญเป็นเพราะความสามารถของเขาอย่างแท้จริง



หลังจากวันที่จิ้งเหอตัดสินใจด้วยความจำเป็นว่าจะต่อสู้กับกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นกองทัพจีนจึงจัดซื้ออาวุธมาด้วยงบประมาณมหาศาล ชายหนุ่มที่อายุเกินยี่สิบปีถูกเกณฑ์มาเป็นทหารใหม่ จิ้งเหอมอบหมายให้หย่งหนานเรียนรู้วิธีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้มาและฝึกฝนเหล่าทหารจนสามารถใช้งานมันได้ บัดนี้หย่งหนานจึงกลายเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้เฉินจิ้งเหอผู้เป็นลุงและเฉินหยางซุนบุตรชายที่เป็นแม่ทัพในการวางแผนการรบ



ญี่ปุ่นต้องต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในหลายๆประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นหัวหอกทั่วภาคพื้นเอเชีย ญี่ปุ่นเองก็เสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมากหากแต่ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขายังยืนกรานที่จะต่อสู้เพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิของพวกเขาอย่างเข้มแข็งแม้ว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำในหลายพื้นที่โดยเฉพาะการช่วงชิงชัยชนะกันในสมรภูมิกลางทะเล จิ้งเหอบอกกับหย่งหนานว่าหากญี่ปุ่นยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ บางทีสหรัฐอเมริกาอาจตัดสินใจใช้กำลังขั้นเด็ดขาด และเพราะความเพลี่ยงพล้ำนั้นทำให้ทหารญี่ปุ่นส่วนหนึ่งต้องไปจากผืนแผ่นดินจีนเพื่อไปเสริมในพื้นที่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่าจำเป็นต้องต้านไว้ให้ได้



“ที่น่ากลัวในตอนนี้คือพรรคสังคมนิยม”



เฉินจิ้งเหอกล่าวในวันหนึ่ง



“หลานรู้ใช่ไหมวันพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่”



“ทราบดีครับ”



หย่งหนานเองก็หนักใจไม่แพ้กัน



“พวกเขาใช้ช่วงเวลาที่พวกเราต้องมุ่งไปกับการต่อสู้นี้ดึงมวลชนไปอย่างเงียบๆจนตอนนี้แม้แต่พวกชาวนาก็ยังคล้อยตามไปกับอุดมการณ์ของพวกเขา”



แม้เบื้องหน้าพรรคสังคมนิยมจะรับปากกับอเมริกาว่าจะไม่ก่อความวุ่นวายในช่วงสงครามโลกและจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในทุกด้าน แต่อันที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้มีส่วนช่วยในการสู้รบเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังใช้เวลาที่ผ่านมาหลายปีค่อยๆแทรกซึมไปตามพวกชาวนาจนกระทั่งพวกเขาได้พลังมวลชนไปอย่างเงียบๆ



“ลุงเองก็เป็นผู้นำที่ใช้ไม่ได้นัก”



จิ้งเหอกล่าวโทษตัวเอง



“เพราะมัวแต่ยุ่งกับการสู้รบจึงไม่มีเวลาเข้มงวดกับพวกฝ่ายบริหาร”



นี่คือสิ่งที่น่าหนักใจที่สุดที่หย่งหนานคิด แม้ว่าจิ้งเหอจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของเหล่าทหารและผู้คนที่ยังเชื่อมั่นในพรรคชาตินิยม แต่เหล่านักการเมืองที่อยู่ฝ่ายบริหารกลับทำให้เสียชื่อด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงอยู่เบื้องหลังผู้นำที่มุ่งมั่นในสงครามพื้นที่การปกครองกว้างใหญ่จนจิ้งเหอที่แม้จะเก่งกาจเพียงไหนก็ไม่อาจมองเห็นได้โดยรอบ และนี่เป็นจุดบอดที่พรรคสังคมนิยมนำไปหาเสียงโจมตี



“หากสงครามโลกสิ้นสุดเมื่อไหร่ เราคงต้องปราบปรามทั้งคนในพรรคของเราเองและศัตรูภายในประเทศของเรา”



จิ้งเหอวางแผนไว้ในอนาคตก่อนที่เขาจะหันมามองหลานชายอย่างชื่นชม



“อย่ามัวแต่พูดเรื่องเครียดๆกันอยู่เลย วันนี้เป็นวันดีที่หลานจะแสดงศักยภาพของทหารใหม่ที่หลานฝึกมากับมือมิใช่หรือ ไปกันเถอะ มีแต่คนอยากเห็นอยากชื่นชมความสามารถของทหารรัฐบาลจีน”



วันนี้เป็นอีกวันที่สำคัญในรอบปีเพราะเป็นวันประกาศศักดาของกองทัพรัฐบาลทหารด้วยการเดินสวนสนาม ณ ลานกว้างของนานกิง พวกเขาเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับชมอยู่โดยรอบอย่างตื่นตาตื่นใจ นายกรัฐมนตรีเฉินจิ้งเหอมาเป็นประธานในการสวนสนามครั้งนี้ โดยมีเฉินหย่งหนานหัวหน้าหน่วยฝึกการรบควบคุมการแสดงแสนยานุภาพอย่างเข้มแข็ง



เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารจำนวนหลักพันกระทบพื้นอย่างพร้อมเพรียงตามที่ได้รับการฝึกฝนมาจนกระทั่งจบรอบการเดิน เฉินจิ้งเหอลุกขึ้นมาโบกมือให้กับกองกำลังของรัฐบาลเพื่อสร้างขวัญกำลังใจรวมถึงโบกมือให้กับประชาชนที่มาชมโดยรอบก่อนเดินทางกลับ หย่งหนานภาคภูมิใจกับงานของเขาที่มีส่วนสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพ เขารอจนกระทั่งทหารใหม่เดินทางกลับกันหมดแล้วหย่งหนานจึงได้ขึ้นรถที่มีจ่าสิบเอกไห่พลขับรถติดเครื่องรออยู่โดยไม่ทันสังเกตเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งที่ได้แต่มองไกลออกไป



หลินเหวินเป่าอาศัยร่างกาผอมเพรียวกว่าผู้อื่นวิ่งสวนทางฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่เพียงเพื่อวิ่งไล่ตามหลังรถยนต์ทหารคันนั้น หนุ่มน้อยวัยสิบหกเฝ้ามองแผ่นหลังคุ้นตาที่รถยนต์พาจากไปอย่างโหยหา เขาหยุดยืนอยู่นิ่งริมถนนเมื่อดวงตาเอ่อท้นด้วยหยาดน้ำจนมองอะไรไม่เห็น



“นายท่าน”



หัวใจของเหวินเป่าเต้นไหวแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกทรวงอก มันอัดอั้นปะปนไปด้วยความดีใจที่มีชีวิตรอดได้พบกับชายผู้เป็นหนึ่งเดียวของชีวิตอีกครั้ง แต่อีกใจหนึ่งความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของชายผู้นั้นกลับทำให้เหวินเป่ายิ่งรู้สึกห่างไกลจนเอื้อมไม่ถึง



นายท่านของเหวินเป่าไม่เปลี่ยนไปเลย แม้เวลาจะผ่านไปถึงแปดปีแล้วแต่นายท่านก็ยังงามสง่าผ่าเผยไม่เสื่อมคลาย และยิ่งอยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์ของทหารนักรบติดดาวบนบ่าก็ยิ่งน่าเกรงขาม ใบหน้าของนายท่านเมื่อมีอายุมากก็ยิ่งหล่อเหลาชวนมองจนพาให้ใจเต้น มันเป็นความรู้สึกที่เหวินเป่าไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงได้แปรเปลี่ยนไปจากครั้งเมื่อยังเยาว์



บ้าจริงเหวินเป่า นี่แกเป็นอะไรไปแล้ว!



ความเทิดทูนในครั้งเมื่อยังเด็กไม่ได้หนีหายไปไหน แต่สิ่งที่เหวินเป่าไม่เข้าใจนั้นความอาวรณ์โหยหาอยู่ในใจจนรันทดนั้นคืออะไร เพียงแค่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นถึงพันตรีหลานชายของนายกรัฐมนตรีและเขาเป็นแค่เด็กในโรงงิ้ว ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของฐานันดรก็พลันทำให้น้ำตาหยาดหยดลงมาจนได้



เหวินเป่าเดินเหงาหงอยกลับไปทางโรงงิ้ว ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงเขารีบวิ่งมาที่ลานกว้างแห่งนี้เมื่อรู้ว่ารัฐบาลจะจัดการเดินสวนสนามของทหารใหม่ เหวินเป่าภาวนาให้เขาได้เห็นหน้าของนายท่านที่เขารู้จักชื่อแล้วว่าเฉินหย่งหนาน และคำขอของเขาก็เป็นจริงเมื่อเหวินเป่ามองเห็นร่างสูงสง่าในระยะไกลแต่หนุ่มน้อยก็จำได้แม่น และเมื่อมาถึงโรงงิ้วเหวินเป่าก็จำเป็นต้องโยนความเศร้าอาดูรทิ้งและแต่งแต้มรอยยิ้มลงบนใบหน้าขณะเข้าไปหาเยี่ยไป๋ซานที่นั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่ที่ริมหน้าต่าง



“พี่ไป๋ซาน”



เกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมารถยนต์ของนายเหยามาลับไป๋ซานไปหลายครั้ง แม้ว่าทุกครั้งไป๋ซานจะขัดขืนแต่คนของนายเหยาก็ยังบังคับไปจนได้เมื่อรถยนต์คันนั้นกลับมาส่งยังโรงงิ้ว ไป๋ซานก็จะนอนคุดคู้และร้องไห้เพียงลำพัง ไป๋ซานเล่นงิ้วอย่างซังกะตายเขาไม่สุงสิงกับคนในโรงงิ้วอีกและพูดน้อยลงเรื่อยๆเว้นไว้ก็แต่เหวินเป่าที่ยังพอจะเข้าหน้าได้บ้าง



“ทหารสวนสนามกันสวยมากเลย พี่น่าจะไปดูกับผม”



เหวินเป่ามองใบหน้าอมทุกข์นั้นอย่างเห็นใจ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือเพื่อนรุ่นพี่เช่นไรนอกจากพยายามยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหาเพื่อให้ไป๋ซานบรรเทาความทุกข์ลงได้บ้าง



“อยู่ค่ายทหารมาหกเดือนเต็มก่อนเริ่มสงครามยังไม่พออีกหรือเหวินเป่า”



ไป๋ซานฝืนยิ้ม เขารู้ว่าเหวินเป่าเป็นห่วงแต่เขาไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ความอัปยศอดสูเกาะกินอยู่ในหัวใจ และยิ่งเห็นโรงงิ้วที่ต่อเติมให้กว้างใหญ่ออกไปเขาก็ยิ่งเคียดแค้นเพราะรู้ดีว่าเงินทุนเหล่านั้นมาจากไหน



“ผมเจอนายท่านด้วย แต่นายท่านไม่เห็นผม”



สีหน้าของเหวินเป่าสลดลงไป๋ซานเองก็อดเวทนาหนุ่มน้อยไม่ได้



“โตจนบัดนี้แล้วเมื่อไหร่จะลืมนายท่านได้เสียที เขาก็แค่ช่วยเราครั้งเดียวตอนเด็กทำไมถึงจดจำฝังใจนัก เทิดทูนเขาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก พวกคนที่มีอำนาจเขาเคยเห็นหัวเราเสียที่ไหน”



ปลายประโยคเจือไปด้วยความเจ็บช้ำ ดวงตาของไป๋ซานเต็มไปด้วยความชิงชัง



“เมื่อไหร่ที่พวกบ้าอำนาจตกลงมาจากบัลลังก์เมื่อนั้นพี่จะหัวเราะจนฟันหักเลย”



“พี่ไป๋ซาน”



“แต่นายท่านไม่ใช่พวกบ้าอำนาจแน่ๆผมมั่นใจ”



ไป๋ซานหันมายิ้มเยาะ มันเป็นยิ้มที่เหวินเป่าไม่ชอบเลย



“เราน่ะจะรู้ได้ยังไง ใครๆก็อยากจะมีอำนาจด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันสามารถกดขี่ข่มเหงคนต่ำต้อยอย่างพวกเราได้ยังไงล่ะ จำไว้นะเหวินเป่าพี่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมให้พวกมันมาบังคับพี่ได้อีก”



“แล้วพี่ไป๋ซานจะทำยังไง”



หนุ่มน้อยถามอย่างสงสัย เขาเดาใจเพื่อนรุ่นพี่ไม่ออกสักนิด แต่ไป๋ซานกลับไม่ยอมตอบอะไรทั้งสิ้น เขาผินออกไปนอกหน้าต่างเหม่อมองท้องฟ้าย่ำค่ำอย่างครุ่นคิดจนกระทั่งได้ยินเสียงตะโกนก้องโรงงิ้ว



“เตรียมแต่งหน้าแต่งตัวกันได้แล้ว เร็วๆเข้า อย่าลืมว่าวันนี้คนจะมาดูเราเยอะขึ้น ท่านเหยาก็มาด้วยนะแสดงกันให้คุ้มค่ากับเงินของท่านกันด้วย”



ไป๋ซานเหยียดยิ้มอย่างขมขื่น เงินเหล่านั้นก็มาจากคนที่ไว้ใจที่สุดราวกับบิดาอีกคนหนึ่งนำร่างกายของเขาไปแลกกับมันมาโดยไม่สนใจความรู้สึกของเขาเลยสักนิด ช่างน่าน้อยใจในวาสนายิ่งนัก



“พี่ไป๋ซาน เหล่าซือเรียกแล้วไปแต่งตัวกันเถอะ”



เหวินเป่ากุมมือรุ่นพี่ให้ได้สติ คิ้วโก่งราวคันศรขมวดลงอย่างผิดสังเกตเมื่อเห็นสีหน้าของไป๋ซานในตอนนี้



“ไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ตามไป”



“แต่ว่า...”



“ไปเถอะน่า”



น้ำเสียงรำคาญทำให้เหวินเป่าไม่กล้าต่อคำ หนุ่มน้อยจึงลุกขึ้นยืนและมองไป๋ซานอย่างเป็นห่วง



“ตามไปเร็วๆนะพี่ไป๋ซาน”



เหวินเป่าหันหลังก้าวเท้าเดินออกไป แต่เขากลับชะงักงันเมื่อได้ยินคำพูดเสียงแผ่วเบาของไป๋ซาน



“ดูแลตัวเองดีๆล่ะเหวินเป่า”



“อะไรนะพี่”



“ไม่มีอะไรหรอก รีบไปเถอะ เดี๋ยวเหล่าซือก็ดุหรอก”



เหวินเป่าพยักหน้ารับและเดินไปที่หลังเวทีด้วยความไม่สบายใจนัก เขานึกเป็นห่วงไป๋ซานแต่ก็ต้องรีบมาตระเตรียมการแสดงและแต่งตัวในบทชาวบ้านที่เขาได้รับ หากแต่เวลาผ่านไปไป๋ซานก็ยังไม่มาจากที่พักจนหยางซื่อทำหน้านิ่ว



“ไป๋ซานไปไหน เมื่อไหร่จะมาแต่งตัว ดูสิว่าคนดูเริ่มเข้ามาแล้วและอีกไม่นานท่านเหยาก็จะมาด้วย ถ้าหากเปิดโรงช้าจะถูกตำหนิแค่ไหน”



“ผมจะรีบไปตามให้เองพ่อ”



หยางเจี่ยนที่แต่งตัวใกล้เสร็จแล้วรีบลุกขึ้น เขาวิ่งไปทางห้องพักอย่างรวดเร็วขณะที่เหวินเป่าเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เขาภาวนาว่าอย่าให้ลางสังหรณ์ของเขาเป็นจริงเลย



“พ่อ แย่แล้วพ่อ”



หยางเจี่ยนวิ่งกลับมาหน้าตาเลิ่กลั่ก



“พี่ไป๋ซานหนีไปแล้ว หอบผ้าหอบผ่อนหนีไปไม่เหลือสักชิ้น”



“พี่ไป๋ซาน!”



เหวินเป่าตระหนกจนหน้าซีดเผือดรวมถึงทุกคนที่ยืนอยู่รวมกันในบริเวณสำหรับแต่งหน้าแต่งตัว ความเงียบกริบเข้ามาเยือนพักใหญ่ก่อนที่เสียงฮือฮาจะดังขึ้นในเวลาต่อมา



“เหล่าซือจะทำยังไงดี นี่ใกล้เวลาเปิดแสดงแล้วจะเปลี่ยนเรื่องก็ไม่ทันคนเข้ามานั่งจนใกล้จะเต็ม โอ๊ะ นั่นท่านเหยาก็มาแล้ว”



ทุกคนอยู่ในความตื่นเต้นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หยางเจี่ยนหันมามองสบตากับเหวินเป่าแล้วเขาเบิกตากว้าง



“พ่อ เหวินเป่าไง เหวินเป่าน่ะสนิทกับพี่ไป๋ซาน ตอนต่อบทและตอนซ้อมก็อยู่ด้วยกันตลอด ให้เหวินเป่าเล่นบทอิงไถคู่กับผมเถอะ”



คนในโรงงิ้วหันมามองเหวินเป่าเป็นตาเดียว หนุ่มน้อยยิ่งตกใจเมื่อกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคน เหวินเป่าได้แต่ถอยหลังกรูด



“ไม่นะ ผมน่ะไม่...”



“เหวินเป่า”



หยางซื่อกดบ่าของเหวินเป่าไว้เพื่อให้เขาหยุดนิ่งและมองด้วยสายตาแกมบังคับ



“เธอรู้ดีว่าตอนนี้พวกเราตกอยู่ในช่วงวิกฤติ เธอต้องช่วยพวกเราที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสิ หรือว่าเธอทนเห็นพวกเราทั้งหมดเดือดร้อนได้ลงคอ”



ริมฝีปากบางสั่นระริก คนในโรงงิ้วมองเขาราวกับเป็นที่พึ่งและความหวังเดียวที่จะทำให้ทุกคนอยู่รอด และหากเหวินเป่าปฏิเสธก็ดูเหมือนไม่มีใครยอมให้เขาทำเช่นนั้นเป็นแน่ หยางซื่อเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยสำทับทันที



“ตกลงว่าเธอยอมแล้วใช่ไหมเด็กดี เอาล่ะ จัดการแต่งชุดชิงอี่ให้เหวินเป่าเดี๋ยวนี้”



ร่างบางถูกกระชากทันที วินาทีนั้นเหวินเป่าไม่รู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาได้แต่นั่งนิ่งให้คนโน้นคนนี้จัดการกับเขาเพราะเวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกที ใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย เหวินเป่าถูกดึงแขนให้ลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนเมื่อยามนี้หนุ่มน้อยในชุดงิ้วสีสดบนใบหน้าทาพื้นด้วยสีขาวปัดโหนกแก้มจนถึงขมับด้วยสีชมพูช่างงดงามจับสายตาเหลือเกิน



เฉินหย่งหนานก้าวเข้าไปในบ้านหลังเล็กพร้อมกับรอยยิ้ม เขาทอดสายตามองฟางซินภรรยาของเขาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยมีสาวใช้คนหนึ่งยืนเยื้องอยู่คอยดูแลเด็กชายตัวน้อยวัยเพียงสองขวบที่กำลังเล่นอยู่บนพื้นห้อง เมื่อฟางซินได้ยินเสียงฝีเท้าของสามีจึงได้เงยหน้ายิ้มรับ



“งานสวนสนามเสร็จแล้วหรือคะ”



หย่งหนานพยักหน้ารับ เขาก้าวเข้าไปอุ้มเด็กชายเฉินฮุ่ยจงบุตรของเขาขึ้นมาในอ้อมกอดแล้วหันไปคลี่ยิ้มให้ฟางซิน  อย่างอ่อนโยน



“วันนี้เซียวจงดื้อหรือเปล่า”



ฟางซินส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นมาให้เห็นร่างกายที่บอบบางยิ่งกว่าตอนก่อนแต่งงานเสียด้วยซ้ำ



“ลูกไม่ดื้อหรอกค่ะ เซียวจงเป็นเด็กเลี้ยงง่ายคงเพราะรู้ว่าแม่ไม่ค่อยสบาย”



หย่งหนานมองฟางซินอย่างเห็นใจ หลังจากแต่งงานกันได้แปดปีเขากับฟางซินเพิ่งจะมีทายาทให้ปีที่ห้าหลังจากแต่งงาน และหลังจากคลอดบุตรภรรยาของเขาก็มีสุขภาพไม่ใคร่ดีนัก



“แล้วเธอล่ะเป็นยังไงบ้าง”



ฟางซินลุกขึ้นยืนก้าวเดินมาหาสามีและลูกพลางยิ้มให้หย่งหนานและห้อมแก้มบุตรชายที่ส่งเสียงพูดเจื้อยแจ้วอยู่ในอ้อมกอดของพ่อ



“น้องก็เป็นเช่นเดิมนั่นแหละค่ะ เบื่อตัวเองเหลือเกิน”



ฟางซินกล่าวอย่างระทดท้อ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดสุขภาพจึงไม่แข็งแรงอย่างเช่นสมัยยังเป็นสาวรุ่น หย่งหนานโอบบ่าภรรยาเพื่อให้กำลังใจ



“วันนี้ยังไม่ค่ำเกินไปนัก หากเธอเบื่อที่จะอยู่ในบ้านเราไปเที่ยวในตลาดกันดีไหม”



“ได้หรือคะ”



ฟางซินเบิกตากว้างอย่างตื่นเต้น หย่งหนานมีงานยุ่งทุกวันจนไม่ค่อยมีเวลาให้เธอสักเท่าไหร่ แต่ฟางซินก็เข้าใจว่าภาระของสามีนั้นมากมายเหลือเกิน



“ได้สิ ฝากเซียวจงไว้กับพี่เลี้ยงสักวัน แล้วฉันจะพาเธอนั่งรถลากเที่ยวในตลาดยามค่ำ ขอเวลาเปลี่ยนชุดทหารออกสักครู่นะฟางซิน”



ใช้เวลาไม่นานหย่งหนานก็เปลี่ยนมาใส่ชุดเสื้อคลุมสีเข้มตามสมัยนิยม เมื่อไม่ใช่ชุดเครื่องแบบทหารกลับทำให้ใบหน้าของบุรุษวัยสามสิบดูอ่อนเยาว์ลงอีก



“ไปกันเถอะ”



เขาจูงมือฟางซินให้ออกไปนอกรั้วบ้านที่มีทหารเฝ้าเวรยามอยู่ภายนอกดังเช่นเคยและเรียกรถลากให้พาไปยังย่านการค้า เมื่อได้ออกมาเที่ยวชมนอกบ้านฟางซินก็ดูจะสดชื่นขึ้นมาบ้าง



รถลากวิ่งผ่านโรงงิ้วของหยางซื่อทำให้หย่งหนานชะงักงัน หัวใจของเขาพลันคิดไปถึงใบหน้ามอมแมมของเด็กชายตัวน้อยที่เคยช่วยเหลือไว้ และเมื่อใจคิดปากจึงพลันสั่งรถลากทันที



“หยุดก่อน”



ฟางซินมองสามีอย่างแปลกใจ หย่งหนานจึงหันมายิ้มให้



“โรงงิ้วของครูหยางดูยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตแล้ว แวะดูงิ้วกันก่อนก็ไม่เลวนะฟางซิน”



เมื่อสามีต้องการฟางซินก็ไม่ปฏิเสธ เธอลงจากรถลากและเดินตามสามีที่จูงแขนเข้าไปในโรงงิ้วที่แน่นขนัดไปด้วยผู้ชมที่มารอชมงิ้วเรื่องม่านประเพณีในค่ำคืนนี้



TBC



ความคิดเห็น