facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 4.2

คำค้น : ซาย,ชายรักชาย,ซากุระ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2560 20:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
4.2
แบบอักษร

 

#

Complex Love 1

- Sakuya Aika -

 

 

 

 

หลังจากนั้นผมหยุดเรียนติดต่อกันหลายวัน ระหว่างนั้นอาจารย์ริวซากิก็โทรมาถามไถ่อาการและพักเรื่องการลงโทษเอาไว้จนกว่าผมจะรู้สึกดีขึ้น ผมโผล่หน้ามาโรงเรียนอีกทีก็เช้าวันจันทร์เลย

ฮ้าวววว!~

ผมอ้าปากหาวเดินเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงมาที่ล็อกเกอร์รองเท้าอย่างขี้เกียจ

“เอย์จิ”

“หือ... ยูกิ”

พอหันไปมองตามเสียงเรียกก็เห็นยัยนั่นเข้าพอดี ยูกิรีบเดินมาหาด้วยสีหน้าเป็นห่วง

“นายหายดีแล้วเหรอ”

“อื้ม”

ยัยนั่นแวะไปเยี่ยมผมที่บ้านมาช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็เลยรู้เรื่องที่ผมบาดเจ็บ นอกจากนั้นผมยังโดนบ่นจนหูชาที่ไปมีเรื่องกับมิชิโอะผู้ชายที่ยัยนั่นชอบอีก ...แต่ผมไม่ได้เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ยัยนั่นฟังหรอก ไม่สิ ความจริงผมไม่อยากพูดถึงมันมากกว่า

“เห... แผลบนหน้าหายเกือบหมดแล้วหนิ”

“อืม แม่ช่วยหายามาให้ทาน่ะ”

“ดีจังเลย อ๊ะ! ฉันลืมไปว่าการบ้านยังไม่เสร็จ ไปก่อนนะเอย์จิแล้วเจอกันที่โรงอาหารตอนเที่ยง”

“อืม”

ยูกิรีบวิ่งออกไปทันทีผมมองตามแล้วส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย ยัยนั่นชอบลืมทำการบ้านประจำเพราะแบบนี้ไงถึงต้องสอบซ่อมบ่อยๆ

“เฮ้เอย์จิ”

ผมหันขวับไปมองทางเจ้าของเสียงเมื่อครู่อย่างประหลาดใจ หัวใจกระตุกไหวเมื่อสับสายตาเข้ากับคนตรงหน้า

“เร็น” หมอนั่นเป็นเพื่อนร่วมห้อง ตัวสูงโปร่ง ผิวเนียน ผมสีม่วงขลับ ตาสีอำพันเหมือนเจ้าชายหมาป่าที่หลุดออกมาจากภาพเขียน บางมุมก็เข้มแข็งแต่บางมุมก็เปราะบางคล้ายจะบุบสลายได้ง่ายๆ เร็นเป็นแบบที่ผมชอบบางทีก็จะเผลอมองหมอนี่อย่างไม่รู้ตัวแต่ว่าตอนนี้ผมกับรู้สึกเฉยๆ กับใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาไปซะแล้ว

“มาเรียนได้แล้วเหรอ”

“อะอื้ม”

เร็นเดินเข้ามาที่ชั้นรองเท้าห่างผมไปเพียงไม่กี่ช่องแล้วยิ้มให้

“จะขึ้นห้องเลยไหม”

“อืม”                                                                             

ผมเดินมาที่ห้องเรียนพร้อมเร็น ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักแต่ผมกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ควรจะเป็น สงสัยคงเพราะช่วงนี้มีเรื่องให้คิดเยอะละมั้ง เลยไม่มีอารมณ์คิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับใคร ทั้งที่ผมแอบปลื้มเร็นอยู่ในใจมาตั้งนาน... พอมาถึงทุกคนที่อยู่ในห้องก็เอ่ยทักทายผมทันที เร็นแยกตัวออกไปนั่งที่ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ปล่อยให้ผมอยู่ในวงล้อมของเพื่อนๆ คนเดียว จนกระทั่งอาจารย์เข้ามาในห้องผมถึงหลุดเป็นอิสระ ทุกคนรีบแยกย้ายกันกลับไปนั่งที่ตัวเองทันที

หลังจากนั้นผมเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ในห้องเรียนไม่ได้ยินกระทั่งเสียงออดพักเที่ยง จนเสียงเรียกของริเสะดังขึ้น

“เอย์จิ!

ผมสะดุ้ง หันไปมองริเสะแล้วกะพริบตาปริบ

“เอย์จิไม่ไปทานข้าวเหรอ หรือว่าเอาข้าวกล่องมา”

“อ้อ... โทษทีลืมไปเลย”

ผมยิ้มให้ริเสะอย่างขอบใจที่ช่วยเตือน ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทันที ตอนนี้ยูกิน่าจะอยู่ที่โรงอาหารแล้วยัยนั่นต้องกำลังบ่นถึงผมอยู่แน่ๆ อ่ะ... จริงสิ ผมหยุดกึกระหว่างทางทันทีที่ฉุกนึกขึ้นได้ เมื่อกี้หรือว่าริเสะมีอะไรจะพูดกับผม? ผมหันกลับไปมองทางที่เพิ่งเดินจากมาก่อนจะส่ายหน้าอย่างปล่อยวางแล้วหันกลับมา ตอนนั้นเอง...

พลั่ก!

หน้าผมชนเข้ากับแผ่นอกของใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง เจ็บๆ ผมรีบถอยห่างออกมาทันทีแล้วก้มหน้าขอโทษอย่างรู้ตัวว่าผิด

“ขอโท... มิชิโอะ!

คำขอโทษหายไปกลางคัน ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจทันทีที่รู้ว่าคนตรงหน้าคือหมอนั่น

“เอย์จิ” มิชิโอะหรี่ตาลง

เราสองคนจับจ้องสายตากันนิ่งไม่รู้นานเท่าไหร่ สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายเบือนหน้าหลบไปทางอื่นพึมพำคำ “ขอโทษ” ออกไปเบาๆ แล้วเดินออกมา

“เอย์จิ...”

เสียงมิชิโอะเรียกชื่อ ผมหยุดฝีเท้าที่ก้าวออกมาได้เพียงสองก้าวแล้วหันไปมองด้วยสีหน้าราบเรียบไม่แสดงออกถึงอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในอก เพียงแค่เห็นหน้ามิชิโอะบางสิ่งก็ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจผมบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกนี่มันคืออะไร รู้เพียงแต่ว่าผมอึดอัดใจที่ต้องเผชิญหน้ากับเขา

“ตานายเป็นไงบ้าง”

“ก็ดีหนิ”

ผมตอบสั้นๆ แล้วเดินออกมา ยังไม่ลืมความรู้สึกขุ่นมัวในตอนนั้น

“เย็นนี้อย่าลืมมาช่วยเก็บบอลที่ชมรมด้วยล่ะ”

อะไรนะ!

เสียงมิชิโอะตะโกนอยู่ข้างหลัง อารมณ์ที่กำลังยุ่งเหยิงถูกลบล้างด้วยเส้นเสียงที่กวนประสาทราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นของหมอนั่น พอหันกลับไปมิชิโอะก็ไม่อยู่แล้ว

 

“เป็นอะไรเอย์จิ”

“เปล่า”

“แต่ท่าทางนายอารมณ์ไม่ดีนะ” ยูกิเหล่มองหน้าผมระหว่างดูดน้ำหวานในแก้ว

“สงสัยฉันคงหยุดเรียนนานไปหน่อย ก็เลยเบื่อๆ น่ะ”

“งั้นเหรอ ว่าไปแล้วฉันก็อยากหยุดเรียนหลายๆ วันแบบนั้นบ้าง ท่าจะสบาย”

“อย่าเลย แค่นี้ฉันก็ขี้เกียจจะติวหนังสือให้เธอแล้ว”

“ชิ ถึงฉันจะหัวไม่ดีแต่ก็ไม่ได้โง่สักหน่อย”

“ต่างกันตรงไหน”

“เอย์จิ...” ปกติถ้าผมพูดแบบนี้ยูกิจะต้องตะคอกกลับมาแล้วแต่นี่ไม่ ยัยนั่นเรียกชื่อผมแล้วมองตรงไปด้านหลังของผมด้วยท่าทางเหมือนมีอะไร

ผมขมวดคิ้วหันไปมองอย่างสงสัย

“ริเสะ?” การปรากฏตัวที่เหนือความคาดหมายของคนตรงหน้าทำผมอึ้งจนลืมคำพูดในหัวไปชั่วขณะ

“เอย์จิ...” ริเสะมองหน้าผมก่อนจะเบือนสายตาไปทางยูกิ “ฉันไม่สบายใจน่ะ ก็เลยอยากจะมาขอโทษยูกิเนะ”

ท่าทางริเสะสำนึกผิดจริงๆ ผมหันกลับไปมองยูกิ ส่งสายตาถามยัยนั่นว่าจะเอายังไง ยูกิพยักหน้าแล้วพูดกับริเสะอย่างไม่ถือสาเอาความ

“ฉันลืมไปแล้วล่ะ แต่ว่าอย่าให้มีครั้งที่สองอีกล่ะฉันไม่ยกโทษให้จริงๆ ด้วย”

“อะอื้ม จะไม่ทำอีกแล้วล่ะ ถ้าอย่างนั้น... ตอนนี้เราสามารถเป็นเพื่อนกันได้แล้วใช่ไหม” ริเสะยิ้มอย่างโล่งอกแล้วยิงคำถามที่คาดไม่ถึงใส่ยูกิ ยัยยูกิพอได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับทำหน้ากระอักกระอ่วนออกมา ยัยนั่นคงไม่ได้รังเกียจริเสะหรอกแต่การจะเป็นเพื่อนกับคนที่เคยคิดร้ายด้วยมันคงยุ่งยากใจน่าดู

“ว่าแล้วเชียว คงไม่ได้สินะ” ริเสะตีหน้าเศร้า

“จะว่าไงดีล่ะ ...จู่ๆ มาขอเป็นเพื่อนเลยมันก็แปลกๆ นายว่าไงเอย์จิ?” ยูกิโยนปัญหามาให้ผมช่วยคิด แล้วผมเกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย นี่มันเรื่องของพวกเธอไม่ใช่เหรอ

“อะเอ่อ...” ผมเริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาทันทีเมื่อมีสายตาสองคู่จ้องมองมา “...ก็ถ้าปรับความเข้าใจกันแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่”

“ถ้างั้นฉันกับยูกิเนะก็เป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหม”

 

“อะอื้มได้สิ” ยูกิยิ้มตอบอย่างฝืนๆ ว่าแล้วเชียว ยัยนั่นต้องอึดอัดอยู่แน่ๆ ไม่เข้าใจเลยถ้าไม่อยากเป็นเพื่อนก็แค่ปฏิเสธไปตรงๆ ก็ได้ พวกผู้หญิงนี่ชอบทำอะไรมีลับลมคมในกันเสียจริงๆ

 

 “เอย์จิจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า” ริเสะเดินเข้ามาถามหลังจากได้เวลาเลิกเรียน ผมมองหน้ายัยนั่นอย่างรู้สึกแปลกใจก่อนจะส่ายหัวเบาๆ

“ยังกลับไม่ได้น่ะพอดีต้องไปช่วยเก็บบอล”

“เก็บบอล?”

“อื้ม ไปนะ”

ผมเก็บของเสร็จก็ลุกออกมาทันที ริเสะมองตามด้วยสายตาสงสัย แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย

“...”

ผมชะงักเมื่อเจอกับมิชิโอะที่ล็อกเกอร์รองเท้า ทำตัวไม่ถูกชั่วขณะ ก้มหน้าลงเปลี่ยนรองเท้าโดยไม่พูดอะไร จนกระทั่งหมอนั่นเปลี่ยนรองเท้าเสร็จและเดินออกไปผมค่อยผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ว่าแต่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย... แค่เจอกับหมอนั่นทำไมต้องประหม่าขนาดนี้ด้วย

“เสร็จแล้วเหรอ”

“...” ผมยืนอึ้ง มิชิโอะที่ยืนอยู่หน้าประตูทางออกหันมามองด้วยสายตาเป็นคำถาม

“จะไปชมรมยัง”

“อืม”

มิชิโอะจ้องมองแวบหนึ่งก่อนจะเดินนำออกไป ผมก้าวตามหลังมิชิโอะไปเงียบๆ ไม่มีการพูดคุยใดๆ ระหว่างทาง ถึงแม้ว่าผมจะคาใจเรื่องโคตะก็เถอะ ตั้งแต่วันนั้นหมอนั่นได้คุยกับโคตะหรือยังนะ

“พวกนายมาช้าเกินไปแล้ว”

เสียงคล้ายไม่พอใจที่ตะโกนแข่งกับเสียงหวดบอลในสนามของอาจารย์ริวซากิลอยมากระทบหู ผมถึงรู้สึกตัวว่าเดินมาถึงชมรมเทนนิสแล้ว

“ห้ามใจลอยล่ะถ้าไม่อยากโดนบอลอัดหน้าอีก” มิชิโอะหันมาเตือนอย่างหวังดีก่อนจะตะโกนตอบเสียงของอาจารย์ริวซากิอย่างไม่สะทกสะท้านแล้วตรงไปเปลี่ยนชุดที่ล็อกเกอร์ชมรม ชุด... อ๊ากลืมไปเลยผมไม่ได้เอาชุดวอร์มมาเปลี่ยน!

มิชิโอะคงสังเกตเห็นท่าทางกระวนกระวายของผม เขาหันมามองระหว่างหยิบชุดออกมาจากล็อกเกอร์

“นายมีชุดมาเปลี่ยนหรือเปล่า”

“อือ...แบบว่าลืมน่ะ จริงๆ ใส่ชุดนักเรียน...”

“เอาไปใส่สิ”

ผมยังพูดไม่ทันจบก็ต้องตกใจเพราะชุดที่มิชิโอะโยนมาให้ ยื่นมือออกไปรับแทบไม่ทันแหนะ มองชุดพละในมือสลับกับหน้าหมอนั่นเลิ่กลั่ก

“ยืนบื้ออะไรอีกรีบเปลี่ยนสิ”

จู่ๆ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ผมกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ให้ใส่ชุดเดียวกับมิชิโอะเนี่ยนะ...

          หลังตะโกนบอกเสร็จเขาก็ถอดเสื้อออกทันที อึก... ผมเผลอมองแผ่นหลังขาวจั๊วะของมิชิโอะอย่างไม่ได้ตั้งใจ ไล่สายตาลงไปยังขอบกางเกงที่เกาะอยู่ต่ำกว่าเอวอย่างหมิ่นเหม่แล้วของเหลวอุ่นๆ ก็พุ่งออกมาทางจมูก!

        อั่ก! จริงเหรอเนี่ย ผมรีบยกมือขึ้นปิดหน้าทันที ตะโกนบอกมิชิโอะแล้ววิ่งออกมาอย่างขายหน้า

          “ฉัน... ฉันเหมือนจะไม่สบาย ขอไปห้องพยาบาลแป๊บ!

          “หา!?

 

          “ขออนุญาตครับ!

          ผมผลักประตูห้องพยาบาลผาง อาจารย์คิโยชิเหลือบมามองด้วยสายตาประหลาดใจ

          “เอย์จิ... นั่นเลือดไหลเหรอ”

          “คะแค่กำเดาน่ะครับ”

          “รีบนอนลงเร็ว” อาจารย์คิโยชิประคองผมมาที่เตียงอย่างเป็นห่วง “เอ้านี่บีบจมูกไว้นะ แล้วหายใจทางปาก”

          ผมทำตามคำแนะนำ อาจารย์คิโยชิลุกออกไปแล้วกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับผ้าเย็นและกระดาษทิชชู่

          “นี่ประคบดั้งไว้”

          “...ผมไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ รู้สึกว่าเลือดจะหยุดไหลแล้ว” ผมตอบอายๆ เพราะไม่ได้บาดเจ็บอะไรเพียงแต่ที่เลือดไหลคงเพราะเผลอคิดอะไรแปลกๆ

          “หือ... จริงด้วย ยังไงก็เถอะเอานี่ประคบไว้ก่อนและก็เช็ดเลือดที่เลอะด้วย” อาจารย์คิโยชิมองหน้าผมจนแน่ใจแล้วถึงพูดออกมา “แล้วไปทำอะไรมาล่ะทำไมกำเดาไหล”

          “อะเอ่อ... จู่ๆ มันก็ไหลน่ะครับ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม”

          “ไม่ใช่ว่าเป็นผลกระทบจากอุบัติเหตุที่สนามเทนนิสหรอกเหรอ ไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกรอบดีกว่านะ”

          “อาจารย์รู้ด้วยเหรอว่าผมโดนบอลอัดตา”

          “อาจารย์ริวซากิบอกน่ะ”

          “อ๋อ...” ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วก็เผลอพูดเรื่องของทั้งคู่ออกมา “อาจารย์กับอาจารย์ริวซากิท่าทางสนิทกันนะครับ”

          “...”

          ใบหน้าอ่อนโยนของอาจารย์คิโยชิเรียบตึงทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น ผมเสียววูบ ...นี่เราพูดเรื่องที่ไม่สมควรออกไปหรือเปล่านะ แล้วจู่ๆ อาจารย์คิโยชิก็ถอนหายใจออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย

          “กับอาจารย์ริวซากิไม่ได้สนิทกันอย่างที่เห็นหรอก หมอนั่นเป็นตัวปัญหาเธอเองก็ระวังเอาไว้ด้วยล่ะ”

          “เอ๋?” ผมกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ อาจารย์ริวซากิเป็นตัวปัญหางั้นเหรอหมายความว่ายังไงกันนะ ผมเอียงคอสงสัยแต่อาจารย์คิโยชิก็ไม่พูดอะไรอีก เขาลุกขึ้นเก็บเศษทิชชู่ที่ผมใช้ซับเลือดไปทิ้งถังขยะแล้วกลับไปนั่งโต๊ะ

          ปล่อยให้ผมคาใจอยู่คนเดียว...

          “เดี๋ยวครูออกไปทำธุระก่อนนะ ถ้าจะออกไปก็ช่วยปิดประตูห้องให้ด้วยล่ะ”

          “ครับ”

อาจารย์คิโยชิถือแฟ้มเดินออกไปจากห้อง ผมเหลือบตามองเพดานแล้วถอนหายใจออกมา พออยู่คนเดียวสมองผมก็เริ่มคิดไปเรื่อย...

ใบหน้ามิชิโอะลอยเข้ามาในหัว ผมสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไรทำไมต้องมีอาการแปลกๆ ทุกทีที่เจอหมอนั่น... แล้วเมื่อกี้ก็ยังเลือดไหลเพราะมองร่างกายท่อนบนของมิชิโอะอีก ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเห็นผู้ชายเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย แต่ว่าหุ่นหมอนั่นมัน...

อึก... ผมรู้สึกวูบวาบเหมือนกำเดาจะไหลออกมาอีกรอบเมื่อนึกถึงหุ่นที่ชวนใจสั่นของมิชิโอะ รีบส่ายหน้าไล่ภาพหมอนั่นออกจากหัวทันที

“เฮ้เอย์จิ!

เสียงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นทำผมสะดุ้งเฮือก พอเหลือบไปมองก็เห็นมิชิโอะก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องด้วยสีหน้าที่ปะทุไม่น้อย

“มิชิโอะ!

“นายนี่มันสร้างปัญหาให้ฉันจริงๆ” มิชิโอะที่ทำท่าจะโวยวายในตอนแรกเห็นสภาพผมแล้วก็ถอนหายใจแล้วระบายน้ำเสียงเหนื่อยใจแทน หมอนั่นวางกระเป๋าที่ผมลืมไว้ลงบนเตียง

ผมมองกระเป๋าแล้วยิ้มเก้อๆ “ขะขอบใจนะ”

“ขอบใจบ้าไร แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับนาย คงไม่ได้แกล้งป่วยหรอกนะ”

“ฉันกำเดาไหลนิดหน่อยน่ะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

ผมกำลังจะลุกขึ้นแต่หมอนั่นก็ผลักหน้าผากผมให้ลงไปนอนเหมือนเดิม

“เฮ้ทำอะไรของนายเนี่ย”

“ถ้าป่วยแล้วจะลุกขึ้นมาทำไม”

“ฉันไม่ได้ป่วย”

ผมเถียงกลับทันควัน มิชิโอะเหลือบมองเสื้อผมด้วยสายตาจับผิดผมมองตามก่อนจะเห็นหยดเลือดกำเดาที่เปื้อนอยู่แล้วฉีกยิ้มเจื่อน

“แฮร่~

“เฮ้อ... เอาเป็นว่าวันนี้นายกลับบ้านไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะบอกอาจารย์ริวซากิให้ว่านายยังไม่หายดี”

มิชิโอะเสนอทางออก ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเพราะถึงยังไงก็ไม่อยากไปวิ่งเก็บบอลที่ไม่รู้ว่าจะพุ่งมาจากทางไหนอยู่แล้ว แต่พอรู้ว่าโคตะก็อยู่ที่นั่นด้วยผมก็ฟุ้งซ่านขึ้นมาทันที รีบคว้าข้อมือมิชิโอะที่กำลังจะเดินจากไปเอาไว้อย่างลืมตัว

“หือ...” มิชิโอะเหลือบมองข้อมือที่โดนจับแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะเหลือบมองผมด้วยสีหน้าแปลกใจ “เอย์จิ?”

“ฉัน ...ฉันจะไปที่สนามด้วย”

“...”  

 

 

 

จบแล้วจ้า ขอโทษน๊าที่หายไปนาน หวังว่ายังไม่ลืมกันนะคะ

ไว้พบกันตอนหน้าค่ะ >3

...หนึ่งเม้นท์เท่ากับหนึ่งกำลังใจน๊าาา ^^

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1303954/1650008304-member.jpg

อยากรู้ความเคลื่อนไหว ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทวงนิยาย คุยกับนักเขียน บลาๆ ....เข้าไปกดไลค์เพจเลยจ้าาาา จิ้มๆ  # 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว