facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มิ.ย. 2560 19:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 3

13 ธันวาคม ค.ศ.1937 (การสังหารหมู่นานกิง)



เสียงเครื่องบินรบดังอยู่บนท้องฟ้าไม่ขาดสาย เด็กน้อยอย่างเหวินเป่าถึงกับตัวสั่นเมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังตูมตามไปทั่วนานกิง ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเขาได้แอบฟังครูหยางพูดคุยกับนักการเมืองคนหนึ่งจับใจความได้ว่าญี่ปุ่นเข้ายึดช่างไห่ได้สำเร็จแล้วและมีจุดหมายต่อไปคือนานกิงที่เป็นเมืองหลวง เหวินเป่าไม่เข้าใจว่าสงครามคืออะไรจนกระทั่งวินาทีนี้ที่เด็กวัยแปดขวบเช่นเขาจะต้องเผชิญหน้ากับมัน



หลังคาของโรงงิ้วบางส่วนปลิวหายเพราะระเบิด ไป๋ซานนั่งกอดอยู่กับเหวินเป่าอยู่ที่ใต้ถุนเวทียกสูงโดยที่คนในโรงงิ้วที่ยังเหลืออยู่ต่างก็หาที่หลบกันวุ่นวายเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไม่ขาดระยะเหวินเป่ามองออกไปเห็นผู้คนบนถนนร่วงลงไปกองกับพื้นราวกับใบไม้ร่วง



“ฮือ พี่ไป๋ซาน หนูกลัว”



“ชู่ว อย่าร้องอย่าเสียงดังสิเหวินเป่า”



ไป๋ซานเองก็กลัวไม่แพ้กัน เขายกมือปิดปากของเหวินเป๋าให้เด็กน้อยหยุดส่งเสียง กองทัพทหารญี่ปุ่นดาหน้ากันบุกเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรงแม้ว่ากองกำลังทหารของจีนจะพยายามตั้งทัพต่อสู้แต่ก็ไม่อาจต่อกรกับจักรรวรรดิที่เข้มแข็งได้ ตลอดทั้งวันทั้งคืนมีแต่เสียงกรีดร้องดังไปทุกหย่อมหญ้า ศพผู้คนทั้งถูกยิงถูกแทงด้วยดาบปลายปืนให้ล้มตายยิ่งกว่าใบไม้ร่วง ทั้งไป๋ซานและเหวินเป่าได้แต่หลบซ่อนอยู่ในใต้เวทีของโรงงิ้วทั้งวันทั้งคืน เวลาที่ค่ำมืดดึกสงัดถึงจะพอหลบจากที่ซ่อนออกไปหาของกินมาพอประทังชีพกันเกือบสัปดาห์



“เราต้องหนี”



“หนีไปไหนพี่ไป๋ซาน”



เหวินเป่าถามอย่างหมดหนทาง สมองน้อยๆคิดไม่ออกเลยว่าจะหนีไปจากสมรภูมินรกนี่ได้อย่างไร



“พี่เคยได้ยินที่ท่านอู๋จินไห่เคยพูดไว้ ว่าหากเกิดสงครามพวกเราคงต้องหนีเข้าไปในแผ่นดินที่ลึกกว่าเมืองท่าอย่างนานกิงหรือช่างไห่ เหวินเป่า เราต้องหาทางไปรวมกับพวกเขาแล้วเราจะรอด”



“แต่ว่าทหารญี่ปุ่นเดินกันเกลื่อนขนาดนี้ เราจะไปกันยังไงล่ะพี่ไป๋ซาน”



เหวินเป๋ายังเกรงกลัวเสียงปืนและความน่ากลัวของสงคราม ทหารญี่ปุ่นเหมือนผีร้ายในความคิดของเด็กอย่างเขา ไป๋ซานนิ่งคิดและเอ่ยกับสหายวัยเด็กอย่างตัดสินใจได้



“หนีกันไปกลางคืน พวกมันคงจะตรวจตราน้อยลง เราต้องไปกันคืนนี้แหละ เดี๋ยวเราไปบอกพวกในโรงงิ้วที่เหลืออยู่ว่าจะไปกับเราหรือเปล่า อยู่ที่นี่ก็ตายสู้ไปเสี่ยงตายเอาข้างหน้าดีกว่า”



ไป๋ซานดึงแขนเหวินเป่าให้ออกจากใต้เวทีเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว พวกเขาค่อยๆย่องไปหาหยางซื่อที่ซ่อนตัวอยู่ด้านในของโรงงิ้วพร้อมหยางเจี่ยนลูกชายโทนของเขาที่อายุมากกว่าเหวินเป่าสี่ถึงห้าปี



“เหล่าซือ หนีกันเถอะ” ไป๋ซานรีบพูด เวลาทุกนาทีมีค่า



“หนีเข้าไปในป่าเอาตัวรอดกันก่อน”



หยางซื่อนิ่งงัน เขามองหีบเก็บอุปกรณ์แสดงงิ้วอย่างเสียดายและหวงแหน



“แล้วโรงงิ้วล่ะ ชุดพวกนี้ ของเหล่านี้ล่ะ”



เหวินเป่าแม้จะยังเป็นเด็กเขาก็เข้าใจดีว่าหยางซื่อนั้นรักงิ้วแค่ไหน เด็กน้อยตรงเข้าไปกุมมือชายสูงวัยไว้ราวกับจะปลอบโยน



“เหล่าซือครับ ของพวกนี้เป็นของนอกกายถึงมันพังไปเหล่าซือก็สร้างมันใหม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือตัวเหล่าซือหากไม่มีเหล่าซือแล้วใครจะสอนพวกเราเล่นงิ้วอีกล่ะครับ”



คำพูดของเด็กน้อยช่างโตกว่าวัยมันทำให้หยางซื่อได้สติ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเป่าปากเป็นสัญญาณเรียกคนที่ยังเหลือในโรงงิ้วได้เกือบสิบคน



“เคยได้ยินจากนักการเมืองคนหนึ่งที่มาดูงิ้วบอกว่ารัฐบาลสร้างกองกำลังไว้ที่ซีอานอีกแห่งหนึ่ง ยังไงพวกเราต้องหนีไปที่ซีอานให้ได้”



หยางซื่อมองหน้าสมาชิกทีละคนราวกับจะจดจำทุกคนไว้



“เราจะค่อยๆทยอยกันออกไปจากโรงงิ้วแล้วลัดเลาะไปตามตรอกเล็กๆพวกเราต้องไปอย่างเงียบที่สุดโดยใช้ความได้เปรียบที่เรารู้จักพื้นที่ในนานกิง ขอให้ทุกคนโชคดี หากไอ้พวกญี่ปุ่นมันไปจากนานกิงเมื่อไหร่ขอให้พวกเรามารวมกันที่นี่อีกครั้งถ้าไม่ตายกันเสียก่อน ได้โปรดอย่าลืมงิ้วที่เป็นชีวิตของพวกเรา”



ทุกคนสบตากันอย่างเศร้าสร้อยเพราะไม่รู้ว่าจะมีวันที่พวกเขาจะได้กลับมาพบกันอีกหรือไม่ จากนั้นหยางซื่อจึงออกความคิดให้ทุกคนทาหน้าเป็นสีดำเพื่อให้กลมกลืนกับความมืดให้มากที่สุดก่อนจะทยอยเดินทางออกจากโรงงิ้วทีละส่วน



เหวินเป่าไปกับไป๋ซาน รุ่นพี่ในโรงงิ้วพาเขาย่องออกไปทางด้านหลังโดยพยายามให้เงียบที่สุด ดีที่ยามนี้ดึกสงัดและเป็นคืนเดือนแรมจึงมีเพียงทหารญี่ปุ่นบางส่วนอยู่ยามกันตามถนนเส้นหลักเท่านั้น พวกเขาที่หลบหนีจึงลอบไปกันทางตรอกซอยเส้นเล็กที่ไม่เป็นที่สนใจ



ครั้นออกมาพ้นโรงงิ้วอันเป็นที่หลบภัยเหวินเป๋าและไป๋ซานถึงกับชะงักงันเด็กน้อยอย่างเหวินเป่าถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขาต้องยกมือปิดปากกลั้นเสียงร้องสะอื้นเมื่อเห็นสภาพภายนอกหลังจากที่พวกเขาไม่ได้ออกมาจากโรงงิ้วเป็นสัปดาห์และภาพเหล่านั้นยังคงตามมาหลอกหลอนเมื่อเหวินเป่าเติบโตขึ้นมาเกือบตลอดชีวิต



ไฟแห่งสงครามช่างเลวร้ายเหลือเกิน



ศพผู้คนชาวจีนทั้งหญิงและชายนอนตายกันให้เกลื่อนกลาด กลิ่นคาวเหม็นเน่าศพลอยคลุ้งจนสะอิดสะเอียนชวนให้คลื่นไส้ ราวกับชีวิตของผู้คนคือผักปลาหรือของเล่นให้ผู้กระหายสงครามได้ใช้ระบายอารมณ์กระนั้น ไป๋ซานที่เป็นชายรุ่นหนุ่มแล้วถึงกับกัดฟันแน่นเมื่อเขารู้ว่าศพสตรีที่เห็นนั้นผ่านการถูกย่ำยีกระทำชำเราจนสูญสิ้นศักดิ์ศรีก่อนจะถูกฆ่าให้ตาย



“เหวินเป่า เรารีบไปกันเถอะ”



ฉุดมือเด็กน้อยเพื่อนร่วมชะตากรรมให้ได้สติ เหวินเป่ายกมือเช็ดคราบน้ำตาและปลุกใจให้เข็มแข็งเท่าที่เขาจะทำได้ เด็กน้อยวิ่งตามเพื่อนรุ่นพี่ด้วยความหวาดหวั่นและสะเทือนใจที่ต้องคอยหลบหลีกจากกองซากศพของเพื่อนร่วมชาติ ดีที่ไป๋ซานชำนาญเส้นทางพอที่จะหลบหลีกไปจนพ้นเขตที่พักของทหารญี่ปุ่น



“พี่ไป๋ซานหยุดก่อน”



ยั้งรุ่นพี่ไว้เมื่อวิ่งผ่านสถานที่อันคุ้นตามาตั้งแต่เกิด สำนักคณิกาที่ล้วนแล้วแต่มีสตรีที่มอบความสุขให้แก่ชายได้บรรเทาในความกำหนัดบัดนี้เงียบสนิท โคมเขียวที่เคยส่องสว่างไม่เหลือแม้แต่ซาก หัวใจของเหวินเป่าราวกับถูกกระชากออกจากอกเมื่อคิดถึงผู้ให้กำเนิด



“อะไรอีกเหวินเป่า”



“ขอเวลาสักนิด แค่นิดเดียว แม่ของผมอยู่ที่นี่”



แม้จะละล้าละลังแต่ไป๋ซานก็ปล่อยให้เหวินเป๋าวิ่งเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคย ไป๋ซานตามเข้าไปด้านในด้วยความเป็นห่วงและเขาก็ต้องพบกับภาพที่แสนสะเทือนใจเมื่อเห็นเด็กน้อยเหวินเป๋าร้องไห้กอดศพหญิงคนหนึ่งอย่างไม่รังเกียจร่างกายนั้นจะเริ่มส่งกลิ่นแล้วก็ตามและตามพื้นห้องก็เต็มไปด้วยหญิงขายตัวคนอื่นนอนเกลื่อนอย่างน่าอเน็จอนาถ



“เหวินเป่า พี่เสียใจด้วย”



ไป๋ซานเดินเข้าไปวางมือบนบ่าเล็กที่สั่นสะท้านเพราะกำลังกลั้นสะอื้นเดาได้ทันทีว่าหญิงคนนี้คือมารดาของเด็กน้อย เหวินเป่ากัดฟันกลั้นเสียงร้องอย่างยากเย็น เขายกมือกำจี้ที่คล้องคออันเป็นสมบัติสิ่งสุดท้ายของมารดาไว้แน่น



“เกลียด ผมเกลียดญี่ปุ่น”



นึกชิงชังอีกครึ่งหนึ่งของสายเลือดในร่างกายตนเองที่เหวินเป่ารู้ดีว่ามีชาติกำเนิดจากคนในชาติที่สร้างความเสียใจให้เขา หากใช้มีดกรีดเนื้อของตนแล้วปล่อยให้เลือดของคนพวกนั้นไหลให้หมดไปจากกายได้เหวินเป่าก็จะทำแต่เพราะทำไม่ได้เด็กน้อยจึงทำได้เพียงเขาจะโยนมันทิ้งไปจากหัวใจของเขาเสียให้สิ้น

“ลืมว่าแกเป็นลูกญี่ปุ่น อย่าได้บอกใครเด็ดขาดเข้าใจไหม”



คำพูดสุดท้ายของแม่ก้องอยู่ในหัว เหวินเป่ารับปากกับศพของแม่ที่ถูก



ทารุณกรรมว่าเขาจะทำตามที่แม่บอกไปตลอดชีวิต เหวินเป่าคือคนจีนและจะเกลียดพวกคนเลวไปจนวันตาย



“ไปกันเถอะพี่ไป๋ซาน”



เขาจำต้องเข้มแข็ง ไม่มีเวลาสำหรับคำว่าเด็กอีกแล้ว เหวินเป่าหยัดยืนขึ้นยกหลังมือเช็ดคราบน้ำตาให้หมดและหันไปหาไป๋ซานจากนั้นทั้งคู่จึงวิ่งออกไปจากสถานที่อันเลวร้าย



วิ่ง วิ่ง และวิ่ง



มีเพียงดาวฤกษ์บนท้องฟ้าเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางไปยังจุดหมายไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ มีเพียงความหวังที่จะรอดชีวิตรักษาลมหายใจของตนไว้ให้ได้ ไปให้ไกลจากภยันตรายจากมนุษย์ที่แสวงหาอำนาจจนกระทั่งแสงทองจับขอบฟ้าเหวินเป๋าและไป๋ซานจึงได้เผยรอยยิ้มแรกเมื่อมองเห็นธงของกองทัพทหารจากรัฐบาลจีนอยู่เบื้องหน้า อย่างน้อยทั้งคู่ก็ยังได้พบกับความหวังของลมหายใจอีกเฮือกหนึ่ง








สีหน้าของเฉินหย่งหนานยิ่งเคร่งขรึมหนักกว่าเดิมเมื่อสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นที่กองกำลังทหารของรัฐบาลกลางต้องร่นกำลังจากเมืองท่าเข้าสู่แผ่นดินใจกลางประเทศลึกไปเรื่อยและพวกเขากำลังเสียพื้นชายฝั่งทะเลที่แสนสำคัญให้แก่จักรวรรดิญี่ปุ่นทั้งชานตง ช่างไห่และนานกิง เหล่าทหารที่ประจำพื้นที่ต่างก็ปลดอาวุธยอมแพ้ให้กับความโหดเหี้ยมของทหารของคิริซาวะ ยาคุริ



แม้จะยอมแพ้แต่ญี่ปุ่นก็ยังไม่เห็นใจ คำสั่งให้เข่นฆ่าประชานออกมาอย่างไร้มนุษยธรรม ชาวจีนถูกฆ่าตายไม่ต่ำกว่าวันละหลายพันคน ผู้หญิงถูกข่มเหงทั้งร่างกายและจิตใจก่อนจะฆ่าทิ้งไม่เว้นแม่แต่แม่ชีหรือหญิงชราก็กลายเป็นของเล่นของปีศาจในคราบมนุษย์ทั้งในยามกลางวันแสกๆและไม่เลือกสถานที่



หากกล่าวถึงกำลังพลในกองทัพนั้นหย่งหนานประเมินแล้วพวกเขามีทัดเทียมกับญี่ปุ่น จะเสียเปรียบก็เป็นเพราะอาวุธยุโธปกรณ์ของญี่ปุ่นนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพ ทำให้แม้จะมีกำลังพลแต่กองทัพจีนก็ยังทำอะไรญี่ปุ่นไม่ได้มากนักด้วยสถานการณ์ทั้งหมดทำให้หย่งหนานนึกเห็นใจลุงของเขาที่เป็นผู้นำสูงสุดในตอนนี้



เฉินจิ้งเหอคล้ายจะชราลงไปอีกสักสิบปีกับความเพลี่ยงพล้ำ สีหน้าครุ่นคิดจนเกิดรอยย่นรอบดวงตามากขึ้นไปอีก ในฝ่ามือมีกระสุนเก่านัดหนึ่งที่เขามักจะกำมันไว้ยามต้องใคร่ครวญก่อนจะตัดสินใจสั่งการใดๆลงไปในฐานะผู้นำของประเทศ แผ่นดินจีนสูญเสียมามากพอแล้วทั้งมองโกเลียและเหอเป่ย จิ้งเหอไม่ต้องการให้ดินแดนอันยิ่งใหญ่ต้องถูกตัดแบ่งออกไปอีกในวาระที่เขาเป็นประมุข



กองทัพของจีนได้รับคำสั่งให้ถอยร่นเข้ามาจนเกือบถึงซีอานที่จิ้งเหอเลือกใช้เป็นชัยภูมิตั้งมั่น พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของจีนมาหลายยุคหลายสมัย เขาภาวนาขอให้วิญญาณบรรพบุรุษที่เคยรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวช่วยปกป้องให้เขาแก้ไขปัญหาใหญ่หลวงตรงหน้าได้โดยเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด



“ป้าสะใภ้ของหลานเป็นอย่างไรบ้าง”



จิ้งเหอเอ่ยถามเมื่อเห็นหน้าหลานชายที่ต้องมารับหน้าที่ดูแลคนในครอบครัวในขณะที่จิ้งเหอมีภารกิจใหญ่หลวงและหยางซุนต้องไปดูแลการย้ายทัพมาที่ซีอาน หย่งหนานนอกจากจะต้องทำงานในกองทัพแล้วเขาจึงต้องเป็นผู้ดูแลสมาชิกในครอบครัวที่หอบหิ้วกันมาให้พักอยู่ในค่ายทหารที่เป็นทางผ่านสู่ซีอานด้วย



“คุณป้าสบายดีครับ มีอาการปวดเมื่อยจากการเดินทางไกลอยู่บ้าง ส่วนพี่สะใภ้ก็ยุ่งดูแลหลาน”



เฉินหยางซุนมีบุตรเป็นเด็กชายวัยเพิ่งได้หัดเดินอันเป็นแก้วตาดวงใจของคนในครอบครัว จิ้งเหอได้ยินดังนั้นจึงพอจะยิ้มออกมาได้บ้าง



“แล้วหลานล่ะ แต่งงานมาได้ค่อนปีแล้วไม่คิดจะมีลูกแข่งกับพี่ชายบ้างหรือหย่งหนาน”



“ในเวลาเช่นนี้ผมคิดว่ายังไม่พร้อมครับคุณลุง ผมขอช่วยคุณลุงจนผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยคิดถึงเรื่องอื่น”



จิ้งเหอมองหลานชายแล้วก็ต้องถอนหายใจ เขานึกเห็นใจหย่งหนานขึ้นมาครามครัน



“เพิ่งแต่งงานได้คืนเดียวก็เกิดสงคราม ซ้ำร้ายยังต้องมารบอย่างต่อเนื่องลุงเองก็ไม่รู้จะช่วยหลานได้อย่างไร”



หย่งหนานฝืนยิ้ม ในเวลาเช่นนี้ความสุขส่วนตัวย่อมมาทีหลังประเทศชาติ



“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณลุง ฟางซินก็คงเข้าใจดี เธอก็เป็นลูกของขุนศึกคนหนึ่งย่อมเข้าใจในสถานการณ์เช่นนี้”



จิ้งเหอพยักหน้ารับ ในเวลาเช่นนี้ทุกคนในชาติต่างก็ลำบากไม่แพ้กัน เมื่อต้องตั้งรับกับกองทัพของญี่ปุ่นโดยผู้นำทัพที่เป็นรุ่นน้องของเขา



“ผมขอถามคุณลุง เราจะทำอย่างไรต่อไปครับ”



เป็นคำถามที่ชนชั้นปกครองระดับสูงต่างก็อยากรู้คำตอบแต่ไม่มีใครกล้าถามจิ้งเหอนอกจากผู้เป็นหลานเช่นหย่งหนานที่ใกล้ชิดสนิทสนม



“กองทัพญี่ปุ่นได้เปรียบเราตรงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว”



แม้จะเป็นศัตรูในสนามรบแต่จิ้งเหอก็ยังมองฝ่ายตรงข้ามด้วยความชื่นชมในข้อดี



“เขามีสมเด็จพระจักรพรรดิเป็นที่ตั้งและพร้อมจะทำตามที่ผู้นำของพวกเขาสั่งการอย่างไม่มีบิดพริ้ว ในขณะที่พวกเราแม้จะมีกำลังพลมากกว่าอยู่บ้างแต่เพราะมาจากหลายทิศหลายผู้นำจึงยังขาดความสามัคคีและนี่เป็นจุดอ่อนที่สุดของเรา”



จิ้งเหอเอ่ยช้าๆอย่างตรึกตรอง หย่งหนานนิ่งฟังและซึมซับความคิดนั้นไปด้วย



“ลุงเชื่อว่ากองทัพญี่ปุ่นคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ความฮึกเหิมจะทำให้เขาต้องการขยายอำนาจออกไปมากกว่านี้ ลุงกำลังขอความช่วยเหลือไปทางเยอรมันและสหรัฐอเมริกา พวกประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นคงไม่อยากเห็นญี่ปุ่นได้ยึดครองน่านน้ำทางทะเลมากไปกว่านี้”



“เราจะเผชิญหน้าและสู้กับกองทัพญี่ปุ่นไหมครับคุณลุง”



“ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย” จิ้งเหอถอนหายใจ “แค่ประชาชนและเชลยที่ถูกเข่นฆ่าทารุณกรรมที่ชานตงกับนานกิงลุงก็อับอายวิญญาณบรรพชนมากแล้ว ลุงไม่อยากเสี่ยงอีก อย่าลืมว่านอกจากศึกนอกเรายังมีศึกในที่พรรคสังคมนิยมจ้องจะล้มพวกเราอยู่”



หย่งหนานไม่ลืมการกระทำของพรรคสังคมนิยมแม้ว่าจะผ่านมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กชายตัวเล็กที่เพิ่งเข้ามาภายใต้การดูแลของจิ้งเหอผู้เป็นลุง เมื่อเกือบสิบปีที่แล้วที่เกิดการจราจลต่อต้านรัฐบาลจนเกิดการสังหารหมู่ที่ช่างไห่ สาเหตุก็มาจากพรรคสังคมนิยมนั่นเองที่อยู่เบื้องหลัง หย่งหนานรู้ดีว่าหากลุงของเขาพลาดเมื่อไหร่อู๋จินไห่ผู้นำพรรคสังคมนิยมก็จะเข้าซ้ำและฉวยโอกาสชิงอำนาจทันที



“พรุ่งนี้ลุงจะไปตรวจการจัดตั้งกองทัพที่ซีอาน”



“ผมจะไปด้วย จะได้รักษาความปลอดภัยให้คุณลุง”



“อย่าลำบากเลยหย่งหนาน มีงานอะไรที่ต้องทำก็จงทำเถิด ไม่จำเป็นต้องมาอารักขาให้วุ่นวาย อย่าให้คนแก่อย่างลุงต้องมาเป็นภาระในการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่หลานกำลังดูแลอยู่”



“แต่ถ้าเกิดอันตรายกับคุณลุงระหว่างเดินทางล่ะครับ”หย่งหนานกล่าวแย้งอย่างไม่เห็นด้วย แต่จิ้งเหอก็ยังคงยืนกราน



“จากที่นี่ไปถึงซีอานมีแต่พวกเราทั้งนั้น ลุงไม่เชื่อว่าใครจะบุกเข้ามาในใจกลางของแผ่นดินจีนได้ วางใจเถอะหย่งหนานและไปทำหน้าที่ของหลานให้ดีที่สุด”



หย่งหนานลากลับออกมาอย่างไม่สบายใจนัก แต่เขารู้ดีว่าหากจิ้งเหอตัดสินใจแล้วจะไม่มีสิ่งใดมายับยั้งได้ เขาได้แต่ภาวนาให้ทุกอย่างเป็นเช่นดั่งคำพูดของจิ้งเหอ







เฉินหย่งหนานนั่งมาในรถทหารตั้งแต่เช้าตรู่ ในขณะที่เขาต้องมาทำหน้าที่ดูแลการจัดกำลังพลในค่ายทหารที่เป็นหน้าด่านของเข้าเขตซีอานเฉินจิ้งเหอก็นั่งรถยนต์ไปคนละฝั่งกับเขาโดยไม่มีใครคุ้มกันนอกจากคนขับรถคู่ใจเพื่อตรงไปยังซีอานฐานทัพใหม่ของรัฐบาลจีน



ด่านหน้าของกองทัพเต็มไปด้วยเหล่าทหารที่กำลังสร้างที่พักและชาวบ้านที่หนีตายจากสงครามเข้ามาในเขตทหาร หย่งหนานทอดสายตามองผู้คนที่มีสีหน้าอิดโรย บางคนก็พอจะเก็บข้าวของมาได้ทันบางคนก็มีแต่ตัวและเสื้อผ้าติดกายเท่านั้น เหล่าผู้คนเรือนร้อยกระจัดกระจายกันอยู่ในลานกว้าง



สายตาของหย่งหนานสะดุดกึกเมื่อเห็นชายสูงวัยที่อายุน้อยกว่าจิ้งเหอลุงของเขาไม่กี่ปีนั่งเด่นอยู่บนผืนหญ้ารายล้อมไปด้วยชาวบ้านราวสิบคน พวกเขากำลังฟังชายผู้นั้นพูดอะไรบางอย่างด้วยความตั้งใจ คิ้วของหย่งหนานขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นดังนั้น



ชายคนนั้นคืออู๋จินไห่ ผู้นำของพรรคสังคมนิยมที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของพรรคชาตินิยมที่เป็นรัฐบาล จินไห่ไม่ใช่ทหาร แรกเริ่มเดิมทีเมื่อวัยหนุ่มเขาเป็นแค่นักบัญชีในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีความสนใจในระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมจินไห่เผยแพร่ความคิดของเขาออกไปสู่ชนชั้นกรรมาชีพที่ไม่พึงพอใจต่อระบบการปกครองที่เหลื่อมล้ำจนกระทั่งมันขยายตัวถึงขั้นกลายเป็นพรรคการเมืองพรรคสำคัญในที่สุด



ชายที่มีใบหน้าธรรมดาและไม่ได้มีลักษณะของความแข็งแกร่งทางกายภาพกลับกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของเฉินจิ้งเหอผู้นำของรัฐบาลจีน



TBC



ความคิดเห็น