facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มิ.ย. 2560 21:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 4



เฉินหย่งหนานก้าวเข้าไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นกระทั่งบุคคลที่เป็นหัวใจของวงสนทนาหันใบหน้ามาพบเขาทุกอย่างจึงได้หยุดลง ชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืนและเดินมาหาเขาหย่งหนานค้อมศีรษะคำนับอย่างสุภาพอู๋จินไห่จึงตอบรับการทักทายด้วยการค้อมศีรษะเสมอกัน



“คงแปลกใจที่ฉันยังไม่ตายจากฝีมือของญี่ปุ่นกระมังร้อยตรีเฉิน”



“มิได้ครับคุณอู๋”



แม้จะจับหางเสียงประชดประชันได้แต่หย่งหนานก็ไม่คิดจะเก็บเป็นอารมณ์ ใบหน้าของเขายังคงความเยือกเย็นไว้ตลอดเวลาถึงอีกฝ่ายจะยืนอยู่คนละขั้วการเมืองก็ตาม



“ไม่มีใครสมควรได้รับความตายจากสงครามทั้งนั้นครับ”



ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของจินไห่ เขามองนายทหารหนุ่มที่เป็นหลานผู้นำสูงสุดของประเทศอย่างอดที่จะชื่นชมไม่ได้ จินไห่รู้จักครอบครับสกุลเฉินเป็นอย่างดีเพราะก่อนหน้าที่จะเป็นศัตรูทางการเมืองกับเฉินจิ้งเหอเขาเคยเป็นฟันเฟืองเล็กๆในพรรคชาตินิยมตั้งแต่สมัยสิ้นสุดระบบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่หลังจากนั้นนักการเมืองแต่ละคนกลับไม่ได้ทำตามคำสัตย์ ต่างก็ยังฉ้อราษฎร์บังหลวงสร้างฐานะแก่ตนแต่ประชาชนก็ยังเดือดร้อนลำเค็ญ จินไห่ได้ศึกษาการปกครองแนวใหม่ของรัสเซียที่มุ่งให้ผู้คนมีความเท่าเทียมกันในสังคม จินไห่จึงขยายความคิดนี้ไปสู่เพื่อนของเขาและมันก็กระจายไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเขาสามารถตั้งพรรคการเมืองที่ใช้อุดมการณ์เหล่านี้เป็นจุดยืน



“คนเราล้วนแล้วแต่ต้องตายด้วยกันทั้งนั้นร้อยตรีเฉิน”



จินไห่กล่าวเนิบนาบ แต่ทุกคำเขาเน้นไปที่ความหมายที่ต้องการจะสื่อทั้งโดยตรงและโดยอ้อม



“หากแต่การตายนั้นจะเป็นที่จดจำแก่ผู้คนได้เพียงไหน บางคนก็ตายโดยเปล่าประโยชน์ สิ้นไร้แม้แต่หลุมฝังศพ แต่บางคนก็ตายอย่างพรั่งพร้อมทั้งที่ไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปด้วยแม้แต่อย่างเดียว ก็เพราะคนเรามีโอกาสไม่เท่ากันไงล่ะ”



หย่งหนานไม่นึกแปลกใจที่คำพูดของจินไห่จะซื้อใจคนที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจได้ เขาเองก็เคยอ่านตำราการปกครองของรัสเซียมาบ้างจึงเข้าใจในแก่นแท้ของมัน หากแต่เขาก็ไม่คิดว่าสังคมในอุดมคตินั้นจะเป็นไปได้



“โอกาสคนเรามีไม่เท่ากันแต่เราแสวงหาโอกาสได้ครับคุณอู๋ อยู่ที่ว่าโอกาสที่เราเลือกนั้นมีประโยชน์กับส่วนรวมหรือประโยชน์กับตนเอง”



ผู้นำพรรคสังคมนิยมสะอึกกับคำพูดของชายหนุ่ม ใบหน้าคมนั้นยังเจือรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาและน้ำเสียงก็ยังคงความสุภาพไม่เปลี่ยน หากแต่นัยยะที่พูดออกมานั้นราวกับจะกรีดเนื้อของเขาจนเลือดซิบ



“ทุกคนต่างก็อยากทำเพื่อตนเองทั้งนั้น ฉันจึงได้มอบโอกาสให้พวกเขาไงล่ะ ประชาชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตนเอง พวกเขาจะทนถูกกดขี่ข่มเหงไปอีกนานเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็โดยที่พวกเขาต้องแลกมา”



หย่งหนานนิ่งฟังอย่างสงบ รอจนกระทั่งอีกฝ่ายพูดจบเขาจึงได้ตอบออกไป



“การเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งภาระที่ต้องรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง ผมเองก็ได้แต่หวังว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงๆเหล่าผู้คนที่ทำให้มันเกิดขึ้นจะยอมรับภาระนั้นได้”



จินไห่หน้าตึงอย่างเห็นได้ชัด หย่งหนานจึงไม่ต้องการสนทนาให้รุนแรงมากไปกว่านี้



“คุณอู๋จะไปพักที่ค่ายทหารไหมครับ ผมจะสั่งให้เขาจัดที่ให้”



“ไม่ล่ะ ขอบใจ” ผู้นำพรรคสังคมนิยมเชิดหน้าตอบน้ำเสียงกระด้าง “แต่ฉันขออยู่กับพวกชาวบ้านที่หนีตายจากสงครามมาจะดีกว่า”



จินไห่หันหลังกลับด้วยความผยองไปยังกลุ่มผู้คนที่เขายังสนทนาค้างไว้ การจะเข้าไปนั่งในจิตใจของผู้คนต้องกระทำในช่วงที่พวกเขาเหล่านั้นลำบากอย่างถึงที่สุดและทำให้พวกเขามองเห็นความหวัง อุดมการณ์ของพรรคสังคมนิยมจะกลายเป็นแสงสว่างอยู่ในความมืดมิดและนั่นจะทำให้การทำงานของเขาประสบความสำเร็จในที่สุด จินไห่และพวกพ้องต้องฉวยจังหวะที่พรรคชาตินิยมทำสงครามกับญี่ปุ่นดึงมวลชนมาอยู่ในมือให้มากที่สุด กว่าสงครามจะสิ้นสุดพวกเขาก็จะมีชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกรอันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาเข้าร่วมจำนวนมาก และวันนั้นระบอบผู้นำทหารเผด็จการจะต้องหมดไป



ดวงตาเรียวเล็กของหลินเหวินเป่ายังคงหวาดระแวงแม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ท่ามกลางชาวจีนที่หนีจากสงครามลึกเข้ามาในป่า โชคดีที่เขาและเยี่ยไป๋ซานไปพบกลุ่มทหารที่ย้ายกำลังพลมาตั้งค่ายในบริเวณชายขอบของซีอานทั้งคู่จึงขอติดตามมายังที่ค่ายทหารแห่งนี้อย่างน้อยก็ยังปลอดภัยกว่าในนานกิงช่างไห่และชานตง เหล่าเมืองท่าถูกญี่ปุ่นยกกองทัพมายึดไว้เพื่อหวังจะใช้เป็นฐานทัพทางทะเลและขยายอิทธิพลไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหวินเป่าได้ฟังจากพวกผู้ใหญ่ว่าเฉินจิ้งเหอนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลทหารใช้ซีอานเป็นที่ตั้งทัพแห่งใหม่ แต่เหล่าผู้คนกลับยังก่นด่ากันอย่างสนุกปากที่ผู้นำยังไม่สั่งการตอบโต้กับจักรวรรดิญี่ปุ่นเสียที



“เป็นทหารเสียเปล่ากลับปล่อยให้ข้าศึกบุกประเทศ ซ้ำยังไม่ยอมสั่งให้สู้รบทั้งที่ทหารก็มีตั้งมากมาย”



ชาวจีนหัวรุนแรงที่เคยกินข้าวอยู่ใกล้กันสบถออกมาเบาๆเพราะกลัวทหารเฝ้ายามจะได้ยิน อีกคนที่ร่วมวงด้วยพูดสนับสนุนทันที



“นั่นสิ ไม่รู้ว่ากลัวอะไรกับพวกมันนักหนา หรือว่าเอาแต่สุขสบายเพราะโกงกินจนปล่อยให้พวกมันเข้ามายึดประเทศ”



“พวกขุนนางมาเป็นนักการเมืองก็แบบนี้แหละ” อีกคนที่ดูท่าทางคงแก่เรียนราวกับจอหงวนสำทับ



“พวกมันกอบโกยเงินทองกันไปสบาย ดูสิขนาดช่วงสงครามขนาดนี้มีใครมาลำบากกับพวกเราไหม โน่นมันสบายกันอยู่บนหอคอยงาช้าง จริงอย่างที่คุณอู๋จินไห่พูดให้ฟังจริงๆด้วยว่าพวกเรากำลังถูกกดขี่จากพวกมัน”



ไป๋ซานที่โตกว่าเหวินเป่านั่งฟังพวกผู้ใหญ่เหล่านั้นคุยกันอย่างตั้งใจ และดูเหมือนว่าจะเห็นด้วยกับพวกเขาในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเวลาที่ผู้ชายคนหนึ่งพูดอะไรยาวๆให้พวกชาวบ้านที่นั่งล้อมวงฟังกันไป๋ซานจะลากเหวินเป่าไปฟังด้วยทุกครั้ง



“นั่นน่ะ คุณอู๋ไงล่ะ คนๆนี้แหละที่จะมาปลดแอกพวกเรา ฟังที่คุณอู๋พูดสิมันจริงทุกคำ”



ราวกับไป๋ซานจะยกย่องเทิดทูนผู้ชายที่เหวินเป่ารู้จักภายหลังว่าเป็นผู้นำของพรรคการเมืองจนกลายเป็นวีรบุรุษไปแล้ว เด็กอย่างเหวินเป่าตัดสินไม่ได้หรอกว่าอะไรคือความจริง เขาได้แต่นั่งฟังและเก็บคำพูดเหล่านั้นไว้ในลิ้นชักของสมอง เหวินเป่าใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารร่วมกับชาวบ้านจนวันหนึ่งเด็กน้อยจึงได้เห็นรถยนต์ทหารคันหนึ่งกำลังจะขับออกไปจากค่าย



เหวินเป่าเบิกตากว้างเมื่อรถคันนั้นคุ้นตาเสียเหลือเกินแม้ว่าจะอยู่ในระยะไกล และยิ่งเห็นร่างสูงผึ่งผายที่กำลังเดินตรงไปที่รถอย่างเร่งรีบเด็กน้อยก็ยิ่งมั่นใจ เหวินเป่าไม่มีวันลืมเลือนคนที่ดึงเขาออกมาจากซ่องคณิกาอันต่ำตมและมอบชีวิตใหม่ให้แก่เขา ผู้ชายที่อยู่ในความทรงจำและหัวใจแสนบริสุทธิ์ของเด็กน้อย



“นายท่าน”



แม้แต่ชื่อเหวินเป่าก็ยังไม่รู้จัก เขารู้แต่ว่านั่นคือวีรบุรุษตัวจริงของเขา น้ำตาของเหวินเป่าเอ่อท้นด้วยความระลึกถึงอย่างที่สุด เด็กน้อยก้าวเท้าหวังจะเข้าไปใกล้อีกสักนิดหากแต่ต้นแขนกลับถูกดึงรั้งไว้ด้วยมือของไป๋ซาน



“เหวินเป่าจะไปไหน”



“ปล่อย พี่ไป๋ซาน ผมจะไปหานายท่าน”



เหวินเป่าดิ้นรนแต่ไป๋ซานยังคงยึดต้นแขนของเขาไว้จนเด็กน้อยร่างผอมมิอาจดื้อดึงได้



“จะบ้าหรือไง ทหารคนนั้นเขาเป็นถึงหลานของนายกรัฐมนตรีเชียวนะ อย่าเข้าไปใกล้พวกมีอิทธิพลเลย”



“ไม่ พี่ไป๋ซาน ปล่อยเดี๋ยวนี้ ดูสินายท่านขึ้นรถไปแล้ว ปล่อย!”



ออกแรงจนสามารถผลักไป๋ซานออกห่างได้เหวินเป่าก็รีบวิ่งไปยังรถยนต์คันนั้น หากแต่หัวใจดวงน้อยก็ต้องสลายเมื่อจุดหมายขับรถเคลื่อนที่หนีห่างออกไปเรื่อยๆ เหวินเป่าวิ่งจนหมดแรงทรุดลงกับพื้นเมื่อรถยนต์แล่นจากไปจนลับตา เขาร้องไห้จนปริ่มจะขาดใจ



อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกับชายที่อยู่ในดวงใจของเขา เหวินเป่าไม่รู้ชะตากรรมเลยว่าชีวิตจะสิ้นสุดที่ตรงไหน ความอ้างว้างโดดเดี่ยวเข้ามาเกาะกุมจิตใจจนหนาวเหน็บ



เหวินเป่าทำได้เพียงตั้งความหวังลมๆแล้งๆว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้พบกับเจ้าของชีวิตใหม่ของเหวินเป่าอีกครั้ง



“ผมจะรอ รอนายท่านกลับมาทำตามสัญญา ผมจะรอนายท่าน”



เหวินเป่าจะรักษาชีวิตไว้หวังเพียงว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้พบกับชายคนนั้นอีกครั้งแม้ไม่รู้ว่าจะมีวันนั้นหรือไม่ก็ตาม








เฉินหย่งหนานขึ้นรถอย่างรวดเร็วเมื่อผู้หมู่ไห่รีบแจ้งข่าวสำคัญ“รถของท่านจิ้งเหอถูกล้อมและชิงตัวไปแล้วครับ”



หย่งหนานตกใจเป็นอย่างมาก เขานึกเสียใจที่ไม่ได้ไปคุ้มกันให้เฉินจิ้งเหออย่างที่สังหรณ์ใจไว้



“ใครทำ”



อาไห่อ้ำอึ้งก่อนจะเอ่ยปากอย่างขลาดๆเพื่อตอบคำถามของเจ้านาย



“ทหารรายงานว่า เอ่อ เป็นกองกำลังของผู้กองเฉินหยางซุนและนายพลจางร่วมมือกันครับ”



กัดฟันกรอดข่มความร้อนให้เย็นลงอย่างยากลำบาก ใครจะนึกว่าผู้กระทำคือบุตรชายแท้ๆและลูกน้องคนสำคัญแถมยังพ่วงความสัมพันธ์ฉันท์ญาติเพราะพลตรีจางจิวหรงนั้นก็คือบิดาภรรยาของเฉินหยางซุนนั่นเอง แต่อย่างน้อยหย่งหนานก็ยังเบาใจว่าทั้งพ่อตาและลูกเขยคู่นั้นจะไม่ทำอันตรายแก่เฉินจิ้งเหอเป็นแน่



“ช้าไม่ได้ อาไห่ ไปกันเร็ว”



ไม่รอให้ต้องสั่งซ้ำอาไห่กระโจนขึ้นฝั่งคนขับทันที หย่งหนานตามไปฝั่งตรงข้ามเขาไม่เคยใจร้อนขนาดนี้ แต่เพราะยังไม่รู้จุดประสงค์ของญาติผู้พี่เขาจึงไม่อาจนิ่งนอนใจ



อาไห่บังคับรถยนต์ให้ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว คิ้วเข้มของหย่งหนานขมวดเข้าหากันเป็นปม หากแต่อะไรบางอย่างดึงเขาจากความหมกมุ่นกับความปลอดภัยของผู้เป็นลุงให้สะดุ้งราวกับมีอะไรบางอย่างรั้งไว้



“นายท่าน”



เสียงนั้นดังแว่วแต่ไกลแข่งกับเสียงเครื่องยนต์จนไม่อาจจับใจความได้ชัดเจน แต่มันกลับเรียกให้หย่งหนานเหลียวหน้าไปยังเบื้องหลังที่จากมา ดวงตาคมเพ่งมองกลับไปจ้องจุดความสนใจเล็กๆที่แทบมองไม่เห็น ไม่รู้ว่าทำไมหย่งหนานถึงยังจำได้ติดตา



“อากุย!”



หัวใจอันเข้มแข็งพลันอ่อนยวบเมื่อเห็นเด็กน้อยทรุดฮวบลงไปกับพื้น เขาจ้องมองจนกระทั่งอาไห่ขับรถออกมาไกลจนมองร่างเล็กไม่เห็นอีกต่อไป อย่างน้อยเด็กน้อยก็ยังรอดชีวิตจากการรุนรานของญี่ปุ่น เขาหันกลับไปมองเบื้องหน้าแล้วถอนลมหายใจออกมา



ชีวิตที่ไม่รู้อนาคตรออยู่เบื้องหน้า หย่งหนานยังคาดเดาไม่ถูกว่านายทหารอย่างเขาจะปลิดปลิวไปกับไฟสงครามเร็วช้าแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่บ้านเมืองจะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง



“จงรักษาชีวิตไว้ด้วยเถิดเหวินเป่า หากมีวาสนาต่อกันฉันจะรับเธอไปอยู่ด้วยตามสัญญา”



หลับตาลงตัดใจจากร่างเล็กในความทรงจำและลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อสถานการณ์ตึงเครียดในขณะนี้ อาไห่ขับรถพาเขามายังซีอานที่มีฐานทัพใหญ่จัดตั้งอยู่ ณ พระราชวังเก่าอันเป็นเมืองหลวงมากว่าสองพันปี ความรุ่งเรืองในอดีตยังคงงดงามอยู่เสมอ มันเป็นความภาคภูมิใจเกินกว่าจะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นถูกทำลายเพราะศัตรู



อาไห่จอดรถให้เขาลงไปยืนสง่าท่ามกลางสายตาของเหล่าพลทหารที่สังกัดอยู่กับหยางซุน หย่งหนานกวาดสายตาคมจนไม่มีใครกล้าเข้ามาทำอะไรกับเขา



“หลีกทาง”



เขาออกคำสั่งกับนายทหารที่ปิดทางเข้าอยู่ แม้ว่านายทหารคนนั้นจะมีอายุและยศที่มากกว่าเขา แต่เพราะทุกคนรู้ดีว่าเขาเป็นใคร และยังเกรงกับสายตาดุราวกับเสือยามเกรี้ยวกราดทำให้นายทหารคนนั้นจำต้องยอมเปิดทางให้หย่งหนานก้าวเข้าไปในฐานทัพทหารที่หยางซุนควบคุมอยู่



“คุณลุง!”



ใจกลางฐานทัพ ภายในห้องประชุมสำหรับผู้นำหย่งหนานมองเห็นเฉินจิ้งเหอนั่งสงบอยู่บนเก้าอี้แห่งผู้นำ ใบหน้าของชายวัยชราเคร่งเครียดมือเหี่ยวย่นยังคลึงกระสุนเก่าไว้ในอุ้งมือโดยมีหยางซุนและจางจิวหรงยืนอยู่เบื้องหน้า หย่งหนานก้าวเข้าไปภายในเขานิ่งฟังการสนทนาที่เกิดขึ้น



“ถ้าหากยังเห็นฉันเป็นผู้นำก็จงทำตามคำสั่ง แต่ถ้าไม่ก็จงฆ่าฉันเสีย”



“คุณพ่อ” หยางซุนเรียกอย่างอัดอั้น ใช่ว่าเขาจะไม่เคารพรักบิดา หากแต่ตอนนี้เขาจำเป็นต้องทำเพื่อบ้านเมืองเสียก่อน



“คุณพ่อคือผู้นำเสมอ แต่คราวนี้คุณพ่อนำผิดทาง ญี่ปุ่นรุกรานจนศพชาวจีนกองกันเป็นสะพานข้ามทะเลได้ ทำไมคุณพ่อไม่สั่งการให้พวกเราสู้รบ”



จิ้งเหอหันไปสบตากับจิวหรงลูกน้องคนสนิทและยังเกี่ยวดองกันเป็นเครือญาติอีกชั้นอย่างผิดหวัง



“จิวหรง เธอทำงานกับฉันมาก็นาน ยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่าฉันคิดอะไร”



จางจิวหรงก้มหน้าอย่างอึดอัด เขาตัดสินใจเอ่ยความคิดคัดค้านออกมา



“ผมเข้าใจครับท่าน ว่าท่านยังกังวลถึงศึกภายในเป็นสำคัญ แต่ท่านครับศึกนอกครานี้รุนแรงนัก ผมคิดว่าเราไม่อาจปล่อยให้ข้าศึกรุกรานได้จริงๆ”



“จึงได้ร่วมมือกับลูกเขยของเธอมาบังคับฉันสินะ เธอเป็นทหารแต่กลับกระทำเช่นนี้กับผู้บังคัญบัญชาของเธอ”



คำพูดนั้นบาดใจของจิวหรง แต่เขาจำเป็นต้องเกลี้ยกล่อมให้เจ้านายคล้อยตามความคิดเห็นของเขา



“ท่านครับ ท่านเป็นผู้บังคับบัญชา ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเราที่เป็นทหารทุกคน แต่ท่านครับ ผมไม่อาจปล่อยให้ประชาชนมองท่านอย่างเลวร้ายได้อีก ถึงแม้ว่าในอนาคตอาจจะเกิดเรื่องที่เลวร้ายกว่าสงครามกับจักรวรรดิญี่ปุ่น แต่นั่นคือเรื่องของวันหน้า ในวันนี้ตอนนี้พวกเราอยากให้ท่านต่อสู้เพื่อเกียรติยศของพวกเรา”



จิ้งเหอมองชายทั้งคู่ หนึ่งเป็นบุตรชาย หนึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทที่ตายแทนกันได้ที่ร่วมมือกันทำเพื่อบ้านเมืองในแนวคิดของตน จิ้งเหอเองก็เข้าใจแต่ในฐานะผู้นำเขาจำต้องมองรอบด้านมากกว่า



“รู้ใช่ไหมว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เป็นแค่ก้าวแรกไปสู่ความเลวร้ายยิ่งกว่า เราอาจจะไม่มีก้าวต่อไปที่จะไปสู้ศึกในวันหน้าทั้งเราและทั้งประเทศชาติ”



หยางซุนสบตาบิดา เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าและกล่าวหนักแน่น



“ผมทราบครับ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไรก็ขอให้ทุกอย่างมันจบเพราะพวกเราชาวจีนได้ร่วมกันต่อสู้เถอะครับ”



จิวหรงคุกเข่าเคียงคู่กัน และนั่นทำให้จิ้งเหอนิ่งงันเขากำกระสุนในมือจนฝ่ามือชื้นเหงื่อ จิวหรงรีบสำทับเมื่อเห็นว่าเจ้านายเริ่มคล้อยตามแล้ว



“ผมติดต่อขอความช่วยเหลือเรื่องอาวุธกับสหรัฐอเมริกาแล้ว เขาขอให้เราทำสัญญาพันธมิตรกับพรรคสังคมนิยมว่าจะต้องร่วมมือกันต่อสู้กับญี่ปุ่นโดยยังไม่มีการแข็งขันกันในช่วงเวลานี้ กรรมการพรรคสังคมนิยมยอมรับและรับปากว่าพวกเขาจะร่วมมือกับเรา”



ร่วมมืองั้นหรือ จิ้งเหอมองไม่ออกว่าพรรคสังคมนิยมจะช่วยเหลืออะไรได้ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีกำลังพลใดๆนอกจากขายอุดมการณ์ในฝัน จิ้งเหอรู้จักอู่จินไห่ดี เขารู้ว่าที่น่ากลัวว่าดวงอาทิตย์ร้อนแรงอย่างญี่ปุ่นก็คืออสรพิษร้ายเช่นชายคนนั้น



จิ้งเหอกวาดสายตามองความภาคภูมิของบรรพบุรุษที่สร้างมา เขาภาวนาข้อไม่ให้ทุกอย่างล่มจมในช่วงเวลาของเขา



“ออกคำสั่งให้พลทหารเตรียมตัวรบ เกณฑ์ชายฉกรรจ์ทั้งหลายให้เข้ามาเป็นพลสำรองในกองทัพ นอกจากอเมริกาแล้วติดต่อไปที่เยอรมันด้วย ใช้งบประมาณเท่าที่มีซื้ออาวุธมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เราจะสู้และขับไล่ญี่ปุ่นออกไปจากจีน”



หยางซุนและจิวหรงกล่าวรับคำสั่งอย่างยินดี หยางซุนก้มศีรษะคำนับแทบเท้าของบิดา เขาเงยหน้าขึ้นมาด้วยสายตาแห่งความเคารพรัก



“ผมจะทำเพื่อประเทศชาติให้ดีที่สุดไม่ให้เสียชื่อคุณพ่อเด็ดขาด”



เฉินหยางซุนและจางจิวหรงรีบลุกขึ้นไปทำตามคำสั่ง ทิ้งให้จิ้งเหอนั่งเพียงลำพังเวลานั้นเองที่หย่งหนานก้าวเข้าไปหาชายชราที่ถอนหายใจออกมา เขาวางมือไปบนมือเหี่ยวย่นนั้น



“คุณลุงครับ”



จิ้งเหอแค่นยิ้มกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางมีร่องรอยหยามหยันตนเอง หย่งหนานเข้าใจทุกฝ่าย แต่ฟันเฟืองเล็กๆเช่นเขาในช่วงเวลานี้มีแต่ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด



“ในที่สุดลุงก็ยั้งสงครามไว้ไม่ได้ ความเลวร้ายกำลังมาเยือนเราแล้วหย่งหนาน”



รัฐบาลจีนตกลงทำตามข้อเสนอของสหรัฐอเมริกาที่จะหยุดความขัดแย้งกับพรรมสังคมนิยม จากนั้นความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จึงถูกส่งมา หกเดือนหลังจากการสังหารหมู่นานกิงกองทัพญี่ปุ่นจึงเริ่มถอยร่นออกไปจากใจกลางเมืองท่าอย่างนานกิง ช่างไห่และชานตงให้ผู้คนเริ่มทยอยออกจากป่ากลับเข้าสู่บ้านเมือง



รัฐบาลจีนซื้ออาวุธจากเยอรมันและเร่งฝึกทหารเพื่อการศึกพวกเขาต่อสู้กับญี่ปุ่นอย่างเข้มแข็ง ส่วนญี่ปุ่นก็ขยายแล้วรบมาทางฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อควบคุมฐานทัพทางทะเลแต่ก็ถูกขัดขวางจากประเทศสัมพันธมิตร



สามปีหลังจากนั้นสงครามโลกครั้งที่สองก็อุบัติขึ้นเมื่อญี่ปุ่นทิ้งระเบิดที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ของสหรัฐอเมริกา

(7 ธันวาคม ค.ศ. 1941)

** **

TBC

ความคิดเห็น