facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มิ.ย. 2560 08:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 5

นครนานกิง

กลางปีคริสศักราช 1945



ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีก้มๆเงยๆจัดชุดหลากสีมาแขวนเรียงรายอยู่ด้านหลังเวทีที่ผู้คนกำลังพลุกพล่านก่อนการแสดงจะเริ่มต้น มือเรียวใช้ผ้าอ่อนนุ่มเช็ดถูอย่างทะนุถนอมจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าคุ้นหูก้าวมาทางด้านหลังเขาจึงหันไปส่งยิ้มให้



“พี่ไป๋ซานมาแล้ว”



“ตื่นเต้นอะไรนักหนาเหวินเป่า”



“ก็อยากเห็นพี่ไป๋ซานแต่งชุดชิงอี่นี่นา”



หลินเหวินเป่าตอบกลับ ดวงตาใสแจ๋วฉายชัดถึงความชื่นชมเมื่อเห็นสหายรุ่นพี่ที่ตรากตรำลำบากด้วยกันมาเนิ่นนานกลับคืนสู่เวทีงิ้วอันสวยงามอีกครั้ง หลังจากที่บ้านเมืองตกอยู่ในช่วงของสงครามต่อเนื่องยาวนาน



เหวินเป่าจำได้ไม่เคยลืมถึงความยากลำบากที่พวกชาวบ้านต้องเข้าไปหลบอยู่ในค่ายทหารนานถึงหกเดือน หลังจากญี่ปุ่นเข้ายึดครองเมืองท่าทั้งหลายไว้ ไม่นานหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีเฉินจิ้งเหอจึงได้สั่งการให้มีการตอบโต้ญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด จีนได้อาวุธมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในช่วงแรกเพื่อขับไล่กองกำลังจักรวรรดิญี่ปุ่นให้ออกไปจากเมืองท่าใช้เวลานานถึงหกเดือนกว่าจะสำเร็จและประชาชนจึงได้ทยอยกลับไปใช้ชีวิตยังบ้านเรือนของตน



วันที่เหวินเป่ากลับเข้าเมืองเป็นวันแรกเด็กน้อยถึงกับร้องไห้เมื่อเห็นสภาพบ้านเมืองที่พังยับเยินแทบจะเหลือแต่ซากปรักหักพัง ชาวบ้านที่เดินเท้ากลับมาพร้อมกันต่างพากันร้องไห้ระงมทั่วทั้งเมือง เหวินเป่าและไป๋ซานไม่มีที่ไปนอกจากโรงงิ้ว พวกเขาจึงตรงไปที่นั่นจึงพบว่ามีเพียงความว่างเปล่าเมื่อวันถูกทำลายจากฝีมือของทหารญี่ปุ่น พวกเขาพักอยู่ในซากของโรงงิ้วที่มีแต่กลิ่นเหม็นอบอวลเพื่อรอว่าหยางซื่อเจ้าของโรงงิ้วจะกลับมาหรือไม่



รออีกไม่กี่วันหยางซื่อก็กลับมาพร้อมหยางเจี่ยนตามที่เคยนัดหมายกันไว้ หยางซื่อหัวใจแตกสลายเมื่อเห็นสภาพโรงงิ้วของเขา ชาวคณะงิ้วตัดสินใจทำงานรับจ้างเพื่อหาเงินปะทังชีวิตช่วยเหลือซึ่งกันอยู่เป็นปีๆและในที่สุดหยางซื่อก็กลับมาพร้อมข่าวดีนักการเมืองคนหนึ่งที่หยางซื่อเคยรู้จักให้เขาหยิบยืมเงินทุนมาก้อนหนึ่ง มันมากพอที่หยางซื่อจะสร้างโรงงิ้วขึ้นมาใหม่ได้แม้จะเล็กกว่าเดิม เสื้อผ้าเครื่องประดับและเครื่องดนตรีถูกจัดหามาอย่างรวดเร็วเพื่อให้พวกเขาได้แสดงงิ้วโดยที่ผู้เล่นยังไม่มากเท่าก่อนสงครามแต่นั่นก็พอที่จะทำให้ชาวงิ้วลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง แม้แต่เหวินเป่าเองก็ยังถูกฝึกให้รับตำแหน่งฮี้เกี้ยหรือทหารรับใช้ตัวประกอบด้วย



หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองกำเนิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว กองทัพญี่ปุ่นก็เริ่มเบนความสนใจไปยังตะวันออกเฉียงใต้ และสู้รบกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างดุเดือด ระหว่างนั้นรัฐบาลจีนก็จัดซื้ออาวุธมาจากเยอรมันและมีการฝึกสอนทหารให้เชี่ยวชาญกันใช้อาวุธ กองทัพจีนเข้มแข็งมากขึ้นและสามารถยึดคืนพื้นที่เหอเป่ยมาได้ กำลังพลทหารญี่ปุ่นในจีนมีลดน้อยถอยลงตามลำดับและระหว่างนั้นประชาชนก็ค่อยๆฟื้นตัวก่อสร้างบ้านเรือนขึ้นมาใหม่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ โรงงิ้วของหยางซื่อจึงได้อานิสงมาด้วยเมื่อเก็บค่าชมงิ้วได้มากขึ้นหยางซื่อก็ได้นำไปลงทุนกับเสื้อผ้าเครื่องประดังจนเกือบจะกลับมาสวยงามดั่งเช่นในอดีต



ไป๋ซานเติบโตกลายเป็นหนุ่มวัยใกล้เบญจเพศ รูปร่างของเขาสูงโปร่งเหมาะกับบทตัวนางที่เขาได้รับ และบัดนี้เขาได้เลื่อนขั้นจากฮวาตั้นนางเอกรุ่นสาวมาเป็นชิงอี่นางเอกรุ่นใหญ่เต็มตัว ชื่อเสียงของไป๋ซานโด่งดังเป็นที่รู้จักในแถบนานกิงที่เหลือคณะงิ้วไม่กี่คณะ



“เราน่ะ พี่บอกให้ไปขอเหล่าซือเล่นเป็นฮวาตั้นก็ไม่ยอม”



ไป๋ซานส่ายหน้าระอา เขาพิจารณาใบหน้าของเหวินเป๋าอย่างนึกอิจฉาอยู่นิดๆเด็กหนุ่มวัยสิบหกตรงหน้าหุ่นผอมบางสะโอดสะอง ใบหน้านั้นหวานกว่าหญิงสาวคนอื่นๆที่ได้ชื่อว่าเป็นหญิงงามเสียอีก ดวงตาของเหวินเป่าเรียวยาวมีแพขนตาดำหนา จมูกโด่งเป็นสันรับกับปากกระจับสีชมพูระเรื่อ ผิวพรรณนั้นก็ขาวนวลไม่เหมือนคนอื่นที่เป็นผิวขาวออกเหลือง ทุกอย่างเหล่านั้นรวมกันทำให้เหวินเป่าเป็นเด็กหนุ่มที่เกินกว่าจะใช้คำว่าหน้าตาดีมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่ไม่รู้และยังชอบทำงานคลุกฝุ่นจนมอมแมมทั้งตัว



“ไม่ไหวหรอกพี่ไป๋ซาน”



เหวินเป่ากลอกตาไปมา



“ผมร้องงิ้วได้ที่ไหนกันเล่า แค่ฟังพี่ไป๋ซานซ้อมทุกวันนี้ก็ยังนึกทึ่งที่พี่ทั้งร้องทั้งร่ายรำ ส่วนผมน่ะไม่ไหว ตัวแข็งเป็นท่อนไม้เสียงก็ไม่ได้เรื่อง”



เหวินเป่าเป็นคนขาดความมั่นใจไป๋ซานรู้ดี เขานึกระอากับความไร้เดียงสาของเหวินเป่า แม้จะผ่านช่วงแห่งความโหดร้ายมาด้วยกันแต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มข้างตัวเขาก็ยังคงความบริสุทธิ์ของจิตใจราวกับโลกนี้สวยงามเสียเหลือเกิน



“อย่ามัวแต่พูดมากเลย ช่วยพี่แต่งชุดงิ้วดีกว่า”



ไป๋ซานขยับลุกเหวินเป่าจึงรีบลุกตามพลางคว้าชุดของไป๋ซานส่งให้



“เรื่องม่านประเพณีนี่ดังนะพี่ไป๋ซาน เล่นกี่รอบคนดูก็เต็มทุกรอบ”



การแสดงงิ้วนั้น หากเล่นเรื่องใดก็จะเล่นเรื่องนั้นติดต่อกันเป็นเดือน และมีอยู่หลายเรื่องที่ได้รับความนิยมจากคนดูรวมถึงเรื่องที่คณะงิ้วของหยางซื่อเล่นอยู่ในช่วงนี้ด้วย



“ใช่น่ะสิ ใครๆก็ชอบความรักระหว่างชนชั้นที่ถูกกีดกัน”



น้ำเสียงของไป๋ซานติดจะประชดนิดๆแต่เหวินเป่าก็ไม่เก็บมาใส่ใจ เขาช่วยไป๋ซานแต่งตัวก่อนจะแต่งชุดของตนเองที่รับบทเป็นชาวบ้านทาหน้าสีขาวอย่างเดียว ไม่นานนักทั้งคู่ก็ลุกไปยังด้านหลังเวทีที่มีหยางซื่อเป็นผู้เริ่มพิธีไหว้เทพปั้นเซียนก่อนการแสดง



“เหวินเป่า มายืนใกล้ๆพี่สิ”



ชายหนุ่มที่เป็นเสี่ยวเซิงหรือพระเอกของเรื่องคือหยางเจี่ยนบุตรชายเพียงคนเดียวของหยางซื่อ เขาอายุยี่สิบปีแล้วและมีฝีมือด้านการแสดงจากที่บิดาของเขาฝึกฝนให้ตั้งแต่จำความได้



“ต้องให้พี่ไป๋ซานไปยืนข้างพี่สิ พี่ไป๋ซานเป็นนางเอก ส่วนผมมันแค่ชาวบ้าน”



เหวินเป่ารุนหลังไป๋ซานให้ไปยืนเคียงข้างหยางเจี่ยน พวกเขาทั้งหมดรวมถึงทุกคในคณะงิ้วเงียบลงเมื่อหยางซื่อคารวะปั้นเซียน



“วันนี้ตั้งใจเล่นกันหน่อย”



หยางซื่อกล่าวเมื่อพิธีไหว้ปั้นเซียนเสร็จเรียบร้อย



“ท่านเหยาที่เป็นเจ้าของเงินสร้างโรงงิ้วมาชมอยู่ด้วย ถ้าพวกเราเล่นดีอาจจะได้รางวัลและมีเงินขยายโรงงิ้วเพิ่ม”



“พวกขุนนางนี่เอาเงินมาจากไหนนะ”



ไป๋ซานกระซิบใกล้ๆหูเหวินเป่า คิ้วของเขาขมวดอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก



“ดูสิว่าพวกเราอดมื้อกินมื้อหาเงินกันจนหมดแรงในช่วงสงครามโลกอย่างนี้ แต่พวกนักการเมืองยังสุขสบายไม่เดือดร้อน แถมเงินยังเหลือขนาดเอามาให้เหล่าซือใช้ได้”



เหวินเป่าชินเสียแล้วกับคำพูดทำนองนี้ ไป๋ซานไปร่วมฟังการปราศรัยของพรรคสังคมนิยมอยู่บ่อยครั้งจนจำได้แทบจะทุกคำพูดของอู๋จินไห่ที่เป็นวีรบุรุษของเพื่อนรุ่นพี่ แม้เหวินเป่าจะโตขึ้นมาจนพอรู้ความหมายของคำปราศรัยเหล่านั้นแต่เหวินเป่าไม่อยากจะชี้ชัดลงไปว่าอะไรคือผิดอะไรคือถูก



การแสดงงิ้วเริ่มแล้วหลังจากชุดบวงสรวงโป๊ยเซียนผ่านไป เหวินเป่าที่รับบทเป็นชาวบ้านตัวประกอบออกฉากไม่บ่อยนัก ระหว่างรอเข้าฉากเขาก็หลบอยู่ด้านข้างทางออกบนเวทีเพื่อจ้องมองการแสดงของไป๋ซานอย่างชื่นชม เหวินเป่าอยู่กับไป๋ซานทุกช่วงของการซ้อมต่อบท เขาจ้องมองการร่ายรำและนิ่งฟังเสียงร้องของไป๋ซานที่แสนเสนาะหูในทุกรอบ ไป่ซาสะกดคนดูได้อยู่หมัด แม้แต่นักการเมืองที่หยางซื่อกล่าวถึงซึ่งนั่งเด่นอยู่แถวหน้าของคนดูก็ยังจ้องมองจนไม่ละสายตา



ม่านประเพณีเป็นเรื่องของหญิงงามในตระกูลสูงส่งนามว่าอิงไถที่ปลอมเป็นบุรุษไปเล่าเรียนหนังสือและหลงรักกับชามหนุ่มฐานะยากจนชื่อซันป๋อ โดยที่ซันป๋อไม่รู้ว่าน้องชายร่วมสาบานแท้ที่จริงแล้วเป็นสตรี อิงไถถูกบังคับให้แต่งงานกับชายที่ครอบครัวจับคลุมถุงชนจึงเสียใจมาก หญิงสาวจึงเปิดเผยความจริงกับซันป๋อและนัดหมายให้ซันป๋อมาสู่ขอกับพ่อแม่ของเธอ



เมื่ออิงไถกลับบ้านนางตั้งใจรอตัดชุดเจ้าสาวด้วยมือของเธอเอง แต่แล้วซันป๋อก็ไม่ได้มาเพราะถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าบ่าวของอิงไถ ซันป๋อเสียใจมากจนกระอักเลือดตรอมใจตายเมื่ออิงไถรู้ข่าวจึงร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด นางบอกกับเจ้าบ่าวว่าขอใส่ชุดเจ้าสาวที่นางตัดเย็บเองและขอให้ขบวนเจ้าสาวเคลื่อนผ่านหลุมศพของซันป๋อมิเช่นนั้นจะไม่ยอมแต่งงาน เจ้าบ่าวจำเป็นต้องยอมเมื่อผ่านหลุมศพของซันป๋ออิงไถก็ลงไปหยุดยืนหน้าหลุมศพ นางคร่ำครวญพร้อมกับกัดนิ้วใช้เลือดทาที่ป้ายหลุมฝังศพ หลังจากนั้นจึงเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อเม็ดกรวดดินเริ่มแยกออก ลมพายุพัดคะนอง อิงไถตัดสินใจกระโดดลงไปเพื่อฆ่าตัวตาย ท่ามกลางความตกใจของทุกคนแผ่นดินก็เคลื่อนกลับและมีผีเสื้อสองตัวโบยบินมาจากหลุมศพคล้ายดั่งกับว่าซันป๋อและอิงไถได้ครองรักกันสมใจแล้ว



เสียงปรบมือดังเกรียวกราวเมื่อการแสดงจบลง ฉากจบอันแสนสะเทือนใจเรียกน้ำตาจากคนดูที่เข้ามาชมอย่างล้นหลาม หยางซื่อยิ้มอย่างยินดีเมื่อเก็บค่าชมได้จำนวนมากเขาเดินไปหาชายแซ่เหยาที่เป็นนักการเมืองอย่างพินอบพิเทาขณะที่ผู้ชมทยอยออกจากโรงงิ้วและนักแสดงต่างช่วยกันเก็บของ



“พี่ไป๋ซานแสดงได้เยี่ยมมาก คนดูร้องไห้กับพี่โดยเฉพาะฉากจบกันเกือบทุกคนเลย”



เหวินเป่ากล่าวอย่างตื่นเต้นในขณะที่ไป่ซานถอดเครื่องประดับจากศีรษะ และตามด้วยเครื่องแต่งกายสีสดจนเหลือแต่ชุดด้านในสีขาว



“งั้นหรือ พี่ก็เล่นธรรมดานะ”



ดูเหมือนไป๋ซานจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับความชื่นชมเหล่านั้น พวกเขาหยุดพูดเมื่อหยางซื่อเดินตรงมาหา



“แสดงได้ดีนะไป๋ซาน ไม่เสียแรงที่ร่ำเรียนและฝึกซ้อมมา”



“ขอบคุณครับเหล่าซือ”



“ทุกคนชอบการแสดงของเธอมาก โดยเฉพาะท่านเหยาที่ชื่นชมเป็นพิเศษ”



น้ำเสียงของหยางซื่อมีอะไรบางอย่างที่สะกิดใจเหวินเป่าจนต้องขมวดคิ้ว



“ท่านให้เงินรางวัลมาจำนวนหนึ่งพอให้พวกเราแบ่งปันกันได้อย่างสบาย และสำหรับการต่อเติมโรงงิ้วท่านบอกว่าจะช่วยเพียงแต่ขอให้เธอไปกับท่าน”



“อะไรนะครับ!”



ไป๋ซานตกใจ ใบหน้าที่ยังมีเครื่องสำอางสีขาวชมพูยังปิดอาการนั้นไม่มิด



“เหล่าซือพูดอะไร ผมไม่เข้าใจ”



ดวงตาของหยางซื่อในตอนนี้มีความแปลกประหลาดอย่างที่เหวินเป่าไม่เคยเห็น มันมีทั้งความละโมบและเล่ห์เหลี่ยมจนเหวินเป่าต้องตรงเข้าไปกุมมือไป๋ซานไว้ด้วยความตระหนก



“อย่าทำเป็นโง่ไปหน่อยเลยไป๋ซาน ในเมื่อท่านชื่นชมเธอขนาดนี้เธอก็ควรจะสนองตอบให้ท่าน ท่านเหยาน่ะเป็นแหล่งเงินของพวกเรานะอย่าลืม”



“เหล่าซือ!”



ไป๋ซานมองหยางซื่ออย่างคาดไม่ถึง ดวงตาของเขาพลันเบิกกว้างพร้อมกับขยับเท้าไปด้านหลังช้าๆ



“ผมไม่นึกว่าเหลาซือจะขายผมกินแบบนี้”



เสียงตะโกนของไป๋ซานเรียกความสนใจจากคนอื่นๆที่กำลังเก็บของให้เข้ามายืนมุงดูเหตุการณ์ หยางซื่อหน้าเครียดเมื่อเห็นการต่อต้านของไป๋ซาน



“จะเรียกเช่นนั้นก็ได้ถ้าเธออยากจะเรียก ฉันเสียเงินซื้อเธอมาจากพ่อแม่ ขุนให้เธอได้ดีกลายเป็นชิงอี่ชื่อเสียงโด่งดัง เธอควรจะแสดงความกตัญญูต่อฉันบ้าง”



“แต่ต้องไม่ใช่แบบนี้”



“เกิดอะไรขึ้นน่ะพ่อ”



หยางเจี่ยนบุตรชายตรงเข้ามาถามอย่างตกใจ หยางซื่อรีบหันไปตวาดเสียงดัง



“อาเจี่ยนอย่าเข้ามายุ่ง นี่เป็นเรื่องความเป็นความตายของงิ้วเรา”



หยางซื่อหันไปมองไป๋ซาน เขาพูดด้วยน้ำเสียงก้าวร้าวคุกคาม



“รู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นนักการเมืองอยู่ในพรรคชาตินิยม อิทธิพลของเขามากมายแค่ไหน หากเธอยอมปรนเปรอความสุขให้เขาเสียหน่อยทั้งเธอและพวกเราก็จะมีเงินมีข้าวกิน แต่ถ้าเธอไม่ยอมพวกเราจะตายกันทั้งหมด ลองคิดดูสิไป๋ซาน แค่เธอคนเดียว นิดหน่อยมันไม่สึกหรอหรอกน่า”



“ไม่ ผมไม่คิดอะไรทั้งนั้น คนเลว!”



ไป๋ซานขยับเท้าวิ่งหนีหากแต่ไม่ทันเมื่อหยางซื่อสั่งให้คนในคณะจับตัวไป๋ซานไว้ เหวินเป่าตกใจสุดขีดเมื่อไป๋ซานถูกลากตัวจากไปทั้งที่ยังดิ้นรนไม่หยุดโดยมีหยางซื่อควบคุมตัวไป เหวินเป่าทั้งหวาดกลัวและสงสารไป๋ซานจนร้องไห้ออกมา



“พี่เจี่ยน ทำอะไรเข้าสักอย่างสิ”



หนุ่มน้อยคร่ำครวญกับหยางเจี่ยนที่ยืนอึ้งไม่แพ้กัน



“ไปช่วยพี่ไป๋ซาน อย่าให้เหล่าซือพาพี่ไป๋ซานไป”



“จะให้พี่ช่วยยังไง พ่อจะได้ทำโทษพี่น่ะสิ”



หยางเจี่ยนไม่กล้า ใครจะกล้าหือกับหยางซื่อที่แสนเข้มงวด



“เราอยู่อย่างนี้จะปลอดภัยกว่า ท่านเหยาน่ะคงไม่ทำร้ายพี่ไป๋ซานจนตายหรอก”



หยางเจี่ยนมองเหวินเป่าอย่างเห็นใจแต่ก็ไม่ได้หยิบยื่นการช่วยเหลือ เหวินเป่าได้แต่วิ่งไปด้านหน้าของโรงงิ้วมองท้ายรถยนต์ทันสมัยพาไป๋ซานจากไป เหวินเป่ากลับไปยังที่นอนของเขาอย่างเศร้าสร้อย ที่นอนด้านข้างอันเป็นของไป๋ซานว่างเปล่าในคืนนี้และอีกสองวันสองคืนเต็มๆที่เหวินเป่านอนร้องไห้แต่เพียงผู้เดียว จนกระทั่งตอนสายของวันหนึ่งเขาจึงเห็นรถยนต์คันเดิมมาส่งไป๋ซานที่หน้าโรงงิ้ว ไป๋ซานเดินกัดฟันไม่ยอมมองหน้าใครๆโดยเฉพาะหยางซื่อ เขาเดินเข้ามาและล้มตัวลงนอนบนฟูกของตนเองทั้งน้ำตา



“พี่ไป๋ซาน”



“อย่า อย่าแตะต้อง”



มือเรียวที่เตรียมจะวางมือลงไปเพื่อให้กำลังใจพลันชะงักเมื่ออีกฝ่ายตวาดใส่ไป๋ซานตะแคงตัวพลิกหนีหน้า เขานอนกอดเข่าตัวเองและร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น



“เกลียด เกลียดพวกมัน เกลียดพวกมันทุกคน”



“โธ่ พี่ไป๋ซาน”



เหวินเป่ากอดร่างนั้นไว้แม้จะขัดขืนในช่วงแรกแต่ในที่สุดไป๋ซานก็สะอึกสะอื้นกับอ้อมกอดของเพื่อนรุ่นน้อง เหวินเป่าร้องไห้ตามด้วยความสงสาร เขาเรียนรู้ถึงความเลวร้ายของอิทธิพลจากผู้มีอำนาจเป็นครั้งแรก



ไป๋ซานคล้อยหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย เหวินเป่าจึงลุกขึ้นไปทางห้องครัวเขาใช้มือถูกับกองถ่านและป้ายบนใบหน้าตนเองจนเลอะสีดำเต็มหน้า บางครั้งความงดงามอาจเป็นภัยโดยไม่คาดคิด



เหวินเป่าไม่กล้าไว้ใจผู้ใดอีกแล้ว



TBC

กดดาว กดไลก์ ให้บ้างน้า



ความคิดเห็น